กี่ครั้งแล้วที่เราต้องเจอกับข่าวอลัชชีรวยเป็นสิบล้านร้อยบ้าน เสพเมถุนกับสีกา (โยมผู้หญิง) บ้างประสก (โยมผู้ชาย) บ้าง ศาสนาเสื่อมทรามลงหรือ?
ถ้าศาสนามันเรียวลงเพราะยุคสมัยนี้ มันคงไม่มีคำว่า "ศาสนาเรียวลง" ซึ่งเป็นคำโบราณ แปลว่าพุทธศาสนาเสื่อมถอยลง คำๆ นี้มีมาหลายร้อยปีแล้ว ย่อมหมายความว่าพระชั่ว สีกาเลว ประสกทรามไม่ใช่ปรากฏการณ์ใหม่
แต่ในพุทธศาสนามีคติเรื่อง "ปลายพระศาสนา" มายาวนานกว่าบรรพบุรุษของเราหลายๆ คนเสียอีก ซึ่งก็หมายความเหมือนข้างต้น คือ ศาสนาพุทธมีอายุขัยของมัน และเมื่อถึงจุดหนึ่งศานาจะเสื่อมลง
หลายยุคที่ผู้คนเชื่อว่าศาสนาเรียวลงแล้วและถึงยุคปลายพระศาสนาแล้ว เพราเห็นอลัชชีเต็มบ้านเต็มเมือง
เช่น ในญี่ปุ่นถือเรื่อง "ปลายพระศาสนา" หรือ "มัปโป" กันมานานตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 - 12 หรือ 8-900 ปีมาแล้ว เพราะเห็นว่าสถาบันสงฆ์ยึดสมณศักดิ์ ถือยศถืออย่าง สะสมเงินทองและที่ดิน ประจบชนชั้นสูง ดูแคลนชนชั้นล่าง สร้างวัดใหญ่โต ศึกษาธรรมะแค่เป็นอาชีพ แต่ไม่เผยแพร่หลักการพ้นทุกข์ให้กับประชาชนคนชั้นล่างที่ทนทุกข์อย่างมาก
ฟังแล้วคล้ายๆ บ้านเมืองเราไหมครับ?
ผลของการมีสถาบันสงฆ์ที่เลวทรามเช่นนั้น ทำให้พระสงฆ์บางรูปทนไม่ไหว ออกมาตั้งขบวนการส่งเสริมศาสนาพุทธแบบที่ชนชั้นล่างเข้าถึงได้ ไม่ต้องเข้าวัด ไม่ต้องเสียเงินทำบุญ ไม่ต้องพินอบพิเทาเข้าหาพระสงฆ์ยศใหญ่ๆ เพื่อให้ประกอบพิธี แต่นับจากนั้นโยมธรรมดาๆ ก็พ้นทุกข์ได้ด้วยการภาวนาด้วยตัวเองโดยไม่เสียเงินสักบาท
นาบุญไม่ได้กลายเป็นนาบาป เพียงแต่คนบาปใช้นาบุญทำบาป คนทำบุญจึงต้องทำนาบนที่นาตัวเองแบบนี้
นี่ไม่ใช่การปฏิรูปศาสนา แต่เป็นปฏิกริยาของมหาชนในระดับ "การปฏิวัติ" ต่อสถาบันศาสนาที่ "เรียวลง" ทำให้ เกิดการนับถือศาสนาพุทธแบบใหม่ที่เกิดสาวกมากมายอย่างไม่่เคยมีมาก่อน เป็นชาวพุทธที่ปฏิบัติภาวนาด้วยตัวเอง แทบไม่ต้องเสียเงินทำบุญ แต่หว่านนาบุญกับพระพุทธเจ้าโดยตรง
ปัจจุบันขบวนการนี้ยังคงมีอยู่ และเป็นพื้นฐานของนิกายในพุทธศาสนาที่มีผู้นับถือมากที่สุดในญี่ปุ่น
เห็นไหมครับ บางครั้งไม่ต้องไปปฏิรูปอะไรให่้วุ่นวาย พอคนไม่ทนกับสงฆ์จอมปลอม คนก็จะหันมาถือศาสนาอย่างที่เขาเชื่อว่าดีต่อเขาเอง
บางครั้ง การต่อต้านความสกปรกในพระศาสนานั้นนไปสู่ความรุนแรงด้วย เช่น ขบวนการพระศรีอาริย์ (กบฏโพกผ้าแดง) หรือขบวนการสุขาวดีสายสุดโต่ง (พรรคบัวขาว) ที่เชื่อว่าถึงปลายพระศาสนาแล้ว และต้อง "สร้างโลกใหม่ที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง" กันเสียที จึงวิวัฒนาการเป็นกองทัพ การลุกฮือ และการทำลายสถาบันสงฆ์และสถาบันการเมืองที่จับมือฉ้อฉล ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในเมืองจีน
เมืองไทยนั้นเราไม่ได้สุดโต่งเหมือนพวกเอเชียตะวันออก เพียงแต่เรามีวิธีตอบสนอง "ศาสนาเรียวลง" กับ "ยุคปลายพระศาสนา" ที่ต่างออกไป
ผมอยากจะคิดว่า "สมี" ในเมืองไทยสมัยก่อนนั้น มั่วสีกากันผาดโผนกว่านี้ด้วยซ้ำกระมัง แต่หาหลักฐานเป็นคลิปไม่ได้เท่านั้น
ใครอยากรู้ว่าพระเมืองไทยสมัยก่อนละเมิดพระวินัยกันอุตลุดขนาดไหน โปรดอ่านหนังสือ "พระมหาสมณวินิจฉัย" สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส (โปรดดู ป.ล. ในประเด็นเพิ่มเติม)
เพราะเรื่องแปดเปื้อนในศาสนาม่ีมานาน "เป็นเรื่องปกติ" คนไทยสมัยก่อนจึงสิ้นหวังกับยุคสมัยของพวกเขาเหมือนกัน เราจะเห็นว่าในจารึกคำอธิษฐานการทำบุญของคนสมัยโบราณ มักจะบอกว่า "ขอให้เกิดทันยุคพระศรีอาริย์" คือถึงขนาดหวังที่จะไปพบพระพุทธเจ้าอีกองค์ในอนาคต เพราะหมดหวังที่จะพ้นทุกข์ในชาตินี้
ทั้งที่ศาสนาของพระโคดมพุทธเจ้าก็ยังอยู่ แต่คนสมัยก่อนหมดศรัทธาแล้วอยากจะรออีกหลายล้านปีไปเกิดในพุทธกาลของพระศรีอาริย์ หากไม่ใช่เพราะหมดหวังกับศาสนาในยุคสมัยนี้ แล้วจะเป็นอะไรได้อีก?
ที่หมดหวังเพราะไม่รู้ธรรมที่จะนำไปสู่การพ้นทุกข์ การที่ไม่รู้ธรรมเพราะพระสงฆ์ผู้สืบทอดและแพร่ธรรมไม่ได้ทำหน้าที่
ในประวัติศาสตร์และวรรณคดีโบราณก็มีเรื่องของพระทำตัวไม่ใช่พระอยู่เต็มไปหมด หลายกรณีเลวร้ายกว่ายุคนี้เสียอีก จนเป็น "เรื่องธรรมดา" ในสายตาผู้คน แม้จะสิ้นหวังก็ตาม แต่เพราะนี่คือ "คนไทย" ที่ชอบเล่นและล้อ จึงหยิบเองเรื่องพรรค์นั้นเอามาเล่นในวรรณกรรม เช่น นิทานหรือเพลงพื้นบ้านที่เกี่ยวกับ "ตาเถรได้เสียกับสีกา" แพร่หลายไปทั่วจนเป็นเรื่องธรรมดา
แม้จะสิ้นหวัง อย่างน้อยก็ได้ล้อพวกโจรในผ้าเหลืองก็ยังดี
เรื่องที่โจ๋งครึ่มน้อยกว่าแต่ก็แสดงนัยแห่งการร่วมเพศอย่างชัดเจน คือ เณรพลายแก้ว (ขุนแผน) ได้นางพิมทำเมียทั้งๆ ยังอยู่ในผ้าเหลือง เสียแต่ว่าเณรแก้วนั้นเพทุบายจัด ไปสึกกับตาเถรก่อน ค่อยถอดจีวร แล้วไปเป็นชู้กับนางพิมพ์จากนั้นก็บวชใหม่
การได้เสียของเณรแก้วกับสีกาพิมนั้นวาบหวามเอามากๆ เป็นฉากที่พรรณนาได้ถึงรสพิสวาส แม้จะไม่มีคลิป แต่ก็ร้อนแรงไม่แพ้ "เพลงะรักบนโต๊ะกลม" ที่วัดพุทไธยสวรรค์เลย ซึ่งแม้จะไม่เขียนตรงๆ แต่หากเข้าถึงภาษาแล้วจะรู้ได้ว่าหมายความว่าอย่างไร เช่น ตอนที่ว่า ประเดี๋ยวจับประเดี๋ยวจูบเฝ้าลูบชม แก้มกับนมนี่เจ้าซื้อมาฤๅขา
และ
เอนอิงพิงประทับลงกับหมอน สะอื้นอ้อนอ่อนแอบลงแนบหน้า
กระเดือกเสือกดิ้นอยู่ไปมา เกิดมหาเมฆมืดโพยมบน
ฮือฮืออื้อเสียงพายุพัด กลิ้งกลัดเกลื่อนกลุ้มชอุ่มฝน
เป็นห่าแรกแตกพยับโพยมบน ไม่ทานทนทั่วกระทั่งทั้งแดนไตร ฯ
ได้เสียกันแล้วถึงเช้าตรู่ เณรตัวดีก็ต้องรีบกลับวัด
พิมน้อยละห้อยหับประตูแล้ว พลายแก้วแข็งใจไปจากบ้าน
ถึงวัดลัดหนีท่านสมภาร นมัสการชีต้นให้บวชพลัน ฯ
วาบหวิวขนาดนี้ คนสมัยโบราณเห็นเป็นเรื่องธรรมดาจนนำมาเขียนเป็นบทเสภาขับร้องกันทั่วไป
นั่นแสดงว่าพระเณรที่ "เลี่ยงบาลี" มาเริงรักแบบขุนแผนนั้นคงจะมีมาก เลยเอามาเป็นตอนหนึ่งในวรรณคดี จนเป็นเรื่องชาชินแล้วที่เจ้ากูทำตัวเป็นฆราวาสที่ห่มเหลือง จนผู้คนเอามาล้อเล่น ทำเป็น "หนังโป๊" ในทางภาษาวรรณกรรม ไม่ต้องพูดว่าคนยังมีศรัทธากับพระกับเจ้าหรือไม่ จึงเป็นที่มาของคำว่า "ศาสนาเรียวลง" มาแต่โบราณ
ดังนั้น ความเสื่อมของพุทธศาสนาจึงมีมาแต่ปีมะโว้แล้ว เมื่อนานแล้วก็ถือเป็นเรื่องปกติวิสัย ทั้งยังสอดคล้องกับหลักพุทธศาสนาเสียด้วยซ้ำ เพราะเป็นไปตามหลักว่าสรรพสิ่งไม่มียั่งยืนหรืออนิจจัง
แล้วชาวพุทธควรจะเสียใจหรือเปล่า? ขอแนะนำว่าไม่ต้องเสียเวลาหรอกครับ เอาเวลาไปทำ "ศีล สมาธิ ปัญญา" ดีกว่า
ยกเว้นว่าท่านชอบเสพดราม่าจำพวกตาเถรเล่นชู้กับสีกาเพื่อ "ความสำเริงสำราญใจแบบไทยๆ"
ป.ล.
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสนั้นทรงเป็นหัวหอกของกาปรฏิรูปศาสนาในรัชกาลพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในยุคนั้นนอกจากศาสนาและละเมิดพระวินัยกันเลอะเทอะยังไม่เป็นระเบียบแล้ว ยังไม่ "ศิวิไลซ์" แบบศาสนาของชาวตะวันตก จึงต้องทำการชำระกันนครั้งใหญ่
หนังสือบางเล่มถึงกับแต่งตำนานว่า ก่อนนะจุติยังโลกมุนษย์นั้น กรมพระยาวชิรญาณวโรรสทรงเคยเป็นเทพบุตร ซึ่งพระอิศวรทูลลงมาให้ลงมาเกิดยังโลกของเราเพื่อทำพระศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง - นี่คงเป็นการสร้างความชอบธรรมอย่างหนึ่งให้กับขบวนการปฏิรูป
เพียงแต่การชำระพระศาสนานั้นทำแล้วสอดค้องกับยุคสมัย เมื่อสิ่้นยุคสมัยของกรมพระยาวชิรญาณวโรรสก็ไม่ทันสมัยอีกแล้ว คำว่า "ทันสมัย" ที่ว่านี้หมายถึงทันกับกิเลสตัณหาของพระสงฆ์องค์เจ้าที่วิวัฒนาการตามโลก
และการชำระโดยส่วนกลาง (รัฐบาลและสถาบันสงฆ์ในกรุงเทพฯ) ส่งผลเสียคือ ประชาชนไม่มีโอกาสเป็นหูเป็นตาศาสนาอีกต่อไป อีกทั้งยังเปิดช่องโหว่ใหญ่คือ ส่วนกลางมีอำนาจตั้งสมณศักดิ์ ซึ่งก็คือการตั้งพระตามระบบราชการ (ระบบราชการก็ตั้งคนอย่างฉ้อฉลอยู่แล้ว) ทำให้พระชั่วพระปลอมมีโอกาสเป็นใหญ่แต่นั้นมาจนถึงบัดนี้
ต่างจากยุคส่วนกลางรวยอำนาจสถายันสงฆ์ ส่วนภูมิภาคจะตั้งสงฆ์ให้เป็นใหญ่ หรือการทำ "เถราภิเษก" จะต้องตรวจแล้วตรวจอีกว่าพระรูปนั้นมีสมณสารูปดีงามจริงแบละทรงคุณวิเศษทางธรรมจริงๆ โดยประชาชนสอดส่อง ตรวจสอบกันเอง โดยพระดีก็ยกให้อยู่ตำแหน่งไหว้ได้โดยอุ่นใจ ส่วนพวกเถรหรือสมีก็ประจานไว้ในวรรณคดีเหมือนกรณีเณรแก้วและในนิทานเรื่องอื่นๆ
ไม่ใช่อย่างสมัยนี้ที่พระประจบประแจงกันเอง หรือ "ผู้ใหญ่สั่งมา" แล้วพระนั้นๆ ก็มียศใหญ่โต แต่คุณธรรมเสื่อมทราม แถมยังเขียนประวัติจอมปลอมโดยไม่ละอาย
นี่จะเป็นชนวนของการที่สาธุชนชาวพุทธจะหันหลังให้กับ "สถาบันศาสนา" หรือเปล่านั้น? ผมไม่อาจทราบได้ แต่อยาจะให้กลับไปอ่านว่าความเสื่อในอดีตกลายเป็นตัวเร่งการ "ปฏิวัติ" ศาสนามาหลายครั้งแล้วในบางประเทศ
เพียงแต่ยังไม่เกิดขึ้นในไทยก็เท่านั้น
บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better
Photo - ปกหนังสือทิเบตแสดงภาพพระนางปรัชญาปารมิตาเทวีและพระมัญชุศรีในลักษณะการเข้าคู่ตามหลักการพุทธศาสนาฝ่ายวัชรยาน วาดขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 13 อยู่ที่ Metropolitan Museum of Art