เมื่อวานนี้ ฮุน เซน คงดีใจจนเนื้อเต้นที่ได้เห็นบทความของนักวิชาการไทยบางคนซึ่งเขียนบทความดูแคลนประเทศตัวเองว่าไม่รู้เหนือรู้ใต้ แล้วกลับไปยกย่องกัมพูชาว่าปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ
ฮุน เซน อ้างว่า “ในการวิเคราะห์ของศาสตราจารย์ (คนไทย) ท่านนั้น ท่านกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า สังคมไทยเป็นสังคมที่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกแห่งจินตนาการและไม่ค่อยอ่านหนังสือ”
ในบทความภาษาไทยอาจารย์คนนี้เขียนไว้ว่า
"ต้องพูดอย่างตรงไปตรงมาว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่จินตนาการอยู่แต่ในคอก ไม่อ่านหนังสือ ผมพูดเรื่องนี้มานับไม่ถ้วน กัมพูชาเขาทำตามสิ่งที่บัญญัติไว่้ในกฎหมายระหว่างประเทศ เราเป็นสังคมที่มีแค่ความรู้พื้นบานเรื่องกฎหมายทะเลยังไม่เข้าใจ"
ฮุน เซนเจอคนไทยเขียนแบบนี้เข้าไปจึงแชร์โฆษณาในเพจตัวเองคงเพราะเขียนถูกใจมาก ก็แน่ล่ะเล่นเขียนมาก็ด่าคนไทยเสียแล้ว ย่อมเป็นที่พอใจของกัมพูชาอย่างยิ่ง
โดยที่ "คนไทย" ที่ว่านี้ไม่ได้สำเหนียกเลยว่าข้อเขียนของตนกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองให้ประมุขรัฐเมืองเขมรมาปลุกปั่นวาระทางการเมืองเสียอีก
ผมจะโกรธก็ไม่ลง หัวเราะไม่ออก
นักวิชาการมีหน้าที่ทางวิชาการในการค้นหาความจริงอย่างปราศจากอคติก็จริง
เช่น นักวิชาการควรบอกว่า วัฒนธรรมไทยและเขมรนั้นเป็นญาติกัน ประวัติศาสตร์ไทยและกัมพูชาพัวพันกัน และผู้นำไทยและกัมพูชาสนิทสนมกัน
เรื่องนี้ย่อมพูดได้ ผมเองก็ย้ำอยู่เสมอว่า ไทยกับกัมพูชาเป็นเครือญาติทางวัฒนธรรม
แต่ไม่ได้หมายความว่า จะเห็นเขมรดีแล้วไทยล้าหลังนั้น มันจะเรียกว่า "ไม่มีอคติ" ได้อย่างไร?
ที่บอกว่า "ต้องพูดอย่างตรงไปตรงมาว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่จินตนาการอยู่แต่ในคอก ไม่อ่านหนังสือ" เพียงเท่านี้ก็อคติมากมายแล้ว
ผมจะให้ดูสถิตินี้จาก CEOWORLD โดยอิงจากการสัมภาษณ์ผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 6,500,000 คนจาก 102 ประเทศ เกี่ยวกับอัตราการอ่านหนังสือและระยะเวลาอ่าน เฉพาะในอาเซียนมีดังนี้
- สิงคโปร์: อ่าน 6.72 เล่ม, 155 ชั่วโมง/ปี
- ไทย: อ่าน 6.37 เล่ม, 149 ชั่วโมง/ปี
- อินโดนีเซีย: อ่าน 5.91 เล่ม, 129 ชั่วโมง/ปี
- เวียดนาม/ฟิลิปปินส์: อ่าน ประมาณ 5.5 เล่ม, ประมาณ 123 ชั่วโมง/ปี
- มาเลเซีย: อ่าน 5.49 เล่ม, 122 ชั่วโมง/ปี
คนไทยนั้นอ่านหนังสือมากกว่าประเทศไหนในอาเซียนอยู่แล้ว (เว้นสิงคโปร์) ดังนั้นข้อที่ดูถูกคนไทยว่าไม่อ่านหนังสือย่อมจะย้อนแย้งที่สุด ไม่เป็นวิชาการที่สุด และไร้ความเห็นใจคนไทยด้วยกันที่สุด
จึงไม่ควรเขียนออกมาโดยคนที่เป็นนักวิชาการ
อีกทั้ง คนเขมรไม่ได้มี critical thinking เอาเลย ยิ่งไม่ต้องบอกว่าปีหนึ่งๆ อ่านหนังสือกี่บรรทัด ดังนั้น เมื่อถูกคนประเภท Demagogue (ใช้วาทกรรมอันผิดเพี้ยนเพื่อหวังผลทางการเมือง) หล่อหลอมความคิดผิดๆ เกี่ยวกับไทย คนเขมรก็เชื่อหัวปักหัวปำ เช่น เชื่อว่าชุดไทยเป็นชุดเขมร รำไทยเป็นรำเขมร แผ่นดินไทยเป็นของเขมร และทะเลเขมรใหญ่กว่าทะเลไทย
เขมรจะอ้างตนเป็นเจ้าเข้าเจ้าของวัฒนธรรมและแผ่นดินไทยโดยข้างๆ คูๆ แบบนี้เราจะพูดด้วยภาษาวิชาการไม่ได้ เพราะมันก้าวล่วงสู่ "การเล่นการเมือง" แล้ว
ในสนามการเมืองมันไม่มีพื้นที่ให้สถานะทางวิชาการหรอกครับ เพราะเขาใช่เล่ห์เพทุบายกัน โดยเฉพาะกัมพูชานั้นทำเรื่องนี้ "ไม่หยุดเลย" ผมขอบอกจากใจคนที่ตามข่าวในกัมพูชาโดยต่อเนื่อง
แต่นักวิชาการในไทยบางคน "โลกสวย" เหลือเกิน โดยติดกับดักตัวเองเรื่อง "ไทยกับกัมพูชาร่วมวัฒนธรรมกัน"
ย้ำอีกครั้งว่า ผมก็มีทัศนะเช่นนั้น
เพียงแต่นักวิชาการบางคนเมื่อบอกว่า "ไทยกับกัมพูชาร่วมวัฒนธรรมกัน" กลับมีอคติโดยให้เครดิตกัมพูชาเป็นต้นฉบับไปเสียทุกอย่าง และยังพูดซ้ำวาทกรรมของกัมพูชาเรื่อง "ไทยเป็นโจรปล้นวัฒนธรรมเขมร" ด้วยซ้ำ
ความเห็นนี้ทำให้เกิดคิดดูถูกคนไทยด้วยกัน แล้วจึงเชื่อผิดๆ ว่าคนไทยจึงไม่รู้เรื่องอะไรในประวัติศาสตร์ ส่วนเรา (นักวิชาการ) รู้เรื่องเขมรดีกว่าอยู่แล้ว
แต่หาทราบไม่ว่า "รู้เรื่องเขมร" ไม่ได้หมายความว่า "รู้ทันเขมร" เพราะเขมรเล่นยัดประวัติศาสตร์แต่งเองและวาทกรรมคลั่งชาติอย่างร้ายกาจไว้
คนไทยที่เอ็นดูเขมรมองไม่ออกหรอกครับ เพราะมีอคติอยู่แล้วกับคนไทยด้วยกัน จึงทำตาบอดตาใสกับคนไทย แต่กระพริบตาหวานวิ้งๆ ใส่เขมร
หนักเข้าไม่เพียงประเคนวัฒนธรรมไทยให้เขมร แต่ยังบอกว่าแผ่นดินไทยนั้นควรเป็นของเมืองเขมร และพร่ำบอกว่าไทยเราทำผิดเสียเองที่ไปยกเลิก MoU 44 เพราะจะทำให้ประชาคมโลกไม่เชื่อถือไทย
ประทานโทษเถอะครับ ตั้งแต่ 'คลิปกรณีอังเคิล' ผมไม่เห็นว่ากัมพูชาจะเหลือเครดิตอะไรบนเวทีโลกแล้ว
อีกทั้งการลากเส้นตามอำเภอใจของกัมพูชาบนทะเลอ่าวไทยและการใช้แผนที่มาตราส่วนอันล้าหลัง แบบนี้จะเรียกว่ากัมพูชาเป็นประเทศที่ยึดถือกฎหมายระหว่างประเทศได้อย่างไร?
ไม่กี่เดือนก่อนประเทศที่ว่านี้ยังทำตัวไม่อยู่กับร่องกับรอยในกรอบของ UNCLOS อยู่เลย
พออยู่ในกรอบ UNCLOS ปั๊บสื่อกัมพูชาก็เล่นข่าวโจมตีไทยว่ากลัวการปฏิบัติตามกรอบ UNCLOS เสียอย่างนั้น ทั้งๆ ที่ไทยปฏิบัติตามกรอบสากลมาตั้งแต่แรกและเขาสู่ UNCLOS ก่อนกัมพูชาเป็นสิบปี
กลับดำเป็นขาวกันแบบไม่มีหิริโอตตัปปะกันถึงขนาดนี้
ไม่ทราบว่านักวิชาการไทยเชียร์เขมรเคยส่องสำนักข่าวเขมรบ้างหรือไม่ แล้วรู้สึกอย่างไรกับเรื่องนี้?
ขนาดนี้แล้วยังจะโอ๋เขมรอะไรกันขนาดนั้น!
ผมเชื่อว่า นักวิชาการประเภทนี้ยังคิดอยู่กับความคิดยุคหลังการสิ้นสุดของสงครามเย็น ซึ่งเกิดมีอุดคติอันสวยหรูขึ้นมาว่า "โลกควรจะไร้พรมแดน" และ "อาเซียนร่วมใจ" โดยเชื่อว่าทุกประเทศมีวัฒนธรรมร่วมกัน
แต่ความจริงแล้ว ทุกประเทศชาตินิยมกันหมดสิ้น หากไม่โอ้อวดว่าตัวเองเหนือกว่า ก็อ้างเอาของประเทศเพื่อนบ้านเป็นของตน ทั้งวัฒนธรรมและแผ่นดิน
ไม่เฉพาะไทยกับกัมพูชาหรอกครับ มาเลเซียกับอินโดนีเซียก็แย่งกันเป็นเจ้าของวัฒนธรรม มาเลเซียกับฟิลิปปินส์แย่งแผ่นดินกัน
พอกัมพูชาเคลมไทย คนไทยพวกนี้กลับมองว่าเป็นความผิดของไทย และยังไม่เห็นว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาสากลของภูมิภาคนี้ โดยมองแค่ว่า "ไทยผิดๆ"
ผมเชื่อว่าที่คิดกันผิดเพี้ยนกันขนาดนี้ก็เพราะ "ปมความสำนึกผิด" (Guilt Complex) ที่สร้างขึ้นมากันเองของนักวิชาการและนักคิดบางกลุ่มในไทย ว่า "ไทยรังแกเพื่อนบ้าน" มาก่อนเมื่ออดีตที่ผ่านมา และไทยควรจะโอ๋เพื่อนบ้านเพื่อขมากรรมสำนึกผิดนั้น ที่คิดกันแบบนี้ได้เพราะ "สังเคราะห์" ประวัติศาสตร์ขึ้นมาใหม่โดยอิงกับหลักคิดว่า "ชาตินิยมไทยเป็นสิ่งชั่วร้าย" ซึ่งเขาคิดกันแบบนี้จริงเมื่อประมาณ 20-30 ปีก่อน
มาวันนี้ก็ยังมีคิดแบบเดิม โดยคิดว่าความคิดตนเป็นที่สุดแล้ว คนอื่นผิดหมด
คำถามก็คือ ไทยไปรังแกเพื่อนบ้านตอนไหน? ตอนนี้เสียอีกที่เพื่อนบ้านบางจำพวกรังแกไทย และยังคลั่งชาติอย่างเลวร้าย สั่งสอนทั้งในโรงเรียนและผ่านสื่อไทยเป็น "โจรปล้นวัฒนธรรม" และ "โจรปล้นแผ่นดิน"
ในขณะที่นักวิชาการในไทยบางคนยัดเยียด "ปมความสำนึกผิด" ให้คนไทย แต่ไม่เคยตั้งคำถามความผิดเพี้ยนในสมองของคนกัมพูชากันเลย
แล้วถามหาสันติภาพและความปรองดองจากไทยเท่านั้น โดยทำทีว่าไทยควรยอมไปเสียทุกอย่าง
ทำโดยไม่ไตร่ตรองแบบนี้แล้วเมื่อไรสันติภาพมันจะได้มาเล่า?
ที่บอกให้ไตร่ตรองก็คือ ก่อนจะด่าคนไทยว่าผิด ส่วนเขมรถูก ก็ควรจะเปิดหูเปิดตาส่องสื่อในกัมพูขาเสียบ้างว่าทำการว่าร้ายไทยมากมายแค่ไหน ซึ่งมันเลวร้ายจนหากคนไทยได้รับรู้ ผมเกรงว่าจะไม่มีวันที่ไทยจะยอมญาติดีด้วยได้
ในขณะที่สื่อไทย (อย่างน้อยก็สื่อหลัก) พยายามหลีกเลี่ยงการโจมตีด้วยวิธีชั่วร้ายนั้น ซึ่งจะว่าเป็นการ "ยอม" ก็ว่าได้ แต่นี่เป็นหนทางของประเทศที่มีวุฒิภาวะสูงกว่าและประเทศที่สื่อเป็นสื่อจริงๆ ไม่ใช่เครื่องมือของสงคราม
ผมจึงเห็นว่า การที่ประเทศที่สามพยายามจะเข้ามาไกล่เกลี่ยไทยและกัมพูชาผ่านกลไกสื่อและผู้ทรงอิทธิพลทางความคิด แม้จะเป็นแนวคิดที่ดี แต่ก็ยังขาดการไตร่ตรองที่รอบด้านอีก เพราะฝ่ายเขมรนั้นยังไม่เลิกราวีไทยด้วยการปล่อยข้อมูลที่ผิดเพี้ยนแม้กระทั่งข่าวปลอม
ก็อย่างที่ผมบอกว่าสื่อกัมพูชาสนองการโฆษณชวนเชื่อโดยรัฐ ไม่มีเลยที่จะวิพากษ์รัฐ ดังนั้น แม้รัฐจะชั่วร้ายแค่ไหน (เลี้ยงสแกมเมอร์, กวาดล้างฝ่ายค้าน, ก่ออาชญากรรมสงคราม และใส่ร้ายป้ายสีไทย) สื่อพวกนี้ก็จะรับใช้รัฐต่อไป
ขณะที่สื่อในไทยเพ่งเล็ง (Being critical) รัฐบาลของตัวเอง ขนาดนายกฯ อนุทินจับมือกับฮุน มาแณตตามมารยาท สื่อและคนไทยก็ยังฟาดเข้าให้
นี่แหละครับที่ทำให้สองประเทศต่อกันไม่ติด ตราบใดที่ทำให้สื่อและผู้มีอิทธิพลทางความคิดในกัมพูชาทำตัวให้เทียบเท่าไทยไม่ได้
กระนั้นก็ตาม แม้คุณภาพจะต่ำขนาดนี้ ปัญญาชนในไทยบางคนก็ยังเห็นว่าคนไทยผิด สื่อไทยเพี้ยน ชาตินิยมไทยมันชั่วช้า และกัมพูชาน่ารักไปหมด
ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากญาติดีกับกัมพูชา แต่ก่อนจะญาติดีนั้นจะต้องเข้าใจปัจจัยที่ทำให้นับญาติกันไม่ได้เสียก่อน
ไม่ใช่ว่าจะชมเชยเขมรเพียงเพราะตัวเองติดอยู่ใน Guilt Complex จอมปลอมที่พวกตนสร้างขึ้นมา
มันจะไม่ใช่แค่ดูแคลนคนไทยจนคนไทยไม่พอใจพากันไปถล่มจนต้องปิดเพจหนีเท่านั้น
แต่มันยังบิดเบือนเหตุปัจจัยในการแก้ปัญหาระหว่างสองประเทศอีกด้วย
บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better
Photo - หญิงสาวผู้เป็นตัวแทนของนางสงกรานต์ นั่งอยู่บนรถแห่ ขณะที่ผู้คนแห่ขบวนในงานเฉลิมฉลองปีใหม่เขมร ในกรุงพนมเปญ เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 (Photo by TANG CHHIN Sothy / AFP)