'อนุทิน'เปิดใจกับนิตยสาร Time ชัยชนะของภูมิใจไทยมีความหมายอย่างไรต่อประเทศไทยและโลก?

'อนุทิน'เปิดใจกับนิตยสาร Time ชัยชนะของภูมิใจไทยมีความหมายอย่างไรต่อประเทศไทยและโลก?

นิตยสาร Time ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับผลการเลือกตั้งในไทยในบทความที่มีชื่อว่า "การเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกุล มีความหมายอย่างไรต่อประเทศไทยและโลก" โดยกล่าวะถึงคือ 5 ประเด็นสำคัญจากบทสัมภาษณ์เชิงลึกของนิตยสาร TIME กับนายอนุทิน ชาญวีรกุล "เกี่ยวกับแผนการของเขาสำหรับประเทศที่มีประชากร 70 ล้านคน" 

1. Time ชี้ว่า "อิทธิพลของกองทัพจะยังคงอยู่ต่อไป" และบอกว่า  ชัยชนะของอนุทินเกิดขึ้นจากกระแสชาตินิยมที่กลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งหลังจากการปะทะกันอย่างนองเลือดระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นเวลาหลายเดือนในประเด็นพรมแดนที่พิพาทกัน ขณะที่ขบวนการก้าวหน้าเรียกร้องให้ลดบทบาทของกองทัพที่ใหญ่โตเกินไปในการเมืองและธุรกิจ" 

อย่างไรก็ตาม Time กล่าวข้อพิพาทเรื่องพรมแดนกับกัมพูชากลับกระตุ้นให้อนุทิน "แสดงตนเป็นผู้รักชาติที่แข็งกร้าวและปกป้องศักดิ์ศรีและความมั่นคงของชาติ" กระนั้นก็ตาม อนุทินยังได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ที่ดีกับนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ของกัมพูชา ซึ่งอนุทินบอกว่าว่าเป็น “คนฉลาดและมีความสามารถมาก” และกล่าวกับนิตยสาร Time ว่า “ผมเคารพเขา (ฮุน มาเนต) มาโดยตลอด”

อนุทินบอกกับ Time ว่าจะไม่ดึงอำนาจทางการเมืองด้านความมั่นคงชายแดนกลับคืนมา ซึ่งได้ถ่ายโอนไปยังกองทัพแล้ว โดยบอกว่า  “ทุกการตัดสินใจ เราจะนั่งปรึกษาหารือกันและตัดสินใจร่วมกัน ดังนั้นเราจึงทำงานเป็นทีม” อนุทินกล่าว “ผมไม่จำเป็นต้องนำอำนาจใดๆ กลับมา”

2. ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ คือ "ความเจ็บปวดของพรรคก้าวหน้า" Time ชี้ว่าพรรคประชาชนต้องพบกับความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ และแม้ว่า "การสนับสนุนกองทัพอย่างสุดโต่งจะเป็นอาวุธลับของอนุทิน" แต่ทัศนคติที่เป็นปฏิปักษ์ต่อเครื่องแบบสีเขียวของกองทัพกลับกลายเป็นจุดอ่อนของพรรคฝ่ายก้าวหน้า และอนุทินยืนย้ันว่า คนไทยไม่ได้ปรารถนาการปฏิรูปแบบหัวรุนแรงอย่างที่พวกก้าวหน้ากล่าวอ้าง เขาบอกกับ Time ว่า “ความแตกแยกที่แท้จริงมาจากสื่อและผู้ที่ไม่สามารถชนะได้” และ  “แทนที่จะกลับไปปรับปรุงตัวเอง พวกเขากลับโทษสิ่งอื่น”

3. Time ยังกล่าวว่า ชัยชนะของภูมิใจไทยยังเป็น "การฟื้นคืนชีพของสถาบันพระมหากษัตริย์" โดยอ้างว่าอนุทินยังมีความใกล้ชิดกับสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทย โดยได้ร่วมเดินทางไปกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ์ในการเยือนภูฏานเป็นเวลา 4 วันในเดือนเมษายน รวมถึงการเสด็จเยือนจีนครั้งประวัติศาสตร์ในเดือนพฤศจิกายน ในปี 2566 

Time กล่าวว่า "การที่อนุทินซึ่งแสดงจุดยืนสนับสนุนสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเปิดเผยได้รับเสียงสนับสนุนอย่างแข็งแกร่ง จึงคาดได้ว่าความพยายามที่จะจำกัดอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์จะยังคงถูกพักไว้ชั่วคราว" และเมื่อ Time ถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเขากับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อนุทินกล่าวกับนิตยสาร Time ว่า “ผมไม่กล้าที่จะมีความสัมพันธ์กับสมาชิกราชวงศ์คนใด แต่ผมเป็นข้ารับใช้ที่นอบน้อมของพระองค์”

4. อีกปัจจัยของชัยชนะนั้น Time บอกว่า "ปัญหาอยู่ที่เศรษฐกิจต่างหาก!" โดยบอกว่าประเทศไทยกำลังถูกขนานนามว่าเป็น "คนป่วยแห่งเอเชีย" รายใหม่ หลังจากหลายปีของการเติบโตที่ซบเซา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากความวุ่นวายทางการเมืองอย่างไม่หยุดหย่อน (เศรษฐกิจขยายตัวเพียง 1.5% ในปีที่แล้ว) "อนุทินหวังว่าเสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้นของเขาจะช่วยสร้างเสถียรภาพได้บ้าง ในขณะที่เขาดำเนินนโยบายส่งเสริมธุรกิจ เขาสนับสาสนุนการสร้างงานใหม่โดยการส่งเสริมอุตสาหกรรมจากภาคส่วนการเติบโตใหม่ของโลก เช่น รถยนต์ไฟฟ้า บริการทางการแพทย์และสุขภาพ เทคโนโลยีชีวภาพ และเศรษฐกิจดิจิทัล"

แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์เตือนว่า จำเป็นต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างเพิ่มเติมเพื่อหยุดยั้งภาวะเศรษฐกิจตกต่ำของประเทศไทยอย่างแท้จริง ซึ่งรวมถึงการยุบเลิกการผูกขาดโดยกลุ่มบริษัทที่เชื่อมโยงกับครอบครัวครอบงำภาคส่วนสำคัญๆ เช่น พลังงาน ค้าปลีก โทรคมนาคม และอาหาร โดยบริษัท 5% อันดับต้นๆ ควบคุมรายได้รวมกว่า 85% ซึ่งอนุทินบอกกับ TIME ว่าเขาตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหานี้ แต่ด้วยการกระทำที่ขัดต่อผลประโยชน์ของกลุ่มผู้สนับสนุนชนชั้นสูงของเขาเช่นนี้ มีเพียงเวลาเท่านั้นที่จะบอกได้ว่าเขาจะทำตามที่พูดจริงหรือไม่ “การปฏิรูปโครงสร้างไม่เคยปราศจากความเจ็บปวด แต่การเลื่อนออกไปนั้นมีค่าใช้จ่ายสูงกว่ามาก” เขากล่าวกับ Time

5. คือเรื่องการเมืองในเวทีโลก ซึ่ง "ไทยจะรักษาสมดุลในเวทีโลก" โดย Time ชี้ว่า ไทยเป็นพันธมิตรที่เก่าแก่ที่สุดของอเมริกาในเอเชีย ขณะเดียวกันก็มีชุมชนชาวจีนที่เจริญรุ่งเรือง "รวมถึงอนุทิน ซึ่งบรรพบุรุษมาจากมณฑลกวางตุ้ง อย่างไรก็ตาม อนุทินใช้เวลาแปดปีศึกษาและทำงานในนิวยอร์ก และรู้สึกผูกพันกับสหรัฐฯ มาก เขาบอกว่าไทยปฏิเสธที่จะเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในยุคแห่งการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจนี้"

อนุทินบอกกับ Time ว่า “เรายึดมั่นในระเบียบระหว่างประเทศที่ยึดหลักกฎหมายและบรรทัดฐานที่ประชาคมโลกเห็นพ้องต้องกันมาโดยตลอด” เขากล่าวกับนิตยสารไทม์ “ในโลกที่แบ่งขั้ว ประเทศที่ยังคงมีความเป็นกลางและน่าเชื่อถือจะมีคุณค่ามากขึ้น ไม่ใช่น้อยลง”

นอกจากนี้ อนุทินยังต้องการมีบทบาทในสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เพื่อนำสันติภาพที่ยั่งยืนมาสู่เมียนมา อนุทินบอกกับ Time ว่า “การมีส่วนร่วมไม่ได้หมายถึงการรับรอง เราทำงานร่วมกับทุกฝ่ายเพื่อลดความทุกข์ยากและสนับสนุนแนวทางแก้ไขปัญหาที่นำโดยอาเซียน ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการเข้าถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม เสถียรภาพในภูมิภาค และความปลอดภัยของพลเรือน ในขณะที่อาเซียนมีนโยบายไม่แทรกแซง แต่ความรุนแรงต่อพลเรือนเป็นขอบเขตทางศีลธรรมที่ชัดเจน”

เรียบเรียงโดยทีมข่าวต่างประเทศ The Better

Photo - นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกุล เดินทางถึงทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 (Photo by CHANAKARN LAOSARAKHAM / AFP)
 

TAGS: #อนุทิน #ภูมิใจไทย #Time