ทรัมป์จะหมดน้ำยาหรือไม่? และโลกจะสงบสุขขึ้นหรือเปล่า? เมื่อผลเลือกตั้งสหรัฐฯ ออกมาในรูปนี้

ทรัมป์จะหมดน้ำยาหรือไม่? และโลกจะสงบสุขขึ้นหรือเปล่า? เมื่อผลเลือกตั้งสหรัฐฯ ออกมาในรูปนี้

ตอบได้ตอนนี้เลยว่า "ทรัมป์จะไม่หมดน้ำยา" แถมยังจะใช้อำนาจของตนในฐานะประธานาธิบดีหนักขึ้นไปอีก

โปรดทราบก่อนว่า การเมืองการปกครองของสหรัฐฯ ประกอบไปด้วย อำนาจประธานาธิบดีส่วนหนึ่งซึ่งมีสิทธิออกคำสั่งด้วยตัวเอง (เหมือนซีอีโอสั่งการบริษัท) และมีอำนาจของรัฐสภาอีกส่วนหนึ่งซึ่งมีสิทธิอนุมัติหรือไม่เห็นชอบกฎหมาย (เหมือนคณะกรรมบริษัท) และยังมีอำนาจของฝ่ายตุลาการ ซึ่งเสนอชื่อโดยประธานาธิบดีและอนุมัติโดยสภา

ตั้งแต่ช่วง 2 ปีแรกในตำแหน่งแล้ว ทรัมป์ใช้อำนาจของตนในฐาะนประธานาธิบดีออกคำสั่งทำเรื่องวุ่นวายไปทั่วโลกทั้งสิ้น ไม่ว่าจะสงครามกับอิหร่าน ไม่ว่าสงครามภาษี ไม่ว่าจะทำการปิดสำนักงานรัฐ ตัดงบประมาณหน่วยงานต่างๆ ฯณฯ ทั้งหมดนี้เป็นการออกคำสั่งที่เขามีในฐานะประธานาธิดี ซึ่งอำนาจในการสั่งการนั้นมาหลากหลายโดยไม่ต้องขออนุญาตสภาหรือตุลาการเลย 

ดังนั้น ต่อให้การเลือกตั้งกบลางเทอม พรรครีพับลิกันของทรัมป์จะเสียดเสียส่วนมากในสภาในพรรคเดโมแครต แต่เดโมแครตะจะไม่สามารถลดทอนอำนาจของทรัมป์ได้เลย 

ตรงกันข้าม ทรัมป์จะยิ่งใช้อำนาจของตนในฐานะประธานาธิบดีมากขึ้นไปอีก เพราะเห็นว่าสภาไม่มีพวกของตนอีกแลัว ไม่จำเป็นจะต้องไปคบหาสมาคมโดยไม่จำเป็น หากไปข้องแวะกับสภามากเกินไปก็จะถูกสภาที่คุมโดยพรรคฝ่ายตรงข้ามเลานงานเอา สู้สร้างรากฐานของตัวเองให้ยิ่งแข็งแกร่งไม่ดีกว่าหรือ

อำนาจของทรัมป์ที่เคยใช้ก่อความวุ่นวายนั้น ส่วนใหญ่เป็นอำนาจที่ใช้ผ่าน executive orders คือคำสั่งประธานาธิบดีที่มีศักดิ์เท่ากับพระราชกฤษฎีกา ต่อจากนี้ เขาจะงัดอำนาจอื่นๆ ที่ "ไม่เคยใช้ก็จะได้ใช้" เช่น  

proclamations หรือคำประกาศ เช่นประกาศเปลี่ยนวันสำคัญของชาติหรือวาระทางสังคมและวัฒนธรรม (ซึ่งจะเน้นการสร้างค่านิยมฝ่ายขวา ช่วยเรียกคะแนนคืนมาจากพวก MAGA ที่หมดศรัทธาเพราะน้ำมันแพงและของแพง) 

signing statements หรือ การตีความกฎหมายโดยประธานาธิบดีแล้วมีแถลงการณ์อันมีศักดิ์เทียยเท่ากฎหมาย โดยประธานาธิบดีอ้างว่าบทบัญญัติบางประการของกฎหมายขัดต่อรัฐธรรมนูญ พร้อมทั้งแสดงเจตจำนงที่จะปฏิเสธหรือจำกัดการบังคับใช้บทบัญญัติเหล่านั้น 

administrative rulemaking คือการที่หน่วยงานของรัฐบาลกลางกำหนดระเบียบข้อบังคับที่มีผลผูกพันทางกฎหมายผ่านทาง executive orders ซึ่งทำให้ประธานาธิบดีสั่งควบคุมหน่วยงานรัฐในกำมือมากขึ้นโดยที่สภาเข้ามายุ่งได้ยาก
 
นี่คือเครื่องมือแห่งอำนาจของทรัมป์ ซึ่งไม่ต้องผ่านสภาเลย ดังนั้น ต่อให้แพ้การเลือกตั้งกลางเทอม ทรัมป์ก็ยังมีน้ำยา แถมน้ำยายังจะเข้มข้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ

หากทรัมป์ไม่คิดจะเสนอกฎหมายอะไรก็ตามที่ต้องขอการอนุมัติจากสภาพ ทรัมป์ก็ไม่ต้องกลัวเดโมแครตในสภา ซึ่งเราก็เห็นอยู่แล้วว่าทรัมป์ไม่คิดจะใช้กลไกล "ตามทำนองคลองธรรม" แบบนั้น แต่นิยมใช้อำนาจของประธานาธิบดีอย่างเดียว ดังที่ผมเคยวิเคราะห์ไว้แล้วว่า กุนซือของของทรัมป์และแวนซ์นั้นเป็นพวกที่นิยมอยากให้สหรัฐฯ มีประธานาธิบดีที่ทรงอำนาจดัง "สมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ผ่านการเลือกตั้ง" หรือ elected king  ซึ่งไม่ต้องฟังใคร เพราะมีอำนาจล้นมือแล้ว 

พวกกุนซือเหล่านี้แหละที่จะยิ่งหาทางให้ทรัมป์ใช้อำนาจเต็มพิกัดในฐานะ elected king ทั้งยังจะเกินพิกัดด้วยยซ้ำ อย่างที่ 2 ปีแรกเขาก็ถูกกล่าวหาว่าทำเกินเลยอำนาจไป

เพราะเดโมแครตชนะ และเสียงประชาชนบ่งชี้ว่าไม่พอใจที่ทรัมป์ก่อสงครามจนทำให้น้ำมันแพงและของแพง ดังนั้น ทรัมป์และรีพับลิกันจะยอมอยู่ง่อยๆ ให้ครบ 2 ปีหลังไม่ได้ เพราะจะนำไปสู่ความพ่ายแพ้ที่ใหญ่กว่าในการเลือกตั้งประธานาธิบดี

การแก้ไขกระแสความไม่พอใจ ไม่ใช่ยอมรับว่าตัวเองพลาด แต่จะต้องทำให้สิ่งที่ประชาชนมองเป็นความผิดพลาด ให้มองใหม่ว่าเป็นความถูกต้อง การทำให้ถูกต้องมีเพียงเดินหน้าต่อไป แล้ว "ทำให้เด็ดกขาดกว่าเดิม" 

นั่นหมายความ สงครามกับอิหร่านจะไม่จบ แถมยังจะรุนแรงกว่าเดิม 

เพราะภารกิจสำคัญอยู่ที่การควบคุมช่องแคบฮอร์มุซให่้ได้ หรือทำอย่างไรก็ได้ให้อิหร่านหมดศักยภาพที่จะบีบบังคับการส่งน้ำมันของโลก การปล่อยอิหร่านยังคุมฮอร์มุซต่อไปได้ เท่ากับฆ่าตัวตายทางการเมืองล่วงหน้าก่อนที่การเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งต่อไปจะเกิดขึ้น

นั่นหมายความว่า การระรานประเทศอื่นเพื่อย้ำอิทธิพลของสหรัฐฯ จะยิ่งรุนแรงขึ้น 

เพราะพวก MAGA ก็ย้งเป็น MAGA ไม่อาจเปลี่ยนมาเป็น Liberal ได้ในชั่วข้ามคืน การลงโทษทรัมป์ครั้งนี้ แม้จะเสียฐานที่้มั่นสำคัญไปคือ เท็กซัส เพราะปัญหาเศรษฐกิจ แต่ "รัฐสีแดง" นั้นสนับสนุนความเป็นมหาอำนาจของสหรัฐฯ หากทรัมป์และรีพับลิกันต้องการเรียกคะแนนเสียงคืน จะต้องทำให้ประชาชนที่เซ็งกับปัญหาเศรษฐกิจให้คึกคักอีกครั้ง ด้วยการที่รัฐบาลอเมริกันแสดงพลังอำนาจทางการเมืองระหว่างประเทศขึ้นมา

นั่นหมายความว่า การทำสงครามเศรษฐกิจ การใช้อาวุธด้านการเงิน และมาตรการทางภาษีจะยิ่งหนักข้อ เพื่อทำให้ประชาชนอุ่นใจว่า "สหรัฐฯ ยังเป็นผู้ควบคุมเศรษฐกิจโลก" และปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นเป็นเพียง "ความผิดพลาดที่แก้ไขได้"

โดยเฉพาะข้อหลัง ไม่ใช่เพราะทรัมป์จะตอกย้ำอำนาจของตนเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายที่ต้องการ (แล้วประชาชนจะยอมรับว่ามันถูกต้องในที่สุด) เท่านั้น แต่เป็นสภาวะจำเป็นของสหรัฐฯ ด้วย เพราะเศรษฐกิจสหรัฐฯ อยู่ในช่วง "ปลายยุคจักรวรรดิ" มัแต่จะเสื่อมถอยลง หากไม่พยุงไว้ด้วยการบั่นทอนเศรษฐกิจอื่นๆ หรือ "เรียค่าคุ้มครอง" ผ่านสงครามภาษี สหรัฐฯ ก็จะเสื่อมลงไปในไม่ช้า

ในข้อนี้ผมเกรงว่า แม้แต่พวกเดโมแครตก็เห็นด้วยกับการ "วางก้ามทางเศรษฐกิจ" ของสหรัฐฯ  แต่แอบคิดอยู่ในใจไม่กล้าพูดออกมา และไม่เห็นด้วยแต่ปากแต่สนับสนุนด้วยการนิ่ง

นั่นหมายความ การเผชิญหน้าและการแข่งขันกับจีนจะยิ่งรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะการแข่งขันด้าน AI

เพราะ AI เป็นแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจอย่างเดียวที่ทรงพลังที่สุดสำหรับพวกอเมริกัน และทรัมป์ก็ไม่ยอมให้มีการกำหนดมาตรการควบคุมเอาเลย ขณะที่จีนต้องการกำหนดมาตรการควบคุม AI แต่สนับสนุนการพัฒนาอย่างหนักเพื่อแข่งขันกับสหรัฐฯ เพื่อชิงตลาด และเพื่อความเป็นจ้าวในด้านนี้

เดโมแคตรตนั้นไม่หนุนให้ปล่อยเกียร์ว่างด้านการควยคุม AI แต่หากบีบมันมากเกินไป เศรษฐกิจก็จะขาดแรงขับเคลื่อนและสู้จีนไม่ได้ ในแง่นี้เดโมแครตไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากทำแบบข้างต้น คือ "ไม่เห็นด้วยแต่ปากแต่สนับสนุนด้วยการนิ่ง"

ในช่วง 2 ปีหลังจากนี้ ทรัมป์จะเร่งรัดให้วาระของเขา "เข้าเป้า" อย่างรวดเร็ว ไม่ใช่เพื่อกู้หน้าของเขาเท่านั้น แต่เพราะรีพับลิกันเองก็ต้องยื้ออำนาจไว้ให้นานที่สุด เพราะในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา พวกเขาสามารถทำลายโครงสร้างของเสรีนิยมไปได้มากมายแล้ว หากปล่อยให้เดโมแครตซึ่งเป็นหัวหอกของเสรีนิยมกลับมากุมอำนาจทั้งหมด (ในสภาพและในทำเนียบ) สิ่งที่ลงทุนไปก็จะสูญเปล่าไปอีกหลายปี

แม้ทรัมป์จะไม่มีโอกาสต่อเวลาของตนในฐานะประธานาธิบดี แต่ยังมีพวก Trumpist อีกทั้งยวงที่จะสานต่อ "จิตวิญญาณ" ของเขา ยังไม่นับพวกหัวรุนแรงกว่า คือพวก Vancian คือฝ่ายของแวนซ์ที่ต้องการรวบอำนาจและทำลายเสรีนิยมอย่างหนักหน่วงกว่าอีก

ดังนั้น การแพ้ศึกเลือกตั้งการเทอมจึงไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้ "หมอบ" แต่จะยิ่งทำให้ทรัมป์และรีพับลิกันดุดันยิ่งขึ้นไปอีก 

กับคำถามว่า "ทรัมป์จะหมดน้ำยาหรือไม่? และโลกจะสงบสุขขึ้นหรือเปล่า?" ผมคิดว่าคงจะได้คำตอบกันแล้ว

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better  

Photo - ร็อบ แซนด์ (Rob Sand) ผู้สมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐไอโอวาจากพรรคเดโมแครต เดินทางขึ้นบนเวทีเพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะระหว่างงานเลี้ยงในคืนวันเลือกตั้งกลางเทอม ที่เมืองเดส์มอยน์ รัฐไอโอวา เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2026 (Photo by KAMIL KRZACZYNSKI / AFP)

TAGS: #ทรัมป์