'รัสเซีย'คือสาเหตุที่ทำให้ไทยไม่สวนกลับ เมื่อกองทัพเมียนมายิงกระสุนตกในแผ่นดินไทย

'รัสเซีย'คือสาเหตุที่ทำให้ไทยไม่สวนกลับ เมื่อกองทัพเมียนมายิงกระสุนตกในแผ่นดินไทย

วันก่อนที่มีลูกหลงของกองทัพเมียนที่โจมตีกองทัพชนกลุ่มน้อย สร้างเสียหายให้กับบ้านประชาขนไทยที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ทำให้คนไทยโวยวายกันใหญ่ว่า "มันไม่ีได้พลาดหรอก มันตั้งใจทำ" บ้างก็เร่งรัดให้รัฐบาลตอบโต้

คนเมียนมาบางคนก็ใช่ย่อย คุยโวว่า "ไทยไม่กล้ากับกองทัพเมียนมาหรอก" 

พวกเขมร (ที่เพิ่งจับมือกับพม่าเมือไม่นานมานี้เรื่องกล่าวหาไทยเป็นโจรวัฒนธรรม) ก็ใส่ไฟใหญ่ว่า "โจรสยามกล้าแต่กับกัมพูชา แต่ไม่กล้ากับเมียนมา" แล้วก็เชียร์ให้เมียนมาซัดไทยให้น่วมไปเลย

พวกนี้เป็นชาวเน็ตระดับเสียงนกเสียงกา ไม่ได้รู้ประสีประสาเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ พอเห็นข่าวก็ไม่คิดให้ลึก ได้แต่โหนกระแสเพื่อแสดงความสะใจไปวันๆ 

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่กองทัพเมียนมา "พลาด" หรือมี "ลูกหลง" หล่นเข้ามาในเขตไทย แต่ก่อนนั้นไทยเคืองบ้าง เฉยบ้าง แล้วแต่สถานการณ์ภายในของเรา แต่เพราะตอนนี้ชายแดนไทย "เปราะบาง" เป็นพิเศษ ทั้งศึกกับเขมรและการกวาดล้างสแกมเมอร์ที่แถบชายแดนตะวันตก ดังนั้น การที่กองทัพเมียนมาเลินเล่อ (หรือตั้งใจ?) ให้ลูกหลงหล่นเข้ามาในบ้านเรา จึงทำให้คนไทยรู้สึกขุ่นเคืองรุนแรง

แต่นายกฯ ไทยยังใจเย็น บอกแค่ว่าจะใช้การทูตแก้ปัญหา

คุณอนุทินกลัวกองทัพเมียนมาหรือ? ผมคิดว่าไม่ เรื่องแบบนี้นายกฯ ต้องได้รับรายงานจากกองทัพอยู่แล้วว่ามันเป็นความตั้งใจจะเล่นงานไทยหรือแค่พลาด หากเป็นอย่างแรก ผมว่าไม่ถึงนายกฯ หรอกครับ ทหารชายแดนจะตอบโต้เองด้วยซ้ำ (ในรูปแบบที่เราอาจจะคาดไม่ถึง)

แต่ไทยกับทหารเมียนมาไม่ได้มีเรื่องอะไรกับ คุณอนุทินก็เพิ่งเปิดทำเนียบต้อนรับ มิน อ่อง หล่าย ผู้นำเมียนมาเมื่อเดือนสิงหาคม ซึ่งทำให้รัฐบาลถูกโจมตีว่า "ไปต้อนรับเผด็จการทำไม" และกล่าวว่าทำให้ "ไทยกลายเป็นแกะดำในภูมิภาค เพราะแม้แต่อาเซียนก็ยังไม่เชิญ มิน อ่อง หล่าย ไปร่วมประชุม"

ที่ไหนได้ อีกไม่นานเดือน อันวาร์ อิบราฮิม แห่งมาเลเซียก็เปิดบ้านต้อนรับ มิน อ่อง หล่าย อีกราย แต่ผมไม่ยักได้ยินเสียงในไทยด่าอันวาร์ว่าเข้าข้างเผด็จการ 

ทั้งไทยและมาเลเซียนั้นไม่ได้กอดหลักการ (สิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย ค่านิยมตะวันตก ฯลฯ) แต่เล็งเห็นว่า "ควรจะคบหาเมียนมาเอาไว้ดีที่สุด" เพราะเมียนมาเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญของภูมิภาค และเป็นทั้งแหล่งทรัพยากร และพื้นที่ลงทุนของไทย มาเซีย และสิงคโปร์มาแต่ไหนแต่ไร

โดยเฉพาะไทยนั้น หากไม่นับการค้าใต้ดินแถบชายแดนที่อู้ฟู่อย่างมาก ไทยยังนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากเมียนมาในอัตรา 10% ของการนำเข้าก๊าซทั้งหมด 

จนแต่ก่อนคนเขานินทากันว่า ที่ไทย "ยอม" ให้เมียนมา (รวมถึงยอมที่จะหุบปากเรื่องที่กองทัพเมียนมาทำ "ไข่" ตกที่ชายแดนบ่อยๆ และการไม่ยอมวิจารณ์กองทัพเมียนมา) ก็เพราะไทยพึ่งพาการนำเข้าก๊าซจากเมียนมานั่นเอง

เพียงแต่การส่งออกก๊าซจากเมียนมาไปยังประเทศไทยลดลงประมาณ 41% เนื่องจากปริมาณก๊าซในแหล่งลดลงและความไม่มั่นคงทางการเมือง 

แบบนี้ไทยยังต้องเกรงใจเมียนมาอยู่อีกหรือ?

ตอบว่า "ต้องเกรงใจกันต่อไป เพราะไทยยังต้องพึ่งพาเมียนมาต่อไป"

แม้ว่าเมียนมาจะวุ่นวายจนขายพลังงานได้ลำบาก (แม้แต่ในประเทศตัวเองไฟก็ติดๆ ดับๆ) และสงครามกลางเมืองก็ไม่มีทีท่าจะจบลงง่ายๆ 

แต่เมีนมามีขอดีอยู่อย่างหนึ่งที่ไทย "อยากได้" หรืออย่างน้อยก็ "อยากใช้งาน" 

นั่นคือ ท่าเรือทวาย

คงจำกันได้ว่าหลายปีก่อน ไทยพยายามจะไปลงทุนที่ท่าเรือทวาย แต่ทำไปทำมาต้องยกทัพถอยออกมา เพราะไม่คืบหน้าอะไร ซึ่งโครงการนี้หากสำเร็จได้ จะเป็นตัวเปิดทางให้ไทยไปถึงอ่าวเบงกอลแบบลัดๆ โดยผ่านทางกาญจนบุรี และไปถึงกรุงเทพฯ ในเวลาไม่นาน

จากทวายเชื่อมกับ EEC ที่ภาคตะวันออก ช่างเป็นเส้นทางตะวันตก-ตะวันออกในฝันจริง เรียกว่าเป็น Landbridge ระดับข้ามแผ่นใหญ่ ตอนนั้นผมเองก็ยังพลอยเคลิ้มไปด้วย 

แต่สุดท้ายมันก็ได้แค่ฝัน ไทยลงทุนไม่ไหวจนปล่อยเกียร์ เมียนมาก็จมสู่สงครามกลางเมือง ทวายถูกตัดขาดแทบจะโดยปริยายจากไทย

แต่ล่าสุด มีความเคลื่อนไหวที่ทวายอีกครั้ง

เพราะรัสเซียและรัฐบาลทหารเมียนมากำลังร่วมมือกันเพื่อรื้อฟื้นโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย (Dawei SEZ) และโครงการท่าเรือน้ำลึกทางตอนใต้ของเมียนมาที่เคยหยุดชะงักไป โดยเป็นการจัดตั้งกรอบความร่วมมือด้านพลังงานและการค้าระหว่างสามฝ่าย ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย 

แต่นี่ไม่ใช่แค่การปลุกโครงการท่าเรือทวายให้คืนชีพอีกครั้ง แต่ยังจะเปลี่ยนทวายให้เป็น energy hub ของทั้งไทย เมียนมา และรัสเซีย

ก่อนอื่นควรทราบว่า มิน อ่อง หล่าย เดินทางเยือนรัสเซียแล้วถึง 7 ครั้งนับตั้งแต่เกิดการรัฐประหารในเมียนมาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2021 ล่าสุดคือเมื่อเดือนสิงหาคม 2026 ด้วย ในช่วงคาบเกี่ยวกับการเดินทางมาเยือนไทย 

อาจจะสงสัยว่า มิน อ่อง หล่ายไปหาปูตินถึง 7 ครั้งเป็นสาเหตุที่ไทยจะต้องเกรงใจเมียนมาหรือเปล่า? 

ตอบว่าไม่ได้เกี่ยวกัน เพราะอำนาจทางการเมืองของรัสเซียไม่มีผลในเอเชีย 

เพียงแต่รัสเซียมีนสิ่งหนึ่งที่เมียนมาเสนอให้ได้ คือ การเป็นตัวการเชื่อมต่อไปถึงไทย โดยที่ไทยไม่ต้องถูกหมายหัวว่าค้าขายกับรัสเซีย แล้วจะถูกมหาอำนาจบางประเทศเล่นงานเอา

สิ่งที่ไทยต้องการจากรัสเซีย โดยมีเมียนมาเป็นคนกลางก็คือ "ก๊าซธรรมชาติ"

หลังจากที่ไทยและนานาประเทศแทบกระอักเลือดจากวิกฤตพลังงานอันสืบเนื่องมาจากสงครามอิหร่าน ไทยก็หาทางออกโดยไว ทางหนึ่งคือเร่งการปฏิวัติพลังงาน เพื่อลดการพึ่งพลังงานฟอสซิล อีกทางหนึ่งคือยังใช้พลังงานฟอสซิลต่อไป แต่ต้องหาแหล่งอื่นเพื่อสำรองไว้ เผื่อตะวันออกกลางรบกันไม่เลิก

รัสเซียเป็นทางเลือกหนึ่ง เพียงแต่การซื้อน้ำมันหรือก๊าซจากรัสเซียนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะสหรัฐอเมริกาสั่งห้ามไว้ ซึ่งไทยเป็นประเทศเล็กประเทศน้อย สู้อะไรเขาไม่ได้ ก็ต้องเชื่อฟังคำสั่งนี้ หาไม่แล้วจะถูกคว่ำบาตรไปด้วย

ให้ดูอินเดียเป็นตัวอย่าง แม้อินเดียไม่ได้ถูกห้ามอย่างถูกกฎหมายจากการซื้อพลังงานของรัสเซีย แต่ต้องเผชิญกับการคว่ำบาตร มาตรการกดดันทางภาษีศุลกากร และความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างหนักหน่วงจากสหรัฐฯ และชาติตะวันตก 

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่เกิดเรื่องที่ตะวันออกกลาง รัฐบาลไทยเดินหน้าคุยกับรัสเซียเรื่องซื้อน้ำมันมาหลายเดือนแล้ว โดยไม่มีวี่แววว่าจะกลัวการคว่ำบาตร แม้แต่ญี่ปุ่น ซึ่งมีปัญหาระหองระแหงกับรัสเซียก็ทำม่าจะซื้อน้ำมันดิบจากรัสเซียด้วย

กลับมาที่เมียนมาและท่าเรือทวาย

ไม่กี่วันก่อนมีข่าวจาก The Irrawaddy อ้างสื่อของรัฐบาลทหารเมียนมารายงานว่า รัฐบาลทหารเมียนมาและประเทศไทยได้หารือกันเกี่ยวกับการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากรัสเซียผ่านทางเมียนมา รวมถึงการแบ่งปันปริมาณก๊าซดังกล่าว เพื่อช่วยรองรับความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นในทั้งสองประเทศ

เรื่องนี้เป็นการหารือที่กรุงเทพฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โก โก ลวิน ของเมียนมา, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของไทย เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาเศรษฐกิจของรัสเซีย มักซิม เรเชตนิคอฟ

จาการหารือทำให้ทราบว่า จะมีการขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากรัสเซียไปยังเมียนมา โดยพิจารณาความเป็นไปได้ในการสร้างสถานีขนถ่าย LNG ในทวาย และใช้โครงสร้างพื้นฐานท่อส่งก๊าซที่มีอยู่ซึ่งเชื่อมระหว่างเมียนมาและไทยเพื่อขนส่งก๊าซนำเข้า

นี่เป็นความคืบหน้าล่าสุด แต่รัฐบาลไทยและเมียนมาคุยกันมาหลายเดือนแล้ว

เรื่องนี้มีความแปลกอยู่อย่างหนึ่ง คือ แทนที่ไทยจะซื้อ LNG จากรัสเซียโดยตรงแล้วส่งมาให้ไทยตรงๆ (ท่าเรือเราก็มี) ทำไมต้องอ้อมโลกไปส่งที่ท่าเรือทวายด้วย?

โปรดทราบว่าเมืองท่าของรัสเซียที่ส่ง LNG มากที่สุดอยู่ในภูมิภาคตะวันออกไกล เช่น จากท่าซาเบตตา (คาบสมุทรยามาล) โคเรียก (คาบสมุทรคัมชัตกา) และคอร์ซาคอฟ  (เกาะซาฮาลิน) ทั้งหมดนี้ติดกับทะเลเหนือของเอเชียตะวันออก 

พูดง่ายๆ คือ หากจะมาไทยก็ถึงไทยอ่าวไทย (ภาตตะวันออก) ก่อนอยู่แล้ว ทำไมต้องอ้อมไปข้างหลังไทย (ภาคตะวันตก) แล้วไปขึ้นท่าที่ทวายด้วย? 

หรือว่าเป็นการกันไว้ดีกว่าแก้ เผื่อว่าวันไหนทรัมป์คุ้มดีคุ้มร้ายสั่งคว่ำบาตรประเทศที่ค้าขายกับรัสเซียขึ้นมา ไทยก็ยังมีเมียนมาเป็น "ไม้กันหมา" ได้

อย่าลืมว่าไทยก็เจอพิษสงของมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ต่อรัสเซัยมาแล้ว โดยสหรัฐฯ ประกาศมาตรการคว่ำบาตรบริษัทหลายแห่งที่จดทะเบียนในประเทศไทย เนื่องจากถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดหาสินค้าที่สามารถใช้ได้ทั้งในทางพลเรือนและทางทหาร รวมถึงสินค้าที่มีความสำคัญสูง เช่น ไมโครชิป ให้แก่รัสเซีย

พลังงานก็เป็นยุทธภัณฑ์อย่างหนึ่ง ขายได้เงินมาก็เอาไปรบ แค่ตอนนี้สหรัฐฐฯ ยอมผ่อนปรนให้ประเทศต่างๆ ค้าขายพลังงานกับรัสเซียชั่วคราวกระมัง (รวมถึงอินเดียก็ได้รับอนุญาตด้วย) เพราะสหรัฐฯ คงเห็นว่าสงครามกับอิหร่านของตนทำให้ทั่วโลกลำบากและแค้นเคืองสหรัฐฯ ที่ทำให้ใช้น้ำมันแพงและของแพงถ้วนหน้า

การยอมผ่อนปรบอาจสิ้นลงได้ทุกเมื่อตามอารมณ์ทรัมป์ หรือหลังจากผลเลือกตั้งกลางเทอมที่สหรัฐฯ ปรากฎออกมาแล้ว 

ผมอาจจะคิดมากไปก็ได้ แต่การอ้อมโลกไปส่งให้เมียนมาก่อน คงเพราะไทยกลัวว่าจะถูกคว่ำบาตรหรือเปล่า? จึงส่งให้เมียนมาเป็นคนกลาง จากนั้นส่งเข้าท่อก๊าซทวายเข้ามายังไทยอีกต่อหนึ่ง

ไม่ว่าผมจะคิดมากหรือคิดน้อยไป ที่แน่ๆ ก็คือ ไทยต้องพึ่งก๊าซจากรัสเซียและพึ่งสถานที่ส่งจากเมียนมา และที่ต้องพึ่งอีกอย่างคือ การพัฒนาท่าเรือทวายจะคืนชีพเรพาะมีรัสเซียมาช่วยหนุน

รัสเซียยังไม่เพียงช่วยส่งก๊าซให้ไทย แต่ยังจะช่วยเมียนมาสร้างโรงงานพลังงานนิวเคลียร์ที่ทวายด้วย เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าป้อนเขตอุตสาหกรรมที่นั่น

ภาวะขาดแคลนไฟฟ้า เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ไทยลงทุนกับท่าเรือทวายต่อไม่ไหว เพราะเคยมีแผนจะสร้างโรงงานไฟฟ้าพลังถ่านหิน แต่ถูกต่อต้านอย่างหนัก จนกระทั่งโครงการท่าเรือและเขตเศรษฐกิจพิเศษไปไม่ถึงไหน

เมื่อรัสเซียเข้ามาช่วยอุ้มเรื่องพลังงานให้ไทยถึงสองต่อแบบนี้ มีหรือไทยจะไม่ยินดี แต่ในความยินดีนี้ต้องขอบคุณเมียนมาด้วย ที่ช่วย "ทอดสะพาน" ให้

ดังนั้น แม้ทหารเมียนมาจะล้ำเข้าไทย จะยิงเข้าไทย จะทำอะไรต่อมิอะไรที่คนไทยรู้สึกหงุดหงิด แต่รัฐบาลไทยจะเงียบเอาไว้ เพราะผลประโยชน์ที่มีร่วมกันนั้นมันใหญ่กว่า "เรื่องเล็กๆ พรรค์นั้น"

บางคนอาจจะด่าไทยว่า คบหาเผด็จการบนความทุกข์ยากของประชาชนเมียนมา  อย่างที่เมื่อตอนที่มิน อ่อง หล่าย มาไทยในเดือนสิงหาคม กลุ่ม Justice for Myanmar ก็โจมตีว่า "นโยบาย 'การส่งเสริมพัฒนาการเชิงบวก' ที่ล้มเหลวของไทยที่มีต่อกองทัพ [เมียนมา]  ซึ่งจะยิ่งทำให้ความทุกข์ทรมานของประชาชนชาวเมียนมายืดเยื้อออกไปอีก" (จากรายงานของ BBC Thai)

แต่โปรดอย่าด่าแค่ไทย เพราะแม้แต่สหรัฐ ก็ยังเปลี่ยนท่าทีต่อเมียนมา

บางท่านคงจะจำกันได้ว่าสำนักข่าว Reuters เคยรายงานเมื่อเดือนที่แล้วว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ได้หารืออย่างลับๆ กับรัฐบาลเมียนมา หนึ่งในทีมหารือ คือ ไมเคิล แวนซ์ เจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านข่าวกรองของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ

ตอนนี้เราทราบแล้วว่าการหารือครั้งนั้นได้มีการหยิบยกประเด็นเรื่องการเข้าถึงแร่หายาก (rare-earth minerals) ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งของเมียนมาและปัจจุบันถูกส่งออกไปยังประเทศจีนขึ้นมาพิจารณาด้วย

ไม่เพียงมาหรือด้วย แต่รัฐบาลทรัมป์ยังได้ถอดถอนชาวเมียนมาและบริษัทต่าง ๆ หลายแห่งออกจากบัญชีคว่ำบาตรของตนแล้ว

การที่สหรัฐฯ มาคุยกับเมียนมาและยอมปลดผนึกให้รัฐบาลทหาร แสดงถึง realpolitik (การเมืองเรื่องผลประโยชน์และอำนาจ) ไม่สนอุดมการณ์ แต่สนผลประโยชน์เช่นกัน เพียงแต่ไทยจะทำประเจิดประเจ้อแบบสหรัฐฯ ไม่ได้ ทั้งการคบหน้าเมียนมาและรัสเซีย จึงต้องวางแผนการซับซ้อนอย่างที่ผมตั้งข้อสงสัยไป

แม้แต่ลูกพี่ใหญ่ที่วอชิงตันยังเปลี่ยนท่าที แล้วแบบนี้จะด่าไทยอย่างเดียวได้หรือ?

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better 

Photo - ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย (ขวา) และประธานาธิบดีมิน ออง หล่าย ของเมียนมา (ซ้าย) จับมือกันระหว่างการหารือทวิภาคีที่พระราชวังเครมลินในกรุงมอสโก เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2026  (Photo by Alexander Zemlianichenko / POOL / AFP)

TAGS: #เมียนมา #รัสเซีย