ครั้งหนึ่งเพลง 'เถียนมี่มี่' ที่อนุทินร้องให้หลี่เฉียงได้ฟังเคยถูกแบนในจีนเพราะถูกมองว่าเป็น 'เพลงเสื่อมทราม'

ครั้งหนึ่งเพลง 'เถียนมี่มี่' ที่อนุทินร้องให้หลี่เฉียงได้ฟังเคยถูกแบนในจีนเพราะถูกมองว่าเป็น 'เพลงเสื่อมทราม'

เมื่อวันจันทร์ ฯพณฯ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทยโชว์ลูกคอร้องเพลง 'เถียนมี่มี่' นายกรัฐมนตรีจีน คือ ฯพณฯ หลี่เฉียง และแขกผู้มีเกียรติได้ฟังกันในงานเลี้ยงรับรองที่จัดขึ้นโดยฝ่ายจีนในกรุงปักกิ่ง ระหว่างที่นายกฯ ไทยและคณะ เดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการ

มันเป็นการเยือนที่ 'เถียนมีมี่' หรือ 'หวานปานน้ำผึ้ง' จริง เพราะไทยกับจีนประกาศความร่วมมือและลงนามข้อตกลงมากมายหลายฉบับ โดยเฉพาะเรื่องเทคโนโลยีและ AI ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมเห็นว่าเป็นพื้นที่ที่ทั้งสองประเทศ "ควรร่วมมือกันอย่างมาก" 

แต่มีเกร็ดน่าสนใจนิดหน่อยเกี่ยวกับการพร้องเพลงของคุณอนุทิน

คุณอนุทินคงจะไม่ทราบว่า เพลง 'เถียนมี่มี่' ของ 'เติ้งลี่จวิน' นักร้องชาวไต้หวันนั้น เคยเป็นเพลงที่ถูกแบนมาก่อนในจีนแผ่นดินใหญ่ ทั้งเพลงนี้และอีกหลายเพลงของเติ้งลี่จวิน ไปจนถึงตัวของเติ่งลี่จวินเองก็ถูกแบนในจีน

โดยเฉพาะในช่วงก่อนทศวรรษที่ 70 อันเป็นช่วงที่จีนมีสภาพล้มลุกคลุกคลาน หรือแม้แต่ตอนที่จีนเริ่มที่จะเปิดประเทศและปฏิรูปเศรษฐกิจในทศวรรษที่ 80 ก็ยังมีบรรยากาศของการต่อต้าน แม้ในยุคนี้จีนจะเปิดกว้างรับวัฒนธรรมจากภายนอกมากขึ้น แต่ก็ยังไม่เต็มร้อย และหนึ่งในวัฒนธรรมภายนอกที่ถูกติติงเป็นพิเศษ คือ เพลงของเติ้งลี่จวิน

ก่อนอื่นเราต้องมาทำความเข้าใจก่อนว่า วัฒนธรรมภายนอกจีนแผ่นดินใหญ่ เช่น เพลงป๊อปกวางตุ้ง หรือ Canto pop จากฮ่องกง ไปจนถึงป๊อปไต้หวัน เป็นเพลงที่ถูกตราหน้าว่าเป็น 'เพลงเหลือง' (黄色歌曲)

'สีเหลือง' ในภาษาจีนนี้มีนัยประหวัดหมายถึง 'ความอนาจาร' 

เพลงป๊อปฮ่องกงและไต้หวันอาจจะไม่ถึงขั้นอนาจารประมาณว่าพูดถึงเรื่องบนเตียง แต่เพลงเหล่านี้เน้นเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ความหวาน ความฝัน และความฟุ้ง ซึ่งเป็นค่านิยมที่ไม่พึงปรารถนาสำหรับสังคมคอมมิวนิสต์จีนแผ่นดินใหญ่ในเวลานั้น

ดังนั้น เพลงสีเหลืองจึงถูกวิพากษ์ ถูกห้ามไม่ให้ร้อง 

และถึงขนาดมีการแต่งหนังสือที่ชื่อ "จะระบุลักษณะเพลงสีเหลืองได้อย่างไร?" 《怎样鉴别黄色歌曲》โดยแบ่งออกเป็นบทความที่เขียนโดยบุคคลต่างๆ หนึ่งในนั้นคือบทความที่ชื่อ "เราควรมีมุมมองอย่างไรต่อ "เพลงป๊อป" ของฮ่องกงและไต้หวัน?" 

หนังสือเล่มนี้ออกมาในช่วงทศวรรษที่ 80 ซึ่งเป็นช่วงที่จีนเปิดประเทศแล้ว ดังนั้นจึงมีเทปคาสเซตเพลงจากไต้หวันและฮ่องกงหลั่งไหลเข้ามาในแผ่นดินใหญ่โดยผ่านการลักลอบเข้ามา หนึ่งในคืออัลบั้มเพลงของเติ้งลี่จวิน

เพลงของเติ้งลี่จวินจึงถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษ โดยถูกกล่าวหาว่าเป็นเพลงที่แสดงถึงความตกต่ำทางวัฒนธรรม เป็นเพลงรักๆ ใคร่ๆ ที่บั่นทอนจิตใจของเยาวชน ถึงขนาดมีการยึดเทปเพลงเติ้่งลี่จวินในบางกรณี

เพื่อให้เป็นภาพชัด ผมจะขอยกบางตอนของบทความเรื่อง "จากดนตรีที่แสดงถึงความตกต่ำทางวัฒนธรรมจนกลายเป็นเพลงจีนคลาสสิก" 《从靡靡之音到华语经典》 ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ของสภาที่ปรึกษาประชาชน (人民政协网) อันเป็นองคพายพสำคัญของรัฐบาลจีน 

เนื้อหาบางตอนมีดังนี้

"ในช่วงปลายทศวรรษ 1970 ผู้ฟังชาวจีนแผ่นดินใหญ่ได้ฟังเพลงของเติ้งลี่จวิน ผ่านสองวิธีหลักๆ คือ การแอบฟังสถานีวิทยุ "ศัตรู" และการคัดลอกเทปคาสเซ็ต ในเวลานั้น สถานีวิทยุเกือบทั้งหมด ยกเว้นสถานีในแผ่นดินใหญ่ ถูกมองว่าเป็นสถานี "ศัตรู" เนื่องจากสถานีวิทยุในแผ่นดินใหญ่ไม่ได้ออกอากาศเพลงของเติ้งลี่จวิน การฟังเพลงของเติ้งลี่จวิน จึงเทียบเท่ากับการฟังสถานี "ศัตรู" โชคดีที่หลังจากการปฏิวัติวัฒนธรรม การฟังสถานี "ศัตรู" ไม่ใช่ความผิดร้ายแรงอีกต่อไป มักจะได้รับเพียงการตักเตือนและการให้ความรู้ หรืออย่างมากก็แค่การลงโทษทางวินัย ซึ่งแตกต่างจากความเสี่ยงที่จะถูกส่งไปค่ายแรงงานหรือแม้กระทั่งจำคุกในช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรม อาจกล่าวได้ว่า ความเสี่ยงที่ลดลงของการฟังสถานี "ศัตรู" เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เติ้งลี่จวินได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย"

"คุณสมบัติที่ทำให้เติ้งลี่จวินเป็นที่รักกลับกลายเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอถูกแบน เพลงรักของเธอถูกตราหน้าอย่างรวดเร็วว่าเป็น "เพลงสีเหลือง" และ "เพลงเสื่อมทราม" กลายเป็นสิ่งที่ครูและผู้ปกครองมองว่า "ทำลายเด็ก" เช่นเดียวกับกางเกงขาบานและแว่นกันแดด เหตุการณ์ที่ยกระดับเพลงของเติ้งลี่จวินให้เทียบเท่ากับ "วัชพืชพิษ" คือการประชุมสมาคมนักดนตรีจีนที่ซีซานในปี 1980"  อย่างไรก็ตาม "ไม่ถึงหกเดือนหลังจากที่บุคคลสำคัญในวงการดนตรีของจีนแผ่นดินใหญ่จัดการประชุมเพื่อวิพากษ์วิจารณ์เติ้งลี่จวิน เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 1980 เติ้งลี่จวินได้จัดคอนเสิร์ตการกุศลที่หออนุสรณ์ซุนยัตเซ็นในไทเป โดยบริจาครายได้ทั้งหมดจากบัตรเข้าชมให้กับมูลนิธิการกุศล ในระหว่างคอนเสิร์ต พิธีกรได้ถามลี่จวินว่า "ผมได้ยินมาว่าหลายคนในจีนแผ่นดินใหญ่ต้องการเชิญคุณไปแสดงที่นั่น" เติ้งลี่จวินตอบว่า "ถ้าฉันไปแสดงที่จีนแผ่นดินใหญ่ วันที่ฉันไปแสดงที่นั่นจะเป็นวันที่หลักไตรราษฎร์ของเราได้รับการนำไปปฏิบัติในจีนแผ่นดินใหญ่"

หลักไตรราษฎร์ คืออุดมการณ์ของซุนยัตเซ็น บิดาแห่งจีนยุคใหม่ แม้จะเป็นบุคคลที่ได้รับการยกย่องจากทั้งไต้หวัน (ที่นำโดยพรรคก๊กมินตั๋ง) และในจีนแผ่นดินใหญ่ (ที่นำโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีน) แต่หลักไตรราษฎร์นั้นถือเป็นอุดมการณ์ทางการเมืองของก๊กมินตั๋ง ซึ่งเป็นปฏิปักษ์กับพรรคคอมมิวนิสต์ ดังนั้นคำตอบของเติ้งลี่จวินยิ่งเท่ากับปิดตายโอกาสที่เพลงของเธอจะได้รับฟังและถูกร้องโดยคนจีนแผ่นดินใหญ่อย่างเปิดเผย 

ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากให้คำตอบที่อิงการเมืองขนาดนั้นไปแล้ว เติ้งหลี่จวินแยังแสดงท่าทีทางการเมืองชัดเจน โดยในเดือนสิงหาคม ปี 1981 เติ้งลี่จวินยังใช้เวลาหนึ่งเดือนเยี่ยมค่ายทหารทั่วไต้หวัน รวมถึงแนวหน้าในเกาะจินเหมิน (ซึ่งอยู่ประจันหน้ากับเกาะเซี่ยเหมินของจีนแผ่นดินใหญ่) เธอได้พบปะกับทหารจากกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ และแสดงดนตรีให้พวกเขาชม "การเดินทางเยือนค่ายทหารไต้หวันเป็นเวลาหนึ่งเดือนของเธอ ซึ่งรวมถึงการเดินทางไปเกาะจินเหมินที่มีความสำคัญเชิงสัญลักษณ์อย่างยิ่งนั้น มีความหมายทางการเมืองที่เหนือกว่าการแสดงเพื่อความบันเทิงทางทหารทั่วไป นับจากนั้นเป็นต้นมา ในสายตาของทางการจีนแผ่นดินใหญ่ เติ้งลี่จวิน ไม่ได้เป็นเพียงนักร้องที่ร้อง "เพลงสีเหลือง" เท่านั้น แต่เป็น "นักร้องเพลงเหลืองที่เป็นปฏิปักษ์ต่อจีนแผ่นดินใหญ่" เสียด้วย"

แม้ว่าเติ้งลี่จวินจะยิ่งถูกเพ่งเล็ง แต่ความรักและนิยมในเพลงของเธอในหมู่ชาวจีนแผ่นดินใหญ่กลับไม่ได้ลดลงเลย มิหนำซ้ำยังเพิ่มพูนขึค้นจนกระทั่งในปี 1988 ใมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจีนแผ่นดินใหญ่ได้ส่งจดหมายเชิญเติ้งลี่จวินมาแสดงที่จีนแผ่นดินใหญ่ "อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเหตุการณ์ทางการเมืองที่เกี่ยวข้องดังที่กล่าวมาข้างต้น เช่น การแสดงให้ทหารชม ซึ่งทำให้เติ้งลี่จวินมีสถานะทางการเมืองพิเศษ และความเป็นปรปักษ์อย่างต่อเนื่องระหว่างทางการไต้หวันและจีนแผ่นดินใหญ่ที่ไม่ให้การสนับสนุนในเรื่องนี้ การแสดงของเติ้งลี่จวินในจีนแผ่นดินใหญ่จึงไม่เกิดขึ้นในที่สุด"

จนกระทั่งเข้าสู่ทศวรรษที่ 90 เติ้งลี่จวินก็ยังถูกแบนในจีนและเพลงของเธอก็ยังคงเป็นเพลงสีเหลืองต่อไปแม้ประชาชนจะร้องและฟังเพลงอย่างเปิดเผยมากขึ้นแล้วก็ตาม ส่วนท่าทีของภาครัฐก็ยังแข็งกร้าวต่อนี้ เช่น  "สถานีโทรทัศน์ CCTV ไม่เคยรายงานข่าวในเชิงบวกเกี่ยวกับเธอเลย" 

จนกระทั่ง...

"ครั้งแรกที่ CCTV รายงานข่าวเกี่ยวกับเติ้งลี่จวิน คือเรื่องการเสียชีวิตของเธอ เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 1995 ช่อง CCTV-4 (ช่องต่างประเทศ) รายงานในรายการข่าวปกติว่า "นักร้องชาวไต้หวัน เติ้งลี่จวิน เสียชีวิตเมื่อวานนี้ที่เชียงใหม่ ประเทศไทย" และออกอากาศคลิปการแสดงของเติ้งลี่จวิน หลายคลิป นี่เป็นครั้งแรกที่สื่อระดับสูงสุดในจีนแผ่นดินใหญ่รายงานข่าวที่เกี่ยวข้องกับเติ้งลี่จวิน"

"การรายงานข่าวเชิงบวกของ CCTV ปูทางไปสู่การยกเลิกการแบนเติ้งลี่จวินอย่างเป็นทางการ หลังจากนั้น ยกเว้นเพลงบางเพลงที่มีเนื้อหาทางการเมืองที่รุนแรง เติ้งลี่จวินก็แทบจะไม่เป็นเรื่องต้องห้ามในจีนแผ่นดินใหญ่อีกต่อไป น่าเสียดายที่เธอไม่ได้มีชีวิตอยู่จนได้เห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้"

หลังจากนั้นเพลงของเติ้งลี่จวินก็ไม่ใช่สิ่งต้องห้ามในแผ่นดินใหญ่อีกต่อไป และถึงขนาดนี้ "ในปี 2005 คอนเสิร์ตชื่อ "คอนเสิร์ตซิมโฟนีเพลงคลาสสิกโดยเติ้งลี่จวิน ราชินีแห่งเพลง" ได้รับการอนุมัติและจัดขึ้นที่หอแสดงคอนเสิร์ตปักกิ่งเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2006 หลังจากนั้น คอนเสิร์ตและการแสดงเดี่ยวต่างๆ ที่ตั้งชื่อตามเติ้งลี่จวิน ก็ผุดขึ้นมามากมายราวกับดอกเห็ดหลังฝนตก

นี่คือข้อความบางตอนจากบทความเรื่อง "จากดนตรีที่แสดงถึงความตกต่ำทางวัฒนธรรมจนกลายเป็นเพลงจีนคลาสสิก" ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ของหน่วยงานรัฐของจี

เราจะเห็นวิวัฒนาการของเพลงของเติ้่งลี่จวินจากครั้งหนึ่งที่เคยถูกแบน จนกระทั่งกลายเป็นเพลงที่ได้รับการยอมรับว่าคลาสสิก และตัวผู้ร้องก็เป็น 'ราชินีแห่งเพลง' ต่างจากช่วงเวลาที่ไต้หวันและแผ่นดินใหญ่ยังเขม็งเกลียวระหว่างกันในทางการเมือง กระนั้นก็ตาม ในความตึงเครียดนั้น มีคนบันเทิง นักเขียน ศิลปิน และนักการเมืองที่เดินทางมายังแผ่นดินใหญ่ เพื่อ "คืนสู่แผ่นดินแม่" และสานต่อวัฒนธรรมระหว่างกัน ทำให้ความไม่เข้าใจที่เกิดขึ้นจากความตึงทางการเมืองถูกผ่อนคลายลง และเพลงที่ถูกมองว่าเป็นเพลงแห่งความเสื่อมทราม และเพลงของนักร้องที่รับใช้การเมืองฝ่ายศัตรูกลายเป็นเพลงที่ฟังและร้องอย่างเปิดเผยด้วยความรักในที่สุด

ผมไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้คุณอนุทินเลือกที่จะร้องเพลงของเติ้งลี่จวินในการเลี้ยงที่ปักกิ่ง แต่ผมคิดว่านายกฯ หลี่เฉียงผ่านเหตุการณ์ความเปลี่ยนแปลงมากมายในการเมืองและวัฒนธรรมระหว่างแผ่นดินใหญ่และไต้หวัน รวมถึงจีนและไทย บางทีเพลงนี้การนำเพลงขึ้นมาร้อง และโดยที่เรารู้เเบื้องหลังทางประวัติศาสตร์ของมัน มาอาจจะเป็นสิ่งที่ช่วยทำให้ผู้นำของสองประเทศรู้สึกว่า แม้วันหนึ่งอาจจะมีความไม่เข้าใจกันบ้าง แต่วันหน้าก็ย่อมมีโอกาสที่จะเยียวยาให้กับมารักกันดังเดิม เหมือนกับที่เติ้งลี่จวินเคยถูกตั้งแง่แต่ต่อมากลายป็นที่รักของคนจีนทุกหนแห่งอย่างเสรี

และนักร้องเป็นที่รักของคนไทย เจ้าของแผ่นดินที่เติ้งลี่จวินได้จากไปตลอดกาล

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better 

Photo - ภาพแคปเจอร์จากคลิป 鄧麗君 Teresa Teng テレサ・テン - 甜蜜蜜 (Official Music Video) / Youtube


 

TAGS: #เถียนมี่มี่ #เติ้งลี่จวิน