'ด่านจี๋หลง'คือหนึ่งในประตูสู่เส้นทางแสวงบุญไปยัง'ภูเขาไกลาศ'ที่ประทับของพระศิวะ

'ด่านจี๋หลง'คือหนึ่งในประตูสู่เส้นทางแสวงบุญไปยัง'ภูเขาไกลาศ'ที่ประทับของพระศิวะ

สาเหตุหนึ่งที่มีชาวต่างประเทศไปออกันอยู่ที่ด่านจี๋หลงกันมากมายหลายร้อยชีวิต ก็เพราะที่นี่คือปากทางเข้าสำคัญจากเนปาลหรือเอเชียใต้ไปยัง 'ซีจั้ง' หรือทิเบต

หากไม่นับชาวตะวันตกที่เข้าไปเที่ยวยังทิเบตแล้ว ชาวเอเชียใต้โดยเฉพาะเนปาลและอินเดียจำนวนมากต่างเข้าไปยังทิเบตด้วยเหตุผลด้านศาสนาเป็นหลัก

ไม่ใช่เพราะเพื่อแสวงบุญยังพุทธสถานของทิเบต แต่เพื่อเดินทางไปยัง 'แดนสวรรค์' ตามคติของชาวฮินดู นั่นคือ ภูเขาไกลาศ 

ชาวฮินดูเชื่อกันว่าพระศิวะสถิตที่ภูเขาไกลาศ ดังที่กล่าวไว้ในคัมภีร์ 'ศิวะ ปุราณะ บทว่ารุทระ สัมหิตา' ความว่า “บนยอดเขาไกลาศอันงดงาม พระศิวะผู้ทรงเป็นนิรันดร์ ทรงถือตรีศูล เหล่าโยคีต่างภาวนาบูชาพระองค์ตลอดกาล จงรู้ไว้ว่าพระองค์คือพระศิวะผู้สูงสุด”

เมื่อรู้ว่าพระเป็นเจ้าประทับอยู่ที่นั่น มนุษย์ผู้ต้องการเดินทางไปสวรรค์จึงต้องดั้นด้นไปหา เพราะใน 'มหากาพย์รามายณพ บทอุตตระกัณฑ์' กล่าวไว้ว่า “เมื่อเดินทางถึงเขาไกลาศและกราบไหว้พระศังกร (พระศิวะ) แล้ว ผู้ที่อาบน้ำในทะเลสาบมานสโรวรจะพ้นจากวัฏสงสาร”

การจะไปพบพระเจ้าและขึ้นสวรรค์ที่ไกลาศได้นั้นจะต้องอาบน้ำที่ทะเลสาบมานสโรวรเสียก่อน ดังที่คัมภีร์ 'สกันทะ ปุราณะ บทมานสโรวร มหาตมยะ' กล่าวว่า “ทะเลสาบมานสโรวรเป็นทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์ที่ทำลายบาป ผู้ใดอาบน้ำในทะเลสาบแห่งนี้จะได้ไปสู่ที่ประทับนิรันดร์ของพระศิวะ”

ดังนั้น นี่คือการเพดินทางแบบ "แพ็คคู่" คือไปไกลาศก็ต้องไปมานสโรวร การจะไปทั้งสองแห่งต้องไต่หลังคาโลกเข้าทิเบตเท่านั้น และเส้นทางเข้าทิเบตก็มีไม่กี่ทางจากอินเดีย ยิ่งในสถานการณ์ที่จีนและเอินเดียไม่ค่อยจะลงรอยกัน การเข้าตรงจากอินเดียจึงมีสถานการณ์ไม่ค่อยแน่นอนนัก และนี่คือสาเหตุที่ต้องไปแสวงบุญโดยผ่านด่านจี๋หลงอันเป็นหนึ่งใน "ทางสะดวก" อีกทางหนึ่งโดยผ่านเนปาลเข้าไปทิเบต แม้จะต้องอ้อมไปพอสมควรก็ตาม

อีกทั้งการแสวงบุญยังภูเขาไกลาศ (ต่อไปนี้จะเรียกแบบไทยว่า 'ไกรลาส') ในปีนี้ไม่ธรรมดา เพราะเป็นปีมหามงคลของหลายๆ คน 

ผมได้อ่านข่าวของสำนักข่าวซ่างกวน (上观新闻) ของจีน เรื่อง "อดีตของจี๋หลงถูกฝังอยู่ใต้หิมะถล่ม" ซึ่งรายงานว่า "ฉินอวี่ (秦宇 เป็นสัตวแพทย์ด้านสัตว์ป่าที่เดินทางไปยังพื้นที่จี๋หลงทุกปีตั้งแต่ปี 2023 เพื่อทำการสำรวจสัตว์ป่าและงานอนุรักษ์) ได้ไปเยือนจี๋หลงสามครั้งในปีนี้ แต่ละครั้งเขาเห็นรถบัสขนาดใหญ่จำนวนมากที่บรรทุกนักท่องเที่ยวชาวอินเดียจอดอยู่ตามถนน นักท่องเที่ยวเหล่านี้ส่วนใหญ่เดินทางไปแสวงบุญที่ภูเขาไกรลาสและในปีนี้ก็มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเป็นพิเศษ ว่ากันว่าปีม้าเป็นปีนักษัตรของภูเขาไกรลาส และการเวียนรอบภูเขาในช่วงปีเกิดจะทำให้มีบุญมากยิ่งขึ้น ผู้ศรัทธาถือว่าภูเขาไกรลาสเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์และเป็นศูนย์กลางของจักรวาล พวกเขาเดินทางหลายพันไมล์เพื่อแสวงบุญครั้งนี้โดยหวังว่าจะอธิษฐานขอพรและความสงบสุขแก่สรรพสัตว์ผ่านการเวียนประทักษิณ"

นี่เป็นเหตุให้มีผู้คนหลายร้อยสูญหายไปในพื้นที่ของด่านจี๋หลงเพียงแห่งเดียว

ภูเขาไกลาศ (Mount Kailash) หรือที่ไทยเขียนว่า 'ไกรลาส' เป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของศาสนิกในพุทธศาสนา ศาสนาฮินดู ศาสนาเชน ศาสนาเพิน (ศาสนาท้องถิ่นของทิเบต) เป็นภูเขาหิมะสูงสง่าในจังหวัดงารี เขตปกครองตนเองทิเบตของจีน มีความสูง 6,638 ม. ในศาสนาฮินดู เชื่อว่าเป็นที่ประทับของพระอิศวรหรือพระศิวะ และตามพระคัมภีร์ศาสนาเชนเชื่อว่าเป็นสถานที่ที่ศาสดา หรือตีรถังกรคนแรก คือ ฤษภเทวะ บรรลุโมกษะที่นี่ 

ชาวพุทธในทิเบตเองก็นับถือภูเขาไกรลาสว่าเป็นศูนย์กลางจักรวาลวิทยาแบบพุทธ และการเดินทางมาแสวงบุญที่นี่ถือเป็นเรื่อง "ครั้งหนึ่งในชีวิต" ที่ชาวพุทธทิเบตจะต้องทำให้ได้

ชาวทิเบตยังเชื่อว่าไกรลาสเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ใช้บำเพ็ญภาวนาของคุรุหลายท่าน เช่น คุรุปัทมสัมภวะ และท่านมิลาเรปะ เป็นต้น ท่านมิลาเรปะนั้นได้ประทับรอยเท้าไว้ที่หินโดยรอบภูเขาไกรลาส ทุกวันนี้ยังมีให้เห็นอยู่

ทิเบตยังมีตำนานเล่าว่าพระพุทธเจ้าเคยเสด็จมายังภูเขาไกรลาส มีความว่า 

ครั้งหนึ่ง ท้าวราพนาสูร และมเหสี ได้นำหนึ่งพระพุทธรูปของพระพุทธเจ้าศากยมุนี 3 องค์ที่องค์พระผู้เป็นเจ้าประทานพร ไปยังพระราชวังที่ลังกา

ด้วยความปรารถนาที่จะวางรูปปั้นนี้ไว้บนฐานพระที่คู่ควร ท้าวราพนาสูรจึงวางแผนที่จะถอนภูเขาไกลาศแล้วยกไว้บนหลัง แบกกลับไปยังลังกา

ขณะนั้น พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ 500 รูปเสด็จเหาะไปในอากาศและเสด็จลงทางทิศตะวันตกของภูเขาไกรลาสโดยประทับรอยพระบาทไว้บนหิน

พระพุทธเจ้าเสด็จเหยียบทั้งสี่ด้านของภูเขา ทิ้งรอยพระบาทไว้บนหินซึ่งเรียกว่า "ตะปูตรึงเขาไกรลาส"

ท้าวราพนาสูรจึงไม่สามารถยกภูเขาได้

ครั้งนั้น พระพุทธเจ้าเสด็จประทับบนก้อนหินหน้าภูเขา ทรงแสดงธรรมแก่นาคราชอนาวตัปตะ เจ้าแห่งทะเลสาบมานัสโรวร ทะเลสาบใหญ่ใกล้ภูเขาไกรลาส

จากนั้นพระองค์ทรงสอนลังกาวตารสูตรแก่ท้าวราพนาสูร และอวยพรแก่ท้าวราพนาสูร และพระมเหสีในฐานะผู้พิทักษ์ปัญญาอันรุ่งโรจน์ เป็นพระมหาสัตว์และชายาแห่พระมหาสัตว์

ปัจจุบันนี้ ยังปรากฏรอยพระพุทธบาทที่หุบเขาตะวันออกของภูเขาไกลาศ ทางลงมาจากช่องเขาโดลมาลา รอยพระพุทธบาทประทับอยู่บนหินก้อนใหญ่ในแนวตั้ง 

ในฐานะที่เป็นผู้ใสใจในเรื่องศาสนา ผมก็หวังสักวันว่าจะไปกราบพระบาทพระพุทธเจ้าที่เขาไกรลาสและไปกอดบาทพระศิวะที่เขาไกลาศสักครั้งในชีวิต

แต่ไม่รู้ว่าจะประทักษิณรอบภูเขาไหวไหม? หากใครสามารถกระทำได้สำเร็จผมก็อนุโมทนาด้วย 

แม้ผมเองจะสนใจเรื่องภูเขาไกรลาสและศาสนวิทยาของมัน แต่จะเป็นการดีกว่าหากจะยกข้อเขียนของผู้รู้แจ้งยิ่งกว่าในทางศาสนาที่สามารถอธิบายความสำคัญของไกรลาสได้ดีกว่าผม ซึ่งคือ ท่านสวามี ประณวานันทะ (Swami Pranavananda) โยคีและปราชญ์ฮินดูชาวอินเดีย ซึ่งแต่งหนังสือเกี่ยวกับไกรลาสเอาไว้ คือ History of Kailash Manasarovar (ประวัติศาสตร์ของไกลาศและทะเลสาบมานสโรวร) และ Exploration in Tibet (การสำรวจในทิเบต)

ในหนังสือ "การสำรวจในทิเบต" พรรณนาภูมิสถานของไกรลาส (ณ ที่นี้ขอเขียนว่า 'ไกลาศ' ตามต้นฉบับ) เอาไว้ว่า 

"ห่างจากเมืองอัลโมราในรัฐอุตตรประเทศ 240 ไมล์ และห่างจากลาซา เมืองหลวงของทิเบต 800 ไมล์ คือที่ตั้งของภูเขาไกลาศ พร้อมด้วยทะเลสาบมานสโรวรซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่งดงามที่สุดของเทือกเขาหิมาลัย ยอดเขาไกลาศอันศักดิ์สิทธิ์ (เรียกว่า คัง รินโปเช ในภาษาทิเบต) ที่ปกคลุมด้วยหิมะตลอดปีนั้น มีอายุเก่าแก่และมีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นผลงานศิลปะอันไร้ที่ติของธรรมชาติ มีความงามที่น่าหลงใหลและทรงพลังที่สุด มีพลังงานทางจิตวิญญาณในระดับสูงสุด ดูเหมือนจะเป็นการเปิดเผยของพระผู้เป็นเจ้าในรูปแบบที่เป็นรูปธรรม ทำให้มนุษย์ต้องคุกเข่าและก้มศีรษะด้วยความเคารพ ยอดเขาสีเงินแวววาว ส่องประกายด้วยรัศมีแห่งจิตวิญญาณ สูงถึง 22,098 ฟุต เหนือระดับน้ำทะเล การเดินเวียนรอบภูเขาไกลาศมีระยะทางประมาณ 32 ไมล์ มีวัดพุทธ (กอมปา) ห้าแห่งตั้งอยู่รอบๆ ซึ่งขับขานสรรเสริญพระเกียรติของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้และพระโพธิสัตว์ห้าร้อยองค์ของพระองค์ ซึ่งกล่าวกันว่าประทับอยู่บนยอดเขาไกลาศอันศักดิ์สิทธิ์ตลอดทั้งปี ภูเขาไกลาศได้รับการยกย่องในวรรณกรรมสันสกฤตว่าเป็นที่ประทับของพระศิวะผู้ทรงเปี่ยมด้วยความสุข ซึ่งจากระยะ 20 ไมล์ สามารถมองเห็นทะเลสาบมานสโรวรอันศักดิ์สิทธิ์และทะเลสาบรากษัสตาลที่ประดับประดาไปด้วยหงส์สง่างามทางทิศใต้"

ท่านสวามี ประณวานันทะ อธิบายความศักดิ์สิทธิ์ของภูเขาไกลาศเอาไว้ในหนังสือ "ประวัติศาสตร์ของไกลาศและทะเลสาบมานสโรวร" ความว่า 

"สถานที่แสวงบุญส่วนใหญ่ของชาวฮินดูถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เนื่องจากอุดมไปด้วยพลังทางจิตวิญญาณอันน่าอัศจรรย์ที่แผ่ซ่านไปทั่วสถานที่เหล่านั้น" และ "กล่าวกันว่าตีรถะ ("ท่า" คือท่าเรือ ท่ารถ ในที่นี้คือท่าแสดวงบุญที่ให้ผู้บำเพ็ญขึ้นนาวาทางธรรมข้้ามฝั่งสังสารวัฏ) เหล่านั้นได้รับการยกย่องว่าบริสุทธิ์ด้วยพลังอันยิ่งใหญ่ของดิน น้ำ และไฟ รวมถึงข้อเท็จจริงที่ว่าเคยมีมุนีหรือฤๅษีอาศัยอยู่ที่นั่น

"ด้วยจุดประสงค์ที่จะยกระดับและเสริมสร้างจิตวิญญาณของตนให้สูงขึ้นด้วยพลังแห่งการยกระดับจิตใจที่มีอยู่ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้น เหล่าผู้แสวงหาทางจิตวิญญาณหรือบรรดาชินะสุจึงเดินทางไปยังตีรถสถานเหล่านั้น แม้จะต้องเผชิญกับความยากลำบาก อันตราย และความไม่สะดวกต่างๆ ในการเดินทางอันยาวนาน “มีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์หลายแห่งที่เปี่ยมด้วยพลังทางจิตวิญญาณในเทือกเขาหิมาลัยและริมฝั่งแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ เช่น แม่น้ำคงคา ยมุนา นรมทา สินธุ โคทาวารี กฤษณะ กาเวรี ตามรปารนี เป็นต้น และที่อื่นๆ ในภารตวรษแห่งนี้ นี่คือขุมทรัพย์อันล้ำค่าแห่งพลังทางจิตวิญญาณที่เหล่าปราชญ์ นักปราชญ์ และครูผู้ยิ่งใหญ่แห่งอารยันในอดีตได้มอบไว้แก่คนรุ่นหลัง แต่ในปัจจุบัน ผู้คนจำนวนมากรีบเร่งไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เยี่ยมชมเพียงผิวเผินแล้วก็กลับไปในหนึ่งหรือสองวัน โดยไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่จากพลังทางจิตวิญญาณที่มีอยู่ในสถานที่เหล่านั้น ด้วยการอยู่อย่างสงบและเงียบๆ สักระยะหนึ่ง และฝึกฝนการปฏิบัติทางจิตวิญญาณ ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามีผู้แสวงหาและมหาตมะบางท่านที่ได้รับประโยชน์อย่างมีสติจากผลอันน่าอัศจรรย์ของบรรยากาศทางจิตวิญญาณที่แผ่ซ่านไปทั่วสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ โดยการอยู่อย่างสงบสักระยะหนึ่ง ด้วยเหตุนี้จึงมีคำสั่งในคัมภีร์ว่า ผู้แสวงบุญไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ควรอยู่ ณ ที่นั้นอย่างน้อยสามคืน"

เท่าที่เราทราบ เขาไกรลาสและทะเลสาบมานสโรวรเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในบรรดาเทวสถานต่างๆ ในเทือกเขาหิมาลัย ในบริเวณรอบๆ เขาไกรลาสและทะเลสาบมานสโรวรอันศักดิ์สิทธิ์ แม้แต่จิตใจที่ฟุ้งซ่านที่สุด ไม่ว่าจะเป็นศาสนาใดก็ตาม—ไม่ว่าจะเป็นฮินดูหรือพุทธ คริสต์หรืออิสลาม ไม่ว่าจะเป็นลัทธิอเทวนิยมหรือลัทธิอไญยนิยม—ก็จะรวมสมาธิและถูกดึงดูดอย่างไม่อาจต้านทานได้ โดยไม่รู้ตัวและโดยสัญชาตญาณ ราวกับถูกผลักดันจากเบื้องหลังไปยังพระผู้เป็นเจ้าที่ซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้ ในขณะที่ผู้ปฏิบัติธรรมที่ดีอาจเข้าถึงสภาวะปีติอันสูงส่งได้โดยไม่ตั้งใจ แต่เช่นเดียวกับที่คนซึ่งเยื่อบุจมูกด้านชาไม่สามารถรับรู้กลิ่นหอมหวานของดอกกุหลาบได้ และเช่นเดียวกับที่เครื่องรับวิทยุไม่สามารถรับเพลงจากรายการต่างประเทศได้หากไม่ได้ตั้งค่าความถี่ให้เหมาะสมกับสถานที่นั้นๆ เช่นเดียวกัน จึงไม่น่าแปลกใจที่คนที่ปราศจากความโน้มเอียงทางจิตวิญญาณจะไม่สามารถรับรู้หรือรู้สึกถึงผลกระทบของการสั่นสะเทือนทางจิตวิญญาณที่มีอยู่ในสถานที่ใดสถานที่หนึ่งได้

"ประวัติศาสตร์ของไกลาศและทะเลสาบมานสโรวร" อธิบายการวิธีการแสวงบุญโดยการเวียนประทักษิณเอาไว้ว่า 

"เทือกเขาไกลาศทอดยาวจากกัศมิระไปจนถึงภูฏาน โดยส่วนของเทือกเขาที่ล้อมรอบด้วยแม่น้ำลาชูและจงชูเรียกว่าไกลาศบรรพต (ไกลาศปรวัต) ซึ่งที่ขอบด้านเหนือสุดคือไกลาศศิขรหรือภูเขาไกลาศ ยอดเขานี้มีรูปร่างเป็นทรงสี่เหลี่ยมด้านเท่าและไม่สามารถแยกออกมาเดินเป็นวงกลมได้ ดังนั้นผู้แสวงบุญจึงเดินรอบไกลาศบรรพตทั้งหมด ซึ่งมีเส้นรอบวง 32 ไมล์

"ชาวทิเบตที่เคร่งศาสนาจะเดินเวียนรอบเขาไกรลาสและทะเลสาบมานสโรวร 3 หรือ 13 รอบ และผู้แสวงบุญที่เคร่งครัดบางคนจะทำพิธีสาสตังคะ-ทันทะ-ประทักษิณ (การกราบไหว้รอบ) ของทะเลสาบมานสโรวรใช้เวลาประมาณ 28 วัน และของเขาไกลาศประมาณ 15 วัน ชาวทิเบตหลายคนเดินเวียนรอบเขาไกรลาสภายในวันเดียว ซึ่งเรียกว่า นิงกอร์ บางคนที่มีฐานะร่ำรวยและป่วยไข้ที่ไม่สามารถเดินเวียนรอบด้วยตนเองได้ จะจ้างขอทานหรือคนงานมาเดินเวียนรอบเขาไกรลาสหรือทะเลสาบมานสโรวร และจ่ายค่าตอบแทนรวมถึงเงินและเสบียงสำหรับการทำงานที่เหน็ดเหนื่อยนั้น ชาวทิเบตที่มีฐานะดีจะจ้างคนมาเดินเวียนรอบเพื่อประโยชน์และความสงบสุขของดวงวิญญาณญาติที่ล่วงลับไปแล้ว โดยจะจ่ายแกะหนึ่งตัวหรือเงินสามถึงหกรูปีสำหรับแต่ละรอบ เชื่อกันว่าการเดินเวียนรอบเขาไกลาศหนึ่งรอบจะล้างบาปในชาตินี้ การเดินเวียน 10 รอบจะล้างบาปในหนึ่งกัลป์ และการเดินเวียน 108 รอบจะบรรลุนิพพานในชาตินี้"

นี่คือความสำคัญของภูเขาไกรลาสในทางจิตวิญญาณ และเป็นสถานที่ที่แทบทุกศาสนาที่มีถิ่นกำเนิดในเอเชียใต้ถือเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ 

การเดินทางไปยังไกรลาสนั้นสามารถเดินทางผ่านด่านอื่นๆ ได้อีก 2 - 3 ด่านระหว่างจีนกับอินเดีย แต่ก็ยังสามารถเดินทางผ่านด่านจี๋หลงที่เนปาล-เขตปกครองตนเองซีจั้ง หรือทิเบตได้เช่นกัน

แต่การแสวงบุญนั้นไม่ใช่เรื่องสนุก ในสมัยก่อนตอนที่การเดินทางยังไม่สะดวกเช่นนี้ ทั้งยังเต็มไปด้วยภยันตรายถึงขั้นอาจจะไม่มีวันกลับมาพบครอบครัวอีก ผู้แสวงบุญล้วนต้องตั้งจิตเอาไว้ก่อนว่าหากจะต้องตายกลางทางก็ต้องตาย แต่แม้นจะตายก็ถือว่าทำบุญกริยาแล้ว เพราะจิตจดจ่ออยู่ที่พระผู้เป็นเจ้าขณะที่พวกเขาเดินทางไปยังที่สถิตของพระองค์ คือพระศิวะ

แม้จะตายก็ยังได้เกาะพระบาทของพระผู้เป็นเจ้าขึ้นสู่สรวงสรรค์ไป

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better 

Photo - North face of Mount Kailash by Ondřej Žváček, Wikipedia (CC BY 2.5)

TAGS: #ไกลาศ #ไกรลาส #ทิเบต #เนปาล #จีน #อินเดีย