รีวิวรอบปฐมทัศน์ "จดหมายรักถึงอาม่า" กับสิ่งที่ซ่อนในโพยก๊วนที่โยงใยสายสัมพันธ์จีนและไทย

รีวิวรอบปฐมทัศน์

ก่อนจะมาถึงเมืองไทย ใครๆ ก็บอกว่าก่อนจะชมภาพยนต์เรื่อง "จดหมายรักถึงอาม่า" หรือ "DEAR YOU" (ชื่อจีนว่า 给阿嬷的情书) ให้เตรียมทิชชู่เอาไว้เช็ดน้ำตาเยอะ เพราะเป็นหนังซึ้งแห่งปี 

ภาพยนต์เรื่องนี้ฉายในจีนสร้างรายได้ถล่มทลายทั้งๆ ที่ทุนสร้างจำกัดอย่างมาก ครั้นพอไปฉายที่ประเทศไหนๆ ก็สร้างปรากฏการณ์ที่นั่น จนกระทั่งเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมาผมเพิ่งจะมีวาสนาได้ชม "จดหมายรักถึงอาม่า"

ต้องบอกว่ามีวาสนาเพราะนี่เป็นรอบปฐมทัศน์ “BYD and CP GROUP Present DEAR YOU Thailand Premiere A Letter of Love Connecting Thailand and China” ที่โรงภาพยนตร์ One Ultra Screens ชั้น 5 โซน Parade ศูนย์การค้า One Bangkok

สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เป็นผู้เชิญ The Better และผู้สื่อข่าวสำนักต่างๆ ไปเป็นสักขีพยานการเปิดงานรอบปฐมทัศน์และชม "จดหมายรักถึงอาม่า" เป็นครั้งแรก

กว่าที่คนทั่วไปจะชมกันก็จะเป็นวันที่ 6 สิงหาคมที่จะถึงนี้ 

ก่อนจะฉายรอบปฐมทัศน์ มีผู้หลักผู้ใหญ่ของประเทศไทยและจีนมาร่วมเปิดงาน คือ คุณซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ประเทศไทย  และคุณอู๋ จื้ออู่ อัครราชทูต รักษาราชการแทนเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย

อัครราชทูตอู๋ จื้ออู่ได้กล่าวเปิดงานความตอนหนึ่งได้ชี้ว่า ประเทศไทยนั้นมีชาวจีนเดินทางมาลงหลักปักฐานมากมายเป็นเวลาหลายร้อยปีมาแล้ว คนจีนเหล่านี้ ซึ่งถือเป็นคนจีนโพ้นทะเลหรือ "หัวเฉียว" มีส่วนสำคัญในการพัฒนาบ้านเมืองไทย รักผืนแผ่นดินไทย แต่ก็ยังไม่ลืมเลือนรากเหง้าจากแผ่นดินเดิม กลายเป็นสายสัมพันธ์อันลึกซึ้งที่สะท้อนผ่านคำกล่าวที่ว่า  “จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน”

ท่านอู๋ จื้ออู่นั้นปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนักการทูตในประเทศไทยมาอย่างยาวนานโดยที่เมืองไทยเรานี้มีชาวจีนโพ้นทะเลที่เป็นชาวแต้จิ๋วมากที่สุด และท่านอัครราชทูตอู๋ก็เป็นชาวแต้จิ๋วเช่นกัน 

การที่ทูตจีนเลือดเนื้อเชื้อไขชาวแต้จิ๋วที่ทำงานในไทยมาเป็นประธานเปิดงานภาพยนต์เกี่ยวกับชาวแต้จิ๋วในไทย ยิ่งทำให้การฉายรอบปฐมทัศน์ครั้งนี้มีคุณค่ายิ่งขึ้นไปอีก

และเมื่อพุดถถึงคุณค่าของเนื้อหาในภาพยนต์เรื่อง "จดหมายรักถึงอาม่า" ก็ไม่ได้อยู่การดำเนินเรื่องที่ซาบซึ้งกินใจจนคนดูน้ำตานองท่วมโรงฉาย

ผมเองก็ไม่ได้หลั่งน้ำตา แม้คนข้างๆ จะร้องห่มร้องไห้ตามเสียงร่ำลือถึงความซึ้งของหนังก็ตาม

กลับรู้สึกว่า "จดหมายรักถึงอาม่า" เต็มไปด้วยความอบอุ่น เป็นความ "ฮีลใจ" แปลกๆ ที่ได้เห็นการดำเนินเนื้อเรื่องที่นำไปสู่การลงรอยกันของความไม่เข้าใจผ่านประวัติศาสตร์อันยาวนานของครอบครัวหนึ่ง และการเยียวยาของสถานการณ์ทางประวัติศาสตร์เองที่ทำให้คนทั้งสองแผ่นดินรู้สึกได้ว่า "เราไม่ได้อยู่ไกลจากกัน" และควรที่จะรู้จักกันมากกว่านี้

ผมจะไม่พูดถึงเนื้อเรื่องของ "จดหมายรักถึงอาม่า" ให้มากเพราะจะเป็นการสปอลย์จนเกินไป เพราะภาพยนต์เรื่องนี้มีพล็อตเรื่องที่คาดเดาไม่ยาก

แต่การทำบทและการคัดเลือกตัวละครทำให้ "จดหมายรักถึงอาม่า" มีสเน่ห์อย่างยิ่ง 

บทแม้จะไม่มีความซับซ้อน แต่ก็เป็นการเล่าเรื่องที่ตรงไปตรงมา เรียบง่าย แต่แฝงไปด้วยความหลักแหลมของผู้เขียนและผู้กำกับ ผมเห็นว่า ภาพยนต์และนิยายที่ดีจะต้องเล่าเรื่องให้กระชับ แต่ในความกระชับนั้นต้องเล่าเรื่องของมนุษย์ทั้งหลายที่ยากจะคาดเดาและเต็มไปด้วยอารมณ์ให้เข้าใจง่าย และก็มีองค์ประกอบที่สวยงามด้วย

"จดหมายรักถึงอาม่า" ทำส่วนนี้ได้น่าประทับใจมาก 

การแคสติ้งหรือการเลือกตั้งละครยิ่งน่าทึ่งกว่า 

นักแสดงเกือบทุกคนไม่ใช่นักแสดงอาชีพ ตัวแสดงนำบางคนยังเป็นนักศึกษาด้วยซ้ำ (ไม่ใช่สาขาการแสดงเสียด้วย) บางคนอาสาแสดงให้ฟรีๆ ก็มี เว้นแต่คุณอุษา เสมคํา นักแสดงชาวไทย (ซึ่งก็ไม่ใช่นักแสดงอาชีพเช่นกัน) ที่ได้รับค่าตัวค่อนข้างสูง เนื่องจากคุณอุษามีชื่อเสียงระดับนานาชาติแล้วจากเรื่อง "หลานม่า" 

ความที่นักแสดงเป็นคนธรรมดาที่เชื้อเชิญและอาสามาแสดง ทำให้ภาพยนต์เรื่องนี้ "เป็นธรรมชาติ" อย่างมาก 

หมายความว่าการแสดงไม่ได้ปรุงแต่งอารมณ์เกินไปแบบที่นักแสดงอาชีพ "ต้องทำ" แต่มือสมัครเล่นเหล่านี้แสดงแบบซื่อๆ ซึ่งอาจจะดูแข็งในบางครั้ง แต่กลับเป็นลักษณ์พิเศษที่ทำให้คล้ายกับกลเม็ดการกำกับการแสดงของโจวซิงฉือ ที่กำกับให้นักแสดงแสดงแข็งๆ เพื่อที่จะ "เล่นมุก" ได้ลื่นไหล

ครับ ที่ผมไม่ได้ร้องไห้กับ "จดหมายรักถึงอาม่า" เพราะเห็นว่าภาพยนต์เรื่องนี้สอดแทรกมุกตลกเอาไว้แทบทุกช่วงเวลาตั้งแต่เริ่มจนเกือบถึงตอนจบ

เป็นอะไรที่คาดไม่ถึงจริงๆ เพราะถูก hype มาหลานเดือนแล้วว่าเรื่องนี้เศร้าเหลือเกิน

ผมถูกหลอกหรือเปล่า? หรือผมเป็นมนุษย์เหล็กที่ไร้น้ำตา? 

เปล่าเลย "จดหมายรักถึงอาม่า" แสดงความเป็นมนุษย์แท้ๆ ที่มีทั้งหัวเราะและร้องไห้ แต่การร้องไห้ของตัวละครนั้นนับครั้งได้ การหัวเราะและเล่นมุกเป็นส่วนประกอบหลักมากว่า 

บางบทสนทนานั้นทำให้ผมนึกถึงอาแปะ อาเจ็ก อาม่า ฯลฯ คนแต้จิ๋ว คุยกันในเมืองไทยเราสมัยก่อน มีทั้งสบถด้วยคำแต้จิ๋วและคำอุทานที่น่าขบขันแต่ก็แสดงเชาว์ปัญญา

การสนทนานั้นถูกนำมาทำซ้ำใน "จดหมายรักถึงอาม่า" ทำให้ทุกภาพทุกตอนดูเป็นธรรมชาติ และเพราะนักแสดงเป็นคนแสดงตรงๆ อยู่แล้วและยิ่งเป็นคนแต้จิ๋วโดยสายเลือด ทั้งหมดนี้ลงตัวอย่างยิ่งทำให้ภาพยนต์ที่ผ่านการกำกับมาอย่างดีแม้ทุนจะน้อยมากก็ตาม 

นี่คือทัศนะที่มีต่อบริบทในเชิงภาพยนต์ศาสตร์

แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือสิ่งที่ "จดหมายรักถึงอาม่า" สะท้อนออกมาในเชิงประวัติศาสตร์ 

อย่างที่ผมเกริ่นไป ภาพยนต์เรื่องนี้ดูจะเป็นการประนีประนอมทางประวัติศาสตร์ ผ่านชีวิตของ "สองครอบครัว" ที่ครัวหนึ่งอยู่ที่เตี่ยซัว (ภูมิภาคของคนแต้จิ๋ว) และครัวหนึ่งอยู่ที่บางกอก (ประเทศไทยที่มีคนแต้จิ๋วอพยพมาอยู่มากที่สุด) 

เมืองไทยนั้นเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ คนจีนไม่ว่าจะภูมิภาคไหนๆ ก็อยากจะมาปักหลัก แต่คนพูดภาษาจีนแต้จิ๋วนั้นมาไทยมากที่สุด มาแล้วก็ต้องหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินทำมาหากิน ได้เงินมาก็ส่งเงินกลับไปที่บ้านผ่านระบบ "โพยก๊วน" หรือระบบ Wire transfer แบบดึกดำบรรพ์ของจีน คือจะส่งจดหมายบอกข่าวครอบครัวที่เตี่ยซัวด้วยและส่งเงินผ่านตั๋วเงินไปให้ด้วย 

ภาพยนต์เรื่องนี้มีแกนหลักอยู่ที่การติดต่อของคนสองครัวผ่านโพยก๊วนนี่เอง

โพยก๊วนไม่ใช่แค่การส่งตั๋วเงิน (ไปเบิกเงินสดอีกทีเมื่อถึงที่หมาย) แต่ยังเป็นการส่งข่าวคราวให้คนที่รักซึ่งไม่ได้รอแค่เงินแค่รอคนหาเงินกลับไปบ้านเกิดด้วย บางครั้งเงินเป็นเรื่องรองด้วยซ้ำ เพราะข่าวสารสำคัญกว่า ประหนึ่งว่าเห็นตัวอักษรแล้วเห็นใบหน้า

เราในยุคสมัยที่ใช้ระบบการสื่อสารอย่างฟุ่มเฟือยนี้ ไม่มีทางเข้าใจว่า โพยก๊วนไม่กี่สิบคำทำให้คนทางโน้นรู้สึกแบบเดียวกับคนทางนี้ได้อย่างไร

ประวัติศาสตร์ในยุคใกล้ของคนแต้จิ๋วที่เดินทางมายังไทยและคนจีนในไทยนั้นไม่ใช่ว่า มาอยู่ไทยแล้วจะสุขสบายกว่าประเทศ "หนำเอี้ยง" (ดินแดนทะเลใต้หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) อื่นๆ แต่ไทยนั้นทุกลักทุเลทางการเมืองไม่แพ้ที่อื่นๆ 

หมายถึงการกดขี่คนจีนและการกวาดล้างคนจีน ในไทยอาจจะไม่แรงเท่าเพื่อนบ้าน แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มี

"จดหมายรักถึงอาม่า" ก็พยายามสื่อถึงประวัติศาสตร์ช่วงนี้ คือช่วงที่รัฐบาลไทยห้ามคนจีนเรียนภาษาจีนและบังคับให้คนจีนต้องเป็นคนไทย คือมีชื่อไทย ใช้ภาษาไทย และใช้สัญชาติไทย

ก่อนหน้านั้น คนจีนอพยพไม่ได้รับสัญชาติไทย จึงเข้าๆ ออกๆ ไทยโดยไม่มีพันธะอะไร แต่ก็ทำให้รัฐบาลไทยรู้สึกว่าคนจีนเป็นคนนอกที่พร้อมที่จะก่อปัญหาในไทย โดยเฉพาะความกลัวว่า คนจีนเหล่านี้ถือตนเป็น "คนจีน" ไม่ใช่คนไทย ส่งเงินผ่านโพยก๊วนไม่ได้ส่งให้ครอบครัวเท่านั้น แต่ยังส่งไปทำกิจกรรมทางการเมือง เช่น สนับสนุนการปฏิวัติ และการทำสงครามต่อต้านญี่ปุ่น

รัฐบาลไทยจึงกังวลใจในจุดนี้มาก แต่ภาพยนต์ไม่ได้นำเสนอประเด็นนี้ไว้ เพียงแต่นำเสนอผ่าน "มุมมองคนจีน" ว่ารัฐไทยกดขี่

แต่รัฐไทยกล้วคนจีน (ที่มีไม่น้อยกว่าประชากรคนไทยแล้ว) ว่าจะกระทำมิดีมิร้ายทางการเมือง จึงกดขี่คนจีนอย่างหนัก แต่ก็ไม่ถึงขั้นฆ่าแกงคนจีนเหมือนประเทศเพื่อนบ้านหนำเอี้ยงบางประเทศ

ครั้งหนึ่งผมเคยคุยกับอาแปะท่านหนึ่ง แกบ่นว่า จอมพลท่านนั้น พระยาท่านนี้เป็น "เจ๊กทั้งนั้น" คนที่ท่านเอ่ยถึงก็คือคนที่ดำเนินนโยบายกีดกันคนจีนนั่นเอง นั่นแสดงว่า เมืองไทยเราให้โอกาสคนจีนเป็นท้าวพระยาเสนามาตย์ แต่คนเหล่านั้นสำนึกเป็นคนไทย แล้วก็อยากให้ให้คนจีนหัวเฉียว "ต้องเป็นไทย" 

โดยกระบวนการ "ทำให้เป็นไทย" นั้นดุดันไม่น้อย เพราะทำให้คนจีนต้องตัดขาดอัตลักษณ์ของตนไปเลย 

คนจีนรุ่นเก่าๆ ผ่านเรื่องนี้มาด้วยความเจ็บปวด เพราะเขาก็กตัญญูต่อเมืองไทยที่ให้โอกาสทำกิน แต่แล้วทำไมเมืองไทยทำกับเขาแบบนั้น แน่นอนว่า ทั้งคนถูกกระทำและคนที่กระทำต่างก็มีความรู้สึก "กลัว" ต่างกันไป

ประวัติศาสตร์ตอนนี้คนไทยในยุคเราไม่รับรู้กันอีกแล้ว แต่ "จดหมายรักถึงอาม่า" จะเล่าถึงตอนนี้เป็นแกนหลักอยู่ช่วงหนึ่ง

ตัวละครหลักเป็นคนแต้จิ๋วในไทย คือ "หนำกี" เธอพูดแต้จิ๋วตลอดทั้งเรื่องในตอนสาว พอแก่ตัวลง (แสดงโดยคุณอุษา เสมคำ) กลับพูดไทยเป็นหลัก ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลประกอบอะไรก็ตาม (ผมจะไม่เฉลย ณ ที่นี้) แต่ผมเห็นว่า "หนำกี" ผ่านการ "ทำให้เป็นไทย" ไปแล้ว แม้ตัวจะเป็นแต้จิ๋วมาค่อนชีวิตแต่สุดท้ายความเป็นไทยก็ครอบงำเธอไป

แต่คนที่นำเธอให้กลับจำความเป็นแต้จิ๋วอีกครั้ง คือคนที่เดินทางจากเตี่ยซัวมาตามหาเธอ และปลุกความทรงจำของเธอให้ตื่นขึ้นมา นั่นคือความทรงจำผ่านโพยก๊วนที่ผูกชีวิตคนแต้จิ๋วที่นี่ (ไทย) กับที่โน่น (เตี่ยซัว) เอาไว้

แม้ระบบโพยก๊วนจะสาบสูญไปแล้วและแทนที่ด้วยระบบสื่อสารที่รวดเร็วกว่า แต่หลายครอบครัวก็ยังเก็บโพยก๊วนเอาไว้ ไม่ใช่แค่บันทึกความทรงจำในวงศ์ตระกูล แต่ยังเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ระหว่างประเทศด้วย 

แต่ "จดหมายรักถึงอาม่า" ไม่ใช่หนังประวัติศาสตร์ แม้มันจะละเลยบางตอนของประวัติศาสตร์ไปบ้าง ผมเชื่อว่าหากคนทราบความเป็นไปของโลกบ้าง ย่อมทราบว่า ตอนนั้นๆ และช่วงชีวิตของผู้นั้นในเรื่อง ณ เวลานั้น สื่อถึงตอนใดของความสัมพันธ์จีนและไทย

เมื่อวันเวลาผ่านไป บางตอนของประวัติศาสตร์ที่เคยกีดกันผู้คนก็ถูกทำลายไป การสื่อสารที่สะดวกขึ้นทำให้ความลับที่ถูกซ่อนไว้อีกฟากหนึ่งของมหาสมุทรถูกเปิดเผย และการไปมาหาสู่ของคนสองดินแดนก็ง่ายดายขึ้น "แค่ไม่กี่ชั่วโมง" จากเดิมที่ต้องรอนแรมบนเรือนานหลายเดือน 

ความสะดวกเหล่านี้เป็นผลมาจากสัมพันธไมตรีที่ของจีนและไทยที่เจริญงอกงามขึ้นทุกวัน ความไม่เข้าใจระหว่างไทยและจีน ระหว่างคนสองเชื้อขาติก็ลดน้อยลงตามลำดับ โลกที่เปิดกว้างขึ้นทำให้คนหัวเฉียวที่กลายเป็นคนไทยแล้ว หวนกลับไปหารากเหง้าของพวกเขาได้อีกครั้ง และทำให้คนเตี่ยซัวที่คิดถึงญาติมิตรในไทย เดินทางมาหาวงศ์วานที่สาบสูญไปของเขาที่นี่ 

เพราะหลายคนจากบ้านเกิดมา ไม่เคยได้กลับไปอีกเลย เหลือไว้แค่ป้ายวิญญาณตั้งไว้ในสมาคมแซ่ต่างๆ 

แต่ยังมีโพยก๊วนที่เหลือไว้ เป็นทั้งของดูต่างหน้า และแผนที่นำทางไปพบคนเหล่านั้นอีกครั้งในไทย แม้ว่าจะเหลือไว้แค่ป้ายอนุสรณ์ก็ตาม

"จดหมายรักถึงอาม่า" ไม่ใช่แค่จดหมายรักของคนสองครอบครัว แต่เป็น "โพยก๊วน" ที่ยังมีชีวิต ซึ่งร้อยรัดคนไทยเชื้อสายจีนและคนจีนที่มีเครือญาติในไทยเอาไว้ด้วยกัน 

หลายคนคงไม่รู้สึกว่าไทยกับจีนนั้นคล้ายกันมากเพียงใด และชุมชนคนเชื้อสายจีนเมืองไทยยังรักษารากเหง้าบางอย่างเอาไว้อย่างแข็งแกร่ง แม้จะผ่านอะไรมามากมายก็ตาม

เหมือนกับที่ตัวละครหลักเปรยขึ้นมาว่าย่านเยาวราชนั้น "ช่างเหมือนซัวเถาสมัยก่อนจริงๆ"

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better 
 

TAGS: #จดหมายรักถึงอาม่า