ทำไม'สีจิ้นผิง'จึงยิ่งแกร่งหลัง 'ประชุมเต็มครั้งที่ 5 กรรมการกลางพรรคชุดที่ 20'

ทำไม'สีจิ้นผิง'จึงยิ่งแกร่งหลัง 'ประชุมเต็มครั้งที่ 5 กรรมการกลางพรรคชุดที่ 20'

ในวันที่ 30 กรกฎาคม ค.ศ. 2026 สี จิ้นผิง เลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ได้เป็นประธานการประชุมกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน โดยมีมติให้จัด 'การประชุมเต็มคณะครั้งที่ 5 ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนชุดที่ 20' ขึ้นที่กรุงปักกิ่งในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2026 โดยมีวาระสำคัญ ได้แก่ การที่กรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนจะรายงานผลการดำเนินงานต่อคณะกรรมการกลางพรรคฯ และการพิจารณาประเด็นสำคัญหลายประการที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนการบริหารพรรคอย่างเข้มงวดและครอบคลุมให้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง 

นี่เป็นข่าวที่คนทั่วไปรับรู้กันมาตั้งแต่หลายเดือนก่อน และเมื่อประชุมจริงๆ ผู้คนก็ทำประหนึ่งว่ามันไม่ได้เกิดอะไรขึ้น แต่จริงๆ แล้ว 'การประชุมเต็มคณะครั้งที่ 5 ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนชุดที่ 20' คืออะไร และสำคัญต่อจีนอย่างไร? 

เรื่องนี้อยู่ในความสนใจน้อยมากในไทย ทั้งๆ ที่เป็นการประชุมที่เป็นเหมือนการ "จัดระเบียบ" พรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งใหญ่ ไม่ใช่ว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนไม่มีระเบียบ แต่องคพยพทางการเมืองนั้นจำเป็นจะต้อง "ปรับให้เข้าที่เข้าทาง" อยู่เนืองๆ เพื่อให้มันดำเนินการได้อย่าง "ตรงไปตรง" นั่นคือตรงกับแนวทางของพรรคและผู้นำพรรค

พรรคคอมมิวนิสต์จีนนั้นก็คือจีน และจีนก็คือพรรคคอมมิวนิสต์จีน การปรับใดๆ ในพรรคฯ ก็คือการปรับสภาพครั้งใหญ่ในจีนเช่นกัน เพียงแต่มันจะไม่สะเทือนมาถึงระดับรากหญ้า มันจะส่งผลต่อระดับโครงสร้าง ระดับยุทธศาสตร์ใหญ่ และบางคนมองไปถึงทิศทางการทำ "ยุทธการ" หรือการดำเนินการทางทหารของจีนด้วยซ้ำ ซึ่งผู้ที่มองไปถึงขั้นนั้นย่อมเป็นชาติตะวันตกและขาติที่เป็น "คู่กรณี" กับจีน

ก่อนอื่นเราควรทราบก่อนว่า 'ประชุมเต็มครั้งที่ 5 กรรมการกลางพรรคชุดที่ 20' เกิดการปรับและจัดระเบียบครั้งใหญ่อะไรบ้าง?

ในแถลงการณ์การประชุมอันยาวเหยียด มีย่อหน้าหนึ่งน่าสนใจ ซึ่งกล่าวไว้ว่า 

"การประชุมเต็มคณะเน้นย้ำว่า แม้พรรคจะมีเงื่อนไขที่เอื้ออำนวยหลายประการในการเสริมสร้างวินัยของพรรคอย่างรอบด้าน แต่พรรคก็กำลังเผชิญกับสถานการณ์และปัญหาใหม่ ๆ มากมาย ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้งในบริบทโลก บริบทระดับชาติ และบริบทภายในพรรค ภารกิจของพรรคในการรวมพลังและนำประชาชนเพื่อปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง และผลประโยชน์ด้านการพัฒนาของชาติได้กลายเป็นภารกิจที่หนักหน่วงยิ่งขึ้น เช่นเดียวกับภารกิจในการรวมพลังและนำประชาชนเพื่อส่งเสริมการปฏิรูปและการพัฒนา ตลอดจนรักษาความสมานฉันท์และเสถียรภาพทางสังคม และภารกิจในการรักษาความเป็นก้าวหน้าและความบริสุทธิ์ของพรรค ซึ่งล้วนมีความท้าทายมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดความท้าทายสำคัญต่อขีดความสามารถในการบริหารประเทศ ระดับความเป็นผู้นำ คุณภาพของบุคลากร และความสามารถในการต่อต้านการทุจริตของพรรคภายใต้สถานการณ์ใหม่ “บททดสอบสำคัญ 4 ประการ” และ “ภัยคุกคาม 4 ประการ” ที่พรรคกำลังเผชิญอยู่นั้น เป็นสิ่งที่ยืดเยื้อ ซับซ้อน และรุนแรง สมาชิกพรรคทุกคนจะต้องตระหนักถึงความสำคัญอย่างยิ่งยวดของการผลักดันการบริหารจัดการพรรคอย่างเข้มงวดรอบด้าน โดยมองจากมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างสถานะการเป็นพรรคแกนนำในระยะยาวและการบรรลุการฟื้นฟูความรุ่งเรืองครั้งยิ่งใหญ่ของประชาชาติจีน สมาชิกพรรคต้องเสริมสร้างความเชื่อมั่น รักษาความมุ่งมั่นแน่วแน่ พร้อมทั้งธำรงไว้และนำประสบการณ์อันล้ำค่าจากการเสริมสร้างวินัยของพรรคอย่างรอบด้านในยุคใหม่มาประยุกต์ใช้ ด้วยมาตรฐานที่สูงขึ้นและมาตรการที่เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น นอกจากนี้ เรายังต้องจัดการและแก้ไขปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นในการสร้างพรรค พร้อมทั้งเสริมสร้างและพัฒนาสถานการณ์ทางการเมืองที่ดีซึ่งได้ก่อตัวขึ้นจากการบริหารจัดการพรรคที่ผ่านมาให้มั่นคงยิ่งขึ้น"

จากย่อหน้าอันยาวนี้ สรุปสั้นๆ ก็คือ พรรคคอมมิวนิสต์จีนยังมีเรื่องท้าทายที่ต้องจัดการ ทั้งยัง "เป็นสิ่งที่ยืดเยื้อ ซับซ้อน และรุนแรง" ซึ่งสิ่งนั้นก็คือ “บททดสอบสำคัญ 4 ประการ” และ “ภัยคุกคาม 4 ประการ”

“บททดสอบสำคัญ 4 ประการ” (四大考验) คือ บททดสอบด้านธรรมาภิบาล การปฏิรูปและการเปิดประเทศ เศรษฐกิจแบบตลาด และสภาพแวดล้อมภายนอก ที่พรรคกำลังเผชิญอยู่

 “ภัยคุกคาม 4 ประการ” (四种危险) คือ ภัยจากการหย่อนยานทางจิตวิญญาณ ภัยจากขีดความสามารถที่ไม่เพียงพอ ภัยจากการแปลกแยกจากมวลชน และภัยจากความเฉื่อยชาและการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นภัยอันตรายสี่ประการพรรคกำลังเผชิญอยู่

ในบรรดาบททดสอบ และภัยคุกคาม 4 ผมเห็นว่า 'ประชุมเต็มครั้งที่ 5 กรรมการกลางพรรคชุดที่ 20' ให้ความสำคัญที่สุดกับ บททดสอบด้านธรรมาภิบาลและการทุจริตคอร์รัปชัน 

การเน้นบททดสอบด้านธรรมาภิบาล/การกำกับดูแลจะเห็นได้ว่าย่อหน้าต่อมาของแถลงการณ์กล่าวว่า

"การประชุมเต็มคณะได้วางแนวทางอย่างเป็นระบบเพื่อผลักดันธรรมาภิบาล/การกำกับดูแลพรรคอย่างเข้มงวดและครอบคลุมอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเสริมสร้างจิตวิญญาณความเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ การปฏิบัติตามหลักการรวมศูนย์อำนาจแบบประชาธิปไตยอย่างเคร่งครัด การสร้างทีมบุคลากรที่มีคุณภาพสูงซึ่งสามารถแบกรับภารกิจอันหนักอึ้งในการฟื้นฟูชาติ การสร้างระบบองค์กรที่แน่นแฟ้น เชื่อมโยงกันตั้งแต่ระดับบนลงสู่ระดับล่างและมีประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน การแก้ไขพฤติกรรมและบังคับใช้ระเบียบวินัยอย่างไม่ลดละ การส่งเสริมแนวทางบูรณาการอย่างแน่วแน่เพื่อให้สมาชิกพรรค “ไม่กล้าทุจริต ไม่สามารถทุจริต และไม่อยากทุจริต” การยึดมั่นในการบริหารพรรคด้วยระบบและกฎระเบียบ การปรับปรุงระบบการกำกับดูแลทั้งภายในพรรคและของรัฐ ตลอดจนการกระชับและดำเนินการตามความรับผิดชอบในการบริหารพรรคให้เกิดผลอย่างแท้จริง"

และอีกครั้ง เพื่อสรุปใจความของข้อนี้ ข้อความสั้นๆ อยู่ที่คำว่า “ไม่กล้าทุจริต ไม่สามารถทุจริต และไม่อยากทุจริต” (不敢腐 不能腐 不想腐)

หลังจากนั้นก็มีการให้รายละเอียดเกี่ยวกับแนวทางเสริมความแข้งแกร่งให้กับการบริหารพรรคและเสริมวินัยของสมาชิกพรรค โดยทุกย่อหน้าของแถลงการณ์หลังจากนั้นจะมีคำในทำนองที่ว่า "การปกครองพรรคอยู่ที่การกำกับดูแลเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด" (治党关键在从严治吏) หรือไม่ก็ "การกำกับดูแลอย่างเคร่งครัด" (严治党) เกือบทุกย่อหน้า ซึ่งหมายถึงการควบคุมไม่ให้สมาชิกพรรคนอดรีตนอกรอยไปกับการหาเศษหาเลยเรื่องเงินและอำนาจ

จนกระทั่งอุทิศให้อีกย่อหน้านึ่งให้กับการอธิบายแนวทางเรื่อง “ไม่กล้าทุจริต ไม่สามารถทุจริต และไม่อยากทุจริต” ว่า 

"ที่ประชุมเต็มคณะเสนอว่า การขับเคลื่อนแนวทางบูรณาการที่ประกอบด้วย “ไม่กล้าทุจริต ไม่สามารถทุจริต และไม่ต้องการทุจริต” ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการเสริมสร้างวินัยของพรรคอย่างรอบด้าน และเป็นหลักการพื้นฐานของการต่อต้านการทุจริต เราต้องตระหนักแน่ชัดว่าพรรคไม่มีผลประโยชน์พิเศษใดๆ นอกเหนือไปจากผลประโยชน์ของชนชั้นแรงงานและประชาชนในวงกว้าง และพรรคย่อมคัดค้านการทุจริตอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีข้อยกเว้น เราต้องยึดมั่นในแนวทางการต่อต้านการทุจริตที่มีลักษณะเฉพาะของจีน เสริมสร้างความเป็นผู้นำแบบรวมศูนย์และเป็นเอกภาพของคณะกรรมการกลางพรรคในการดำเนินงานต่อต้านการทุจริต ให้ความสำคัญกับการแก้ไขทั้งที่ปลายเหตุและต้นเหตุ โดยใช้แนวทางที่เป็นระบบ เราต้องดำเนินการลงโทษอย่างเข้มงวด บริหารจัดการอย่างแม่นยำ ป้องกันอย่างมีประสิทธิภาพ และบูรณาการความพยายามต่างๆ เข้าด้วยกัน เพื่อผลักดันการต่อต้านการทุจริตให้ลุล่วงไปจนถึงที่สุด เราต้องรักษามาตรการกดดันขั้นสูงต่อการทุจริต เสริมสร้างการควบคุมและการกำกับดูแลการใช้อำนาจ เสริมรากฐานทางความคิดในการยึดมั่นความซื่อสัตย์สุจริตและปฏิเสธการทุจริต พร้อมทั้งยกระดับประสิทธิผลโดยรวมในการขับเคลื่อนแนวทางบูรณาการที่ว่าด้วยการ “ไม่กล้าทุจริต ไม่สามารถทุจริต และไม่ต้องการทุจริต” ให้สัมฤทธิ์ผลอย่างเต็มที่"

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ไม่ใช่แค่การ "สั่ง" ให้สมาชิกพรรคฯ รักษาวินัยอย่างเคร่งครัด และจำไว้เสมอว่าจะต้อง “ไม่กล้าทุจริต ไม่สามารถทุจริต และไม่ต้องการทุจริต” 

แต่ย่อหน้าก่อนสุดท้าย ยังมีตัวอย่างของ "บุคคลไม่พึงประสงค์" ซึ่งไม่อยู่กับร่้องกับรอยของพรรคและถูกปลดจากพรรค หรือถูกปรับตำแหน่งลง หรือถูกดำเนินการสอบสวน รายชื่อเหล่านี้นยาวเหยียดจนให้รายบละเอียดทุกคนไม่ไหว แต่ความยาวเหยียดของมันแสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการ "การกำกับดูแลอย่างเคร่งครัด" ซึ่งหมายความว่า แคมเปญของสีจิ้นผิงในการกวาดล้างการทุจริตนั้นไม่ได้ชะลอลง แต่ยังกลับเร่งขึ้นอีกต่างหาก 

รายชื่อเหล่านั้นมีทั้งหมด 34 คน เป็นสมาชิกฝ่ายการทหาร (中央军委) 16 คน และสมาชิกฝ่ายพลเรือน (中央纪委) 18 คน 

ในบรรดา 33 คนที่ถูกปลดจากพรรค คนที่สำคัญมากและสื่อภายนอกจีนจับตาอย่างมากก็เช่น หม่าซิ่งรุ่ย (马兴瑞) เลขาธิการพรรคประจำเขตปกครองตนเองซินเจียงในช่วงปี 2021 ถึง 2025 และยังมีจางโย่วเสีย (张又侠)รองประธานคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลาง และสมาชิกกรมการเมืองแห่งพรรคคอมมิวนิสต์จีน ตั้งแต่ปี 2017 จนกระทั่งถึงคราวตกอับในปี 2026 อีกคนที่อยู่ในควาสนใจ คือ หลิวเจี้ยนเชา (刘建超) หัวหน้าฝ่ายระหว่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในช่วงปี 2022 ถึง 2025 โดยในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2025 หลิวเจี้ยนเชา ถูกเจ้าหน้าที่ปราบปรามการทุจริตควบคุมตัวไว้

คนเหล่านี้เป็นระดับ High profile ของรัฐบาลจีนที่ถูกปลดจากพรรคและถูกสอบสวนกรณีคอร์รัปชั่น และเป็นเป้าติดตามของสื่อต่างประเทศ

นี่เป็นบางคนเท่านั้นในสามสิบกว่าคน เอาเฉพาะคนที่ทำงานรัฐบาลภายใน กิจการภายนอก และกิจการทหาร นั่นหมายความว่าถูก "ดำเนินการทางวินัย" อย่างครอบคลุมทั้งพรรค

ในการประชุมเต็มคณะครั้งนี้ มีกรรมการและกรรมการสำรองของคณะกรรมการกลางพรรคจำนวน 33 คนถูกขับออกจากพรรค ซึ่งถือเป็นสถิติการขับสมาชิกออกจากพรรคจำนวนมากที่สุดในการประชุมเต็มคณะของคณะกรรมการกลางพรรค นับตั้งแต่เริ่มดำเนินนโยบายปฏิรูปและเปิดประเทศในปี 1978

คนทั่วไปอาจจะมองว่าแนวทางด้านการปราบคอร์รัปชั่นในพรรคฯ จากผลการ 'ประชุมเต็มครั้งที่ 5 กรรมการกลางพรรคชุดที่ 20' เป็นเรื่องไม่ลึกลับซับซ้อนไปกว่าการ "กวาดบ้าน" ให้สะอาด เพื่อที่จีนจะได้ขับเคลื่อนประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยปราศจากพวก "ปรสิต" ที่กัดกินบ้านเมืองด้วยการทุจริต

แต่โปรดจำไว้ว่าแคมเปญกวาดล้างคอร์รัปชั่นเป็นผลงานชิ้นโบแดงของสี จิ้นผิง การที่แคมเปญเข้มข้นขึ้น ย่อมหมายความว่าการเป็นเสาหลักของพรรคฯ ของสี จิ้นผิง ก็ย่อมมั่นคงไม่อาจสั่นคลอนได้ง่าย

ดังนั้น ท่ามกลางความท้าทาย (ทั้งภายในและภายนอก) ที่พรรคฯ เผชิญ สิ่งที่ที่ประชุมเรียกร้องก็คิอ "ให้เชื่อมั่นในสี จิ้นผิงต่อไป" ดังที่ย่อหน้าสุดท้ายของแถลงการณ์การประชุมกล่าวว่า 

ที่ประชุมเต็มคณะได้เรียกร้องให้สมาชิกพรรคทุกคนรวมพลังกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นรอบคณะกรรมการกลางพรรค ซึ่งมีสหายสี จิ้นผิง เป็นแกนกลาง พร้อมทั้งดำเนินตามแนวคิดของสี จิ้นผิง ว่าด้วยสังคมนิยมที่มีอัตลักษณ์จีนในยุคใหม่ให้ปรากฏผลอย่างเต็มที่ มุ่งมั่นทำงานหนักและแสวงหาความก้าวหน้า อีกทั้งส่งเสริมการกำกับดูแลพรรคอย่างเข้มงวดในทุกด้านอย่างแน่วแน่ เพื่อสร้างสถานการณ์ใหม่ในการบริหารพรรค การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่พรรค และการฟื้นฟูพรรคในยุคใหม่"

นี่คงเป็นสาระสำคัญที่สุดของการประชุมครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องการปราบคอร์รัปชั่น

สื่อในจีน (โดยเฉพาะสื่อของรัฐ) ก็ย้ำถึงความสำคัญในการค้ำชูสี จิ้นผิงเป็นเสาหลักของพรรคและของชาติอย่างแข็งขัน โดยรายงาน ของสำนักข่าว CCTV (หรือ 央视新闻 ) กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า 

"เพื่อเสริมสร้างและพัฒนาสถานการณ์ทางการเมืองที่ดีให้มั่นคง พร้อมทั้งสร้างภูมิทัศน์ใหม่ในการบริหารพรรคและเสริมความเข้มแข็งให้แก่พรรคอย่างต่อเนื่องในยุคสมัยใหม่ เราจำเป็นต้องยึดถือแนวคิดของสี จิ้นผิง ว่าด้วยการสร้างพรรค เป็นแนวทางหลักในการดำเนินงาน แนวคิดดังกล่าวถือเป็นความสำเร็จทางทฤษฎีครั้งสำคัญของพรรค ซึ่งให้คำตอบเชิงวิทยาศาสตร์ต่อโจทย์สำคัญในยุคปัจจุบันว่า เราควรสร้างพรรคการเมืองแนวลัทธิมาร์กซ์ที่ครองอำนาจระยะยาวให้มีลักษณะอย่างไร และควรสร้างพรรคเช่นนั้นขึ้นมาได้อย่างไร แนวคิดนี้เป็นการต่อยอดและพัฒนาทฤษฎีลัทธิมาร์กซ์ว่าด้วยการสร้างพรรค อีกทั้งยังเป็นองค์ประกอบสำคัญของ "แนวคิดสี จิ้นผิง ว่าด้วยสังคมนิยมที่มีอัตลักษณ์จีนในยุคสมัยใหม่" ซึ่งทำหน้าที่กำหนดทิศทางและให้แนวทางสำหรับการบริหารพรรคบนเส้นทางสายใหม่นี้" (央视快评丨不断开创新时代管党治党、兴党强党新局面 央视新闻 )

สื่อต่างประเทศเองก็ไม่ได้มองง่ายว่านี่เป็นการเก็บกวาดปรสิตในพรรคเท่านั้น ทั้งสำนักข่าวและองค์กรวิเคราะห์ต่างๆ มองมุมที่ต่างออกจากเกี่ยวกับ 'ประชุมเต็มครั้งที่ 5 กรรมการกลางพรรคชุดที่ 20' โดยส่วนใหญ่มองว่าการขับสมาชิกพรรคครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 50 ปีนั้นเป็นการรวยอำนาจให้สี จิ้นผิง อย่างที่ The New York Times ชี้ว่า "การกวาดล้างครั้งแล้วครั้งเล่าของสี จิ้นผิง ปูทางสู่การดำรงตำแหน่งวาระถัดไป" ขณะที่ Bloomberg ชี้ว่าสี จิ้นผิง" ใช้การประชุมเต็มคณะครั้งที่ 5 ของจีนเพื่อกระชับการควบคุมของพรรคคอมมิวนิสต์ให้อยู่มือยิ่งขึ้น"

ส่วนสื่อระดับรองอื่นๆ กลับมองว่า การขับสมาชิกฝ่ายทหารเป็นจำนวนมาก อาจส่งผลกระทบต่อจีนในการทำ "ยุทธการ" หรือการใช้กำลังทหาร โดยเฉพาะกับไต้หวัน อย่างในไต้หวันเองก็มองในแง่นี้ เช่น Taiwan Times อ้างผู้เชี่ยวชาญชาวไต้หวันว่า "การกวาดล้างทางทหาร (ของสี จิ้นผิง) ได้ลดความเสี่ยงของสงครามที่วางแผนไว้กับไต้หวัน"

แต่ Japan Times กลับมองว่า "เราไม่ทราบว่าเหตุใดสี จิ้นผิง จึงทำเช่นนี้ (ปลดสมาชิกฝ่ายทหารครั้งใหญ่) หรือเขามีแผนจะทำอะไรต่อไป แต่การกวาดล้างครั้งนี้ยิ่งช่วยเสริมอำนาจของเขาเหนือเหล่ากองทัพให้อยู่มือยิ่งขึ้น" และ "หากสี จิ้นผิง ตัดสินใจรุกรานไต้หวัน ดำเนินการปิดล้อม หรือก่อการรุกรานทางทหารในภูมิภาคนี้ การตัดสินใจดังกล่าวก็ขึ้นอยู่กับตัวเขาเองมากขึ้นกว่าแต่ก่อน เราไม่อาจทราบได้ว่าเขาจะทำเช่นนั้นหรือไม่ ซึ่งการที่มีอำนาจตัดสินใจได้อิสระมากขึ้นเช่นนี้ ย่อมเพิ่มความเสี่ยงให้สูงขึ้นตามไปด้วย"

การวิเคราะห์ในลักษณะนี้มีอยู่มาก แต่ไม่สามารถฟันธงอะไรได้เลย เป็นแค่การคาดเดาล้วนๆ อาจเป็นเพราะสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในการ 'ประชุมเต็มครั้งที่ 5 กรรมการกลางพรรคชุดที่ 20' ไม่เคยเกิดขึ้นมานานหลายทศวรรษแล้ว จนทำให้นักวิเคราะห์เดาทางไม่ถูกว่าการเมืองภายในของจีนกำลังเคลื่อนตัวไปในทางทิศทางใดกันแน่?

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better 

Photo - ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมสภาประชาชนแห่งชาติ (NPC) ณ มหาศาลาประชาชนในกรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2025 (Photo by Pedro Pardo / AFP)


 

TAGS: #สีจิ้นผิง #จีน