ทำไมพรรคปฏิรูปจึงพ่ายแพ้? เพราะพวกเขาเป็น"นักอุดมคติที่ตัดขาดจากความเป็นจริงทางสังคม" 

ทำไมพรรคปฏิรูปจึงพ่ายแพ้? เพราะพวกเขาเป็น

การเมืองที่แบ่งพรรคเล่นพวกคือความหายนะของรัฐบาล และรัฐบาลที่ล้มเหลวในการปฏิรูปนำไปสู่การสิ้นชาติ

นี่คือประสบการณ์ตรงของสมัยราชวงศ์ซ่งเหนือ

ในสมัยซ่งเหนือ (ระหว่าง ค.ศ. 960 - ค.ศ. 1127) รัฐเริ่มแสดงอาการล้มเหลว เพราะมี 'ความล้นเกิน 3 ประการ' คือ ทหารล้นเกิน (冗兵) ข้าราชการล้นเกิน (冗员) และค่าใช้จ่ายล้นเกิน (冗费)

ระบบราชการของซ่งเหนือเลวร้ายมากถึงขนาดที่ "คนสามคนรั้งตำแหน่งข้าราชการตำแหน่งเดียว" และโดยเฉลี่ยแล้วในสมัยซ่งเหนือมีข้าราชการถึง 51 คนต่อประชากร 100,000 คนเทียบกับที่ 13 คนในสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออก 37 คนในสมัยราชวงศ์หมิง และแม้แต่ในสมัยราชวงศ์ถังที่ถือเป็นยุคทองของจีนโบราณก็ยังมีข้าราชการเพียง 35 คนต่อประชากร 100,000 คน

ระบบทหารก็เฟ้อแต่ไร้ประสิทธิภาพ ในสมัยรัชสมัยของพระเจ้าซ่งเหรินจง จำนวนทหารเพิ่มขึ้นมามหาศาลถึง 1.25 ล้านนาย แต่เมื่อรบกับประเทศศัตรูกลับแพ้มากกว่าชนะ

การเงินก๋ขาดดุลแล้วขาดดุลเล่า เช่นในปีที่สองแห่งรัชสมัยของของพระเจ้าซ่งอิงจง รายได้ประจำปีของซ่งเหนืออยู่ที่ 116,138,405 หยวน แต่รายจ่ายสูงถึง 131,864,452 หยวน ยิ่งในสมัยนั้นไม่มี 'หนี้สาธารณะ' คือการกู้ยืมจากแหล่งต่างๆ มาขัดตาทัพ ดังนั้น เมื่อรัฐขาดดุล ประเทศก็ยิ่งเตี้ยลงๆ  

เมื่อรัฐมีบุคคลากรมากเกินไป เงินในคลังก็ร่อยหรอลงไป เมื่อเงินร่อยหรอลงรัฐก็เก็บภาษีมากขึ้น แทนที่จะเก็บภาษีคนรวย รัฐกลับไม่เก็บเอาเลย แต่โยนภาระไปที่ประชาชนคนธรรมดา เมื่อคนสามัญต้องแบกรับภาษีมากเกินไปจนอดอยากล้มตาย กระทั่งทนไม่ไหวต้องก่อกบฏในหลายพื้นทื่ 

ในสภาพเช่นนี้ ผู้บริหารประเทศที่สติยังดีอยู่จึงเร่งรีบให้จักการปฏิรูป หาไม่แล้วจะสิ้นชาติเอาง่ายๆ 

ผู้เสนอให้มีการปฏิรูป คือขุนนางชื่อ หวางอันสือ (王安石)

การปฏิรูปนี้จึงเรียกว่า 'การปฏิรูปของหวางอันสือ' หรือ 'การปฏิรูปซีเฟิง' (熙丰变法) มาจากชื่อรัชสมัยซีหนิง (熙宁年) ปีที่สอง และรัชสมัยหยวนเฟิง (元丰年) ปีที่แปด แห่งรัชกาลพระเจ้าซ่งเสินจง อันเป็นช่วงเวลาขับเคลื่อนการปฏิรูป คือระหว่าง ค.ศ. 1069 - 1085

หวางอันสือเสนอการปฏิรูปที่เน้นการเพิ่มรายได้ของรัฐ 

นโยบายสำคัญคือเพิ่มกำลังการผลิตของคนส่วนใหญ่ของประเทศ คือ ภาคเกษตร เมื่อคนส่วนใหญ่มีรายได้ การเก็บภาษีก็จะมีประสิทธิภาพ ดังนั้นเขาจึงเน้นการปฏิรูปการเกษตร โดยกำหนดมาตรการที่เรียกว่า 'กฎหมายต้นกล้าเขียว' (青苗法) 

'กฎหมายต้นกล้าเขียว' กำหนดให้ครัวเรือนทุกชนชั้นสามารถกู้ยืมเงินดอกเบี้ยต่ำหรือเมล็ดพันธุ์พืชจากรัฐบาลท้องถิ่นก่อนการเก็บเกี่ยวในฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วงของทุกปี เพื่อนำเงินและเมล็ดพันธุ์พืชไปลงทุนเพาะปลูกต่อไป เพราะหวางอันสือพบว่าประชาชนนั้นแร้นแค้นขนาดนำเมล็ดพันธุ์มากินยาไส้ ทำให้ไม่มีต้นทุนการผลิต ยิ่งไม่ต้องพูดถึงรายได้เพราะแทบไม่มี หากมีก็จะถูกรัฐเก็บไปเป็นภาษีอีก เมื่อจะทำการเพาะปลูกก็ต้องกู้หนี้ยืมสินจากพวกเจ้าที่ดิน แต่เพราะไม่มีทั้งผลผลิตและรายได้เจ้าที่ดินก็ยึดที่ดินไปอีก เรียกว่ากระดูกสันหลังของชาติเหลือแต่โครงกระดูกจริงๆ แล้ว

หวางอันสือชี้เป้าหมายนโยบายของเขาว่า "ด้วยการสะสมทุนสำรองให้มากขึ้นและรักษาเสถียรภาพราคา เกษตรกรจะมีวิธีการคว้าโอกาสและหลีกเลี่ยงการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของกรรมสิทธิ์ที่ดิน (ในมือของเจ้าที่ดิน)" 《宋史·食货志》

เมื่อประชาชนมีพลังทางเศรษฐกิจขึ้นมาแล้วรัฐก็จะฟื้นคืนกำลังขึ้นมา อย่างที่ หวางอันสือกล่าววา "ใช้พลังของโลกเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้แก่โลก และนำความมั่งคั่งจากโลกมาใช้เพื่อชำระค่าใช้จ่ายของโลก"《宋史》卷 327《王安石传》 คำว่า 'โลก' (天下) ในที่นี้ควรจะหมายถึงประชาชนและประเทศชาติ

อีกวิธีหนึ่งในการหารายได้เข้ารัฐ คือการออก 'กฎหมายยกเว้นการเกณฑ์แรงงาน' (免役法) เพราะตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฉินเป็นต้นมา ชาวนาถูกบังคับให้ทำงานรับใช้หลวงทุกปี แต่กฎหมายใหม่เปิดโอกาสให้ชาวนาสามารถเลือกที่จะจ่ายเงินแทนการถูกเกณฑ์แรงงานได้ จากนั้นรัฐบาลจะจ้างคนมาทำงานรับใช้แทน แต่ไม่เพียงเท่านั้น หวางอันสือยังบังคับให้ข้าราชการระดับสูงและเจ้าของที่ดินซึ่งเดิมมีสิทธิพิเศษได้รับการยกเว้นจากการถูกเกณฑ์แรงงาน จะต้องจ่ายเงินชดเชยการถูกเกณฑ์แรงงานด้วย เรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อชนชั้นบน แต่ก็เท่ากับนรีดเงินจากชนชั้นนี้เข้ารัฐไปด้วย

ลำดับต่อมา กระแสเงินในระบบเศรษฐกิจควรจะไหลเวียนอย่างถูกต้องไม่ใช่ถูกกักตุนโดยการแสวงหากำไรเกินควร หวางอันสือจึงตรา 'กฎหมายควบคุมตลาด' (市易法) โดยรัฐบาลลงทุนหนึ่งล้านหยวนเพื่อจัดตั้ง 'สำนักงานตลาดแลกเปลี่ยน' ในเมืองหลวงไคเฟิง สำนักงานแห่งนี้จะซื้อสินค้าที่ขายไม่ออกของพ่อค้าเมื่อราคามีเสถียรภาพ และนำไปขายต่อเมื่อตลาดขาดแคลนหรือเมื่อมีราคาแพง ดังนั้น รัฐบาลจึงมีรายได้เพิ่มขึ้น และยังดึงการกักตุนกำไรและสินค้าของพวกพ่อค้าเข้ามาสู่ระบบเศรษฐกิจด้วย 

เมื่อประชาชนมีรายได้แล้ว การจัดเก็บภาษีของรัฐจะตัองมีประสิทธิภาพและ "ยุติธรรม" ด้วย การปฏิรูปจึงรองรับด้วย 'กฎหมายว่าด้วยการจัดเก็บภาษีอย่างเท่าเทียมกันของพื้นที่ดิน' (方田均稅法) โดยทำการสำรวจที่ดินครั้งใหญ่ในประเทศเพื่อกำหนดที่ดินที่สามารถเก็บภาษีได้ พบว่ามีครัวเรือนที่หนีภาษีสูงถึง 800,000 ราย โดยเฉพาะพวกเจ้าที่ดิน ซึ่งพวกนี้รวยจากการทำนาบนหลังคนแท้ๆ 

การปฏิรูประบบราชการเน้นที่การคัดคนที่มีความสามารถจริงๆ มาทำงาน ส่วนระบบการเลื่อนตำแหน่งโดยใช้วัยวุฒิถูกยกเลิก หันมาใช้การประเมินที่ผลงานเป็นหลัก ส่วนการสอบเข้ารับราชการแต่เดิมเน้นความสามารถด้านอักษรศาสตร์ (การแต่งโคลงกลอนและเรียงความตามขนบ) ก็หันมาใช้เนื้อหาการสอบจากวิชานิติศาสตร์ เขียนเรียงความวิเคราะห์การปกครอง และตีความตำราโบราณ

ส่วนการปฏิรูปการทหารเน้นที่การลดจำนวนทหารลง ทำการทดสอบประสิทธิภาพการรบ หากไม่ผ่านก็ให้ปลดเป็นพลเรือน มีการจัดระบบการทหารและพลเรือนที่เรียกว่า 'กฎหมายเป๋าเจีย' (保甲法) ให้หมู่ครัวเรือนช่วยกันการผลิตภาคเกษตรในช่วงเวลาที่ไม่มีสงครามเพื่อเพิ่มผลผลิตในประเทศ และทำการฝึกซ้อมเป็นทหารเพื่อรับมือกับช่วงสงคราม และยังมีการสนับสนุนอุตสาหกรรมการผลิตอาวุธ

ในการปฏิรูป 'ภาวะล้นเกิน' (冗) ทั้งสามนี้ เราจะเห็นว่าการล้นเกินของการใช้จ่ายคือเป้าหมายหลัก ด้วยการเพิ่มรายได้ของรัฐที่มาจากการเก็บภาษี และลดจำนวนทหารและข้าราชการที่เป็นส่วนเกินลงไป ในขณะเดียวกันก็จัดระเบียบครัวเรือเพื่อเป็นกองกำลังสำรองและหน่วยการผลืตของรัฐโดยที่รัฐประหยัดเงินว่าจ้างลงไปอีก

ผลลัพธ์นั้นเป็นไปตามคาดหมาย ปรากฎว่าเงินสำรองคลังของประเทศในรัชสมัยพระเจ้าซ่งเสินจงสามารถรองรับจ่ายทางการคลังได้นานถึง 20 ปี ดังนั้นไม่เพียงแก้ปัญหางบประมาณขาดดุล แต่ยังมีทุนสำรองเพิ่มพูนขึ้นมาอีก

แต่ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่สมบูรณ์แบบ

และไม่มีการปฏิรูปที่ไหนที่ไม่เจอตอ

การปฏิบัติใช้ 'กฎหมายต้นกล้าเขียว' มันดีในแง่หลักการ แต่พอไปอยู่ในมือของคนชั่วแล้วมันกลายเป็นเครื่องมือกดขี่ประชาชนซ้ำลงไปอีก เพราะการปล่อยเงินกู้และยืมเมล็ดพันธุ์นั้นอยู่ในมือของข้าราชการท้องถิ่น พวกนี้สมรู้ร่วมคิดกับพวกอันธพาลท้องถิ่น บีบให้ประชาชนกู้เงินดอกเบี้ยสูง พอยืมไปแล้วก็จะปิดทางไม่ให้ประชาชนชำระหนี้ด้วยวิธีการปกติ

ส่วนการตรวจสอบที่ดินเผชิญกับต่อต้านอย่างรุนแรงจากผู้มีอำนาจและร่ำรวย ทำให้การตรวจสอบก็ถูกยกเลิกไป

แต่ตอที่ใหญ่ที่สุดมาจากฝ่ายการเมืองด้วยกันเอง

นี่คือสงครามการเมืองที่เรียกว่า 'การต่อสู่ของพรรคใหม่กับพรรคเก่า'  (新旧党争)

พรรคเก่าหมายถึงข้าราชการฝ่ายอนุรักษ์นิยม นำโดย ซือหม่ากวง, โอวหยางซิว และซูซื่อ ทั้งหมดนี้เป็นผู้มีอิทธิพลในราชสำนักและเป็นผู้มีชื่อเสียงด้านวรรณกรรม

วรรณกรรมในเวลานั้นก็เทียบเท่ากับ'ผู้กำหนดค่านิยม'ในเวลานี้ พรรคเก่าจึงมีทั้งอิทธิพลทางการเมืองและอิทธิพลด้านการรับรู้ของสังคม

หวางอันสือเหมือนจะหัวเดียวกระเทียมลีบได้แต่พึ่งพาข้าราชการรุ่นใหม่และการสนับสนุนจากองค์จักรพรรดิ แต่เท่านี้ไม่อาจพอรับแรงต้านได้

เพราะสังคมซ่งเหนือ (ก็เหมือนสังคมโบราณอื่น) เป็นสังคมที่ยึดติดค่านิยมเก่าๆ แม้ค่านิยมเก่าจะเป็นอุปสรรคต่อชีวิตผู้คนส่วนใหญ่ แต่ผู้คนส่วนใหญ่นั้นไม่ใช่ชนชั้นเจ้าที่ดิน ไม่ใช่ชนชั้นบัณฑิต (ผู้เขียนวรรณกรรมหรือผู้กำหนดค่านิยมสังคม) 

เจ้าที่ดินและพวกชนชั้นสูงเหล่านี้คือผู้เสียหายจากการปฏิรูปของหวางอันสือ เพราะถูกจัดระเบียบที่ดิน ถูกริบโอกาสในการเอาเปรียบทางการเงินกับคนจน และถูกลดจำนวนพลเรือนและทหารที่คนพวกนี้ควบคุมไว้ 

ขุนนางบางคนถึงกับร้องเรียนต่อจักรพรรดิว่า หวางอันสือกระทำการ "รีดไถความมั่งคั่ง" และยังกล่าวหาว่าการปฏิรูปของเขาสวนทางกับหลักการปกครองของของกษัตริย์โบราณ ซึ่งเรื่องนี้สะท้อนถึงการปะทะระหว่างค่านิยมเก่าและใหม่อย่างชัดเจน โดยเฉพาะการพูดถึงความมั่งคั่ง (財) เป็นสิ่งทื่ขัดต่อค่านิยมลัทธิขงจื๊อหรือสำนักหญู ซึ่งเป็นปรัชญาการปกครองของรัฐบาลจีนโบราณ เพราะขงจื๊อนั้นไม่พูดเรื่องผลประโยชน์ (利) และความร่ำรวยแต่พูดเรื่องคุณธรรม (义) มากกว่า 

คุณธรรมหรือปรัชญาการเมืองของสำนักหญูก็คือ เบื้องล่างต้องเชื่อฟังเบื้องบน ชนชั้นต่างๆ มีหน้าที่เฉพาะตน

นี่คือพื้นฐานการปะทะกันของ 'การต่อสู้ของพรรคใหม่กับพรรคเก่า'

กระนั้นก็ตาม ตอเหล่านี้ก็ยังล้มหวางอันสือไม่ได้ เพราะคนที่ล้มเขาได้มีแต่ตัวเขาเอง

ที่จริงแล้วพวกขุนนางพรรคใหม่กับพรรคเก่าล้วนแต่เป็นมิตรสหายกัน โดยเฉพาะหวางอันสือ (ผู้นำพรรคใหม่) กับซือหม่ากวง (ผู้นำพรรคเก่า) เป็นเพื่อนสนิทและเคารพยกย่องกันด้วยซ้ำ แต่ซือหม่ากวงเคยเตือนหวางอันสือว่าอย่ามั่นใจในตัวเองมากเกินไป ทำให้หวางอันสือไม่พอไม่พอใจและตอบโต้อย่างรุนแรง ทำให้เพื่อนทั้งสองต้องตัดขาดกันกระทั่งกลายเป็นคู่กรณีกัน

หวางอันสือมีนิสัยมั่นใจในตัวเองจริงๆ และยังไม่รับฟังคำแนะนำจากใคร ที่เขามีที่ยืนอยู่ได้ก็เพราะพระเจ้าซ่งเสินจงทรงรับฟังคำของเขา ทั้งๆ ที่เขาเองก็มักจะกราบทูลด้วยท่าทีแข็งกร้าวอยู่เสมอ แต่แม้เจ้าแผ่นดินจะยอมเขา พวกขุนนางทนเขาไม่ได้ จึงกลายเป็นแรงต้านสำคัญต่อการปฏิรูป แม้ว่าการปฏิรูปโดยรวมจะเป็นคุณต่อประเทศก็ตาม

ดังนั้น เมื่อพระเจ้าซ่งเสินจงสวรรคต พระพันปีเกาทรงว่าราชการหลังม่านแต่อำนาจที่แท้จริงอยู่ในมือซือหม่ากวง เขาจึงทำการยกเลิกการปฏิรูปซีหนิงและตำหนิหวางอันสือว่า "ไม่เข้าใจระบบการเมือง ใช้ความคิดเห็นส่วนตัว เปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์เดิม" 《宋史·后妃传》

ซือหม่ากวงทำการ "ปฏิรูปย้อนกลับ" ซึ่งต่อมาเรียกว่า 'ความผันแปรในรัชศหยวนโย่ว' (元祐更化) นั่นคือการหัวนกลับไปสู่ระบบเดิม โดยอ้างว่าการปฏิรูปของหวางอันสือนั้น  "โดยพื้นฐานแล้วเป็นไปเพื่อสวัสดิภาพของประชาชน แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับทำร้ายประชาชน โดยอ้างว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประเทศ แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับทำลายประเทศ" 《续资治通鉴长编·卷三百五十五 》

และชี้ว่าในแง่เศรษฐกิจแล้วการปฏิรูปสร้างภาระให้คนทุกชนชั้น "การปฏิรูปอุตสาหกรรมชา เกลือ และการถลุงเหล็ก รวมถึงการเพิ่มภาษีธุรกิจเอกชนและพ่อค้าแม่ค้าข้างถนน ถูกนำไปใช้เป็นทุนในการทหาร ส่งผลให้ประชาชนใน 9 มณฑลตกงานและยากจนข้นแค้นราวกับอยู่ในน้ำเดือดหรือไฟสุม ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากความใจร้อนและความทะเยอทะยานของข้าราชการที่หลอกลวงจักรพรรดิผู้ล่วงลับ ทำให้ตนเองได้ประโยชน์ส่วนตัวและก่อให้เกิดความขุ่นเคืองจากจักรพรรดิ ซึ่งไม่ใช่พระประสงค์ดั้งเดิมของจักรพรรดิผู้ล่วงลับ (พระเจ้าซ่งเสินจง)" 《续资治通鉴长编·卷三百五十五 》

ระบบเดิมมีปัญหาจริง แม้แต่ฝ่ายพรรคเก่าบางคนก็รับทราบ เช่น ซูซื่อ หรือซูตงพอ ก็ยอมรับว่าการปฏิรูปบางเรื่องเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ แต่เมื่ออธิบายให้ซือหม่ากวงรับฟัง เขากลับไม่พิจารณาและเหตุและผล ยังดึงดันที่จะทำลายการปฏิรูปของหวางอันสือให้จงได้ นี่อาจเป็นเพราะความแค้นส่วนตัวระหว่างคนทั้งสองก็เป็นได้ 

สุดท้ายแล้ว ซ่งเหนือปฏิรูปก็ไม่สำเร็จแถมยังเกิดการต่อสู้ระหว่างพรรคใหม่กับพรรคเก่า แล้วมันก็บั่นทอนรากฐานของรัฐไปเรื่อยๆ กระทั่งสุดท้ายประเทศชาติก็ล่มสลายเพราะถูกอาณาจักรจินโค่นล้มลงอย่างง่ายดาย 

หากปฏิรูปดำเนินต่อไปมันจะช่วยกอบกู้บ้านเมืองได้หรือไม่?

บางคนเห็นว่า หวางอันสือพลาดไปที่ไม่ได้แก้ปัญหาที่รากเหง้านั่นคือ 'ปัญหาเชิงโครงสร้าง' แต่กลับไปแก้ปัญหาเฉพาะหน้าคือ 'ปัญหาการคลังของรัฐ'

แต่เรื่องนี้แล้วแต่มุมมอง แม้ในปัจจุบันนักการเมืองในไทยก็ยังมองว่าปัญหาของชาติต้องแก้ที่โครงสร้างก่อน แต่นักการเมืองอีกฝ่ายเห็นว่าต้องหาเงินเข้าประเทศก่อน

คนที่ประเมินหวางอันสือได้แหลมคมที่สุดคนหนึ่งคือ เหมาเจ๋อตง ซึ่งวิจารณ์หวางอันสือว่าเป็น"นักอุดมคติที่ตัดขาดจากความเป็นจริงทางสังคม" (脱离社会现实的理想主义者)

และว่า "สุดท้ายแล้วเขาล้มเหลวเพราะขาดความรู้ทั่วไปและไม่คุ้นเคยกับวิถีทางสังคม"

การประเมินนี้ตอบคำถามว่า "หากปฏิรูปดำเนินต่อไปมันจะช่วยกอบกู้บ้านเมืองได้หรือไม่?" คำตอบก็คือ "ไม่เสมอไป" เพราะหลายมาตรการไม่เพียงล้มเหลว แต่ยังสั่นสะเทือนโครงสร้างสังคมอย่างหนัก ไม่ใช่โครงสร้างส่วนบนเท่านั้น แต่คนระดับล่างก็ย่ำแย่ไปด้วย เช่น ชาวนาที่ไม่อยากถูกเกณฑ์แรงงานต้องเสียเงินเสียทองมากมายไปกับการจ่ายค่าธรรมเนียมให้รัฐ ยิ่งทำให้ชาวนายากจนลงไปอีก แต่รัฐรวยขึ้นโดยไม่สมดุล ส่วนพ่อค้าทั้งรายใหญ่และเล็กถูกกฎหมายควบคุมตลาดบีบคั้นทำตลาดผิดปกติอย่างมาก และระบบเป๋าเจียยิ่งสร้างภาระให้กับราษฎรมากขึ้นไหนจะต้องผลิตเลี้ยงตัวเอง ต้องจ่ายส่วยยกเว้นเกณฑ์แรงงาน ยังต้องผลิตให้รัฐและเป็นทหารให้รัฐอีก

ทั้งหมดนี้แก้ปัญหาการคลังของรัฐ แต่ทำลายเศรษฐกิจโดยรวมอย่างหนัก 

คำกล่าวของเหมาเจ๋อตงยังมุ่งเน้นที่ปัญหาเชิงสังคมพอๆ กับเชิงโครงสร้าง ซึ่งผมเห็นว่าเป็นข้อสรุปที่รวบรัดชัดเจนดี เพราะแม้ประเทศจะมีปัญหาการคลังแต่หวางอันสือก็สามารถอุดรูรั่วนั้นได้ ปัญหาก็คือ เขาไม่รู้จักสังคมจีนดีพอ เช่น วางระบบที่ดีเลิศ แต่กลับใช้งานคนเพื่อสนองตอบระบบไม่ดีพอ

เราจึงเห็นว่า 'กฎหมายต้นกล้าเขียว' แม้จะมีแนวคิดที่ดีและวิธีการปรับใช้ที่ชัดเจน แต่เมื่อกฎหมายไปอยู่ในมือข้าราชการที่ฉ้อฉล แทนที่มันจะเป็นวิธีแก้ปัญหามันกลับกลายเป็นตัวปัญหา

ส่วนการปฏิรูประบบราชการนั้นก็ไม่ได้รับรองว่าข้าราชการที่ได้มาจะเป็นคนซื่อตรง เพราะมันเป็นแค่การลดจำนวนข้าราชการเป็นหลัก กระนั้นก็ตาม ไม่ว่าข้าราชการจะมากหรือน้อย สิ่งสำคัญที่สุดในการดำเนินนโยบายของประเทศคือการสั่งให้ข้าราชการหันซ้ายหันขวาได้

ในจีนมีคำกล่าวว่า "การปกครองประเทศคือการปกครองข้าราชการ" หากหวางอันสือสามารถควบคุมระบบราชการได้ เขาก็คงสามารถดำเนินการปฏิรูปอย่างมีประสิทธิภาพได้ ไม่ต้องถูกฝ่ายพรรคเก่าปรามาสว่า "โดยพื้นฐานแล้วเป็นไปเพื่อสวัสดิภาพของประชาชน แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับทำร้ายประชาชน โดยอ้างว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประเทศ แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับทำลายประเทศ"

พรรคใหม่ที่มุ่งปฏิรูปมีเจตนาดีต่อประเทศก็จริง แต่เพราะอุดมคติเกินไป ไม่ยอมฟังใคร และยังดำเนินการทางการเมืองไม่เป็น

ไม่ใช่การปฏิรูปที่ล้มเหลว แต่พรรคปฏิรูปนั่นแหละที่ล้มเหลว

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better 

Photo - ภาพเหมือนของ ซือหม่ากวง (ขวา) และหวางอันสือ (ซ้าย)
 

TAGS: #พรรคการเมืองปฏิรูป #ประวัติศาสตร์จีน