เรื่องที่คุณไม่รู้เกี่ยวกับ'หยางจื๋อหลิน'ผู้ก่อตั้ง Moonshot AI ที่กำลังฮ็อตที่สุดในเวลานี้
เมื่อวันที่ 22 กรกฏาคม หูซีจิ้น (胡锡进) สื่อมวลชนชาวจีนที่ทรงอิทธิพลและบทความของเขาได้รับการเผยแพร่ทั้งในและนอกประเทศ ได้โพสต์บทความในบัญชี WeChat ของเขา ชื่อเรื่องว่า "สหรัฐอเมริกา 'สูญเสีย' หยางจื๋อหลินไปแล้ว นี่เป็นกระแสครั้งประวัติศาสตร์!"
บทความกล่าวว่า
"Moonshot AI ของหยางจื๋อหลิน (杨植麟) ได้สร้าง Kimi K3 ขึ้นมา ซึ่งสร้างความฮือฮาไปทั่วโลก เขาเป็นชายหนุ่มชาวจีนคนแรกในรอบหลายปีที่สละโอกาสในสหรัฐอเมริกา กลับมายังประเทศจีนเพื่อเริ่มต้นธุรกิจ และเอาชนะหรือสร้างความตกตะลึงให้กับคู่แข่งชาวอเมริกันทั้งหมด เราเคยได้ยินเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับนักเรียนชาวจีนหนุ่มสาวที่ไปสหรัฐอเมริกาเพื่อสร้างความสำเร็จ แต่หยางจื๋อหลิน เป็นคนแรกที่เขียนเรื่องราวใหม่ด้วยความสำเร็จอย่างแท้จริง"
หูซีจิ้นเชื่อว่าการตัดสินใจกลับจีนแล้วสร้างนวัตกรรมจนยิ่งใหญ่ของหยางจื๋อหลิน จะกลายเป็นเครื่องหมายสำคัญของจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ของปรากฏการณ์ที่มันสมองของจีนและสหรัฐฯ สับเปลี่ยนไปมาระหว่างสองประเทศ ซึ่งอันที่จริงตอนนี้คนเก่งชาวจีนหลายคนเริ่มกลับจากสหรัฐฯ มาพัฒนาบ้านเกิดเมืองนอนของตนมากขึ้นเรื่อยๆ หูซีจิ้นบอกว่า “ที่จริงแล้ว ก่อนหน้าเขา มีนักวิชาการชาวจีนหลายพันคน หรืออาจมากกว่านั้น ที่เคยศึกษาและทำงานในสหรัฐอเมริกาและประสบความสำเร็จในด้านต่างๆ ได้กลับมายังประเทศจีนเพื่อรับตำแหน่งงาน พวกเขาก่อตั้งห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ในมหาวิทยาลัยของจีน และแม้กระทั่งก่อตั้งสำนักคิดของตนเอง พวกเขาร่วมกันสร้างการกลับมาของบุคลากรชาวจีนจากสหรัฐอเมริกาในครั้งประวัติศาสตร์”
ในประเด็นสมองไหลออกและไหลกลับจีน หูซีจิ้นยังเอ่ยถึงเหลียงเหวินเฟิง (梁文锋) ผู้ก่อตั้งบริษัท DeepSeek โดยเทียบว่าเหลียงเหวินเฟิงและหยางจื๋อหลิน มีภูมิหลังที่แตกต่างกัน คนแรกมีรากฐานอยู่ในประเทศจีนมาโดยตลอด ในขณะที่คนหลังศึกษาในสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม เส้นทางชีวิตที่แตกต่างกันของทั้งสองได้มาบรรจบกันในศึกครั้งประวัติศาสตร์ที่จีนพยายามท้าทายอำนาจเหนือตลาดปัญญาประดิษฐ์ของสหรัฐอเมริกา
"ในประเทศที่กำลังการประมวลผลขั้นพื้นฐานของจีนยังด้อยกว่าสหรัฐอเมริกามาก พวกเขาได้ปลดปล่อยภูมิปัญญาของชาวจีนและศักยภาพต่างๆ ของสังคมเราอย่างสร้างสรรค์ สร้างปาฏิหาริย์สองอย่างขึ้นมา ได้แก่ DeepSeek และ Kimi K3 นี่คือเครื่องหมายอัศเจรีย์สองตัวที่สื่ออเมริกันเขียนถึงเกี่ยวกับแบบจำลองขนาดใหญ่ของจีนที่ 'ลบล้างความเป็นผู้นำด้าน AI ของสหรัฐอเมริกา'"
ทำไมหูซีจิ้นถึงเขียนบทความนี้ขึ้นมาโดยตีวัวกระทบคราดไปถึงสหรัฐฯ? ผมเชื่อว่าหลายคนคงจะเข้าถึงประวัติเบื้องต้นของหยางจื๋อหลินกันบ้างแล้ว แต่คึวไม่ทราบว่ามี 'ดีเบต' เกี่ยวกับตัวเขามาระยะหนึ่งแล้วเกี่ยวกับการที่ว่าทำไมหยางจื๋อหลินไม่ทำงานต่อไปในสหรัฐอเมริกาทรี่เขาร่ำเรียนและได้รับโอกาสมากมาย แต่กลับเดินทางกลับมาตั้งบริษัทของตัวเองในจีน?
แต่ก่อนอื่น เราควรรู้เรื่องที่เราต้องรู้เกี่ยวกับหยางจื๋อหลิน และ Moonshot AI เสียก่อน
1. หยางจื๋อหลินกิดที่เมืองซัวเถา มณฑลกวางตุ้ง เขามีความฝันวาาสักวันหนึ่งจะเป็นร็อคสตาร์หรือไม่ก็กวีพเนจร แต่โชคชะตาได้เตรียมอนาคตไว้ให้เขาแล้ว เพราะตอนที่เรียนมัธยมเขาได้รับเลือกให้เข้าเรียนในชั้นเรียนฝึกอบรมโอลิมปิกคอมพิวเตอร์โดยไม่มีพื้นฐานด้านการเขียนโปรแกรม ต่อมา เขาได้รับรางวัลที่หนึ่งในการแข่งขันโอลิมปิกคอมพิวเตอร์เยาวชนแห่งชาติระดับมณฑลกวางตุ้ง ทำให้เขาได้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยชิงหัวโดยไม่ต้องสอบเข้าในปี 2011 แต่่แม้จะไม่ต้องสอบเข้าแล้วก็ตาม เมื่อนับคะแนนสอบเข้ามหาวิทยาลัยของเขาแล้วพบว่าสูงถึง 667 คะแนน ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์การรับเข้าเรียนของมหาวิทยาลัยชิงหัวในมณฑลกวางตุ้งมาก
2. ระหว่างการศึกษาที่มหาวิทยาลัยชิงหัว หยางจื๋อหลินสอบผ่านวิชาการเขียนโปรแกรมทั้งหมดด้วยคะแนนเต็มและสำเร็จการศึกษาเป็นอันดับหนึ่งของชั้นเรียนในปี 2015 ในปีเดียวกันนั้น หยางจื๋อหลินเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกที่สถาบันเทคโนโลยีภาษา (LTI) มหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน (CMU) ภายใต้การดูแลของรุสลัน ซาลาฮุตดินอฟ (Ruslan Salakhutdinov) และวิลเลียม ดับเบิลยู. โคเฮน (William W. Cohen) หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ด้าน AI ของ Google จนในปี 2019 หยางจื๋อหลินได้รับปริญญาเอกสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน ในปีเดียวกันนั้น เขาได้ร่วมเขียนโมเดลการเรียนรู้เชิงลึกและการประมวลผลภาษาธรรมชาติ XLNet กับ Google และมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอนในฐานะผู้เขียนหลัก
3. รุสลัน ซาลาฮุตดินอฟ คือผู้เชี่ยวชาญด้าน AI และ Deep learning (การเรียนรู้เชิงลึก) ชั้นนำของโลกและเป็นผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย AI คนแรกของ Apple ซาลาฮุตดินอฟแสดงความชื่นชมว่า หยางจื๋อหลิน ถือเป็นหนึ่งใน "บิดาแห่งการเรียนรู้เชิงลึก" และซาลาฮุตดินอฟยังเล่าว่าราวปี 2018 เขาได้ส่งอีเมลแจ้งไปยังผู้บริหารของ Apple ว่า หยางต้องการกลับไปทำงานที่ประเทศจีน ผู้บริหารของ Apple ตอบกลับมาว่า "เรามีสำนักงานอยู่ที่ปักกิ่ง ถ้าเขายินดี เขาก็สามารถทำงานที่นั่นได้" ผู้บริหารของ Apple อีกคนหนึ่งซึ่งรายงานตรงต่อคุก ได้เข้ามาช่วยเหลือเป็นการส่วนตัวด้วย นอกจากนี้ Google และ Meta ยังเสนอตำแหน่งฝึกงานให้เขา และมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและ MIT ก็เปิดโอกาสให้เขาทำงานในตำแหน่งหลังปริญญาเอกด้วย แต่หยางจื๋อหลินบอกกับซาลาฮุตดินอฟว่า "ผมจะรู้สึกเสียใจถ้าผมไม่ลองเริ่มต้นบริษัทของตัวเอง"
4. ในเดือนมีนาคม 2023 หยางจื๋อหลินได้ร่วมก่อตั้ง Moonshot AI กับเพื่อนร่วมวง Splay วงร็อคที่เขาก่อตั้งขึ้นสมัยเรียนที่มหาวิทยาลัยชิงหัวและเพื่อนร่วมชั้นเรียนที่มหาวิทยาลัยชิงหัว ชื่อบริษัทมาจากอัลบั้ม The Dark Side of the Moon ของวง Pink Floyd ในเดือนตุลาคม 2023 Moonshot AI ได้เปิดตัวแชทบอท AI ตัวแรกชื่อ Kimi ซึ่งชื่อนี้มาจากชื่อเล่นภาษาอังกฤษของหยางจื๋อหลิน ณ เวลานี้ Kimi ก็เริ่มแสดงศักยภาพแล้วโดยสื่อต่างประเทศมองว่าสามรถเทียบชั้นได้กับ Ernie Bot ของ Baidu บริษัทเทคชั้นนำของจีน จนกระทั่ง เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2025 ก็มีการปล่อย Kimi K1.5 ออกมาโดย Moonshot AI อ้างว่ามีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับ OpenAI o1 ในด้านคณิตศาสตร์ การเขียนโค้ด และความสามารถในการให้เหตุผลแบบหลายโมดอล
5. กรกฎาคม 2025 Moonshot AI ปล่อย Kimi K2 ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน 2025 Moonshot ได้เปิดตัว Kimi K2 Thinking ซึ่งเป็นการอัปเดตแบบโอเพนซอร์สของ Kimi K2 ที่ออกแบบมาสำหรับงานด้านการให้เหตุผลขั้นสูงและงานเชิงตัวแทน นจากการทดสอบประสิทธิภาพแสดงให้เห็นว่ามีประสิทธิภาพเหนือกว่า GPT-5 และ Claude Sonnet 4.5 จนกระทั่งในเดือนกรกฎาคม 2026 จึงได้เปิดตัว Kimi K3 โมเดลนี้ได้รับการออกแบบมาสำหรับการเขียนโค้ดระยะยาว การทำงานด้านความรู้ และการให้เหตุผล โดยมีประสิทธิภาพเหนือกว่า Claude Opus 4.8 max และ GPT-5.5 high ในการทดสอบประสิทธิภาพ โดยแพ้เพียง Claude Fable 5 และ GPT-5.6 Sol เท่านั้น
นี่คือความเป็นมาและเป็นไปคร่าวๆ ของหยางจื๋อหลินและ Moonshot AI
พัฒนาการที่ก้าวกระโดดของ Moonshot AI ทำให้ทุกสายตาจับจ้องมาที่หยางจื๋อหลินในฐานะมันสมองของบริษัท แต่ตอนนี้เขาไม่ใช่แค่สมบัติของธุรกิจเทคเท่านั้น แต่ยังเป็น 'สมบัติของชาติจีน' ที่ต้องหวงแหนเอาไว้ด้วย
ทำให้เกิดดีเบตว่าหยางจื๋อหลินจะอยู่ในจีนถาวรแน่นอนหรือ หรือว่าจะถูกดึงกลับไปสหรัฐอเมริกาอีก ซึ่งเป็นเรื่องที่จะส่งผลต่อ 'สงคราม AI' ระหว่างสองประเทศอย่างมาก และเป็นช่วงเวลาที่คับขันอย่างยิ่งของทั้งสองประเทศซึ่งกำลังต้องการดึงเอา 'คนเก่ง' เข้ามาอยู่กับตนให้มากที่สุดเพื่อที่จะชิงความได้เปรียบในสงคราม AI
ดีเบตเรื่อง "ทำไมหยางจื๋อหลินถึงไม่อยู่ที่สหรัฐอเมริกา?" จึงปรากฏในหน้าสื่อของจีนในวันนี้ ที่จริงแล้วมันเป็นคำถารมที่ถูกถามมาก่อนหน้านี้แล้ว เพียงแต่สถานการณ์ที่ขับเคี่ยวกันอย่างรุนแรงระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ทำให้ความสงสัยเรื่องนี้ไม่จางหายลงไป
บทความเรื่อง "ทำไมหยางจื๋อหลินถึงไม่อยู่ที่สหรัฐอเมริกา?" ของกวนฉา (观察者网) กล่าวว่า
"การตัดสินใจของหยางจื๋อหลิน (ที่จะกลับจีน) นั้นเรียบง่ายและลึกซึ้งกว่าทฤษฎีสมคบคิดและการถกเถียงเรื่องวีซ่าเหล่านั้นมาก ในปี 2023 ในช่วงเวลาสำคัญที่โมเดลขนาดใหญ่กำลังเกิดขึ้น เขาได้กลับไปประเทศจีนและก่อตั้งบริษัท Moonshot AI ซึ่งตั้งชื่อตามอัลบั้มชื่อเดียวกันของวง PinkFloyd ในเดือนมกราคม 2026 Kimi K2.5 ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งในตารางคะแนนโมเดลโอเพนซอร์สของ Hugging Face และในเดือนกรกฎาคม K3 ก็ถูกปล่อยออกมา สร้างความสั่นสะเทือนให้กับวงการ AI อีกครั้ง ... หยางจื๋อหลินไม่ได้ถูกบังคับให้จากไปเพราะปัญหาเรื่องวีซ่า หรือเพราะหางานไม่ได้ เขาเพียงแค่เลือกสถานที่ที่เขาสามารถทำในสิ่งที่เขาต้องการและบรรลุความฝันได้อย่างแท้จริง และสถานที่นั้นก็คือบ้านเกิดของเขาเอง"
ดีเบตเกี่ยวกับหยางจื๋อหลินเกิดขึ้นเพราะความสงสัยขชองผู้คนในจีนเองที่ยังเชื่อว่า "สหรัฐฯ ดีกว่า" และคนเก่งๆ มักจะไปที่นั่นแล้วไม่กลับมาจีน อย่างที่กวนฉากล่าวว่าเมื่อ 20 ปีก่อนมีความวิตกกังวลแพร่อยู่ในโลกอินเทอร์เน็ตของจีนเกี่ยวกับคำถามที่ว่า "ทำไมบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยชิงหัวและมหาวิทยาลัยปักกิ่งถึงไม่กลับมา" นั่นเพราะจีนยังสู้สหรัฐฯ ไม่ได้เลยในแง่นวัตกรรม และคนเก่งๆ จากมหาวิทยาลัยชั้นนำของจีนต่างก็สมองไหลออกไปที่สหรัฐฯ โดยไม่หวนกลับมา
แต่กวนฉากลับชี้ว่า "ในปัจจุบัน ชาวอเมริกันกำลังถกเถียงกันในโซเชียลมีเดียว่า "ทำไมอัจฉริยะด้าน AI ของมหาวิทยาลัยเราถึงกลับไปจีน"
แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องตายตัว เพราะในสงคราม AI ทุกอย่างสามารถพลิกผันได้ตลอดเวลา
หยางจื๋อหลินกลับมาจีนแล้วจะกลับไปสหรัฐฯ อีกหรือไม่? นี่ไม่ใช่คำถามที่ต้องการคำตอบ แต่เป็นความกังวลในจีนเองด้วย
อย่างที่หูซีจิ้น ที่ในด้านหนึ่งประโคมว่า "สหรัฐอเมริกา 'สูญเสีย' หยางจื๋อหลินไปแล้ว นี่เป็นกระแสครั้งประวัติศาสตร์!" แต่ในเวลาเดียวกันเขาก็โพสต์เตือนไม่ให้หยางจื๋อหลินและเหลียงเหวินเฟิงเดินทางไปสหรัฐฯ โดยอ้างว่า "ผมกังวลว่าสหรัฐฯ อาจจะใช้ข้อกล่าวหาเท็จเรื่อง "การขโมยทรัพย์สินทางปัญญา" และ "การคุกคามความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ" เพื่อไม่เพียงแต่จะปราบปราม Kimi K3 และ DeepSeek เท่านั้น แต่ยังเพื่อข่มขู่เหล่านักวิทยาศาสตร์ที่ทำการวิจัย AI ล้ำสมัยในจีนด้วย เมื่อสหรัฐฯ เผชิญกับความยากลำบากในการแข่งขันระดับนานาชาติ มักจะใช้กลยุทธ์ที่ไม่ใช่กลไกตลาด เช่น การสร้างข้อกล่าวหาเท็จ เพื่อบ่อนทำลายคู่แข่ง"
"ถึงแม้ว่าการกระทำเช่นนั้นอาจจะไม่เกิดขึ้น แต่ก็ควรระมัดระวังไว้เสมอ เราควรเฝ้าระวังประเทศที่มีนโยบายทางการเมืองที่นอกรีตอย่างสหรัฐอเมริกา" พร้อมกับย้ำเตือนว่า "ผมขอเตือนหยางจื๋อหลินและเหลียงเหวินเฟิงว่า ในขณะที่พวกเขากลายเป็นผู้นำในการแข่งขันกั บริษัทอเมริกันเพื่อชิงความเป็นเลิศทางเทคโนโลยีระดับสูง พวกเขาจำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษเพื่อปกป้องตนเองอย่างแน่นอน" และ "สุดท้ายนี้ ผมขอเน้นย้ำอีกครั้งว่า นอกเหนือจากสหรัฐอเมริกาแล้ว โปรดงดเว้นการเดินทางไปเยือนประเทศสมาชิกอื่น ๆ ของพันธมิตรไฟว์อายส์ในขณะนี้"
หูซีจิ้นอาจจะกังวลเรื่องนั้นจริงๆ ก็ได้ เพราะล่าสุดรัฐบาลสหรัฐฯ ก็เพ่งเล็ง Moonshot AI แล้วโดยกล่าวหาว่าแอบคัดลอกโมเดลขั้นสูงที่สุดของ Anthropic เพื่อสร้าง Kimi K3 ของตน
ในสงคราม AI นั้น ทรัพยากรมนุษย์กลายเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดไปแล้ว ยิ่งคนระดับ 'แม่ทัพ' อย่างหยางจื๊อหลินด้วยแล้วยิ่งปล่อยให้คลาดสายตาไม่ได้
บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better
Photo - ภาพแคปเจอร์หน้าจากจากคลิปการสัมภาษณ์หยางจื๋อหลินใน BiliBili / 对话Kimi创始人杨植麟:K2、Agentic LLM、缸中之脑、艰难的泛化、用L4解决L3、长文本影响智商、“站在无限的开端”