เมื่อ'พันธมิตร'คนไทยคิดไล่อิสราเอล แต่ไม่รู้ว่าไทยกับอิสราเอลเป็น'พันธมิตร'สนิทกันปานนี้

เมื่อ'พันธมิตร'คนไทยคิดไล่อิสราเอล แต่ไม่รู้ว่าไทยกับอิสราเอลเป็น'พันธมิตร'สนิทกันปานนี้

อิสราเอลบางคนมันก็น่าเตะจริงๆ

ทำตัวกร่างในเมืองไทยยังกับเป็นบ้านของตัว จนคนเขาเสียดสีว่า ทำเหมือนประเทศไทยเป็น "ดินแดนแห่งพันธสัญญา" (Promise Land) ที่พระเจ้าประทานให้พวกยิว ดังเช่นดินแดนคานาอันหรือปาเลสไนตน์หรือรัฐอิสราเอลทุกวันนี้

แต่นี่เป็นการแซะเท่านั้น ประเทศไทยไม่ใช่ดินแดนที่ใครจะสัญญาให้ใคร ยกเว้นแต่คนไทย "บางจำพวก" จะแอบยกไปให้คนข้างนอกโดยทำแอบสัญญาผิดกฎหมายกัน

เช่น มีอิสราเอลนิสัยเสียบางคนอยากจะได้ที่ทำกินในไทยมาครอบครอง ซึ่งเป็นเรื่องผิดกฎหมาย มันก็จะมีคนไทยพวกจำพวกนี่แหละที่ไปประเคนให้พวกนั้นโดยหาช่องโหว่ทางกฎหมาย

ต่อให้คนต่างด้าวอยากทำผิดกฎหมาย แต่ถ้าไม่มีคนไทยไปสัญญิงสัญญากับพวกนั้นว่าจะช่วยประสานงานให้ พวกต่างด้าวยังไงก็ทำผิดในไทยไม่ได้

ได้แค่กร่างไปวันๆ หากกร่างมากๆ เข้าก็จะเจอบาทาลูบพัตร์โดยคนในพื้นที่ จากนั้นก็จะสงบปากสงบคำกันเอง

เมืองไทยเรามีกฎเกณฑ์แบบนี้ 

ดังนั้น ปัญหาต่างด้าวทำตัว "เทาๆ" ในเมืองไทยจะไม่เป็นปัญหาหากไม่มีไทยสีเทาคอยคุ้มหัวพวกนี้อยู่ ซึ่งเป็นพวกที่คอยคุ้มหัวไม่ให้พวกกร่างๆ ได้รับการสั่งสอนโดยมวยไทยของคนไทยให้หลาบจำ

คำถามก็คือ เราต้องไล่เตะใครกันดีระหว่าง "ไทยเทา" หรือคนต่างด้าวที่อยากทำผิดกฎหมายแล้วทำได้สะดวกเพราะมีพวกเทาๆ ในไทยคอยให้บริการ?

ปัญหายังไม่ใช่แค่นั้น ยังอีกคำถามที่ผมสงสัยคือ "หากอิสราเอลบางคนทำผิดเพราะไทยเทาคอยเกื้อหนุน แล้วทำไมเราถึงต้องไปกดดันรัฐบาลอิสราเอล (หรือผ่านสถานทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย)? 

ปัญหานี้เคยเกิดขึ้นกับรัฐบาลจีน (และสถานทูตจีนในไทยมาแล้ว) คือ คนไทยเราระอากับปัญหาคนจีนบางคนที่ทำผิดฎหมายในไทย แต่การทำผิดกฎหมายเหล่านั้นเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยคนไทยคอยประสานงานทั้งสิ้น เช่นการเป็นนอมินีเจ้าของธุรกิจ ที่ดิน และอื่นๆ ดังนั้น ปัญหาของคนจีนมิจฉาชีพก็เหมือนกับอิสราเอลเทา คือ หากไม่มีไทยเทาก็ล้วนแต่ทำเองไม่ได้

ตัวการปัญหาจึงควรอยู่ที่การจัดการไทยเทา ไม่ใช่ไปไล่ล่าต่างด้าวเป็นธงหลัก 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไปเรียกร้องความรับผิดชอบจากรัฐบาลของพลเมืองชาตินั้น ผมเกรงว่านอกจากจะไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาลนั้นๆ แล้ว ยังจะทำให้กระทบต่อความสัมพันธ์กับประเทศนั้นเข้าไปอีก 

เข้าจะมองว่าเราเพ่งเล็งพวกเขา ไม่มีท่าทีเป็นมิตร มีจิตใจคับแคบเหมารวม และด้อยสติปัญญาในการพิจารณาปัญหา เพราะคนที่ "ขายชาติ" ล้วนแต่เป็นคนไทยทั้งนั้น 

คนที่ทำให้อิสราเอลสันดานเสีย จนเห็นว่าไทยเป็น Promise Land มันก็คือคนไทยที่ขายทุกสิ่งในไทยให้อิสราเอลพวกนั้นเป็นเจ้าของ

ไม่เฉพาะแค่ชาวยิวเท่านั้นที่ทำกร่างราวกับอยู่ใน Promise Land แต่คนต่างด้าวอื่นๆ ก็ทำกร่างเช่นกัน ทั้งหมดนี้เพราะคนไทยที่ไปรับใช้พวกสันดานเสียเหล่านนั้น ทำตัวเป็น "ขี้ข้า" พวกมิจฉาชีพและทุรชนนั่นเอง

ดังนั้น ก่อนจะไปเล่นงาน "แขกต่างด้าว" และโจมตีรัฐบาล "ท้าวต่างเมือง" เราควรหันมาดูที่ปลายเท้าเราให้ดีๆ ก่อน

ไม่ใช่ให้รัฐบาลที่ถูกโจมตีด่าเอาได้ว่า "พวกคุณอุจจาระเรี่ยราดในบ้านตัวเอง แล้วยังจะมาสั่งให้เราไปชำระความโสมมที่ตัวเองก่ออีก"

ทั้งจีนและอิสราเอลนั้นเป็นมิตรประเทศที่ "สนิท" อย่างมากกับไทย จีนนั้นผมเขียนไปมากแล้วว่าสำคัญต่อไทยเพียงใด 

แต่อิสราเอลนั้นเราไม่รู้จักเอาเลย เรารู้แต่ว่าอิสราเอลรับแรงงานไทยไปทำงานนับหมื่นๆ คน  จึงเป็นแหล่งเงินแหล่งทองของไทย แต่ความสัมพันธ์แค่นั้นเขาไม่เรียกว่า "สนิท" กันหรอกครับ จะสนิทกันได้จะต้องเป็นระดับร่วมเป็นร่วมตายได้

อิสราเอลกับไทยไม่ถึงขั้นร่วมเป็นร่วมตาย แต่มีความช่วยเหลือกันอย่างมากในด้านความมั่นคง โดยเฉพาะเทคโนโลยีทางการทหาร

โดยเฉพาะการถ่ายโอนเทคโนโลยีทางการทหาร ซึ่งต่อให้สนิทกันแค่ไหนก็ยากจะที่จะทำกัน แต่ไทยกับอิสราเอลทำกันมาเป็นสิบๆ ปีแล้ว

ไม่เรียกว่าเพื่อนตาย แต่ก็เป็นพันธมิตรทางทหารกันได้ไม่อายปาก

ผมจะยกข้อมูลจาก Database of Israeli Military and Security Export (DIMSE) ในส่วนของประเทศไทย ดังนี้

อิสราเอลและไทยรักษาความสัมพันธ์ทางทหารที่แข็งแกร่งมาตั้งแต่เริ่มต้นความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ในปี 1973 ไทยซื้อขีปนาวุธต่อต้านเรือกาเบรียล 30 ลูกจากอิสราเอล ระหว่างปี 1974-2000 อิสราเอลได้จัดหาปืนลากจูง เครื่องบิน ระบบเครื่องบิน และเรดาร์ให้กับไทย

ความสัมพันธ์ทางการค้าอาวุธระหว่างอิสราเอลกับไทยขยายตัวขึ้นตั้งแต่ปี 2000 ระหว่างช่วงต้นทศวรรษ 2000 ถึงปี 2018 ไทยได้ซื้ออุปกรณ์ป้องกันประเทศที่ผลิตในอิสราเอล ซึ่งรวมถึงอากาศยานไร้คนขับ Searcher (UAVs), ขีปนาวุธ Python-4, อากาศยานไร้คนขับ Aerostar, ปืนใหญ่ขับเคลื่อนด้วยตนเอง ATMOS-2000 ขนาด 155 มิลลิเมตรที่สร้างโดย Elbit Systems, อากาศยานไร้คนขับ Hermes-450 เป็นต้น

ในปี 2012 บริษัท Elbit ของอิสราเอลและกองทัพบกไทย (RTA) ได้เริ่มโครงการร่วมผลิตซึ่งเกี่ยวข้องกับการถ่ายโอนเทคโนโลยี ด้วยเหตุนี้ บริษัทอิสราเอลดังกล่าวจึงได้สร้างแพลตฟอร์ม ATMOS แห่งแรกในอิสราเอล ตามด้วยการผลิตสินค้าเดียวกันโดยศูนย์การผลิตอาวุธของกองทัพบกไทยในประเทศไทย

ในปี 2017 ไทยและอิสราเอลได้ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือด้านความมั่นคง THA ปี 2017 ซึ่งเป็นบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงกลาโหมอิสราเอลและกระทรวงกลาโหมไทยเกี่ยวกับการความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศ

นอกจากนี้ ความร่วมมือในการต่อต้านการก่อการร้าย รวมถึงการแบ่งปันข่าวกรองและข้อมูล ยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่งในปี 2020 ในปี 2014 ตำรวจไทยและหน่วยข่าวกรองอิสราเอลได้ร่วมมือกันเพื่อป้องกันการโจมตีเป้าหมายชาวยิวในกรุงเทพฯ ที่ถูกกล่าวหาว่าวางแผนไว้

ประเทศไทยร่วมกับอีก 25 ประเทศ รวมถึงอิสราเอล เข้าร่วมในการฝึกซ้อมทางทะเล Rim of the Pacific (RIMPAC) 2022 ซึ่งเป็นการฝึกซ้อมทางทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่จัดโดยกองเรือที่สามของสหรัฐฯ นอกชายฝั่งฮาวายและแคลิฟอร์เนียตอนใต้

ในปี 2020 กองทัพบกไทยยืนยันว่าได้รับระบบขีปนาวุธ Spike ของ Rafael แล้ว

ในเดือนสิงหาคม 2022 บริษัทอาวุธ EMTAN ของอิสราเอลประกาศจัดตั้งโรงงานผลิตและประกอบอาวุธขนาดเล็กในประเทศไทย EMTAN ได้ร่วมมือกับบริษัทท้องถิ่น SAHAPIPATTHANAKUA และบริษัทด้านการป้องกันประเทศของรัฐบาล DTI Thailand เพื่อจัดตั้งบริษัทไทยแห่งใหม่ชื่อ WMI – Weapon Manufacturing Industry เจ้าหน้าที่ของ EMTAN กล่าวว่า บริษัทได้จัดหาปืนไรเฟิลและปืนพกให้กับหน่วยงานราชการในประเทศไทยมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว และความจำเป็นในการย้ายการประกอบและการผลิตมายังประเทศไทยนั้นเกิดจากความต้องการผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น

ในเดือนตุลาคม 2022  กองทัพเรือไทยได้มอบสัญญามูลค่า 120 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้กับ Elbit Systems เพื่อจัดหาโดรนทางทะเล Hermes 900 และความสามารถในการฝึกอบรม โดรนเหล่านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการรวบรวมข้อมูล การเฝ้าระวังชายฝั่ง และภารกิจค้นหาและกู้ภัย

นอกจากนี้ ฝ่ายความมั่นคงของไทยยังร่วมมืออย่างลึกซึ้งกับอิสราเอลในด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ โดย DIMSE ระบุว่า 

ในปี 2018 Citizenlab รายงานว่าสปายแวร์ Pegasus ของ NSO Group ของอิสราเอลถูกใช้งานในประเทศไทยระหว่างปี 2016-2018 ในปี 2020 รายงานของ Citizenlab แสดงให้เห็นว่าระบบของบริษัท Circles ของอิสราเอลถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายในประเทศไทย โดยกองทัพบกและหน่วยงานปราบปรามยาเสพติดของตำรวจไทยใช้ หนึ่งในหน่วยทหารที่ใช้ผลิตภัณฑ์ของ Circles คือ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ซึ่งเคยถูกกล่าวหาว่าทรมานนักเคลื่อนไหว 

และ

ในปี 2020 กองทัพอิสราเอลได้จัดการฝึกซ้อมทางไซเบอร์ร่วมกับกองกำลังไทยเป็นครั้งแรก การฝึกซ้อมดังกล่าวจัดขึ้นโดยกองบัญชาการควบคุม การสื่อสาร คอมพิวเตอร์ และข่าวกรอง (C4I) ของกองทัพอิสราเอล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2018

ยังไม่พอ DIMSE ยังมีข้อมูลว่าหน่วยงานด้านความมั่นคงของไทยใช้เทคโนโลยีอะไรบ้างของอิสราเอล แต่ละอันนั้นไม่ใช่ธรรมดาจริงๆ แต่เราจะพอแค่นี้ก่อนเพราะเกรงว่าจะเป็นการทำโปรไฟล์เรื่องความมั่นคงไป

จากข้อมูลของ The Jerusalem Post เมื่อปีที่แล้วยังชี้ว่า "ปัจจุบันทั้งสองประเทศมีความร่วมมือด้านนวัตกรรมอยู่แล้ว เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว สตาร์ทอัพจากอิสราเอล 11 แห่งได้เดินทางมาเยือนประเทศไทยเพื่อแบ่งปันเทคโนโลยีและนวัตกรรมกับผู้ฟังจากภาครัฐและเอกชน รวมถึงนักลงทุนที่สนใจ เพื่อหารือถึงศักยภาพในการร่วมมือด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมระหว่างไทยและอิสราเอล สตาร์ทอัพเหล่านี้อยู่ในสาขาเทคโนโลยีการเกษตร เทคโนโลยีอาหาร เทคโนโลยีด้านสภาพภูมิอากาศ การจัดการขยะและเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม และการลงทุน"

แต่โดยหลักๆ ทั้งสองฝ่ายร่วมมือเป็นหลักด้านความมั่นคงและอาวุธ เพราะไทยต้องการพึ่งพาตัวเองในด้านอาวุธ จึงต้องพึ่งพาเทคโนโลยีที่ถ่ายทอดจากอิสราเอลก่อน

ข้อมูลของ DIMSE ไม่ได้อัปเดตและยังขาดช่วงปีหลังๆ ผมจึงเติมข้อมูลล่าสุดให้อีกเล็กน้อย แต่เท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่จะยืนยันได้ว่าไทยกับอิสราเอลสนิทสเน่หากันแค่ไหนในแง่ความมั่นคง

ถามว่าจะสนิทไปทำไมในเรื่องนี้? คงต้องตอบด้วยข่าวจาก The Jerusalem Post เมื่อปีที่แล้วที่ว่า "เทคโนโลยีของอิสราเอลเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาด้วยความแม่นยำอย่างเหนือชั้น" ตอนหนึ่งของรายงานกล่าวว่า

"มีรายงานว่ากองทัพไทยซึ่งใช้ยุทโธปกรณ์ผสมผสานระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลมาอย่างยาวนาน กำลังใช้ปืนใหญ่ขับเคลื่อนด้วยตนเอง โดรนลาดตระเวน และอื่นๆ จากอิสราเอล

เครื่องมือเหล่านี้ให้ความสามารถในการกำหนดเป้าหมายที่แม่นยำและข้อมูลข่าวกรองแบบเรียลไทม์ ทำให้กองทัพบกไทยสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของกองกำลังกัมพูชาและตอบโต้การรุกรานได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ แพลตฟอร์มการสื่อสารที่ผลิตโดยอิสราเอลอาจช่วยสนับสนุนผู้บัญชาการไทยในการรักษาแนวรบให้มั่นคงในพื้นที่พิพาท ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญในเขตชายแดนที่ไม่มั่นคง

การที่ไทยนำโดรนติดอาวุธมาใช้งาน ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในยุทธศาสตร์ทางทหารของประเทศ ซึ่งเป็นการนำบทเรียนจากความขัดแย้งในยุโรปและตะวันออกกลางมาปรับใช้"

และ

"ขณะที่ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาทวีความรุนแรงขึ้น ร่องรอยของเทคโนโลยีทางทหารของอิสราเอลก็ปรากฏให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่ด้วยการปรากฏตัวอย่างโจ่งแจ้ง แต่เป็นการเสริมความแม่นยำและความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ให้กับกองกำลังไทย ตั้งแต่ขีปนาวุธนำวิถีและโดรน ไปจนถึงเครื่องยิงจรวดขั้นสูงและอื่นๆ อีกมากมาย การส่งออกด้านการป้องกันประเทศของอิสราเอลได้เปลี่ยนแปลงสนามรบไปอย่างเงียบๆ

แม้ว่าอิสราเอลจะรักษาความลับทางการทูต แต่ผลกระทบจากการเป็นพันธมิตรด้านการป้องกันประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ชัดเจน สถานการณ์นี้เน้นย้ำให้เห็นว่านวัตกรรมของอิสราเอล ซึ่งเดิมทีสร้างขึ้นเพื่อการป้องกันในท้องถิ่น กำลังเปลี่ยนแปลงพลวัตของความขัดแย้งในท้องถิ่นจากระยะไกลมากขึ้นเรื่อยๆ"

นั่นหมายความหากขาดเทคโนโลยีจากอิสราเอล การป้องกันดินแดนของไทยอาจจะต้องยากลำบากขึ้นอีก หรือแม้แต่สูญเสียชีวิตของทหารหาญไปโดยไม่จำเป็น

ขนาดนี้แล้วใจคอคนไทยจะให้พลเมืองอิสราเอลนอกรีตนอกรอยไม่กี่คนมามาใช้เป็นเหตุผลเพื่อโจมตีรัฐบาลและสถานทูตอิสราเอลหรือ?

แทนที่จะไปควานหาคนไทยขายชาติที่รับใช้อิสราเอลในโลกสีเทาพวกนั้น แต่ไปโจมตีบุคคลที่สามมันง่ายกว่างั้นหรือ?

เมืองไทยนั้นเอาตัวรอดจากวิกฤตการเมืองระหว่างประเทศมานักต่อนักและเก่งเรื่องการทูตและการสร้างพันธมิตรมาแต่ไหนแต่ไร แต่ระยะหลังชื่อเสียงเหล่านี้พังลงเรื่อยๆ ไม่ใช่เพราะการทูตเราคุณภาพด้อยลง ซึ่งผมไม่เชื่อแบบนั้น แต่ผมเห็นว่าเพราะ "สาธารณชนคนไทย" ใช้โซเชียลมีเดียกันมากขึ้น รับรู้ข้อมูลกันมากขึ้น จึงทำให้คิดว่า "เราควรจะตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ ของชาติแทนพวกนั้น" เพราะ "เรารู้ดีกว่าพวกที่กระทรวงต่างๆ" 

พูดง่ายๆ คือ คนไทยคิดว่าตัวเอง "ทรงพลัง" หลังจากเสพข้อมูลข่าวสารเข้าไป จึงพานคิดไปว่าตัวเองกุมบังเหียนบ้านเมืองได้ เช่น พอเห็นคนชั่วไม่กี่คน ก็คิดว่าล้างโคตรกันทั้งบาง พอเห็นจีนหรือยิวนอกแถวสองสามคน ก็คิดจะตัดความสัมพันธ์กับจีนและอิสราเอลกันแล้ว

แต่คนไทยมักจะรับข้อมูลระดับกาก คือกากที่พวก Demagogue คายมาให้จากปากอีกที

Demagogue คือคนพวกไหน? คือพวกที่ปลุกระดับมวลชนโดยสถาปนา "ศัตรู" ของมวลชนขั้นมา เช่น พวกฝ่ายซ้ายจะตั้งชนชั้นสูงหรือนายทุนเป็นจอมมาร พวกฝ่ายขวาก็จะตั้งพวกสังคมนิยมเป็นภูติผีปีศาจ ให้ผู้คนจงเกลียดจงชัง เมื่อความเกลียดชังกลายเป็นพลังแล้ว ก็ขับเคลื่อนมวลชน "เข้าชน" เป้าหมายนั้นๆ

Demagogue สมัยนี้พบมากตามช่อง "วิเคราะห์" ในโซเชียลมีเดียต่างๆ  

การจะสถาปนาศัตรูขั้นมาลอยๆ ได้จะต้อง ปลุกปั่นมวลชนให้เห็นเป้าหมายนั้นว่าเป็นภัยคุกคาม เช่น การปั่นว่า "อิสราเอลจะครองโลก" หรือ "จีนจะยึดประเทศไทย" และ "ด้วยเงินเงินและเทคโนโลยี ยิวและเจ๊กจะชิงประเทศไทยไปครอง" 

ทั้งหมดนี้เป็นทฤษฎีสมคบคิดทั้งสิ้น แต่เป็นตัวชาร์จอันทรงพลังให้กับการปลุกมวลชน    

บางครั้งการตั้้งศัตรูลอยๆ ก็เป็นแค่เป้าหมายหลอก เพราะ Demagogue รู้แก่ใจว่าเป้าหมายนั้นไม่ใช่ภัยคุกคามที่แท้จริง แต่มันมีเชื้อมากพอที่จะปลุกกระแสมวลชนได้ 

พอเป้าหมายนั้นเป็นแค่ตัวล่อ นอกจากปัญหาจะไม่ได้ถูกแก้แล้ว สิ่งที่เกี่ยวข้องกันคือจะถูกลากลงนรกไปด้วย นั่นคือ พอไม่ได้แก้ปัญหาต่างด้าวทำผิดกฎหมายด้วยการเอาผิดคนไทยที่อำนวยความสะดวก เรากลับไปโจมตีสถานทูตหรือรัฐบาลที่เป็น "มิตรประเทศที่คอยช่วยเหลือกัน" ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้งเกินไปแล้วในเวลานี้  

ผลก็คือ ประเทศไทยเสียดุลทางการทูตและการเมืองระหว่างประเทศ เสียความเชื่อมั่นระหว่างกัน เสียพันธมิตรที่ควรจะมีมากๆ ในช่วงที่ภูมิรัฐศาสตร์โลกวุ่นวายขนาดนี้ 

จากประเทศที่เก่งในเรื่องแสวงหามิตร กลายเป็นประเทศที่ช่ำชองในการสร้างศัตรูไปแล้ว 

ป.ล.
ผมเขียนแบบนี้บางคนคงจะบอกว่า "โปรอิสราเอล" แต่ความจริงคือผมมีแนวทาง "โปรไทย" เป็นนโยบายหลัก อะไรที่เมืองไทยได้ประโยชน์ ผมจะส่งเสริมสิ่งนั้น อะไรที่สั่นคลอนความมั่นคงของไทยผมก็จะชี้ให้เห็นและวิพากษ์อย่างเป็นวัตถุวิสัย 

อีกอย่างหนึ่งผมไม่สามารถโปรอิสราเอลได้ เพราะแม้อิสราเอลจะเป็นพันธมิตรกับไทย แต่เราสนิทกันเรื่องทหารมากกว่า ดังนั้นมันเป็นหน้าที่ของฝ่ายความมั่นคงของไทยที่จะพิสวาทกับอิสราเอลมากกว่าผมซึ่งเป็นคนทำข่าว

คนไทยจำนวนมากก็รับไม่ได้กับการมีอยู่ของอิสราเอลและสนับสนุนรัฐปาเลสไตน์ ซึ่งผมก็เห็นว่าควรแล้ว เพราะเป็นเสรีภาพทางความคิดเห็น และผมเองก็เห็นว่าอิสราเอลละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่าเลวร้ายต่อชาวปาเลสไตน์

แต่คนไทยอีกจำนวนไม่น้อยรักอิสราเอลปานจะกลืนกิน เพราะให้งานให้เงิน และเห็นว่าอิสราเอลคอยช่วยเหลือเมื่อคนไทยถูกพวกฮามาสสังหารและจับตัวไป ส่วนตัวผมเองยังรู้สึกว่าไทยกับอิสราเอลมี "ค่านิยมสมัยใหม่" คล้ายๆ กัน โดยเฉพาะค่านิยม Liberalism ในบางแง่มุม 

ทั้งสองแนวคิดนี้ผมไม่คัดค้านและเห็นชอบด้วยที่มันมีทั้งสองทาง เหมือนกับที่ไทยเรายอมรับทั้งสถานะของรัฐอิสราเอลและรัฐปาเลสไตน์ 

ก็กลับมาที่จุดเดิมคือ ไทยเราเก่งเรื่องถ่วงดุลและหาเพื่อน 

แต่เพราะการเมืองภายในของเรามันชอบดึงคนนอกเข้ามาเป็นเป้า และประชาชนของเราไม่รู้ทันเล่ห์เหลี่ยมการเมืองของเราเอง ทำให้ดุลยภาพของการเมืองระหว่างประเทศไทยของเราเริ่มจะเอียงกระเท่เร่

ผมเห็นแบบนั้นแหละครับ จึงกังวลแบบนี้

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better 

Photo - (ภาพประกอบบทความ อาจไม่เกี่ยวกับเนื้อหาเท่าที่ควร) เจ้าหน้าที่จากบริษัทส่งศพกลับประเทศเตรียมโลงศพของชาวไทยที่ถูกกลุ่มติดอาวุธฮามาสลักพาตัวไปจากสวนผลไม้ใกล้คิบบุตซ์เบเอรี เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023ในพิธีหลังจากที่ศพของเขาถูกส่งกลับไปยังอิสราเอลที่สนามบินเบนกูเรียน เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2025 (Photo by GIL COHEN-MAGEN / AFP)

TAGS: #อิสราเอล #ยิว #ทุนเทา #นอมินี