"โจรปล้นชุดไทย" กับความหน้าทนของกระทรวงวัฒนธรรมกัมพูชา และความหน้าบางของหน่วยงานรัฐไทย

"กระทรวงวับบธรรม นิง วิจิตรศิลป์" (ក្រសួងវប្បធម៌ និងវិចិត្រសិល្ប) หรือ "กระทรวงวัฒนธรรมและวิจิตรศิลป์" ของกัมพูชาเป็นอีกหน่วยหน่วยงานที่ผมต้องยอมยกนิ้วให้

ไม่ใช่ชื่นชม แต่ยอมรับในความหน้า ทน และด้าน ในการอ้างวัฒนธรรมไทย ในการแต่งประวัติศาสตร์เขมรขึ้นมาลอยๆ ในการมโนขนบธรรมเนียมเขมรที่ไม่เคยมีอยู่จริง และเก่งในการเล่นการเมืองระหว่างประเทศ

นี่เป็นกระทรวงที่รับใช้อุดมการณ์รัฐเขมรที่เวลาจะปลุกกระแสรักชาติในประเทศ ก็จะสร้างไทยให้เป็นตัวร้ายขึ้นมา ซึ่งรัฐบาลฮุนช่ำชองในเรื่องนี้และใช้กลเม็ดนี้บ่อยๆ เวลาคะแนนนิยมตก หรือใกล้เลือกตั้งขึ้นมา

แต่กระทรวงวัฒนธรรมฯ กัมพูชาไม่ใช่แค่รับใช้นโยบายของ "ผู้ใหญ่" แต่ยังทำงานเกินเงินเดือนด้วยการคิดจะเหยียบไทยขึ้นมาเด่นในด้านวัฒนธรรม โดยไม่ได้คิดอะไรของตนเองขึ้นมา แต่ปล้นวัฒนธรรมไทยเอาดื้อๆ แล้วใส่ร้ายว่าไทยปล้นวัฒนธรรมเขมรก่อน

นี่คือพฤติกรรมที่เรียกว่า gaslighting ซึ่งพวกเขมรนั้นเอง แต่กระทรวงวัฒนธรรมเขมรนั้นเก่งที่สุด รวมถึงพวก "มนุษย์วัฒนธรรม" อื่นๆ ในเมืองเขมรก็เก่งเรื่องนี้ ทั้งเกย์วัฒนธรรม หญิงวัฒนธรรม และชายวัฒนธรรมที่กำลัง "รื้อฟื้นวัฒนธรรมเขมร" ขึ้นมา ด้วยวิธีการปล้นของไทย มโนของใหม่ขึ้นมา แล้วด่าไทยว่าปล้นเขมรไป

หลังจากที่ถูกประชาชนคนไทยเปิดโปงเรื่องเคลมชุดไทยและภาพถ่ายคนไทยในเวทีนางงาม ทำให้กระทรวงวัฒนธรรมของไทยต้องออกมาตอบโต้ด้วย กระทรวงวัฒนธรรมเขมรก็ต้องขยับบ้าง หาไม่แล้วจะเสียเชิง เพราะเป็นฝ่ายเดินเกมรุกมาตลอด

สิ่งที่กระทรวงวัฒนธรรมเขมรทำคือจัด workshop หรือการประชุมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ “ความเข้าใจและการใช้เครื่องแต่งกายและเครื่องประดับแบบเขมรอย่างเหมาะสม” นี้ จะจัดขึ้นที่ห้องประชุมอังกอร์วัด ภายในกระทรวงวัฒนธรรมเขมร โดยการประชุมซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 6 ตุลาคมนี้ "จะมีสื่อมวลชน ผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอื่นๆ เข้าร่วม ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้งระหว่างกัมพูชาและไทยเกี่ยวกับต้นกำเนิดของเครื่องแต่งกายแบบดั้งเดิม" (จากการรายงานของ Phnom Penh Post)

“การจัดเวิร์กช็อปนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับรูปแบบและธรรมเนียมปฏิบัติที่ถูกต้องในการสวมใส่เครื่องแต่งกายและเครื่องประดับแบบเขมร พร้อมทั้งส่งเสริมอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาติผ่านสื่อและแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย” ประกาศจากกระทรวงระบุ

สื่อกัมพูชาระบุไม่ได้ว่าการทำ workshop ครั้งนี้เกี่ยวกับเรื่องที่ถูกไทยเปิดโปงการเคลมชุดไทยหรือไม่ แต่ผมเชื่อว่าน่าจะเกี่ยว เพราะกระทรวงวัฒนธรรมเขมรนั้นทำงานว่องไวจัดใน "การทำสงครามวัฒนธรรม" กับไทย ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมชี้ให้เห็นมานับปีแล้ว แต่หน่วยงานรัฐในไทยไม่ใส่ใจ

การทำสงครามวัฒนธรรมของกระทรวงวัฒนธรรมกัมพูชามีพลัง มีประสิทธิภาพ และไวกว่าการทำสงครามในรูปแบบของกระทรวงกลาโหมกัมพูชาเสียอีก 

ดังนั้น ไม่ต้องไปเปรียบว่า "กระทรวงวับบธรรม นิง วิจิตรศิลป์" ของเขมร กับ "กระทรวงวัฒนธรรม" ที่กรุงเทพฯ ใครจะเหนือกว่าใคร

เช่นการทำ workshop นี้ทางกัมพูชาทำได้ไว ไม่ต้องรอให้ประชาชนไปจ้ำจี้จ้ำไช หรือต้องให้เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินลงมาทำงานโปรโมทชุดไทยและแฟชั่นไทย

การทำ workshop ของกระทรวงวัฒนธรรมฯ ของเมืองเขมรยังทำเรื่องนี้มาก่อนเมื่อเดือนกรกฎาคมนี้ โดยมีชื่องานว่า "คุณเคยสงสัยไหมว่าชุดแต่งงานแบบดั้งเดิมของกัมพูชามีวิวัฒนาการมาอย่างไรตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา?" นี่เป็นงานโชว์ แต่เป็น workshop ในตัวเพราะเขาบอกว่า "นี่เป็นโอกาสพิเศษสำหรับคู่รักที่กำลังจะแต่งงาน นักวางแผนงานแต่งงาน นักออกแบบแฟชั่น นักเรียน นักวิจัย ผู้ที่ชื่นชอบวัฒนธรรม และประชาชนทั่วไป ในการสำรวจ"

ซึ่งหมายความว่านี่เป็น "การสั่งงาน" จากส่วนกลางไปยัง "มนุษย์วัฒนธรรม" ทั้งหลายว่า "นี่คือชุดแต่งกายแบบเขมร" จงดำเนินการเผยแพร่ตามนี้

ปัญหาก็คือ ชุดแบบเขมรเหล่านี้ (โปรดดูภาพปกของข่าวประกอบด้วย) คือชุดไทยเกือบทั้งสิ้น ยกเว้นอยู่ชุดเดียว คือชุด "อาวบำปง" คือชุดคลุมยาวที่หญิงเขมรใส่กันมาเป็นร้อยปีและบางท้องที่ก็ยังใส่อยู่ อันเป็น "ชุดเขมรที่แท้จริง" ส่วนที่เหลือเป็นชุดไทยที่คนไทยสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวไปสอนพวกเจ้านายเขมรให้แต่งกันหลังจากไทยไปช่วยสอนวัฒนธรรมให้หลังจากเมืองเขมรตอนใต้ตกเป็นเมืองขึ้นเวียดนามอยู่พักหนึ่งและถูกญวนสั่งให้ใส่ชุดและไว้ผมแบบญวน จนแทบจะสิ้นวัฒนธรรม

แต่แล้วกระทรวงวัฒนธรรมฯ เขมรกลับไม่ส่งเสริมชุดดั้งเดิมของตน แต่อ้างว่าชุดไทยเป็นของตน (ผมอยากจะคิดว่าเพราะชุดไทยมันสวยกว่านั่นเอง) ทั้งยังปล่อยให้พวกมนุษย์วัฒนธรรมเขมรใส่ร้ายไทยว่าไทยเป็นคนลอกแบบชุดเขมรไป และไทยเป็นโจรวัฒนธรรม

พฤติกรรมนี้เป็นความหนาและความทนของใบหน้าคนในกระทรวงนี้ ซึ่งต่างจากกระทรวงวัฒนธรรมที่บางกอก ซึ่งไม่เพียงไม่กล้าตอบโต้พวกหน้าทนที่พนมเปญ แต่ยังเกรงใจพวกนั้น ถึงขนาดบอกว่า "ชุดไทย" เป็นวัฒนธรรมร่วม จนคนไทยยกทัพไปถล่มกระทรวงของตัวเองมาแล้ว

ความหน้าบางของหน่วยงานรัฐไทยนั้นต่อกรไม่ได้เลยกับความหน้าหนาและใจที่ดำอำมหิตของหน่วยงานรัฐกัมพูชา

เพราะวิธีคิดของกระทวงวัฒนธรรมทั้งสองนั้นต่างกันนั่นเอง

กระทรวงวัฒนธรรรมฯ ของเขมรมีคติว่า "ออกศึกข้านึกแต่รบและรบ" เพื่อที่จะแย่งชิงความเหนือกว่า สร้างวาทกรรมอันดุดัน รับใช้การเมืองและการทหารยิ่งกว่ากรมกองอื่นๆ ที่ทำสงครามในรูปแบบโดยตรงเสียอีก ต่อให้คนทั้งโลกด่าว่า "หน้าด้าน" พวกนี้ก็ไม่สน เพราะใจนั้นจะทำสงครามวัฒนธรรมท่าเดียว

แต่กระทรวงวัฒนธรรมของไทยถือคติว่า "จบศึกข้านึกแต่รักเจ้าเท่านั้น" คือทนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมด้วยอาการละเมียดละมุนละไม ไม่สนใจความขัดแย้งของบ้านเมืองที่คุกรุ่นภายนอกรั้วกระทรวงฯ แถมยังมีใจรักกรุณาอยากจะแบ่งปันทรัพย์สมบัติของชาติไทยให้เพื่อนบ้านเสียเอย่างนั้น  โดยไม่รู้ตัวว่ากำลังทำตัวเหมือนเรื่องชาวนากับงูเห่า

เมื่อวัดกำลังของเจ้ากระทรวงทั้งสองแล้ว เหมือนเอากรมโขลนที่ถือไม้ตะบองมาประชันกำลังกับคุณท้าวที่ถือเข็มร้อยมาลัยนั่นแหละครับ คุณท้าวผู้อ่อนโยนชาวสยามจบเห่แน่นอน

เจ้ากระทรวงวัฒนธรรมฯ เขมร คือ เภือง สกุณา (ភឿង សកុណា) นั้น ผมติดตามความเคลื่อนไหวมานาน จึงทราบว่าเธอเขี้ยวลากดิน แม้จะดูเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่พิษมีภัยอะไร แต่เธอทำงานได้ดุดันมากในการเอาวัฒนธรรมเขมรมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองในช่วงสงครามที่รบกันชายไทย-กัมพูชา 

ใครๆ เขาก็ปรามาสคุณซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมของไทยว่าไม่เหมาะสมกับหน้าที่ บางคนเล่นหนักถึงกับพาดพิงพื้นเพทางวัฒนธรรมและศาสนาของคุณซาบีดา ซึ่งผมเห็นว่าเป็นเรื่องไม่เป็นธรรมและชั่วร้ายไปหน่อย 

แต่หนึ่งในคำวิจารณ์ก็มีส่วนถูก คือ การจะเอาคนมานั่งเจ้ากระทรวงนั้นควรจะเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องเนื้อหาที่กระทรวงนั้นดูแลด้วย กระนั้นก็ตาม คนไทยอาจจะหวังสูงไปหน่อย เพราะความเป็นจริงทางการเมืองไม่อนุญาตให้ทำแบบนั้น 

เมื่อเราดูโปรไฟล์ของเภือง สกุณา เธอเองก็ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมอะไรเลย แต่จบมาด้านวิทยาศาสตร์อาหารและจุลชีววิทยา ควรจะไปนั่งกระทรวงวิทยาศาสตร์มากกว่าใช่ไหม?

แต่ก็นั่นแหละครับ คนที่คุมกระทรวงเขาไม่ได้ดูที่พื้นเพทางการศึกษาอย่างเดียว เขาดูด้วยว่ามีความสามารถในการ "สนองผู้นำรัฐบาล" ได้แค่ไหนด้วย และผมคิดว่าฮุน เซนคิดถูกที่เลือกเธอมาคุมกระทรวง เพราะรับใช้นโยบายส่วนกลางได้ดีในการใช้วัฒธรรมปลอมๆ มาสร้างชาตินิยม ทั้งยังสนองความต้องการของมนุษย์วัฒนธรรมเขมรที่ต้องการเคลมวัฒนธรรมไทยด้วย ซึ่งเป็นการสร้างคะแนนทางการเมืองเพิ่มเติม

นี่เป็นคุณสมบัติของเจ้ากระทรวงวัฒนธรรมที่เหมาะเจาะอย่างยิ่งกับการเมืองของกัมพูชาที่ใช้แนวคิดชาตินิยมเพื่อปั่นกระแสได้อย่างเก่งกาจ

รู้ไหมครับกระทรวงวัฒนธรรมของไทยนั้นแรกตั้งสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ผมคิดว่าหลายคนทราบ แต่ยังทราบไหมครับว่าท่านตั้งกระทรวงวัฒนธรรมขึ้นมาเพื่ออะไร? 

ก็เพื่อทำแบบ "กระทรวงวับบธรรม นิง วิจิตรศิลป์" ของเขมรนั่นเอง คือ "สร้างชาตินิยม" เพื่อรับใช้ความต้องการทางการเมืองของท่านผู้นำ 

ดังนั้น คนที่คุมกระทรวงนี้จึงไม่ใข่เป็น "ยาม" รักษาวัฒนธรรม แต่ต้องทำตัวเป็น "นักรบ" เพื่อปกป้องชาติ ดังที่เจ้ากระทรวงคนแรกของไทยก็เป็นท่าน "จอมพล" นั่นเอง

เพราะวัฒนธรรมนั้นแม้เปราะบางมาก สามารถถูกท้าทาย ถูกทำลาย และถูกทอดทิ้งได้ง่าย แต่ในเวลาเดียวกันวัฒนธรรมก็เป็นอาวุธทางการเมืองที่แข็งแกร่งที่สุดด้วย

เมืองไทยเราเห็นว่าแนวคิดแบบจอมพล ป. นั้นล้าหลังและคลั่งชาติ ซึ่งผมเห็นว่าก็ชอบแล้ว เพราะโลกเราไม่ควรเอาวัฒนธรรมมาเป็นอาวุธทางการเมือง 

แต่เราควรทำอย่างไรเมื่อกระทรวงวัฒนธรรมของประเทศข้างๆ ทำตัวแบบกระทรวงวัฒนธรรมไทยสมัยจอมพล ป.?

ผมเห็นว่ากระทรวงวัฒนธรรมไทยนั้นควรจะกลับมา "แข็ง" อีกครั้งเพื่อรับมือการเอาชาตินิยมเขมรมาเป็นอาวุธเล่นงานไทย และรัฐมนตรีของกระทรวงก็ควรแสดงท่าทีดุดันต่อผู้ท้าทายภายนอกประเทศ และไม่ยอมการท้าทายของศัตรู ซึ่งคนประเภทที่ว่านี้หมายถึงคนกัมพูชา

แต่รัฐมนตรีต้องฟังเสียงคนไทยมากๆ เหมือนรัฐมนตรีเขมรทำ ไม่เพียงจะรู้ว่าคนไทยเจ็บปวดแค่ไหนทีเห็นวัฒนธรรมของเราถูกปล้น แต่การเอาใจใส่เสียงประชาชนยังจะทำให้ท่านได้ใจประชาชนด้วย ซึ่งนี่เป็นผลพลอยได้ทางการเมือง

ท่านจะหวังผลแบบไหนมันก็ win win ด้วยกันทั้งสิ่น ขอให้ปรับจุดท่าทีให้แข็งกร้าวเป็นพอ

อย่างที่ผมบอกไปว่าแม้คนเขาจะปรามาสคุณซาบีดา ไทยเศรษฐ์อย่างโน้นอย่างนี้ แต่ผมเชื่อว่าคุณซาบีดานั้นมีคุณสมบัติอยู่อย่างหนึ่ง

ผมเชื่อว่าลูกไม้คงหล่นไม้ไกลต้น คุณชาดา ไทยเศรษฐ์นั้นเป็น "คนจริง" และกล้าชนอย่างไร ผมก็เชื่อว่าลูกสาวก็คงเชื้อไม่ทิ้งแถวแบบนั้น

ถึงเวลาต้องชนกับกัมพูชาแล้วครับ ถ้าเรายอมให้ความไม่ถูกต้อง วัฒนธรรมที่บรรพบุรุษไทยสร้างสมมาก็จะถูกปล้นไปง่ายๆ แล้วจะมาเสียดายทีหลังจะไม่ทันเอา 

แถมยังจะถูกคนรุ่นหลังสาปแช่งอีกด้วยว่า "เปิดประตูพระนครให้ศัตรูเข้ามาปล้น" เหมือนคนทรยศสมัยกรุงศรีอยุธยานั่นแหละครับ จนเสียบ้านเสียเมืองไป

เสียวัฒนธรรมของชาติก็เลวร้ายปานกัน

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better 

Photo - โฆษณาโครงการของกระทรวงวัฒนธรรมฯ กัมพูชาเรื่องการแต่งกายของกัมพูชา จากเพจ Khmernote
 


 

TAGS: #กระทรวงวัฒนธรรม #กัมพูชา #ชุดไทย