ความสัมพันธ์ระหว่างฮุน เซนกับเวียดนามนั้นเป็นสิ่งที่คนไทยจะลืมเลือนไปไม่ได้ถ้าคิดจะเข้าใจการเมืองของไทย กัมพูชา และเวียดนาม
ฮุน เซน มีอำนาจขึ้นมาได้ก็เพราะเวียดนามหนุนหลัง ทุกวันนี้ก็ยังมี 'ความสัมพันธ์ที่ดีกับเวียดนาม' แต่ไอ้ความสัมพันธ์นี้ฝ่ายค้านกัมพูชาปรามาสว่าเป็นความสัมพันธ์แบบลูกน้องกับลูกพี่ โดยพวกฮุนเป็นแค่ "หุ่นเชิด" ของฮานอย
ล่าสุด ฝ่ายค้านกัมพูชาโจมตี 'ข้อตกลงแลกแผ่นดิน' (ព្រមព្រៀងដោះដូរដី) ระหว่างรัฐบาลฮุนกับเวียดนาม ซึ่งถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นอีกครั้งหลังจากที่ โต เลิม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามเดินทางมาเยือนกัมพูชา และฮุน เซน ถึงกับ "เปิดวังหลวง" ต้อนรับกันเลยทีเดียว จนประชาชนวิจารณ์ว่าตีตัวเสมอเจ้าไปหรือเปล่า?
แม้พวกลูกไล่เครือข่ายฮุนจะออกมาแก้ต่างให้พัลวัน แต่ผมกลับมองว่า นี่คือการ "แสดงความนอบน้อม" ต่อลูกพี่เวียดนามของฮุน เซน ซึ่งไม่เพียงช่วยเหลือให้เขามีอำนาจเมื่อสามสิบกว่าปีก่อนเท่านั้น แต่ตอนนี้เมื่อเมืองเขมรตีกับไทย เขมรก็จะต้องวิ่งไปหาญวนเป็นธรรมดา
นี่คือปกติวิสัยของพวกเมืองเขมร ซึ่งเวลามีเรื่องกับเวียดนามก็จะวิ่งมาให้ไทยช่วย เวลามีเรื่องกับไทยก็จะวิ่งไปหาเวียดนาม
กลับมาที่ 'ข้อตกลงแลกแผ่นดิน' ระหว่างเวียดนามกับกัมพูชา
ข่าวจากสำนักข่าว rfi ภาคภาษาเขมรรายงานว่า "ตามแถลงการณ์ การแลกเปลี่ยนที่ดิน 6% นั้นเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาชายแดนที่เหลืออีก 16% ซึ่งทั้งสองฝ่ายกำลังดำเนินการแก้ไขผ่านคณะกรรมการชายแดนร่วมกัมพูชา-เวียดนาม (JBC) นอกจากนี้ กัมพูชาและเวียดนามยังตกลงที่จะเร่งกระบวนการเตรียมการเจรจาและลงนามในข้อตกลงว่าด้วยการจัดการด่านชายแดนทางบก และข้อตกลงว่าด้วยการบริหารจัดการชายแดนทางบก เพื่อแทนที่ข้อตกลงว่าด้วยสถานะของชายแดนปี 1983"
rfi อธิบายว่ากัมพูชาและเวียดนามมีพรมแดนทางบกยาวกว่า 1,270 กิโลเมตร โดยประมาณ 84% ของพรมแดนได้มีการกำหนดเขตแดนแล้ว เหลืออีก 16% ที่ยังไม่ได้กำหนดเขตแดน
นี่เป็นลักษณะเดียวกับที่เกิดขึ้นกับไทย แต่ทำไมเวลาแก้ปัญหา 'พื้นที่ทับซ้อน' กับเวียดนาม รัฐบาลกัมพูชาถึงได้อะลุ่มอล่วยนัก โดยยอมอ่อนข้อให้ขนาดที่พรรคฝ่ายค้านเรียกว่าเป็น 'การเสียดินแดน'
ล่าสุด จากการรายงานของสำนักข่าว tfa แมน ณาต (ម៉ែន ណាត) ประธานองค์การปรึกษาการจับตากัมพูชา (ក្រុមប្រឹក្សាឃ្លាំមើលកម្ពុជា) กล่าวว่า ฮุน เซน ตกลงกับเวียดนามให้ใช้สนธิสัญญาเขตแดนทางบกปี 1985 ที่ผิดกฎหมายและแผนที่ที่ไม่ถูกต้องในการกำหนดเส้นเขตแดนใหม่และทำเครื่องหมายเขตแดนใหม่โดยไม่ปฏิบัติตามอนุสัญญาอาณานิคมฝรั่งเศส (โคชินจีน) และกัมพูชาปี 1873 ซึ่งมีเครื่องหมายเขตแดนระหว่างประเทศอยู่แล้ว 124 จุด
แมน ณาต กล่าวว่าสนธิสัญญาเขตแดนที่ผิดกฎหมายกับเวียดนามเมื่อปี 1985 ได้รับการให้สัตยาบันอีกครั้งโดยฮุน เซน ในปี 2005 เพื่อให้เวียดนามมีความมั่นใจมากขึ้นในการเรียกร้องเขตแดนทางบกของกัมพูชาคืน รวมถึงเขตแดนทางทะเล เช่น เกาะฟู้โกว๊กและหมู่เกาะโถเจิว (ในอ่าวไทย)
แมน ณาต ยังกล่าวว่า กัมพูชาจะสามารถลดอิทธิพลทางการเมืองและการปกครองภายจากการแทรกแซงของเวียดนามได้ ก็ต่อเมื่อผู้นำกัมพูชาหยุดเป็นหนี้เวียดนาม
ก่อนหน้านี้ เวียดนามกับกัมพูชาแลกดินแดนกันมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อปี 2012 แต่เป็นการแลกที่พิลึกเอามากๆ ก็สมแล้วที่พรรคฝ่ายค้านจะด่าว่า "ขายชาติ"
ในเวลานนั้น วา กึมฮง (វ៉ា គឹមហុង) ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการกิจการชายแดน และได้อธิบายว่า ฝรั่งเศสได้จัดทำแผนที่ขนาดหนึ่งแสนกิโลเมตรโดยสภาภูมิศาสตร์อินโดจีน โดยระบุว่าหมู่บ้านสองแห่งของกัมพูชาอยู่ในเขตแดนของเวียดนาม คือ หมู่บ้านถลกตราจ (ភូមិថ្លុកត្រាច) และหมู่บ้านอันลองจเรย 9 (ភូមិអន្លុងជ្រៃ៩) ในอำเภอปอนเญียแกรก จังหวัดกำปงจาม
วา คิมฮง อ้างว่าหมู่บ้านทั้งสองนี้ไม่ใช่ของกัมพูชา แต่เป็นของเวียดนาม เหตุที่ตกสำรวจก็เพราะในเวลานั้น ฝ่ายเวียดนามติดพันอยู่กับสงคราม ทำให้ไม่สามารถดำเนินการสำรวจหมู่บ้านตามแนวชายแดนได้ เมื่อมีการวัดเขตแดน ฝ่ายเวียดนามเรียกร้องให้คืนหมู่บ้านเหล่านั้น
ปัญหาก็คือ หมู่บ้านถลอกตราจ เป็นบ้านเกิดของ เฮง สัมริน อดีตประธานสภาแห่งชาติ (ลูกพี่ของฮุน เซน และสนิทสนมกับเวียดนามเช่นกัน) ฝ่ายกัมพูชาต้องการเก็บรักษาหมู่บ้านของ เฮง สัมริน เอาไว้ในดินแดนกัมพูชา จึงขอแลกเปลี่ยนอีกสองหมู่บ้านแห่งอื่นๆ กับเวียดนาม
แถมเรื่องนี้ยังเป็นการแลกที่ดำเนินการอย่างลับๆ แต่เรื่องดันมาแตกเสียก่อน
พรรคฝ่ายค้านจึงด่าว่าทำให้ประเทศเสียดินแดนเพราะเหตุนี้
ผมเห็นว่าสาเหตุหนึ่งก็คือ เชื่อตามเวียดนามแบบเชื่องๆ ว่าหมู่บ้านทั้งสองเป็นของเวียดนาม และสอง ยกแผ่นดินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของประชาชนไปให้เวียดนาม เพียงเพื่อจะรักษาบ้านเกิดของชนชั้นปกครองเอาไว้
ดังนั้น การดำเนินการ 'ข้อตกลงแลกแผ่นดิน'ระหว่างสองประเทศรอบล่าสุดในปีนี้ จึงมีเสียงเสียดสีจากชาวเขมรบางคนว่า "ไม่รูัหมู่บ้านไหนจะถูกหวย" ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะรวย แต่หมายความว่าจะซวยเพราะจะเสียดินแดนไปให้ญวนต่างหาก
แต่ชาวเขมรที่เห็นดีเห็นงามด้วยก็ไม่ได้ว่าอะไร แถมยังไปโต้เถียงกับฝ่ายค้านว่า "ถ้าไม่รู้อะไรก็หุบปากไปซะ"
คนเหล่านี้รักและเทิดทูนฮุน เซนและเครือข่ายของเขาโดยไม่ตั้งคำถามแบบนี้เอง
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2016 เมื่อเรื่องนี้กำลังฮ็อตๆ และกัมพูชาในเวลานั้นยังมีฝ่ายค้านที่ทรงพลังอยู่ นอกจากฝ่ายค้านทางการเมืองแล้ว ยังมีรัฐบาลภาคประชาชน เช่น กลุ่มสหคมณ์กัมปูเจียโกรม (សហគមន៍ខ្មែរកម្ពុជាក្រោម) ที่ไม่เห็นด้วยกับข้อตกลงดังกล่าว
ก่อนอื่นต้องอธิบายก่อนว่า กัมปูเจียโกรม (កម្ពុជាក្រោម) หมายถึงดินแดนตอนใต้สุดของทั้งเวียดนามและกัมพูชาบริเวณปากแม่น้ำโขงไปจนถึงเมืองไซ่ง่อน (เขมรเรียกเมืองไพรนคร) แต่เดิมนั้นเป็นดินแดนของกัมพูชา แต่เจ้าเขมรยกให้เจ้าญวนในสมัยโบราณโดยไม่ได้ถามประชาชน จึงทำให้มีคนเขมรตกค้างในดินแดนนั้นมากมาย กลายเป็นพวก แขมร์โกรม (ខ្មែរក្រោម) ซึ่งมีสัญชาติเวียดนาม แต่เชื้อชาติเขมร วัฒนธรรมและภาษาก็เขมรแท้ๆ
ประชาชนในกัมพูชาเองก็ต้องการจะได้ดินแดนนี้คืนมา และเห็นว่าการแลกดิแดนนี้เป็นเรื่องอัฐยายซื้อขนมยาย เพราะดินแดนนั้นควรจะเป็นของกัมพูชาดังเดิม จะแลกไปทำไม ความจริงต้องทวงคืนมาทั้งแผงให้หมดเลย (คนกัมพูชาก็คิดแบบนี้กับดินแดนของไทยเช่นกัน โดยอ้างโมเมยิ่งกว่าว่าภาคอีสานครึ่งหนึ่งและภาคตะวันออกของไทย "เคยเป็น" ของกัมพูชา)
ครั้งนั้น สำนักข่าว vayo รายงานว่าประธานสหคมณ์กัมปูเจียโกรม ชื่อว่า ทัจ เสรษฐา (ថាច់ សេដ្ឋា) กล่าวกับสื่อกัมพูชาว่า ดินแดนทั้งหมดตามแนวชายแดนเป็นดินแดนของกัมพูชามาตั้งแต่สมัยโบราณ ไม่ใช่ดินแดนของเวียดนาม และยังเน้นย้ำว่า รัฐบาลกัมพูชาต้องคำนึงถึงมรดกของบรรพบุรุษก่อนที่จะแลกเปลี่ยนดินแดน หากไม่ขยายอาณาเขต ก็จะไม่สามารถปกป้องดินแดนนั้นได้
นี่คือบริบทความคิดเรื่องดินแดนและประวัติศาสตร์ เกี่ยวกับ 'ข้อตกลงแลกแผ่นดิน' ระหว่างเวียดนามกับกัมพูชา
เราจะเห็นว่าประชาชนส่วนหนึ่ง (ฝ่ายค้าน) ไม่อาจยอมรับได้ และต้องการทวงคืนแขมร์โกรมทั้งหมด
ในแง่ประวัติศาสตร์แล้ว หากมองในมุมของฝ่ายค้านและคนแขมร์โกรม เรื่องนี้ยอมรับไม่ได้ อย่าว่าแต่ในแง่ประวัติศาสตร์เลย ในแง่ของการเมืองก็เป็นเรื่องเหลวไหลทั้งเพ
โปรดพิจารณาจากคำพูดของ วา กึมฮง คือ "หากจังหวัดนั้นไม่สามารถแลกเปลี่ยนที่ดินได้ ก็จะพิจารณาหาที่ดินอื่นในบริเวณใกล้เคียงแทน และเหตุผลของการแลกเปลี่ยนนี้ก็เพราะรัฐบาลไม่ต้องการให้ประชาชนสูญเสียที่ดินทำกิน นาข้าว และไร่นาที่พวกเขาอาศัยอยู่ ซึ่งอยู่ในเขตแดนของเวียดนาม"
มันทะแม่งๆ ไหม?
แน่นอนว่ามันทะแม่ง ดังนั้น ทัจ เสรษฐา จึงตอบโต้ว่า คำกล่าวของ วา กึมฮง นั้นขาดความรับผิดชอบอย่างสิ้นเชิง นอกจากจะไม่ยอมรับว่าเวียดนามละเมิดดินแดนกัมพูชา แต่ยังกลับกล่าวว่ากัมพูชาละเมิดดินแดนเวียดนามเสียอีก คนแบบเขานั้น "จะต้องถูกลงโทษตามประวัติศาสตร์ในอนาคต"
ความทะแม่งของรัฐบาลกัมพูชาในเรื่องแลกที่ดินนั้นไม่ใช่แค่ "ต้องการสันติภาพ" แต่เป็นเพราะความจำเป็นทางการเมือง เนื่องจากยังอยู่ใต้อำนาจของเวียดนาม แม้นจะถอยจากรัศมีอำนาจเวียดนามมามากแล้วก็ตาม แต่เพราะหวาดกลัวไทย จึงต้องเอาใจเวียดนามเพื่อใช้เป็น "ไม้กันไทย"
กัมพูชานั้นจะเอาดินแดนไทยก็ถูกไทยตีกลับมาจนสะบักสะบอม ยังไม่ทันหายช้ำรัฐบาลก็ย้ำข้อตกลงแลกดินแดนกับเวียดนามอีก
มันน่าอับอายถึงขนาดนี้ แต่ สวัส ยารา (សួស យ៉ារ៉ា) โฆษกพรรคประชาชนกัมพูชา (พรรคของฮุน เซน) ในการแถลงข่าวเกี่ยวกับผลการประชุมผู้นำกัมพูชา-เวียดนาม กล่าวว่า กัมพูชาต้องการให้ประเทศไทยปฏิบัติตามแบบอย่างของกัมพูชา ลาว และเวียดนาม ในการแก้ไขปัญหาพรมแดนอย่างสันติ โดยอิงจากลักษณะทางเทคนิค กฎหมายระหว่างประเทศ และแผนที่ที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล เพื่อยุติข้อพิพาทพรมแดน ไม่ใช่ส่งต่อปัญหาให้คนรุ่นหลัง
ที่กล้าขิงไทยขนาดนี้ เพราะแพ้กลับมา แล้วยังถูกเวียดนามทวงดินแดนอีก หากไม่ขิงไทยก็จะถูกประชาชนขมึงตาใส่แน่นอน
และนี่ยังเป็นการเล่มเกมการเมืองระหว่างประเทศของกัมพูชา ซึ่งดูแลตัวเองไม่ได้ ต้องดึงเพื่อนบ้านมาร่วมแจมด้วยทุกครั้งด้วยวิธีการที่อันตราย
คนที่ซวยไปคือประชาชนกัมพูชา ซึ่งเสียแล้วเสียอีก ไม่เสียดินแดนก็เสียอำนาจปกครองตนเอง แต่ตอนนี้แม้แต่จะพูดค้านก็ยังต้องไปพูดจากต่างประเทศ
แต่ดินแดนที่อ้างว่าไทยเอาไปนั้น ขอพี่น้องเมืองเขมรอย่าคิดว่าเสียดินแดนเลย เพราะมันเป็นของไทยเรา ยิ่งคิดว่าจะทวงดินแดนจากไทย ท่านจะยิ่งเสียดินแดนให้เพื่อนบ้านอีกฝั่ง
โปรดไปจัดการกับเวียดนามให้เรียบร้อยก่อนเถอะ ไม่รู้พวกฮุนปล่อยให้เขมือบดินแดนไปเท่าไรแล้ว
บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better
Photo - Samdech Hun Sen of Cambodia/Facebook