เมื่อวานนี้ผมเขียนถึงเหตุการณ์ที่นำไปสู่ภาวะไร้เสภียรภาพของราชวงศ์ซ่งเหนือ คือการปฏิรูปที่ล้มเหลวและการต่อสู้ระหว่างข้าราชการพรรคเก่า (อนุรักษ์นิยม) พรรคใหม่ (ฝ่่ายปฏิรูป)
แต่ก่อนที่ราชวงศ์ซ่งเหนือจะสถาปนาขึ้นมา จีนเคยตกอยู่ในยุคสมัยแห่งการแตกแยกเป็นห้าราชวงศ์สิบอาณาจักร หรือยุค 'อู่ไต้ สือกั๋ว' (五代十国) ซึ่งแผ่นดินแบ่งออกเป็นราชวงศ์ต่างๆ ห้าราชวงศ์โดยเฉพาะตอนเหนือของประเทศ และอีกส่วนหนึ่งเป็นอาณาจักรต่างๆ สิบอาณาจักรโดยเฉพาะทางใต้ที่ปกครองโดยกษัตริย์หรือ 'อ๋อง' (王) เพราะไม่มีอำนาจพอที่จะตั้งตนเป็น 'โอรสสวรรค์' (天子) หรือจักรพรรดิ
ปรัชญาการปกครองของจีนนั้นให้อำนาจกับ 'โอรสสวรรค์' หรือ 'เทียนจื่อ' ในการรับอาณัติสวรรค์ในกาปรกครองใต้หล้า แล้ว 'โอรสสวรรค์' จะทรงแต่งตั้งผู้ปกครองลำดับต่างๆ ไปดูแลอาณาจักร มณฑล จังหวัด อำเภอ ฯลฯ ตามลำดับ โดยที่ 'อาณาจักร' หนึ่งๆ มีทั้งอาณาจักรที่ไม่อิสระในการปกครองตนเอง และมีทั้งที่มีอธิปไตยเป็นของตนเองแต่ยอมรับการแต่งตั้งจาก 'โอรสสวรรค์'
ทั้งหมดนี้อาจเป็นเรื่องเข้าใจยากในปัจจุบัน แต่ขอให้เข้าใจว่าใต้หล้าหรือโลกทั้งมวลอยู่ใต้อำนาจของ 'โอรสสวรรค์'
แต่ในยุคห้าราชวงศ์และสิบอาณาจักร มีผู้อ้างตนเป็น 'โอรสสวรรค์' มากมาย ต่างโค่นล้มกันเองบ้าง ปราบดาภิเษกตามใจชอบ ล้วนแต่มีอายุขัยของอำนาจที่แสนสั้น บางคนอยู่ไม่กี่เดือนก็ถูกโค่นแล้ว บางคนอยุ่ไม่กี่ปีก็ตาย ดังนั้น อำนาจของราชวงศ์จึงไม่มีสเถียรภาพและผู้ที่อ้างเป็น 'โอรสสวรรค์' ก็ไม่มีความชอบธรรมและอำนาจมากพอที่จะรวบรวมแผ่นดินที่แตกแยกเป็นหนึ่งเดียว
นี่คือเหตุการณ์เบื้องหลังของซีรีส์ที่กำลังเป็นที่นิยมในจีนอยู่ขณะนี้ คือ 'ไท่ผิงเหนียน' 《太平年》
'ไท่ผิงเหนียน' แปลว่า 'ปีแห่งสันติสุข' แต่โดยจำเพาะเจาะจงมันคือชื่อรัชสมัยหนึ่งในราชวงศ์ซ่ง คือรัชสมัยไท่ผิงซิงกั๋ว
ราชวงศ์ซ่งนั้นก่อตั้งขึ้นมาหลังจาก จ้าวควงอิ้น (赵匡胤) ขุนศึกผู้มากบารมีทำการยึดอำนาจราชวงศ์โห้วโจวแล้วยกทัพไปปราบอาณาจักรต่างๆ ให้มาอยู่ในอาณัติของตน ทำให้แผ่นดินจีนเป็นปึกแผ่นอีกครั้ง ในรัชกาลต่อมาซึ่งครองราชย์โดย จ้าวกวงอี้ น้องชายของจ้าวควงอิ้น จึงตั้งชื่อรัชสมัยว่าไท่ผิงซิงกั๋ว หรือ "สันติภาพยิ่งใหญ่ ประเทศรุ่งเรือง" (太平兴国)
แต่ชื่อรัชสมัยไท่ผิงยังถูกใช้โดยเจ้าผู้ปกครองอาณาจักรอีกคนหนึ่งในช่วงคาบเกี่ยวระหว่างการสิ้นสิ้นของยุคห้าราชวงศ์สิบอาณาจักรและการก่อเกิดของราชวงศ์ซ่ง นั่นคือ อาณาจักรอู๋เยว่ (吴越国)
อาณาจักรอู่เยว่เป็นอาณาจักรสุดท้ายที่ถูกจ้าวควงอิ้นผนวกมาเป็นดินแดนจีนหนึ่งเดียว ถือเป็นอาณาจักรที่อุดมสมบูรณ์และสงบสุขที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคสมัยของกษัตริย์ที่ชื่อ เฉียนหงชู่ (钱弘俶 ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น เฉียนชู่ หรือ 钱俶) กษัตริย์องค์สุดท้ายของอาณาจักรนี้ และเป็นผู้ใช้ชื่อรัชสมัยว่า 'ไท่ผิง' เช่นกัน
นี่เองที่นำเรามาถึงเนื้อหาของซีรีส์เรื่อง 'ไท่ผิงเหนียน'
'ไท่ผิงเหนียน' เล่าเรื่องราวของบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์สามคนในยุคเปลี่ยนผ่านนี้ คือ จ้าวควงอิ้น ซึ่งต่อมาเป็นผู้ก่อตั้งราชวงศ์ซ่ง กัวหรง ต่อมาเป็นจักรพรรดิแห่งราชวงศ์โห้วโจว และเฉียนหงชู่ กษัตริย์แห่งอาณาจักรอู่เยว่
เดิมทีสองคนแรกนั้นมีฐานะต่ำกว่าเฉียนหงชู่ด้วยซ้ำ แต่สถานการณ์สร้างวีรบุรุษและยุคสมัยสร้างคนแกร่ง ทั้งสองจึงไต่เต้าขึ้นมาจนกระทั่งตั้งตนเป็นจักรพรรดิได้
เฉียนหงชู่นั้นมีสถานะเป็นเจ้าอาณาจักรไม่ใช่จักรพรรดิ จึงต้องน้อมรับการแต่งตั้งจากราชวงศ์หรือ 'โอรสสวรรค์' เมื่อศูนย์กลางแผ่นดินจีน หรือ จงหยวนแตกเป็นอาณาจักรและราชวศ์ที่แย่งชิงการเป็น 'โอรสสวรรค์' กัน อาณาจักรอู๋เยว่ของเฉียนหงชู่ไม่ได้ร่วมวงชิงอำนาจกับเขาด้วย คอยดูแลดินแดนของตนให้เรียบนร้อย พอใครตั้งตัวเป็นโอรสสวรรค์ได้ก็ใคร่ครวญดีๆ ว่าคนๆ นั้นจะอยู่ยืดในอำนาจหรือไม่ ถ้าคิดดีแล้วก็จะไปนอบน้อมขอรับการแต่งตั้งเป็นกษัตริย์ภายใต้อำนาจจักรพรรดินั้น
ในช่วงหน้าราชวงศ์ อาณาจักรอู๋เยว่จึงส่งบรรณาการแสดงความคารวะและขอรับการแต่งตั้งสถานะกษัตริย์จากราชวงศ์โห้วถัง ราชวงศ์โห้วจิ้น ราชวงศ์โห้วฮั่น และราชวงศ์โห้วโจว (ขาดแต่ราชวงศ์โห้วเหลียง)
อาณาจักรอู๋เยว่ของเฉียนหงชู่จึงอยู่ยืดและไม่ต้องเลือดนองแผ่นดิน สมแล้วที่เฉียนหงชู่ตั้งชื่อรัชสมัยของตนว่าไท่ผิง หรือมหาสันติ
แผ่นดินจงหยวนนั้นรบราฆ่าฟันกันจนกระทั่งถึงยุคที่กัวหรงก้าวขึ้นมาเป็นจักรพรรดิราชวงศ์โห้วโจว ด้วยความที่มีความสามารถในการปกครองจึงทำให้แผ่นดินเริ่มสัมผัสกับสันติภาพขึ้นมาบ้าง แต่กัวหรงนั้นอายุไม่ยืด เสียชีวิตไปก่อนเวลาอันควรทำให้แผ่นดินทำท่าจะแตกแยกอีกครั้ง คราวนี้เองที่จ้าวควงอิ้น ที่เป็นขุนศึกของโห้วโจวจึงแสดงตนว่าจะต้องปกครองใต้หล้าในฐานะจักรพรรดิกับเขาบ้าง จึงทำการยึดอำนาจแล้วยุบราชวงศ์โห้วโจวลงเสีย จากนั้นตั้งราชวงศ์ซ่ง และดำเนินการวบรวมแผ่นดินได้สำเร็จ
แน่นอนว่า การรวมแผ่นดินไม่ใช่เรื่องการทูตแต่เป็นเรื่องของการฆ่าฟัน กว่าจะสำเร็จผู้คนต้องล้มตายไปมากมาย กษัตริย์และเจ้าเอกราชต้องถูกถอดจากตำแหน่งหรือปลิดชีพตนเองเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกภาพแห่งแผ่นดิน
ในที่สุดภาคใต้ก็เหลือแต่อาณาจักรอู๋เยว่กับอาณาจักรหนานถัง (南唐) ที่รอการผนวก
เฉียนหงชู่มีทางเลือกอยู่สองทาง ทางหนึ่งขัดขืนต่อจ้าวควงอิ้นและราชวงศ์ซ่งแล้วรบรากัน ทางที่สองคือนอบน้อมยอมรับอำนาจของราชวงศ์ซ่งแต่เขาจะต้องสูญเสียทุกสิ่ง
เขากลับมีทางที่สามให้เลือกโดยไม่คาดคิด
ในเวลานั้น จ้าวควงอิ้นต้องการผนวกอาณาจักรหนานถังที่อยู่ติดกับอาณาจักรอู๋เยว่จึงขอแรงจากอาณาจักรอู๋เยว่ให้ช่วยโจมตีหนานถัง หลี่อวี้ (李煜) ผู้ปกครองอาณาจักรหนานถัง ได้เขียนจดหมายถึงเฉียนหงชู่เพื่อขอความร่วมมือต่าอต้านราชวงศ์ซ่ง โดยระบุว่าหากปราศจากอาณาจักรหนานถัง ก็จะไม่มีอาณาจักรอู๋เยว่ และเมื่อราชวงศ์ซ่งผนวกอู๋เยว่แล้วตัวเขาเองก็จะถูกปลดแล้วกลายเป็นเพียงสามัญชน
คำกล่าวของหลี่อวี้ไม่ใช่ว่าจะไร้เหตุผล เพราะเมื่อราชวงศ์ซ่งทำการรวมแผ่นดิน พวกเขาไม่ปล่อยให้มีระบบอาณาจักรอิสระอีก แต่ต้องถูกรวมเป็นเขตปกครองของประเทศใหม่ ส่วนกษัตริย์เดิมหากไม่ถูกปลดก็ถูกลดสถานะ ถือเป็นความพ่ายแพ้อย่างหมดรูป
แต่นี่คือยุคใหม่ที่ประเทศชาติไม่ต้องรบรากันเพื่อชิงอำนาจอีก เฉียนหงชู่คงจะเห็นว่าหากไม่ตอบสนองแนวทางของราชวงศ์ซ่ง แผ่นดินก็จะยังแตกแยกอยู่อย่างนี้ สู้เราไม่รวมมือปิดฉากยุคห้าราชวงศ์และสิบอาณาจักรให้มันจบๆ ไปไม่ดีกว่าหรือ?
เฉียนหงชู่จึงนำจดหมายของหลี่อวี้ไปมอบให้ราชวงศ์ซ่งเพื่อแสดงความจริงใจ และยังได้นำทัพเข้าโจมตีอาณาจักรหนานถังด้วยตนเอง สามารถยึดเมืองสำคัญๆ ได้สำเร็จ และในช่วงปลายปี อาณาจักรหนานถังก็ล่มสลาย
จ้าวควงอิ้นโปรดปรานเฉียนหงชู่ยิ่งนัก เขาไม่เพียงยังรักษาสถานกษัตริย์เอาไว้ได้แต่ยังได้ศักดินาเพิ่มเติม ได้รับพระราชทานของล้ำค่ามากมาย และจ้าวควงอิ้นยังเลี้ยงรับรองเขาอย่างดีที่เมืองหลวงเปี้ยนเหลียง พร้อมกับบอกว่า "ชั่วชีวิตของข้า ขอสาบานว่าจะไม่มีวันสังหารกษัตริย์เฉียนเป็นอันขาด"
เมื่อเฉียนหงชู่เดินทางกลับจากเปี้ยนเหลียง จ้าวควงอิ้นก็มอบห่อผ้าสีเหลืองให้เขาพร้อมกับกำชับให้ไปแอบเปิดดูกลางทาง ปรากฏว่าเป็นฎีการ้องเรียนของขุนนางราชวงศ์ซ่งที่เรียกร้องให้จ้าวควงอิ้นสังหารเฉียนหงชู่เสีย แต่การที่จ้าวควงอิ้นมอบมันให้เฉียนหงชู่เช่นนี้เท่ากับแสดงน้ำใจไมตรีว่าจะไม่หักหลังกันเป็นอันขาด
ณ เวลานี้ อาณาจักรอู๋เยว่ก็ยังเป็นอาณาจักรกึ่งอิสระ คือปกครองตนเองแต่รับการแต่งตั้งจากราชวงศ์ซ่ง
และเหลือเพียงอาณาจักรเดียวที่ใช้ระบอบ 'หนึ่งประเทศ สองระบบ'
แม้จะตั้งราชวงศ์ซ่งและรวมแผ่นดินไปได้ 90% แล้ว แต่ยังเหลืออาณาจักรอู๋เยว่เท่านั้นที่เป็นสิ่งหลงเหลือจากยุคห้าราชวงศ์สิบอาณาจักร
กระนั้นก็ตาม จ้าวควงอิ้นก็ยังไม่ยอมผนวกอาณาจักรอู๋เยว่มาเป็นดินแดนของตน
จนกระทั่ง จ้าวคงอิ้นหรือพระเจ้าซ่งไท่จู่สวรรคต น้องชายหรือพระอนุชาคือจ้าวกวงอี้ (赵匡义) ขึ้นครองราชย์ต่อเป็นพระเจ้าซ่งไท่จง ก็ยังไม่ผนวกอาณาจักรอู๋เยว่
จนกระทั่งขุนนางของอาณาจักรอู๋เยว่ต้องกระซิบบอกเฉียนหงชู่ให้ "ถวายอาณาจักร" ให้กับราชวงศ์ซ่งไปเสีย ไม่เช่นนั้นจะเกิดอันตรายต่อตน เพราะแม้รัชกาลที่แล้วกับรัชกาลนี้จะแสวงหาสันติแต่รัชกาลต่อๆ ไปอาจจะไม่
ดังนั้น เฉียนหงชู่จึงตัดสินใจถวายฎีกา "ทูลเกล้าถวาย" อาณาจักรอู๋เยว่จำนวน 13 เขต 1 กองทัพ 86 อำเภอ 550,680 ครัวเรือน และทหาร 115,036 นาย ให้แก่ราชวงศ์ซ่ง ซึ่งเรียกว่า "การคืนดินแดนอู๋เยว่" และ "การยกดินแดนให้แก่ราชวงศ์ซ่ง" (纳土归宋)
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในรัชสมัยไท่ผิงซิงกั๋วปีที่ 3 แห่งรัชกาลพระเจ้าซ่งไท่จง
ชื่อนี้เป็นมงคลนามโดยแท้ เพราะในที่สุดสันติภาพก็เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์อีกครั้งในแผ่นดินจีน โดยรัฐเอกราชแห่งสุดท้ายยอมยกแผ่นดินให้กับ "เจ้าของแผ่นดินที่แท้จริง" โดยไม่เสียเลือดเนื้อ
พระเจ้าซ่งไท่จงทรงปลาบปลื้มยินดี มิได้ลดสถานะกษัตริย์ของเฉียนหงชู่ แต่โยกย้ายไปให้เป็นกษัตริย์โดยนาม (คือไม่มีอำนาจบริหาร) เรียกว่ากษัตริย์แห่งไหวไห่ มีศักดินา 10,000 ครัวเรือน ลูกหลานล้วนได้รับการแต่งตั้งเป็นช้าราชการของราชวงศ์ซ่ง ไม่เพียงเท่านั้น ข้าราชการของอู๋เยว่ก็ยังไม่ตกงาน เพราะราชวงศ์ซ่งจ้างต่อทั้ง 2,500 คน
นี่คือสิ่งตอบแทนของ "การรวมชาติ" โดยสันติ
ในเวลาต่อมา เฉียนหงชู่ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายในฐานะกษัตริย์ ได้รับการเลื่อนสถานะกษัตริย์ระดับต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ได้รับสิทธิพิเศษในการสวมดาบและรองเท้าในราชสำนัก และไม่อนุญาตให้เอ่ยชื่อของเขาในพระราชโองการ เพื่อเป็นการแสดงความเคารพ
เมื่อเฉียนหงชู่เสียชีวิต พระเจ้าซ่งไท่จงทรงประกาศงดราชกิจและกิจการในราชสำนักเป็นเวลา 7 วันเพื่อไว้ทุกข์ และพระราชทานบรรดาศักดิ์กษัตริย์แห่งฉินอันเป็นสถานะอันสูงส่งให้กับเฉียนหงชู่หลังมรณกรรมไปแล้ว (และในรัชกาลต่อๆ มาก็จะยังมีการอวยยศให้เขาต่อไป)
เมื่อตายแล้วยังได้รับการสรรเสริญด้วยสมัญญานามว่า "มนตรีผู้ทรงคุณธรรมนำความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ประเทศ"
เฉียนหงชู่ตายไปแล้ว แต่แผ่นดินกลับมาสงบสันติได้อีกหลสายชั่วคนก็เพราะเขา
นี่คือประวัติศาสตร์เบื้องหลังของซีรีส์ 'ไท่ผิงเหนียน' ว่าด้วยการรวมชาติและการเสียสละเพื่อรวมชาติ
ก่อนหน้านี้ หนังสือพิมพ์ People's Daily เคยสัมภาษณ์ ตงเจ๋อ (董哲) นักเขียนบทโทรทัศน์ และ หลี่กั๋วเฉียง (李国强) รองประธานสถาบันประวัติศาสตร์จีน เกี่ยวกับละครโทรทัศน์เรื่อง 'ไท่ผิงเหนียน' โดยหลี่กั๋วเฉียงชี้ให้เห็นว่า "จากมุมมองทางประวัติศาสตร์ ยุคห้าราชวงศ์สิบอาณาจักรนั้นทั้งแปลกใหม่และยอดเยี่ยม ในฐานะบทสรุปที่ยอดเยี่ยมที่สุดของประวัติศาสตร์นี้ การ "ผนวกดินแดนเข้ากับราชวงศ์ซ่ง" ไม่ได้เป็นเพียงการรวมดินแดนหรือการรวมพรมแดนเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงการตระหนักรู้ในระดับสูงของชาติจีนต่อแนวโน้มทางประวัติศาสตร์ของ "การรวมชาติ" ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงลักษณะเฉพาะของอารยธรรมจีน เช่น สันติภาพและความสามัคคี"
'ไท่ผิงเหนียน' จึงถูกตีความโดยบางคนในจีนว่าเป็น 'สาร' ที่ส่งไปยังไต้หวันเพื่อบอกว่า การรวมชาติเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้จะมีหลายคนพูดถึงการรุกรานไต้หวัน และการใช้อาวุธเพื่อรวมชาติ แต่ "การกลับคืนของไต้หวัน" ก็ไม่จำเป็นต้องนองเลือดเสมอไป
เช่น สำนักข่าวหนานเฟิงชวง (南风窗) ของจีนแสดงความคิดเห็นว่า ในบริบทภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศในปัจจุบัน สันติภาพในรูปแบบที่ "ปราบปรามศัตรูโดยไม่ต้องต่อสู้" นั้นมีความสำคัญในทางปฏิบัติอย่างยิ่ง และเชื่อว่าประวัติศาสตร์ได้เตือนโลกมานานแล้วว่ายังมี "ทางเลือกที่อารยธรรมและมีมนุษยธรรมมากกว่า" เมื่อเผชิญกับความวุ่นวาย
หนังสือพิมพ์ Global Times ของรัฐบาลจีน ระบในบทบรรณาธิการว่า "ละครโทรทัศน์ยอดนิยมจากจีนแผ่นดินใหญ่เรื่อง 'ไท่ผิงเหนียน' (ปีแห่งสันติภาพ) เพิ่งได้รับความสนใจในไต้หวัน หนังสือพิมพ์ยูไนเต็ดเดลี่นิวส์ของไต้หวันระบุว่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่นำเสนอในละครเรื่องนี้เป็นสัญลักษณ์แทนความสัมพันธ์ระหว่างสองฝั่งช่องแคบ และมีจุดมุ่งหมายเพื่อ "เรียกร้องให้เกิดการรวมชาติอย่างสันติ" หัวข้อที่เกี่ยวข้องยังคงเป็นที่พูดถึงในโซเชียลมีเดียของไต้หวัน ชาวเน็ตไต้หวันบางคนแสดงความคิดเห็นว่าข้อความของละครที่ให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนและการมุ่งมั่นสู่ชีวิตที่สงบสุขนั้น 'ยอดเยี่ยม' แต่ก็เสียใจที่ไม่มีสถานีโทรทัศน์ใดในไต้หวันออกอากาศละครเรื่องนี้ และตั้งคำถามว่าในอนาคตจะ 'กล้า' นำเข้ามาหรือไม่ ภายใต้ "การก่อการร้ายสีเขียว" ที่สร้างขึ้นโดยรัฐบาลพรรค DPP (สัญลักษณ์ของพรรคนี้คือสีเขียว) คำว่า 'กล้า' เพียงคำเดียวนี้เผยให้เห็นถึงความขมขื่นของการปิดกั้นการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างสองฝั่งช่องแคบอย่างจงใจ"
ในไต้หวันนั้นมีการพูดถึงซีรีส์ 'ไท่ผิงเหนียน' ค่อนข้างมาก แสดงถึงความสนใจในแง่ความบันเทิงและในแง่การเมืองด้วย เพราะมีการแสดงทัศนะของนักวิเคราะห์การเมืองเกี่ยวกับนัยของซีรีส์เรื่องนี้ กระนั้นก็ตาม สื่อของทางการจีนชี้ว่า มีอุปสรรคในการรับรู้ของชาวไต้หวันเกี่ยวกับ 'ไท่ผิงเหนียน' เพราะหวาดกลัวว่าจะถูกเล่นงานโดยรัฐบาล DPP ที่เรียกร้องเอกราช
Global Times ยังกล่าวในบทบรรณาธิการว่า "แนวคิดเรื่อง 'สันติภาพ' ซึ่งหยั่งรากลึกในประวัติศาสตร์ ฝังแน่นอยู่ในสายเลือดของชาติจีน และเป็นฉันทามติสากลที่อยู่เหนือช่องแคบไต้หวันและพรมแดนทางภูมิศาสตร์ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือขัดขวางได้โดยอำนาจทางการเมืองเพียงไม่กี่กลุ่ม ความสนใจและการเอาใจใส่ที่ประชาชนชาวไต้หวันแสดงออกผ่านช่องทางต่างๆ ต่อ 'ไท่ผิงเหนียน' (ปีแห่งสันติภาพ) แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า 'สันติภาพ' คือเจตจำนงของประชาชน สิ่งที่ประชาชนชาวไต้หวันปรารถนามากที่สุดในวันนี้คือการใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ไม่ใช่การถูกผูกมัดอยู่กับขบวนการแบ่งแยกดินแดนของ 'เอกราชไต้หวัน' นโยบายปิดล้อมของทางการพรรค DPP ไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงการไม่ใส่ใจต่อความปรารถนาร่วมกันของประชาชนทั้งสองฝั่งช่องแคบในการมีชีวิตที่ดีขึ้นและความเข้าใจร่วมกันเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงเจตนาร้ายที่จะขัดขวางความก้าวหน้าอีกด้วย"
การรวมแผ่นดินใหญ่กับไต้หวันในที่สุดมันอาจเดินตามรอยเหตุการณ์ในรัชศกไท่ผิงก็ได้ แต่กรณีนั้นขึ้นอยู่กับ 'ผู้มีอำนาจ' ว่ามีสติปัญญาแค่ไหน ส่วนในยุคปัจจุบันมีเหตุปัจจัยมากมายที่ต้องพิจารณา
ประการแรกก็คือ เหตุการณ์ใน 'ไท่ผิงเหนียน' นั้นราชวงศ์ซ่งได้กลายเป็นมหาอำนาจหนึ่งเดียวในจงหยวน การรวมแผ่นดินเข้าด้วยกันไม่ได้ถูกต่อต้านจากมหาอำนาจภายนอกจงหยวน แต่ในปัจจุบันมีมหาอำนาจภายนอกมาแทรกแซง
ประการที่สอง เหตุการณ์ในยุค 'ไท่ผิงเหนียน' เป็นการตัดสินใจของผู้นำไม่กี่คน แต่ในยุคนี้หากจะดำเนินการด้วยสันติวิธี จะต้องพิจารณาความยินยอมของมหาชนด้วย หากมหาชนไม่ยินยอม ก็คงต้องอาศัยกำลังเพื่อแก้ปัญหา แต่นั่นไม่ใช่สาระที่ 'ไท่ผิงเหนียน' ส่งไปถึงไต้หวัน
ใน 'ไท่ผิงเหนียน' ไม่ได้ละเลยการยอมรับของมหาชน แต่วิธีการให้ได้มาซึ่งการยอมรับของมหาชนไม่ใช่เรื่องง่าย นี่เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ในซีรีส์นี้พยายามอธิบาย แต่เนื้อหาในประวัติศาสตร์เองก็มีคำตอบให้อยู่แล้ว
ยุคอู่ไต้นั้นกินเวลา 72 ปี แม้จะยาวนานอยู่บ้าง แต่กระนั้นมันก็สิ้นสุดลงได้เช่นกัน
บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better