'แผนที่ฉบับตาสว่าง' เรื่องเกาะกูด ที่จะทำให้กัมพูชายอมรับความจริงว่ามันไม่มีน่านน้ำทับซ้อนในอ่าวไทย

'แผนที่ฉบับตาสว่าง' เรื่องเกาะกูด ที่จะทำให้กัมพูชายอมรับความจริงว่ามันไม่มีน่านน้ำทับซ้อนในอ่าวไทย

วันนี้ผมเจอ'แผนที่' ที่จะน่าจะทำให้คนไทยและกัมพูชาไม่ต้องตบตีกันอีก

แผนที่ฉบับนี้เก็บรักษาไว้ที่หอสมุดแห่งชาติประเทศฝรั่งเศส ( Bibliothèque nationale de France) เผยแพร่ในระบบออนไลน์ของหอสมุด (Gallica) ตั้งแต่เมื่อปี 2014 แต่ผมเพิ่งเห้นมันวันนี้เอง เห้นแล้วก็อยากจะแบ่งปันพี่น้องชาวไทย

ความพิเศษของมันคือ แม้จะเป็นแผนที่ประเทศกัมพูชาในเชิงกายภาพ (Cambodge physique) แต่ความพิเศษของมันก็คือ "กำหนดน่านน้ำเอาไว้อย่างชัดเจน" ระหว่างไทยกับกัมพูชาโดยกำหนดเส้นน่านน้ำไว้ที่ปลายแหลมสารพัดพิษ บ้านหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่  จังหวัดตราด (ชายฝั่งที่จำเยียม จังหวัดเกาะกง กัมพูชา) จากนั้นก็ลากลงใต้ประมาณ 45 องศาเข้าไปในอ่าวไทย

สิ่งที่ต่างออกไปจากแผนที่ฉบับอื่นก็คือ แผนที่นี้บอกชัดเจนว่าเส้นน่านน้ำของไทยและกัมพูชาลากลงใต้จากแผลมสารพัดพิษ ไม่ได้ลากตัดตรงจากจุดสูงสุดของเกาะกูดออกไปที่อ่าวไทยและลากหันหลังกลับทางตัดตรงถึงแหลมสารพัดพิษ แล้วทำให้กัมพูชาอ้างว่า "เกาะกูดตครึ่งหนึ่งเป็นของกัมพูชา" 

เหตุที่กัมพูชาอ้างอะไรแบบนี้ ต้องย้อนกลับไปที่สนธิสัญญาฝรั่งเศส-สยาม เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 1907 ที่ระบุว่า "เส้นแบ่งเขตระหว่างอินโดจีนฝรั่งเศส และสยามเริ่มโผล่ขึ้นมาจากทะเลที่จุดหนึ่งด้านหน้าเกาะกูดซึ่งเป็นจุดสูงสุด" 

สนธิสัญญานี้กำหนดเขตแดนบนบก ไม่ใช่บนทะเล โดยใช้จุดสูงสุดของเกาะกูดเป็นจุดหมายตาเล้งไปที่ชายฝั่งแล้วให้ลากเส้นที่ชายฝั่งจากสันปันน้ำของภูเขาฝั่งตรงข้าม (แหลมสารพัดพิษ) ขึ้นไปเรื่อยๆ ให้เป็นเส้นพรมแดนของทั้งสองประเทศ

แต่กัมพูชากลับคิดว่าสนธิสัญญานี้ "กำหนดขอบเขตทางทะเล" โดยคิดว่าให้ยึดตามจุดสูงสุดของเกาะกูดเป็นหมายหลักลากผ่ากลางลงอ่าวไทยไปตรงๆ ไม่ได้ลากเข้าชายฝั่ง แบบนี้กัมพูชาก็จะได้พื้นที่ 2 ใน 3 ของเกาะกูด แถมยังจะได้น่านน้ำอ่าวไทยไปอีกเพียบ

แต่นั่นเป็นการมโนของกัมพูชา ไม่เพียงมโนเนื้อหาของสนธิสัญญาตามใจตัวเอง แต่ยังไม่ดูตาม้าตาเรือว่ามีแผนที่ของฝรั่งเศสบางฉบับที่กำหนดน่านน้ำของทั้งสองประเทศเอาไว้แล้ว 

แม้ว่าในยังที่กัมพูชาเป็นรัฐอารักขาขอฝรั่งเศสและเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดอินโดจีนของฝรั่งเศส ทั้งไทยและฝรั่งเศสจะไม่ได้กำหนดเส้นแบ่งน่านน้ำก็ตาม (ประเทศส่วนใหญ่จะมากำหนดกันหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้ว หลังจากมีการยกเลิกระบบอาณานิคม) แต่จากแผนที่บางฉบับ เช่น ฉบับเผยแพร่ปี 1927 ระบุเส้นน่านน้ำชัดเจนอย่างที่ผมกล่าวไว้ตอนต้นของบทความ

แผนที่ฉบับนี้มีชื่อว่า "แผนที่ทางกายภาพของประเทศกัมพูชา แผนที่สำหรับวิชาการจัดพิมพ์โดย... / ภายใต้การอุปถัมภ์อันสูงส่งของท่านโบดวง ข้าหลวงใหญ่; ด้วยความร่วมมือจากคุณลองเแบร์เฌร์; ... เมอเนอทริเยร์; ... โดยอ้างอิงจากแผนที่ประเทศกัมพูชาที่วาดโดยคุณบอร์เนต์..." (Cambodge physique. Carte scolaire éditée... / sous le haut patronage de M. le résident supérieur Baudoin ; avec la collaboration de MM Lomberger ; ... Menetrier ; ... d'après la carte du Cambodge dressée par M. Bornet...) 

"ท่านโบดวง ข้าหลวงใหญ่" ที่เอ่ยถึง คือ ฟรองซัวส์ มาริอุส โบดวง (François Marius Baudoin) ซึ่งเป็นข้าหลวงใหญ่ของรัฐบาลฝรั่งเศสในกัมพูชา (résident supérieur) เมื่อปี 1914-1922  และเป็นรักษาการผู้ว่าราชการใหญ่อินโดจีนของฝรั่่งเศส (Gouverneurs généraux de l'Indochine française) ระหว่างปี 1922-1923 และต่อมาต่อมาเป็นข้าหลวงใหญ่ของกัมพูชาอีกระหว่างปี 1924-1927  อันปีที่ฉบับดังกล่าวก็ถูกพิมพ์ขึ้นมา

 "ท่านโบดวง" มีจิตใจเอนเอียงไปทางสยามหรือถึงได้ยอมให้แผนที่นี้ออกมาได้? แถมยังให้ใช้ในโรงเรียนและการวิชาการ (Carte scolaire) อีกด้วย เท่ากับเผยแพร่ให่้คนทั่วไปได้รับรู้อย่างเป็นทางการว่านี่คือเส้นเขตแดนบนบกและบนน้ำที่แท้จริง?

ตรงกันข้าม ฟรองซัวส์ มาริอุส โบดวง ไม่ได้เข้าข้างสยาม (หรือไทย) ว่ากันในด้านการปกครองอินโดจีนและรัฐอารักขากัมพูชาแล้ว เขาออกจะเป็นคนที่เข้าข้างกัมพูชาอย่างยิ่งยวด โดยพยายามรักษา "อัตลักษณ์" ความเป็นเขมรเพื่อปกป้องเขมรจากอิทธิพลของต่างชาติ ดังที่บทความวิชาการเรื่อง Decadence and Revival" in Cambodian Arts and the Role of George Gloslier ในหนังสือ Cultural Heritage as Civilizing Mission  From Decay to Recovery กล่าวไว้ว่า 

"ดังที่โบดวงข้าหลวงใหญ่ของกัมพูชาได้ยืนยันในปี 1917 ฝรั่งเศสยังต้องการฟื้นฟูเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและความรู้สึกถึงความสำคัญของกัมพูชาในภูมิภาคสหภาพอินโดจีน เพื่อปกป้องกัมพูชาจาก "อิทธิพลที่เสื่อมทราม" ของประเทศเพื่อนบ้าน: "ท่านทราบดีถึงความสำคัญที่ผมให้กับการอนุรักษ์และฟื้นฟูศิลปะเขมร ซึ่งผมถือว่าเป็นหนทางเดียวที่จะรักษาเอกลักษณ์ของกัมพูชาไว้ได้"" (หน้า 131)

และจากหนังสือ How to Behave: Buddhism and Modernity in Colonial Cambodia, 1860–1930 ยังระบุว่าโบดวงนั้นยัง "มีความมุ่งมั่นที่จะปิดผนึกประเทศ (กัมพูชา) ให้พ้นจากการบ่อนทำลายจากต่างประเทศ ซึ่งถูกมองว่าเป็นภัยคุกคาม" (หน้า 112) ซึ่ง "ต่างประเทศ" ที่ว่านี้หมายถึงสยามที่ยังมีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมของกัมพูชาอย่างมาก แม้ว่าชนชั้นนำของกัมพูชาต้องการดินแดนของสยามอย่างมากไม่แพ้กัน 

โบดวงปกป้อง "ความเป็นเขมร" ของกัมพูชาขนาดนี้ มีหรือจะยอมให้ไทยล้ำดินแดนน้ำแดนเข้ามา เพราะชนชั้นนำเขมรนั้นไม่เพียวต้องการตัดขาดจากสยามเท่านั้น แต่ยังจต้องการดินแดน "คืนจากสยาม" อย่างมากและรบเร้าฝรั่งเศสหลายต่อหลายครั้งให้ชิงเอาดินแดนสยามมาใส่ให้กับกัมพูชา 

แต่โบดวงทำแบบนั้นไม่ได้ แถมยังสนับสนุนแผนที่ที่กำหนดเขตแดนและเขตน้ำของสยามชัดเจนเข้าไปอีก หากไม่ใช่เพราะ "นี่คือความสัตย์จริง" ที่สองประเทศๆได้ตกลงกันไว้ ข้าหลวงใหญ่ของฝรั่งเศสจึงต้องคล้อยตาม เพราะหาไม่แล้วจะถูกด่าว่า "ไม่กระทำตามภารกิตอันเป็นอารยะ" (Civilizing Mission ) นั่นคือการสร้างเขตแดนตามสนธิสัญญา อันเป็นกฎหมายระหว่างประเทศในยุคนั้น 

แผนที่ที่เขียนเส้นน่านน้ำชัดเจนนี้สอดคล้องกับการกำหนดน่านน้ำของไทย เพราะเป็นการลากเส้นจากปลานแหลมสารพัดพิษลงไปทางใต้ ไม่ใช่ลากเส้นมโนผ่ากลางเกาะกูดแบบกัมพูชา 

แม้ว่าแผนที่นี้จะเป็น "หลักฐาน" ที่ใช้อ้างความถูกต้องไม่ได้ (แม้ว่ามันจะถูกต้องตามหลักการกฎหมายระหว่างประเทศที่ไทยดำเนินตามก็ตาม) แต่ก็เป็นแผนที่ช่วย "เปิดหูเปิดตา" ให้คนไทยได้รู้ว่า "จุดยืนของเราในวันนี้และแผนที่ของฝรั่งเศสในอดีตไม่เคยเปลี่ยนแปลงไป" ตรงกันข้าม กัมพูชาหลังจากได้เอกราชจากฝรั่งเศสก็กระทำการล่วงละเมิดไทยและหลักการสากลในทันที และจนถึงวันนี้ก็บังทำการเช่นนั้น 

ดังเราจะเห็นว่าสองประเทศมั่นคงกันคนละแบบ แต่จะมีแค่ประเทศที่มั่นคงในสิ่งที่ถูกต้องเท่านั้นที่จะยืนคง

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better 

ป.ล.
ยังมีแผนที่อีกฉบับที่บอกเส้นเขตแดนทางทะเลที่เหมือนกับแผนที่ข้างบน คือ"แผนที่กัมพูชา อินโดจีน และสยาม ค.ศ. 1904-1907: ดินแดนที่ได้มา" (Carte Cambodge Indochine Siam 1904-1907 Territoires Acquis) ซึ่งหมายถึงแผนที่ที่กล่าวถึงดินแดนที่อินโดจีนของฝรั่งเศสได้มาจากสยามแล้วยกให้กัมพูชา

แต่กระนั้นก็ตาม แผนที่ที่แสดงถึง "ความพ่ายแพ้" ของสยามก็ยังอุตส่าห์กำหนดเส้นน่านน้ำที่ลากจากแหลมสารพัดพิษลงไปทางใต้ ไม่ได้ลากตัดเกาะกูด เท่ากับย้ำตามสนธิสัญญาของฝรั่งเศสและสยามนั่นเอง แต่เหตุใดกัมพูชาหลังได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสจึงไม่ปฏิบัติตามสนธิสัญญาเล่า? ทั้งๆ ที่มีมันเป็นข้อผูกมัดมาถึงสองประเทศในยุคหลังได้รับเอกราชด้วย 

แผนที่นี้เป็นของสะสะสมของ มัตติเยอ เซเกลา (Matthieu Séguéla) นักเขียนชาวฝรั่งเศส เผยแพร่ใน Wikimedia Commons

TAGS: #กัมพูชา #พื้นที่ทับซ้อน #เกาะกูด