นี่มันตรรกะอะไรของเธอ? "ต่อให้ไม่มีเบียร์ ผู้ชายเขาก็ไม่กลับไปเอา” 

นี่มันตรรกะอะไรของเธอ?

“ต่อให้ไม่มีเบียร์ ผู้ชายเขาก็ไม่กลับไปเอา” 

ประโยคที่กลายเป็นไวรัลที่สุดในตอนนี้คือ คำของ  "เบียร์ เดอะ วอยซ์" ที่บอกว่า "ต่อให้ไม่มีเบียร์ ผู้ชายเขาก็ไม่กลับไปเอา” 

“ต่อให้ ... ก็ไม่ ..." รูปประโยคนี้ถูกผลิตซ้ำจนกลายเป็นมีมแห่งปีไปเรียบร้อยแล้ว 

มันกลายเป็นวาระแห่งชาติขนาดที่เราไม่สามารถละเลยได้อีกต่อไป ดังนั้น เพื่อ "โหนกระแส" เหมือนชาวบ้านเขา และไม่ให้เราตกขบวนการ "เผือก" เราจะมาวิเคราะห์เชิงลึกถึงประโยคนี้

และในฐานะที่ The Better เป็นสื่อเชิงลึกที่เปี่ยมคุณภาพ เราจะวิเคราะห์แบบสื่อ Tabloid ไม่ได้เด็ดขาด ดังนั้นเราจะขอวิเคราะห์ประโยคที่ว่า "ต่อให้ไม่มีเบียร์ ผู้ชายเขาก็ไม่กลับไปเอา” ในเชิงตรรกศาสตร์ (Logic)

ถามว่า "นี่มันตรรกะอะไรของเธอ?" เราจะตอบชุ่ยๆ ได้ จะต้องใช้การค้นคว้าแบบมืออาชีพมารองรับ

หลังจากที่ค้นหาสูตรจนเลือดตาแทบกระเด็น เราก็พบว่าประโยคนี้มีเงื่อนไขอยู่ที่ "ต่อให้" (even if) ซึ่งสามารถจัดเรียง "ตารางค่าความจริง" (Truth table) ได้ดังนี้ 

นี่คือความเป็นไปได้ต่างๆ ของประโยคที่เบียร์พูด แต่ทั้งหมดเป็นแค่ความเป็นไปได้ในเชิงทฤษฎี นั่นคือ T และ F แต่ถึงที่สุดแล้วมันสรุปได้แค่เพียงว่า [P (even if) Q]≡P 

นั่นก็คือ "ต่อให้ P เป็น Q มันก็ยังเป็น P อยู่ดี"

หรือ "ต่อให้ไม่มีเบียร์ (P) ผู้ชายเขาก็ไม่กลับไปเอา (Q)” ส่วน P ที่เหลือเท่ากับประโยคทั้งประโยคนั่นเอง คือ "ต่อให้ไม่มีฉัน เขาก็ไม่เอาเธอ" 

การเสพดราม่าแบบเชิงลึกมันต้องแบบนี้!

.

.

.

หลายคนอ่านมาถึงตอนนี้คงจะด่าในใจว่า "ไอ้คนเขียนมันบ้า"

หรือไม่ก็คงจะถามกลับว่า "นี่มันตรรกะอะไรของแก?"

ครับ ผมบ้า แต่บ้าเหมือน ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ตอนท่านประท้วงนโยบายเซนเซอร์ข่าวของ จอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์ ซึ่งสั่งให้เจ้าหน้าที่ตรวจข่าวทุกฉบับก่อนส่งโรงพิมพ์

ตอนนั้น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ เป็นผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ท่านแก้เผ็ดยังไงรู้ไหมครับ? ท่านสั่งให้หนังสือพิมพ์ของท่านเล่นข่าวไร้สาระไปเลย ไม่ว่าจะเป็นข่าวต้นหมากที่หลังโรงพิมพ์มีกี่ต้น ข่าวหน้าต่างตึกกระทรวงกลาโหมมีกี่บาน ข่าวพระอาทิตย์ขึ้นสองดวงไม่เหมือนกันที่ศรีราชา (ตะวันออก) กับหัวหิน (ตะวันตก) อะไรเทือกนี้ 

ข่าวบ้าๆ บอๆ ทั้งนั้น แต่มันเหมาะดีกับสภาพบ้านเมืองที่บ้าบอไปแล้วเพราะอยู่ในกำมือเผด็จการ 

บ้านเมืองของเราตอนนี้ไม่ได้อยู่ในมือเผด็จการ แต่บ้าบอเต็มที เพราะไม่มีสาระเอาเลย

นานมาแล้ว ผมเคยไปประเทศเพื่อนบ้านของเราประเทศหนึ่ง เขาเปรยให้ฟังว่า "คนไทยนี่ชอบเสพข่าวกันจัง มีรายการข่าวทั้งวัน" 

ที่เขาบอกแบบนี้เพราะบ้านเมืองเขาไม่มีสื่อหลากหลาย และสังคมยังไม่ซ้บซ้อนขนาดต้องติดตามข่าวอัปเดตวันละหลายๆ รอบเหมือนเรา 

เราต้องมีติดตามข่าวมากๆ เพราะ "ข้อมูลข่าวสารคือเครื่องมือในการพัฒนาชาติ" พูดให้ใกล้ตัวก็คือเป็นเครื่องมือในการทำมาหากิน สำหรับสังคมที่กำลังเริ่มจะเป็น Digital Economy

ดังนั้น ถ้าข้อมูลข่ารที่เรากำลังรับมันอยู่ในระดับ "ขยะ" ประเทศจะได้อะไรเป็นผลลัพธ์? ลองใช้ตรรกะดูครับ

แต่หลายปีก่อนนั้น ข่าวบ้านเราเป็น "ข่าวจริงๆ" คือเรื่องอัปเดตที่จะนำไปพัฒนามนุษยชาติกันต่อไป และชาวบ้านยังเกรงใจสื่ออยู่ เพราะเป็นปากเสียงให้ประชาชนและเชื่อมต่อคนข้างล่างกับคนใหญ่คนโตข้างบน ทำหน้าที่ประหนึ่ง "ชนชั้นทูตสวรรค์"

ทุกวันนี้หรือครับ? แม้แต่คนที่ชาวบ้านไม่รู้จักแย่งแฟนกันก็ยังกลายเป็นวาระแห่งชาติ ส่วนสื่อกลายเป็น "มาร" ไปแล้วในสายตาผู้คน

นี่มันตรรกะอะไรของคนในยุคสมัยเรา?"

ไม่กี่สัปดาห์ก่อน เราเพิ่งเกรี้ยวกราดกับข่าวคุณภาพการศึกษาของชาติตกต่ำ แต่ตอนนี้ ความสนใจของผู้คนสิครับ สนใจกับเรื่องส่วนตัวของคนที่กึ่งเด่นกึ่งดัง แต่ไม่สนใจว่า "พรุ่งนี้บ้านเมืองจะมีเงินมาพัฒนาประเทศหรือเปล่า?" 

ผมหมายถึงการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เปิดอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ซึ่งเกิดขึ้นควบคู่กับกรณีเบียร์เดอะวอยซ์ แม้ว่าในสภาจะดราม่ากันเหมือนละครหลังข่าว แต่มันยังไม่สาแก่ใจคนไทยที่สนใจเรื่องในห้องนอนคนอื่นมากกว่าอนาคตของประเทศตัวเอง 

หรือว่าการศึกษาอาจไม่ใช่ปัญหาซะแล้ว? 

ผมเพิ่งกลับจากต่างประเทศมาพอดี ระหว่างเดินทางกลับได้ดูหนังของประเทศนั้นฆ่าเวลาไปเพลินๆ เป็นประเทศที่ได้รางวัลเรื่องหนังระดับโลกอยู่บ่อยๆ และมีดาราดังระดับโลกหลายคน

ปรากฏว่าสนุกแฮะ! มันไม่ได้สนุกแบบว้าว แต่มันสนุกแบบ "ทำให้หัวใจสั่นไหว" 

"หัวใจสั่นไหว" อาจจะฟังเว่อร์ไป แต่คนที่อ่านหนังสือวรรณกรรมมากจะเข้าใจ มันหมายถึงการอ่านหนังสือหรือดูหนังสักเรื่องที่ทำให้ใจตื้นตัน ทำให้สมองคิดตาม ทำให้ทบทวนตัวเอง และทำให้มองโลกใบนี้เปลี่ยนไป

ไม่ใช่ดราม่าดาดๆ ที่สนุกแบบไร้ความสั่นไหวใดๆ ทั้งสิ้น แต่ทำให้ขอบตาดำ เพราะเอาแต่จ้องหน้าจอมือถือตามเผือกทั้งวันทั้งคืน

หนังเรื่องนั้นของประเทศนั้นทำให้ผมคิดได้ว่า "ทำไมประเทศเขาเจริญ แล้วทำไมบ้านเราย่ำอยู่กับที่" 

ในขณะที่ประเทศที่ก้าวหน้าผลิตสื่อที่ในระดับ "วรรณศิลป์" คือทำให้ใจสั่นไหวและทำให้สมองคิดตาม ซึ่งช่วยเพิ่ม IQ และ EQ

แต่สื่อในบ้านเราผลิตทั้งข่าวและความบันเทิงที่บ่อนทำลายทั้ง IQ และ EQ ของคนในประเทศ

สื่อที่ดีควรจะ "เลียนแบบชีวิต" (Imitation of life) คือสะท้อนความสุข ทุกข์ หนาว ร้อน เสียงหัวเราะ ร้องไห้ ของคนเรา 

แต่สื่อในไทย ทั้งข่าวซีเรียสและสื่อเอาเพลิน เป็นแค่การ "ล้อเลียนชีวิต" (Mockery of life) คือ เสแสร้งว่าดราม่าพวกนี้คือเรื่อจริง คือแก่นสารของมนุษย์ และมันสำคัญขนาดต้องตามกันทุกวินาที

พูดอีกอย่างคือ คอนเทนต์พวกนี้ "ดูแคลนความเป็นมุษย์ของเรา"

เหมือนที่ล้อๆ กันว่าเหมือนนักข่าวไปอยู่ "ใต้เตียงดารา" 

มันเป็นคำที่ครีเอทดีนะครับ แต่สะท้อนคุณภาพของสื่อได้เหมือนกัน 

ดังนั้นผมจึงต้อง Mockery (ล้อเลียน) มันบ้าง ไม่ได้ล้อเลียน ตำหนิ หรือพาดพิงอะไรกับคนใน "ข่าว" คือ "เบียร์ เดอะ วอยซ์"  

แต่จะล้อกับสังคมสื่อไทยจำพวกนี้ โลกไทยๆ แบบนี้ และรสนิยมไทยมุงแบบนี้ 

"นี่มันตรรกะอะไรของเธอ - พี่น้องชาวไทยทั้งหลาย?"

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการ และบรรณาธิการข่าว The Better