กัมพูชาเป็นพวกตอแยไม่เลิก แม้จะมั่ว แม้จะโกหก แม้จะเถียงข้างๆ คูๆ ก็จะตะบี้ตะบันทำมันอยู่อย่างนั้น เช่นการอ้างว่าตนป็นเจ้าของวัฒนธรรมไทย และยังอ้างว่าตนเป็นเจ้าของแผ่นดินไทย
ทั้งสองเรื่องนี้ผมเขียนเตือนและติงไว้หลายครั้ง เชื่อว่าคนเขมรก็น่าจะได้อ่าน แต่จนแล้วจนรอด "ความจริง" ที่เขียนบอกไปก็ไม่เคยเข้าไปในสมองของคนเหล่านี้
โดยเฉพาะพวกนักการเมืองเขมรที่มักจะปลุกปั่นลัทธิคลั่งชาติเพื่อหวังผลการเมือง พวกนี้ไม่สนใจ "ความจริง" อะไรหรอกครับ อย่าไปเสียเวลาสั่งสอนพวกนี้ เพราะยิ่งคนเขมรคลั่งชาติ ก็จะยิ่งไม่สนใจความเลวร้ายของนักการเมือง และจะยิ่งเชื่อฝังหัวว่า "ศัตรูที่แท้จริงของชาติกัมพูชาคือไทย"
แต่ผมก็จะไม่เลิกเปิดเผยความจริง เพราะอย่างน้อยให้คนไทยเรามีปัญญาก็ยังดีกว่าเป็นคนโง่เขลาให้นักการเมืองนจูงจมูกเหมือนคนชาตินั้น
ที่ผมต้องตอบโต้ในวันนี้ก็เพื่อจะสั่งสอน "เนตร เภียกตรา" (នេត្រ ភក្រ្តា) รัฐมนตรีกระทรวงข้อมูลข่าวสารของกัมพูชา เป็นพิเศษ หลังจากที่เขาโพสต์ข้อความยาวเหยียดที่มีแต่น้ำไม่มีเนื้อ โดยมีใจความสั้นๆ แค่ว่า "กัมพูชาคือผู้รักษาวัฒนธรรมและอารยธรรมเขมร เพราะสิ่งนี้คือมรดกที่บรรพบุรุษของเราได้สร้างสรรค์และส่งต่อมา เราได้รับสืบทอดมรดกดังกล่าวจากท่านเหล่านั้น และมีหน้าที่ต้องปกป้องรักษาไว้ในยุคสมัยของเรา อีกทั้งต้องส่งต่อไปยังคนรุ่นหลังโดยไม่ปล่อยให้อัตลักษณ์และคุณค่าของสิ่งนี้สูญหายไป"
ผมขอตอบว่า ไม่ใช่หรอกนายเนตร เพราะผู้รักษาวัฒนธรรมและอารยธรรมเขมรนั้นไม่มีจริง เนื่องจากในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาหลายร้อยปี "เจ้าเขมรชิงอำนาจกันเองและคนเขมรเข่นฆ่ากันเอง" จนบ้านเมืองไม่เคยสงบสุขเลย เรื่องนี้มีอยู่ในพงศาวดารทั้งไทยและเขมร หากตาไม่บอดก็เห็นอยู่เต็มตา พวกเจ้าเขมรนั้นไม่เพียงหนีมาไทยเพื่อขอไทยช่วยคุ้มหัวเวลากัดกันเอง แต่เมื่อกลับไปบ้านเมืองตนก็ยังขอวัฒนธรรมของกรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยาไปด้วย เพราะวัฒนธรรมเขมรนั้นพินาศหลายครั้งหายหน
ตัวอย่างเช่น ชุดขุนนางเขมรนั้น คือลอมพอกและชุดครุยก็ลอกมาจากชุดแบบอยุธยา มีบันทึกไว้ในราชพงษาวดารกรุงกัมพูชา ฉบับแปลจากภาษาเขมร โดย พ.ต.หลวงเรืองเดชอนันต์ (ทองดี ธนรัชต์)
นี่ไม่ต้องเอ่ยถึงชุดไทยยุครัตนโกสินทร์และรำไทยสมัยเดียวกันที่ไทยไปสอนให้ตั้งแต่ครั้งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จนถึงสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว อันเป็นช่วงเวลาที่เจ้าเขมรชิงอำนาจกันรุนแรงที่สุดจนเกือบจะสิ้นชาติ และวัฒนธรรมพังพินาศหมด
แม้ในสมัยใกล้ คือหลังจากเขมรแดงถูกกำจัดไปแล้ว ไทยเรายังส่งครูนาฏศิลป์ไปสอนคนเขมรให้รู้จักการรำที่ถูกต้องอีกครั้ง
แล้วเป็นไงครับ? เขมรเดี๋ยวนี้เนรคุณไม่พอ ยังว่าเราเป็นโจรเสียอีก
อย่างนายเนตร เภียกตราที่โพสต์อะไรรุ่มร่ามเรื่องเขมรรักษาวัฒนธรรมเขมรนั้นไม่เพียงเป็นเท็จและต้องการจะแซะไทย แต่ยังโพสต์ภาพแผนที่ "จักรวรรดิเขมร" (Khmer empire) เด่นหรา หมายจะบอกกับคนเขมรและไทยว่า "เรายิ่งใหญ่เป็นนายแห่งสุวรรณภูมิมาก่อน"
แต่จริงๆ แล้ว Khmer empire เป็นประดิษฐกรรมของฝรั่งเศส เพื่อที่จะข่มไทยอันเป็นเจ้านายเก่าของกัมพูชา จึงสร้างเรื่องว่า "เขมรปกครองอินโดจีนทั้งหมดมาก่อน" ทั้งที่ก่อนที่เขมรจะเป็นเมืองขึ้นฝรั่งเศส เขมรเป็นเมืองขึ้นไทยแท้ๆ และก่อนหน้าหลายศตวรรษยังทะเลาะกันจนบ้านแตกเมืองแยกก็หลายครั้ง จะมีปัญญาเป็น empire ได้อย่างไร?
เพียงแต่ดินแดนของไทยและเขมรนั้นเคยเหลื่อมกันมาก่อน บางดินแดนก็เคยเป็นของเขมรจริง แต่ไม่เคยกินพื้นที่ไปทั่วประเทศไทยในปัจจุบัน อย่างดีก็แค่หัวเมืองภาคตะวันออกของไทยที่มีชื่อเดิมเป็นภาษาเขมรบ้างไม่กี่เมือง ดังนั้นแผนที่ Khmer empire ของเนตร เภียกตรา เป็นเรื่องมโนขึ้นมา และคนไทยควรจะต่อต้านมัน
ผมพูดเองก็เกรงว่าจะไม่มีหลักมีฐาน จะขออัญเชิญพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมาสั่งสอนเขมรจะดีกว่า เพราะทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินไทยองค์สุดท้ายที่ทรงทราบเรื่องเมืองเขมรดีเพราะทรงเป็นพระจักรพรรดิราชปกครองทั้งเมืองเขมรและลาว โดยเมืองเขมรนั้นทรงปกครองเป็นองค์สุดท้ายในฐานะพระราชาธิราชเหนือประเทศราช โดยทรงอธิบายเรื่องดินแดนของเมืองเขมรเอาไว้อย่างละเอียดในเรื่อง "เรื่อง แผ่นดินเขมรเป็น ๔ ภาค" ซึ่งจะช่วยให้เราทราบว่าเมืองเขมรส่วนไหนเคยเป็นของเดิมที่เขมรปกครอง และส่วนไหนตกเป็นของไทยแล้ว และส่วนไหนเป็นของไทยในเวลานั้นก่อนที่เขมรจะแยกไปอยู่กับฝรั่งเศส
เมื่อคนไทยรู้แล้วจะได้ใช้อาวุธทางปัญญานี้ไป "ตบเกรียน" พวกนักการเมืองกับปัญญาชนกึ่งดิบกึ่งดีของกัมพูชาเสียบ้าง จะได้เลิกซ่าท้าทายไทยไม่เลิก
"เรื่อง แผ่นดินเขมรเป็น ๔ ภาค" มีบางส่วนดังนี้ (จะจัดย่อหน้าใหม่เพื่อความสะดวกในการอ่านโดยผู้อ่านสมัยใหม่ และเพื่อการอธิบายเพิ่มเติมด้วยตัวอักษรเอนในวงเล็บโดยผู้เขียนบทความ คือนายกรกิจ ดิษฐาน)
แผ่นดินเขมรเป็น ๔ ภาค คือส่วนที่โบราณเรียกว่าขอมแปรพักตร์ และจะว่าให้รู้ง่ายอีกอย่างหนึ่ง เขมรไทย คือเขตต์แขวงตั้งแต่ฝั่งน้ำปะดงข้างตะวันออกไปจนฝั่งข้างตะวันตกของทะเลสาบ ชื่อบ้านเมืองเหล่านี้เป็นชื่อไทยบ้างชื่อเขมรบ้าง เป็นสองชื่อทั้งไทยทั้งเขมรบ้าง
อย่างเมืองฉะเชิงเทราเป็นชื่อเขมร เมืองแปดริ้วเป็นชื่อไทย
เมืองประจิมเป็นชื่อเขมร เพราะอยู่ทิศตะวันตกของพระนครหลวง เมืองบางคางเป็นชื่อไทย
เมืองนครนายกเป็นชื่อสันสกฤตเขมรตั้ง บ้านนาเป็นชื่อไทย
ด้วยนัยนี้ ที่ต่างๆ เป็นตลอดไป เป็นชื่อไทยบ้างชื่อเขมรบ้าง คนที่อยู่ในเมืองเหล่านั้น ก็เป็นไทยบ้างเขมรบ้างปนกันมาแต่โบราณจนทุกวันนี้ (ดินแดนเหล่านี้เคยเป็นของเขมรโบราณ แต่ต่อมาตกเป็นของไทยโดยสมบูรณ์ - ผู้เขียน)
เหมือนอย่างเมืองนครเสียมราฐ ทุกวันเขมรเรียกว่านักกร (เขียนเป็นภาษาเขมรว่า នគរ หรือ អង្គរ แปลเป็นภาษาอังกฤษคือ Nokor หรือ Angkor- ผู้เขียน) แต่คำโบราณเขมรเรียกว่าเสียมเงียบบ้าง เสียมเรียบบ้าง ไทยเรียกว่าเสียมราฐ ตามคำเขมรโบราณ ก็คำนั้นแปลว่าเมืองไทยทำปลาแห้ง คือแต่ก่อนเป็นบ้านเมืองไทยทำปลาแห้งขาย อย่างเมืองฉะเชิงเทราที่ไทยเรียกว่าเมืองแปดริ้วนั้น เขมรก็มามีอยู่มากจนทุกวันนี้
ก็เมืองส่วนนี้ แต่ก่อนพงศาวดารลึกขึ้นไป กรุงมหานคร (หมายถึงเมืองหลวง) ของเขมรอยู่ที่นครหลวง (ปัจจุบันคือโบราณสถานนครวัด นครธม - ผู้เขียน) ใกล้กับเมืองเสียมราฐ ซากเศษเมืองเก่าปราสาทราชฐานเหลืออยู่มากจนทุกวันนี้ ก็เมื่อพวกไทยมีกำลังเจริญขึ้น ยกทัพไปรบกวนเนืองๆ ทำให้บ้านแตกเมืองเสียเป็นหลายครั้ง จนเจ้านายฝ่ายเขมรเห็นว่าเมืองนั้นอยู่ใกล้ไทยนัก อีกอย่างหนึ่งรังเกียจว่าเป็นเมืองเก่า อาลัยของเจ้านายฝ่ายเขมรที่ตายแล้วซ้ำซากมา เป็นผีสิงอิจฉาหึงหวงเจ้านายที่เป็นขึ้นใหม่ๆ ให้ตายเร็วๆ ง่ายๆ บ่อยๆ นัก จึงล่าเลิกถอยไปเสียข้างใต้ (คตินี้คล้ายกับเรื่องในพงศาวดารไทยเมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงประทับแรมที่กรุงศรีอยุธยา แล้วทรงสุบินไปว่าผีกษัตริย์กรุงศรีอยุธยาไล่ไม่ให้ประทับอยู่ในกรุงเก่าอีก จึงทรงยกมาตั้งกรุงใหม่ที่ธนบุรีทางใต้ - ผู้เขียน)
ก็ในจังหวัดวงเขมรเจือไทยนี้ เมื่อใดไทยมีกำลังมาก ก็ครอบงำออกไปจนหมดบ้างไม่หมดบ้าง เมื่อไรเขมรมีอำนาจขึ้นก็ครอบงำเข้ามาจนถึงเมืองนครนายก เมืองประจิม[เมืองปราจิณบุรีก็เรียก] เมืองฉะเชิงเทรา ที่ไทยเรียกว่าบ้านนา บางคาง แลแปดริ้วนั้นบ้าง ไพร่บ้านพลเมืองสองอย่างปะปนกันอยู่ดังนี้มานาน
แต่จังหวัดขอมแปรพักตร์นี้ ได้ตกเป็นของไทยทั้งสิ้นขาดทีเดียว จนเจ้านายฝ่ายเขมรหรือญวนก้ำเกินเข้ามาไม่ได้เลยทั้งสิ้น ตั้งแต่เมืองปัตบอง เมืองนครเสียมราฐเข้ามาดังนี้นั้น ตั้งแต่ต้นพระบรมราชวงศ์นี้ เมื่อปีขาล จัตวาศก จุลศักราช ๑๑๔๔ ตรงกับคริสตศักราช ๑๗๘๒ นั้นมาจนบัดนี้ ในเขตต์แขวงแผ่นดินขอมแปรพักตร์ที่ว่ามานี้ ไทยได้ไปตั้งบ้านตั้งเมืองลงใหม่หลายเมือง คือมงคลบุรี ศรีโสภณ วัฒนานคร อรัญญประเทศ ถึงเมืองปัตบอง เมืองเสียมราฐ แต่ก่อนก็ไม่มีป้อมและกำแพง ฝ่ายไทยได้ไปสร้างขึ้นเกือบสามสิบปีมาแล้ว ส่วนนี้เป็นส่วนที่ ๑ (เมืองส่วนนี้หรือจังหวัดขอมแปรพักตร์ที่ทรงเรียก ในเวลาต่อมาบางส่วนถูกจัดเป็นมณฑลเขมรหรือมณฑลบูรพาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมาพื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดขอมแปรพักตร์ถูกฝรั่งเศสยึดไปและตกเป็นของกัมพูชาจนถึงทุกวันนี้ - ผู้เขียน)
ส่วนที่ ๒ เรียกว่าเขมรป่าดง แผ่นดินแดนต่อนครหลวงนครธมขึ้นไปข้างเหนือ แลเป็นเมืองอยู่บัดนี้ มีชื่อ ๓ คือ พุไทยสง ๑[พุทไธสงก็เรียก] สุรินทร์ ๑ สังข์ ๑ พุไทยสมันอีกเมือง ๑ แต่เป็นเมืองไม่มีคน ในเมืองเหล่านี้เขมรกับลาวปนกัน ยังเมืองพิมายอีกเมืองหนึ่งชื่อเป็นเขมร ปราสาทร้างของเขมรก็ยังมี แต่บัดนี้เป็นแต่เมืองลาวกับไทยอยู่ ไม่มีเขมรเลย ก็เมืองเขมรป่าดงหรือเขมรลาวนี้เป็นของไทยขาดทีเดียวมานานแล้ว ไม่รู้ต้น ส่วนนี้เป็นส่วนที่ ๒ (เมืองส่วนนี้ปัจจุบันเป็นภูมิภาคอีสานใต้ของไทย คือ อำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์, อำเภอสังขะ และจังหวัดสุรินทร์ - ผู้เขียน)
ส่วนตั้งแต่ฝั่งตะวันออกทะเลสาบไปและฝั่งเหนือฝั่งใต้ของทะเลสาบเล็กน้อยจนสิ้นแขวงเมืองปัตบอง (พระตะบอง) เมืองนครเสียมราฐนั้นด้วย คิดตั้งแต่แขวงเมืองโบสัด (โพธิสัตว์) และเมืองกมปงสวายลงไป จนกระทั่งแยกทะเลข้ามที่พนมเปญ และขึ้นไปตามลำน้ำจาม จนสิ้นแขวงเมืองสมบุกสมบูรณ์ ซึ่งต่อกับเมืองเชียงแตง เป็นเมืองลาว (ปัจจุบันคือสตึงเตรง ประเทศกัมพูชา) และฝั่งทะเลใหญ่ตั้งแต่เมืองกะพงโสม (กำปงสม หรือสีหนุวิลล์) ลงไป จนกระทั่งเมืองพุไทยมาศ (เมืองห่าเตียน ประเทศเวียดนาม) ส่วนเท่านี้เรียกว่าเขมรใหญ่บ้าง เรียกว่าเขมรละแวกบ้าง เจ้านายฝ่ายเขมรที่ทิ้งนครหลวงลงไปได้อยู่มา และตั้งเมืองในที่ต่างๆ หลายแห่งหลายตำบล
เมืองเหล่านี้มีชื่อเป็นเขมรล้วน ไม่มีชื่อไทยสืบมาแต่ก่อน เจ้านายฝ่ายเขมรบางทีก็ตั้งตัวเป็นใหญ่ ไม่ได้ขึ้นไทยขึ้นญวน บางทีก็อ่อนน้อมข้างไทยปฏิญญาว่าขึ้นแก่ไทยบ้าง บางทีก็อ่อนน้อมแก่ญวนปฏิญญาว่าขึ้นแก่ญวนบ้าง บางทีก็อ่อนน้อมอยู่ทั้งสองข้างบ้าง ไทยก็ดีญวนก็ดี เมื่อเวลาไรเจ้านายฝ่ายเขมรมาปฏิญญาว่าขึ้นก็รับว่าเป็นเมืองขึ้นของตัว แต่ที่แท้ก็จับเข้าไม่ถนัดนักทั้งสองข้าง ถ้าข้างไหนจับหนักเข้า คือจะเอาให้ได้ดังใจ ก็คงเกิดวุ่นวายไปต่างๆ เป็นแต่ประคับประคองกล้อมๆ แกล้มๆ อยู่ จะกดเอาเป็นของตัวจริงอย่างส่วนที่ ๑ ที่ ๒ เป็นของไทยแท้ทีเดียวนั้นไม่ได้ ในส่วนนี้คนเป็นเขมรเป็นพื้นไปทั้งนั้น ชาติอื่นภาษาอื่นเข้าไปปะปนบ้างเล็กน้อย ส่วนนี้เป็นส่วนที่ ๓ (ส่วนนี้บางครั้งเรียกว่า "เขมรส่วนใต้" เป็นส่วนที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการปกครองของไทยโดยตรง แต่มักจะมาขอความช่วยเหลือจากไทยบ้างเวียดนามบ้างเวลาขัดแย้งแย่งอำนาจกัน ดังนั้นจึงถือเป็นเมืองขึ้นหรือประเทศราชของไทยในบางกรณี คือส่วนภาคกลางของกัมพูชาจนถึงภาคใต้ของกัมพูชาในปัจจุบัน - ผู้เขียน)
ก็ยังอีกส่วนหนึ่งนั้น เรียกว่าเขมรญวนบ้าง เขมรใต้บ้าง เขมรจามบ้าง คือแผ่นดินเขมรตั้งแต่เมืองพนมเปญลงไป หรือข้างฝั่งทะเลตั้งแต่พุไทยมาศลงไปจนสุดแหลม บ้านเมืองเหล่านี้ คนเป็นเขมรบ้าง ญวนบ้าง แขกจามบ้าง ชื่อเมืองทั้งปวงก็มักเป็นสองชื่อ ชื่อเขมรชื่อ ๑ ชื่อญวนชื่อ ๑ เหมือนอย่างพนมเปญเป็นชื่อเขมร นามวันเป็นชื่อญวน โรงตำรีเป็นชื่อเขมร ไต้หงินเป็นชื่อญวน มัจรุกเป็นชื่อเขมร โจดกเป็นชื่อญวน บรรทายมาศเป็นชื่อเขมร ฮ่าติน (หรือห่าเตียน) เป็นชื่อญวน ในเมืองเหล่านั้น ครั้งเจ้าองค์จันไปพึ่งญวนขึ้นแก่ญวน ตั้งเมืองพนมเปญ ที่ญวนเรียกว่านามวานเป็นเมืองหลวง ในส่วนนั้นทัพญวนตีเข้ามาเอาเป็นของญวนโดยมาก ถึงยามเมื่อเจ้านายฝ่ายเขมรเข้าข้างไทย ไทยได้ช่วยไปรบกับญวน ก็ได้ไปเพียงพนมเปญ ไม่ได้ไปต่อลงไปอีก ทางทะเลเมื่อไทยได้ไปรบ ก็ได้ไปเพียงบรรทายมาศและโจดก ไม่ได้ไปต่อไปอีก เมืองบรรทายมาศที่เรียกว่าฮ่าตินนั้น แผ่นดินเจ้าตากสินก่อนพระบรมราชวงศ์นี้ไป ยกทัพเรือไปตีมาเป็นของไทยได้ แล้วตั้งเจ้าเมืองไว้ เอาเป็นเมืองขึ้นของไทยสืบมา จนพระบรมราชวงศ์นี้เกือบ ๓๐ ปีมาแล้ว ครั้นภายหลังเจ้าเมืองที่ไทยตั้งไว้ตายลง เจ้าเวียดนามญ่าล่วง[เจ้าเวียดนามญาลองก็เรียก] ครั้งนั้นยังเป็นเจ้าอานัมก๊กอยู่ที่เมืองไซ่ง่อน เอาญวนมาตั้งเป็นเจ้าเมืองเสีย แล้วมีหนังสือทูลขอเข้ามาว่า เมืองนั้นอยู่ไกลกรุงเทพฯ ถ้าเจ้าเมืองล้มตายลง ไม่มีใครว่ากล่าว ราษฎรก็เป็นโจรผู้ร้ายรบกวนกันวุ่นวาย จะขอพระราชทานไปขึ้นแก่เมืองไซ่ง่อน ก็ครั้งนั้นเจ้าอานัมก๊ก เพราะเป็นผู้ได้มาพึ่งพระเดชพระคุณอยู่ในกรุงเทพฯ นี้หลายปี เมื่อกลับออกไปอยู่เมืองไซ่ง่อน รบกับญวนฝ่ายเหนืออยู่นั้น ก็ปฏิญญาว่าเป็นเมืองขึ้นกรุงเทพฯ จัดดอกไม้ทองเงินถวายอยู่ เพราะดังนั้นจึงโปรดพระราชทานยกให้ การบ้านเมืองในส่วนนั้น เป็นของเขมรเท่าใด เป็นของญวนเท่าใด ข้างไทยก็ไม่ได้ความถนัดเลย ส่วนนี้เป็นส่วนที่ ๔ (ปัจจุบันส่วนนี้ ส่วนใหญ่เป็นดินแดนของเวียดนามโดยสิ้นเชิง เว้นแต่พนมเปญจนถึงจังหวัดสวายเรียง ไพรแวง กันดาล ตาแก้ว กัมปอด ลงใต้ไปจากจังหวัดเหล่านี้เป็นดินแดนคนเขมรแต่เดิมแต่ตกเป็นของญวนแล้ว เรียกว่า แขมร์กรอม หรือ เขมรขอม คือเขมรที่อยู่ล่างลงไปจากเขมรภาคกลาง ทุกวันนี้ยังมีคนเขมรอยู่มาก - ผู้เขียน)
ก็บัดนี้ (ในรัชกาลที่ 4) ฝรั่งเศสมาได้เมืองไซ่ง่อนแล้ว ก็ที่ในส่วนนั้นเท่าไรจะเป็นของฝรั่งเศสเท่าไรจะเป็นของญวน ข้างฝ่ายไทยก็ยังไม่ทราบถนัดเลย ฝรั่งเศสเข้ามาทำสัญญากับเจ้านายฝ่ายเขมร ๆ ยอมจะอยู่ในบำรุงฝรั่งเศส ฝ่ายไทยแต่แรกยังไม่สู้เข้าใจ ฝ่ายเขมรก็มาปฏิญญาว่าเป็นเมืองขึ้นไทยอยู่ เพราะไทยได้ทำนุบำรุงมานาน เจ้าแผ่นดินเขมรองค์ก่อนก็ดีองค์นี้ก็ดี ได้อยู่ในเมืองไทยมาแต่ก่อนนาน ไทยได้อุปถัมภ์ค้ำชูออกไปให้ได้เป็นเจ้า และบ้านเมืองเกิดวุ่นวาย ไทยได้ช่วยระงับในเร็วๆ เพราะการยังไม่สู้เข้าใจกันถนัด จึงคิดผิดๆ ไปบ้าง พูดผิดๆ ไปบ้าง
บัดนี้ผู้ครองแผ่นดินฝ่ายไทย ปรึกษาเห็นพร้อมกันกับกงสุลฝรั่งเศสว่าเมืองเขมรที่เป็นส่วนที่สาม เรียกว่าเขมรใหญ่ เป็นที่ครอบครองของเจ้านายฝ่ายเขมรอยู่นั้น ถึงเจ้านายฝ่ายเขมรปฏิญญาว่าขึ้นไทย ไทยก็จับไม่ถนัดว่าไม่ถนัด เหมือนอย่างส่วนที่ ๑ ที่ ๒ ที่ชนชิดเมืองไทยจนตกเป็นของไทยแท้ขาดมานานแล้วนั้นได้ ถ้าแม้นจะว่าเขตต์แดนที่เจ้านายฝ่ายเขมรครองอยู่นั้น เป็นเมืองขึ้นของไทย เมื่อต่อเขตต์แดนกับฝรั่งเศสที่มีเหตุเกี่ยวข้อง จะต้องมาต่อว่าแก่ไทย ไทยอยู่ไกลจะไปบังคับบัญชาว่ากล่าวความที่เกี่ยวข้องกับฝรั่งเศส เขมรก็จะทำตามบ้างไม่ทำตามบ้าง ก็จะเป็นความยากลำบากแก่ไทยและฝรั่งเศสทั้งสองข้างเนืองๆ ไปไม่รู้วาย
อนึ่ง ข้างญวนเขาก็เถียงว่าเมืองเขมรส่วนที่ ๓ ที่เจ้านายฝ่ายเขมรครองอยู่นั้นเป็นเมืองขึ้นของเขา เพราะเจ้านายฝ่ายเขมรเคยไปพึ่งเขาอยู่หลายครั้งมาแต่ก่อน ถึงเมื่อมาพึ่งไทยก็ยังไปถวายบรรณาการอ่อนน้อมแก่เขาอยู่ ก็บัดนี้ญวนยอมยกเมืองฝ่ายใต้ให้แก่ฝรั่งเศสแล้ว ก็ยอมอำนาจในเมืองเขมรให้แก่ฝรั่งเศสด้วย เมื่อแต่ก่อนฝรั่งเศสยังไม่มาได้เมืองไซ่ง่อนนั้น เจ้านายฝ่ายเขมรถึงปฏิญญาว่าขึ้นแก่ไทยแล้ว ก็ยังมาปรับทุกข์กับไทย ว่าเมืองเขมรอยู่ใกล้ญวนนัก อยู่ไกลไปแต่เมืองไทย ต้องอาศัยค้าขายกับเมืองญวน ถ้าไม่ไปอ่อนน้อมต่อเมืองญวนจะไปค้าขายในแผ่นดินญวนที่อยู่ใกล้ก็ยาก ก็จะต้องรบกวนกันไปไม่รู้วาย จะขอให้ไทยยอมให้เขมรแต่งบรรณาการไปถวายอ่อนน้อมต่อเมืองญวนเสีย เพื่อจะได้ค้าขายกับเมืองญวนสะดวก ฝ่ายไทยก็เห็นจริงด้วยเขมร จึงยอมให้เขมรไปบรรณาการเมืองญวน สามปีครั้งหนึ่ง เขมรก็ได้รับชื่อตั้งและดวงตราสำหรับตำแหน่งมาแต่เมืองญวนด้วย การเรื่องนี้เป็นจริง
การนั้นฉันใด ถึงครั้งนี้เมืองเขมรส่วนใหญ่ที่เจ้านายฝ่ายเขมรครอบครองอยู่นั้น ก็มีเขตต์แดนต่อติดตั้งอยู่ใกล้กับเมืองเป็นของฝรั่งเศส มากกว่าใกล้ข้างไทย โดยถ้าฝรั่งเศสจะยอมให้เป็นเมืองขึ้นข้างไทย ๆ ก็ต้องเป็นเหมือนนายประกันเจ้านายฝ่ายเขมรนั้นอยู่ ถ้าไปผิดอะไรกับฝรั่งเศส ไทยก็จะพลอยผิดด้วย จะช่วยเถียงแทนก็ยาก เพราะเป็นการไกลตา จะบังคับบัญชาก็ไม่สู้ถนัดนัก เหมือนเมืองขึ้นชั้นในที่ใกล้ชิด เพราะฉะนั้นเมื่อฝรั่งเศสจะรับทำนุบำรุงเจ้านายฝ่ายเขมรไทยก็ยอม ด้วยคิดเห็นตามเหตุผลที่ควรจริงๆ เพราะฝรั่งเศสมีอำนาจมาก จะบังคับบัญชาเมืองเขมรที่อยู่ใกล้ได้มากกว่าไทยที่อยู่ไกลและมีอำนาจน้อย เมืองฝรั่งเศสกับไทยก็เป็นไมตรีกันอันสนิทไม่มีความผิดต่อกันเหมือนอย่างเมืองญวน
บัดนี้ผู้ครองแผ่นดินฝ่ายไทยกับกงสุลฝรั่งเศส ปรึกษากันตกลงทำใบยอมกันแล้ว ว่าให้เมืองเขมรซึ่งเป็นส่วนที่ ๓ ที่ ๔ ออกชื่อมานั้นอยู่ในทำนุบำรุงฝรั่งเศส (คือกัมพูชาภาคกลางหรือ "เขมรส่วนใต้" และเขตแขมร์กรอม ให้ตกเป็นรัฐอารักขาของฝรั่งเศส - ผู้เขียน) ไทยจะไม่ล่วงว่าล่วงกล่าวอะไรแก่เจ้านายและผู้ครองเมืองเขมรเลย จะคงรักษาแต่ส่วนที่ ๑ ที่ ๒ (คือ จังหวัดตอนเหนือของกัมพูชาและจังหวัดภาคตะวันออกของไทยในปัจจุบัน รวมถึงอีสานใต้ของไทยในปัจจุบัน - ผู้เขียน) ซึ่งชิดและเป็นของไทยมานานแล้ว และได้ไปสร้างบ้านสร้างเมืองลงไว้ เป็นแต่ให้เจ้านายฝ่ายเขมรมาคำนับแก่ไทยฝ่ายหนึ่ง ฝรั่งเศสฝ่ายหนึ่ง ให้สมควรแก่เกียรติยศเมืองใหญ่ การทำนุบำรุงเจ้านายฝ่ายเขมรนั้น เป็นธุระของฝรั่งเศส การปรึกษาตกลงกันด้วยเหตุผลดังนี้
จบพระราชนิพนธ์ เรื่อง แผ่นดินเขมรเป็น ๔ ภาค แต่เพียงเท่านี้
หวังว่าพี่น้องชาวไทยจะได้รับรู้ความจริงเรื่องแผ่นดินเขมรและแผ่นดินไทยยุคก่อนการตั้งรัฐชาติสมัยใหม่มากขึ้น
รวมถึงความรู้ที่ว่าใครเป็น "เจ้านาย" ใครมาแต่ก่อน และใครต้องยอมศิโรราบรับวัฒนธรรมของใครกันแน่
บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better
Photo - แผนที่ "จักรวรรดิเขมร" ที่เนตร เภียกตรา นำมาอ้างความยิ่งใหญ่ของกัมพูชาและภาพหญิงชาวเขมรแต่งกายแบบไทยและไว้ผมทัดแบบหญิงไทย ถ่ายโดยเอมีล เฌเซล (Émile Gsell) ถ่่ายไว้เมื่อปลายศตวรรษที่ 19 ในช่วงที่เขมรส่วนใต้เพิ่งจะกลายเป็นรัฐอารักขาของฝรั่งเศสหลังจากเคยเป็นประเทศราชของไทย