กัมพูชาจงหยุดเคลมเป็นต้นตำรับ'กระบวนเรือพระราชพิธี' ความจริงคือกษัตริย์ไทยเคยพระราชทานให้เจ้าเขมรด้วยซ้ำ

กัมพูชาจงหยุดเคลมเป็นต้นตำรับ'กระบวนเรือพระราชพิธี' ความจริงคือกษัตริย์ไทยเคยพระราชทานให้เจ้าเขมรด้วยซ้ำ

ทุกครั้งที่ไทยจะจัดงานประเพณีระดับชาติ หรือพระราชพิธีใหญ่ๆ จะมีพวกเขมรกัมพูชาเข้ามาก่อกวน ด้วยวจีเวรวจีกรรมแบบเดิมๆ คือ "โจรสยามขโมยวัฒนธรรมเรา" 

ในเดือนนี้เราจะได้ชมขบวนพยุหยาตราทางชลมารคกันอีกครั้ง แต่ไม่วายมีพวกอันธพาลเขมรเข้ามาก่อกวนในโซเชียลมีเดียของไทย บ้างก็สร้างคอนเทนต์อ้างโน่นอ้างนี้ และมโนความเป็นเจ้าของเรือพระราชพิธีของไทย

ก็อ้างกันแบบเดิมๆ แหละครับว่า "พวกโจรขโมยเรือสวยๆ ของเราไป" 

คำถามจากใจจริงของผู้ใฝ่ประวัติศาสตร์ก็คึอ "เราไปขโมยของพวกคุณตอนไหน?" หากหาหลักฐานได้ช่วยนำมาฟาดพวกเราจังๆ ด้วย ผมนี่จะขอบคุณเป็นอย่างสูง เพราะผมเชื่อในหลักฐาน ไม่เชื่อการฝันเฟื่องเอาเอง หากเขมรมีหลักฐานที่หน่กแน่น ผมก็จะเชื่อ และเชื่อว่าคนไทยก็จะยอมเชื่อด้วย เพราะคนไทยนั้นใจสูง

แต่มันไม่มีหรอกครับ แต่ไรมาเมืองเขมรไม่มีเคยมีกระบวนเรือที่วิจิตรพิสดารแบบนี้ อย่างดีก็แค่ทำเรือมี "โขน" หรือหัวเรือรูปสัตว์พวกนาคหรือเหรา ซึ่งผมเห็นภาพถ่ายสมัยเป็นเมืองขึ้นฝรั่งเศสแค่ไม่กี่ภาพ 

การมีโขนเรือก็ไม่ใช่ว่านี่จะเป็นหลักฐานว่าเมืองเขมร "เป็นต้นตำรับ" ของการพระราชพิธีทางเรือของไทย หรือแม้แต่พระราชพิธีอื่นๆ อย่างที่เขมรโวยว่า "ไทยปล้นวัฒนธรรมไป" เพราะการพระราชพิธีนั้นจะต้องใช้พราหมณ์ และพราหมณ์เมืองเขมรนั้นใช้ตำราแบบไทย เพราะรับไปจากไทยแท้ๆ ไม่ใช่ไทยรับจากเขมร

เรื่องนี้มีอยู่ใน "รายงานสำรวจตำราพระราชพิธีพราหมณ์สยาม" เมื่อปี พ.ศ. 2474 โดย ป. ศาสตรี (พราหมณ์ชาวอินเดียที่มารับราชการในไทย) บอกไว้ว่า

"เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๗ พระองค์เจ้ามาลิกาฯ วานให้อ่านและแปลศิลาจารึกเมืองเขมรหลัก ๑ เป็นโอกาสให้ได้ศึกษาเรื่องเมืองเขมร และทราบว่า เมืองเขมรนับถือธรรมเนียมตั้งพราหมณ์ให้จัดการพระราชพิธีบางอย่าง เช่นเดียวกับเมืองไทย คิดว่าพราหมณ์เมืองเขมรคงมีตำหรับตำราที่ควรสอบ จึงได้ปรึกษากับศาสตราจารย์ ยอร์ช เซเดส์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเมืองเขมร เมื่อยังเป็นบรรณารักษ์ใหญ่อยู่ในราชบัณฑิตยสภา ได้รับตอบว่า ตำราพราหมณ์ที่มีในเมืองเขมรเวลานั้น ได้ต้นฉะบับไปจากเมืองไทยทั้งนั้น ศาสตราจารย์ เซเดส์ ได้เอารูปถ่ายตำราเขมรมาให้ดู ๒ แผ่น ก็ปรากฏว่าตัวอักษรใกล้เคียงกันกับตัวอักษรในหนังสือตำราพราหมณ์ของราชบัณฑิตยสภา สมุดหมายอักษร ก. ข้าพเจ้าเคยได้ยินว่า “มีพราหมณ์สยามเคยส่งไปยังประเทศเขมร ครั้งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงจัดการราชาภิเษกสมเด็จพระนโรดมฯ” ดังนี้ รูปถ่ายที่ว่าน่าจะเป็นรูปตำราซึ่งพราหมณ์สยามนำไปในสมัยนั้น เช่นนั้นจึงได้คิดพยายามที่จะหาฉะบับประเทศเขมรมาสอบ ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๗ ได้อ่านหนังสือตำราพราหมณ์ฉะบับของพระองค์เจ้ามาลิกาฯ ๒ เล่ม ได้เรื่องเกินกว่าที่มีในฉะบับราชบัณฑิตยสภา พบพิธีตามเชือกทองเชือก (ซึ่งเกี่ยวแก่ช้าง และในเมืองไทยพราหมณ์พฤฒิบาทเป็นผู้กระทำ) เรื่องเดียวกับฉะบับเขมรที่ว่าเก่ามาก แต่เห็นจะเก่าด้วยเจ้าของเดิมรักษาไม่ดี ตัวอักษรทั้งครันทั้งไทยก็ไม่งาม สันนิษฐานว่าผู้ลอกคัดตำราไม่ใช่พราหมณ์ที่ไปจากสยามในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จะเป็นเพียงลูกหลานเกิดในเมืองเขมรเมื่อภายหลัง"

การที่ผมยกเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อจะสวนเขมรกลับไปว่า "คำก็โจรสยาม สองคำก็โจรสยาม" เป็นคำด่าของคนพาลเท่านั้น ไม่มีน้ำหนักเรื่องวิชาการ เพราะวัฒนธรรมใดๆ นั้นจะสืบทอดได้ก็ต้องมีมีผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ เช่น พราหมณ์ และก็ในเมื่อพราหมณ์เขมรถูกส่งไปจากสยาม รวมถึงตำราพราหมณ์เขมรก็ส่งมาจากบางกอก แบนนี้วัฒนธรรมเขมรทั้งชั้นสูงชั้นต่ำที่มีเหมือนกับไทยก็มาจากไทย ใช่หรือไม่?

กระบวนเรือพระที่นั่งก็เช่นกัน

เขมรนั้นไม่เพียงไม่มีมาก่อน ยังรับจากไทยด้วยซ้ำ มีหลักฐานในพงศาวดารของไทย ช่วงที่นักองค์เอง หรือพระนารายณ์รามาธิบดีศรีสุริโยพรรณ หนีเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารงพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โดยทรงรับนักองค์เอง หรือ "เจ้าพระองค์" เป็นราชบุตรบุญธรรม

ต่อมาใน พ.ศ. 2337 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดให้นักองค์เองออกไปครองกรุงกัมพูชา เฉลิมพระนามว่า "สมเด็จพระนารายน์รามาธิบดี ศรีสุริโยพรรณ บรมสุรินทรามหาจักรพรรดิราช บรมนาถบพิตร เจ้ากรุงกัมพูชา" เรื่องนี้มีอยู่ในหนังสือเรื่อง "เรื่องทรงตั้งเจ้าประเทศราชกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ 1"  (พ.ศ. 2514) โดย สำนักนายกรัฐมนตรี "เรื่องตั้งให้พระองเองเป็นพระนารายน์ราชาธิราชกรุงกัมพูชา จุลศักราช 1156 ปีขาลฉศก"

พอตั้งให้ไปครองกรุงกัมพูชา พระเจ้าแผ่นดินไทย "พระราชทานเรือพระที่นั่งทรงศรีสักหลาดผูก เครื่องครบ ให้เจ้าพระองเองผู้เป็นสมเด็จพระรามาธิบดี ทรงพระราชทานเรือดั้งชักสามคู่ อันพระราชทานเป็นคาบศิลา 300 กระบอก ฝากกระสุนดินประสิวพร้อม ไปไว้สำหรับเมือง" 

ครั้นแล้วเมื่อรับพระราชทานจากพระเจ้าแผ่นดินไทยแล้ว นักองค์เอง "ทรงเรือพระที่นั่งศรีสักหลาดพลพายเขมร  ทั้งเรือดั้ง ๓ คู่ก็พร้อมแล้ว แลเรือตามเสดจเปนอันมาก" เดินทางกลับไปยังกัมพูชา

เรือพระที่นั่งศรีสักหลาดนั้นเป็นเรือพระที่นั่งชั้นรองของพระเจ้าแผ่นดินไทย ไว้สำหรับทรงในการเสด็จฯ ลำลอง คือพระราชภารกิจที่ไม่ใช่งานพระราชพิธีจึงไม่ได้นำเข้ากระบวนพระราชพิธี แต่ต่อมาได้นำเข้าร่วมกระบวนพระราชพิธีด้วย ที่เรียกว่า "ศรีสักหลาด"เพราะดาดกัญญา (เก๋งเรือ)  ด้วยสักหลาด

แม้เรือบริวาร หรือเรือดั้งก็ยังต้องรับไปจากไทย เพราะนี่คือเครื่องแสดงอิสริยยศของไทย 

นี่แสดงให้เห็นว่าพระเจ้าแผ่นดินไทยไม่เพียงแต่งตั้งเจ้าเขมรไปปกครองกัมพูชา แต่ยังพระราชทานเรือพระที่นั่งให่้ด้วย แม้จะเป็นเรือระดับรองๆ ก็ตาม แต่ก็ยังเป็น "เรือไทย" ที่เจ้าเขมรใช้ เจ้าเขมรจึงมีกระบวนเรือของตนเอง แต่ย่อมกว่า และเป็นของไทยแท้ๆ 

แบบนี้เขมรหน้าไหนจะอ้างได้อีก? คนไทยอาจจะท้าทายถาม แต่ผมจะบอกเขาย่อมต่อล้อต่อเถียงกับเราไปเรื่อยๆ แน่ เพราะนี่คือนิสัยของกัมพูชา ซึ่งไม่เอาความรู้ แต่จะเอาชนะโดยไม่สนความถูกต้อง

แต่เราคนไทยนั้นมีเหตุผล และเถียงด้วยปัญญามากขึ้นทุกที ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีว่าประเทศจะมีอนาคต แม้หลายๆ เรื่องมันจะแย่และรัฐบาลปล่อยเกียร์ว่าง แต่คนไทยมีสติปัญญาแก่กล้าขึ้น และรักชาติบ้านเมืองมากขึ้น

แบบนี้ผมก็อุ่นใจ

สำหรับเขมรเองนั้น ใจนึงผมก็เวทนาที่ไม่มีของสวยๆ งามๆ เลยอยากได้ของไทยไปด้วยวิธีการอันชั่วร้าย 

นี่ไม่ใช่ว่าเมืองเขมรไม่มีเรือของตัวเอง เขมรย่อมมีประเพณีเรือของตนเหมือนกับประเทศอื่นๆ ก็มีกัน เพราะเรือ "เป็นของสากล" แม้แต่การแข่งเรือ ที่เขมรทำกันในเทศกาลบุนอมตูกก็เป็นเรื่องกระทำกันไปทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงจีนตอนใต้ โดยเฉพาะการทำโขนเรือเป็นรูปสัตว์นั้นมีเกือบทุกวัฒนธรรม เพียงแต่โขนเรือของไทยนั้นวิจิตรพิสดารที่สุด

ยังมีโขนเรืออีกประเทศที่ผมว่างาม คือโขนเรือของพม่า ซึ่งหากดูภาพถ่ายๆ เก่ายุคอาณานิคมก็จะทันเห็นเรือพระที่นั่งของเจ้าแผ่นดินพม่าอยู่ แต่ภายหลังสาบสูญไปหมด เช่นเดียวกับการทำโขนเรือและการสืบทอดพระราชพิธีทางน้ำของพม่า 

กรณีของพม่านั้นเป็นตัวอย่างที่ดีที่บอกเราว่า แม้จะเคยมีเรือสวยๆ กระบวนพิธีสง่างามมาก่อน แต่มันไม่มีผู้สืบทอดได้เหมือนกัน เพราะความผันแปรทางการเมืองหรืออะไรก็ตาม 

แต่เมืองเขมรยุคหลังพระนครไม่เคยมีกระบวนเรือหลวงงามๆ เป็นของตัวเอง แต่รับธรรมเนียมไปจากไทย ดังนั้นต่อให้มีสงครามล้างผลาญ ก็ไม่ใช่ข้ออ้างว่า "เราเคยมี แต่สูญไป" เพราะมันไม่ใช่ของตัวเองแท้ๆ มาตั้งแต่แรก

ดังนั้น พวกเขมรปากไม่มีหูดรูด เที่ยวบอกว่า "โจรสยาม" อย่างนั้นอย่างนี้ เป็นมลภาวะทางเสียงและมลพิษทางปัญญาโดยแท้

แต่คนพาลพวกนี้หากปล่อยให้เลอะเทอะโซเชียลมีเดียมากๆ เข้า มันจะทำให้ชาวโลกไขว้เขวได้เหมือนกัน 

หากไม่ตัดไฟเสียแต่ต้นลม ผมเกรงว่าเมื่อประเทศนี้ปีกกล้าขาแข็ง จะยิ่งทำอะไรที่เป็นอันตรายต่อวัฒนธรรมไทยไปเรื่อยๆ อย่างที่เราเห็นว่าตอนนี้พวกนี้เล่นมาถึงงานระดับพระราชพิธีแล้ว ไม่ใช่แค่แย่งชุดไทย แย่งอาหารไทย และอะไรไทยๆ ของประชาชนคนสามัญ

คนที่กินเงินเดือนหลวงแล้วมีหน้าที่ดูแลกิจการด้านวัฒนธรรมของชาติ มัวทำอะไรกันอยู่หรือครับ?

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better 

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

TAGS: #กัมพูชา #กระบวนเรือพระที่นั่ง