บทความนี้เป็นตอนต่อจากบทความเรื่อง "การรุกราน การกดขี่ และการขูรีดของสยามต่อรัฐมลายูและปักษ์ใต้ ผ่านสายตาของ'เจ้าอาณานิคมอังกฤษ'"
ต่อจากเมื่อวาน - ว่าด้วยการปกครองของสยามต่อรัฐมลายูตอนเหนือและการรุกรานของสยามต่อรัฐมลายูตอนใต้ ผ่านสายตาของอังกฤษ เป็นเนื้อหาจาก The peoples and politics of the Far East; travels and studies in the British, French, Spanish and Portuguese colonies, Siberia, China, Japan, Korea, Siam and Malaya โดย Henry Norman เมื่อปี ค.ศ. 1895
เนื้อหามีดังนี้
อิทธิพลของสยามในเกดะห์จึงเกิดขึ้นได้ด้วยกำลังอาวุธและผลสืบเนื่องมาจากการที่อังกฤษไม่รักษาสัญญา ดังที่ผม (Henry Norman ผู้เขียนหนังสือ) ได้กล่าวไปแล้ว พวกเขา (สยาม) ถูกขับไล่กลับไปอย่างรวดเร็วจากเประ พวกเขายังใช้อิทธิพลเหนือรัฐรามันและรัฐปัตตานีด้วย ผ่านทางเจ้าคุณแห่งสงขลา เจ้าหน้าที่สยาม อนึ่ง ชื่อปัตตานี มักใช้เรียกพื้นที่ขนาดใหญ่มากในใจกลางคาบสมุทร อันที่จริงแล้ว ปัตตานีเป็นหนึ่งในรัฐที่เล็กที่สุดและมีความสำคัญน้อยที่สุด และความสับสนมากมายเกิดขึ้นจากการใช้ชื่อผิดๆ นี้ อย่างไรก็ตาม สำหรับกลันตันและตรังกานู ซึ่งเป็นสองรัฐหลักทางเหนือของปาหังบนชายฝั่งตะวันออก กรณีนั้นแตกต่างออกไป สยามกำลังพยายามใช้อำนาจที่นี่ซึ่งพวกเขาไม่มีสิทธิ์ใดๆ เลย และถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลอังกฤษควรยื่นคำขาดต่อพวกเขาในเรื่องนี้ สถานะของตรังกานูและกลันตันถูกกำหนดโดยสองมาตราของสนธิสัญญากรุงเทพฯ ที่ทำขึ้นในปี ค.ศ. 1826 ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้:-
มาตราที่ 10 อังกฤษและสยามตกลงร่วมกันว่า จะมีการค้าขายอย่างเสรีระหว่างกันในดินแดนของอังกฤษ ได้แก่ เกาะพรินซ์ออฟเวลส์ (ปีนัง) มะละกา และสิงคโปร์ กับดินแดนของสยาม ได้แก่ นครศรีธรรมราช เมดิลอง (?) สงขลา ปัตตานี ภูเก็ต เกดะห์ และจังหวัดอื่นๆ ของสยาม
มาตราที่ 12 สยามจะไม่เข้าไปขัดขวางหรือรบกวนการค้าในรัฐตรังกานูและกลันตัน พ่อค้าและพลเมืองชาวอังกฤษจะทำการค้าและติดต่อค้าขายกันในอนาคตด้วยความสะดวกและเสรีภาพเช่นเดียวกับที่เคยมีมา และอังกฤษจะไม่เข้าไปรบกวน โจมตี หรือก่อกวนรัฐเหล่านั้นไม่ว่าด้วยข้ออ้างใดๆ ก็ตาม
ดังนั้น ตรังกานูและกลันตันจึงถูกละเว้นเป็นพิเศษจากรายชื่อการเป็นรัฐของสยาม และยิ่งไปกว่านั้น สยามยังผูกพันตนเองว่าจะไม่ไปขัดขวางหรือรบกวนการค้าในรัฐเหล่านั้น สนธิสัญญาปี 1856 ได้ยืนยันข้อกำหนดเหล่านี้แล้ว ดังนั้นจึงเป็นที่ชัดเจนว่าสยามไม่มีสิทธิตามสนธิสัญญาใดๆ ที่สหราชอาณาจักรจำเป็นต้องยอมรับเหนือรัฐเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม รัฐเหล่านั้นมีธรรมเนียมที่จะถวายบุงหงามาส หรือ "ดอกไม้ทองคำ" แก่สยามทุกๆ สามปี ซึ่งเป็นต้นไม้ขนาดเล็กที่ทำจากแผ่นทองคำแผ่นและมีมูลค่าตั้งแต่สองถึงสามพันดอลลาร์ เป็นธรรมเนียมของรัฐทางตะวันออกมาตั้งแต่สมัยโบราณที่จะถวายของถวายประเภทนี้เป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพกับรัฐที่มีอำนาจมากกว่า โดยไม่สละเอกราชของตนแม้แต่น้อย สุลต่านแห่งตรังกานูและกลันตันต่างรับรองกับผม เช่นเดียวกับที่พวกเขารับรองอย่างเป็นทางการกับผู้ว่าการของสเตรตส์เซตเทิลเมนต์หลายครั้งแล้วว่า บุหงามาสไม่ได้ตีความได้ว่าเป็นการยอมรับอำนาจอธิปไตยแต่อย่างใด และรัฐของพวกเขานั้นเป็นอิสระจากสยามอย่างสมบูรณ์
สถานะนี้ได้รับการยอมรับและยืนกรานมาเป็นเวลานานแล้วหลายปีที่ผ่านมา ทางการบริเตนได้กระทำการต่างๆ มากมาย ซึ่งตัวอย่างหนึ่งอาจเพียงพอแล้ว เซอร์ ออร์เฟอร์ คาเวนาห์ (Sir Orfeur Cavenagh) ผู้ว่าการอาณานิคมสเตรตส์เซตเทิลเมนต์ ได้ส่งคำขาดไปยังสุลต่านแห่งตรังกานูในปี ค.ศ. 1862 สั่งให้ส่งอดีตสุลต่านแห่งลิงกา (รัฐสุลต่านรีเยา-ลิงกา/Sultan of Lingga หรือ Sultan of Riau-Lingga เป็นรัฐสุลต่านที่ปกครองหมู่เกาะนอกชายฝั่งคาบสมุทรมาลายา เคยมาพึ่งสยามเพนราะปัญหาทางการเมือง - ผู้แปล) กลับไปยังกรุงเทพฯ เนื่องจากสุลต่านแห่งลิงกาเป็นภัยต่อสันติภาพในคาบสมุทร เมื่อคำขาดนี้ถูกเพิกเฉย และราชสำนักกรุงเทพฯ แสดงความไม่ซื่อสัตย์อย่างมาก ตรังกานูจึงถูกยิงถล่มในปี ค.ศ. 1863 ในจดหมายถึงกงสุลอังกฤษประจำกรุงเทพฯ ลงวันที่ 8 ตุลาคม ค.ศ. 1862 ที่สิงคโปร์ ผู้ว่าการคาเวนาห์ชี้ให้เห็นว่า ตรังกานูเป็น "รัฐมลายูในคาบสมุทร ซึ่งไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรสยาม" และในจดหมายอีกฉบับหนึ่ง ลงวันที่ 4 ธันวาคม เขาเขียนไว้ดังนี้ว่า: "รัฐตรังกานูและรัฐกลันตันไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของดินแดนราชอาณาจักรสยาม การติดต่อสื่อสารทั้งหมดระหว่างรัฐบาลอังกฤษและผู้ปกครองของพวกเขาได้ดำเนินการโดยตรงผ่านผู้ว่าการสเตรตส์เซตเทิลเมนต์เสมอมา" ไม่นานหลังจากนั้น ความผิดพลาดที่ไม่คาดคิดและอธิบายไม่ได้ของรัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษและผู้ว่าการสเตรตส์เซตเทิลเมนต์คนต่อมา ทำให้เกิดความสับสนในเรื่องนี้ชั่วคราว ซึ่งเป็นผลดีอย่างมากต่อสยาม ในปี ค.ศ. 1869 สุลต่านแห่งตรังกานูได้ส่งทูตไปยังอังกฤษพร้อมจดหมายและของขวัญถึงพระราชินีและเจ้าชายแห่งเวลส์ ในเวลาต่อมา ลอร์ดแกรนวิลล์ได้ส่งคำตอบไปยังผู้ว่าการเซอร์แฮร์รี ออร์ด (Sir Harry Ord ผู้ว่าการสเตรตส์เซตเทิลเมนต์ระหว่างปี 1867 ถึง 1873 - ผู้แปล) เพื่อส่งต่อให้สุลต่าน เซอร์ แฮร์รี่ ออร์ด ได้เขียนจดหมายตอบกลับฉบับยาวถึงการสื่อสารนี้ ซึ่งมีข้อความที่น่าประหลาดใจดังต่อไปนี้: "เกี่ยวกับสถานะของสุลต่านแห่งตรังกานู ข้าพเจ้าไม่เคยได้ยินใครตั้งคำถามเลย นอกจากว่าพระองค์ก็เหมือนกับราชาแห่งเกดะห์และผู้ปกครองจังหวัดอื่นๆ บนคาบสมุทรมลายู เป็นรัฐบรรณาการของพระมหากษัตริย์แห่งสยาม และด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงไม่มีอำนาจที่จะเจรจาโดยตรงกับรัฐบาลต่างประเทศ" สิ่งที่เซอร์ แฮร์รี่ ออร์ด ไม่เคยได้ยินใครตั้งคำถามเลยก็คือ ดังที่ผมได้แสดงให้เห็นแล้ว ความขัดแย้งโดยตรงระหว่างบทความของสนธิสัญญาสองฉบับกับความคิดเห็นที่แสดงออกอย่างเป็นทางการของผู้ดำรงตำแหน่งก่อนหน้าเขา! เขาได้ส่งคำตอบไปยังสยาม และไม่จำเป็นต้องเสริมด้วยว่าพวกเขาไม่เคยไปถึงตรังกานู ซึ่งทำให้ตรังกานูถือว่าตัวเองถูกรัฐบาลอังกฤษทอดทิ้ง การกระทำที่โง่เขลาและไร้ความรู้สึกของเซอร์แฮร์รี่ ออร์ด ส่งผลเสียอย่างร้ายแรงที่สุดในคาบสมุทรแห่งนี้ เรื่องนี้ถูกกล่าวถึงอยู่เสมอในการสนทนาของชาวพื้นเมือง และนายกรัฐมนตรีของเกดะห์ได้ยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดกับผมเป็นตัวอย่างของความไร้ประโยชน์ในการพยายามเจรจากับอังกฤษ มันเป็นเรื่องที่เข้าใจยากว่าในกระทรวงการต่างประเทศไม่มีใครที่มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับสนธิสัญญากับสยามและการติดต่ออย่างเป็นทางการระหว่างสิงคโปร์และกรุงเทพฯ เพื่อช่วยลอร์ดแกรนวิลล์ให้รอดพ้นจากความผิดพลาดทางการทูตครั้งนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในความผิดพลาดทางการทูตมากมายของเขา
ดังที่ผมได้อธิบายไว้ในบทก่อนหน้านี้เกี่ยวกับสยาม พระมหากษัตริย์ทรงพยายามเสริมสร้างอำนาจเหนือกลันตันและตรังกานูโดยการแต่งตั้งข้าหลวงประจำดินแดนส่วนนั้นของคาบสมุทร ซึ่งสร้างความไม่พอใจอย่างมากแก่สุลต่านทั้งสอง และในตรังกานูได้มีการต่อต้านอย่างสำเร็จ สุลต่านแห่งกลันตันโชคไม่ดีนัก และเมื่อใดก็ตามที่คาดว่าพระมหากษัตริย์แห่งสยามจะเสด็จพระราชดำเนิน พระองค์ก็จะชักธงชาติสยามขึ้น ซึ่งมีขนาดประมาณหนึ่งฟุตสี่เหลี่ยมจัตุรัส แต่พระองค์ก็ยังคงยืนกรานในความเป็นอิสระของตนจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งเป็นสถานะที่พระองค์มีสิทธิได้รับตามสนธิสัญญา และได้รับการสนับสนุนจากผู้ว่าการสิงคโปร์อย่างน้อยหนึ่งคนในอดีต
ผมได้เขย่าซากประวัติศาสตร์ที่แห้งแล้งนี้ขึ้นมาอีกครั้ง เพราะเป็นที่แน่นอนว่า ด้วยความรวดเร็วของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในอินโดจีน และการล่มสลายของสยามที่กำลังจะเกิดขึ้น คำถามเกี่ยวกับอนาคตของคาบสมุทรทั้งหมดจะถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาในไม่ช้า แน่นอนว่าไม่มีความไม่แน่นอนใดๆ เกี่ยวกับผลลัพธ์ ไม่มีมหาอำนาจยุโรปใดนอกจากเราที่มีผลประโยชน์ใดๆ ในที่นั้น เมื่อไม่นานมานี้ เมื่อโครงการขุดคลองผ่านคอคอดกระถูกกล่าวถึงโดยฝรั่งเศสต่อพระมหากษัตริย์แห่งสยาม รัฐบาลอังกฤษได้ประกาศทันทีว่ากิจการดังกล่าวอยู่ในขอบเขตอิทธิพลของตน และจะต้องไม่ได้รับการพิจารณาหากไม่ได้รับความยินยอมจากตน การปกครองของสยามเหนือประชาชนนั้นประกอบด้วยการรีดไถและไม่มีอะไรอื่น และการปกครองโดยชนพื้นเมืองนั้นโหดร้ายและทำลายล้าง ในทางกลับกัน คาบสมุทรแห่งนี้มีศักยภาพในการพัฒนาแร่ธาตุและการเกษตรอย่างมหาศาล และความก้าวหน้าอันน่าอัศจรรย์ของรัฐในอารักขาของอังกฤษ ดังที่ผมได้แสดงให้เห็นในบทเกี่ยวกับรัฐเหล่านั้น เป็นหลักฐานที่แน่ชัดว่าอะไรบ้างที่สามารถทำได้ภายใต้อำนาจของอารยธรรม เมื่อถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจ—และเราหวังได้ว่าเพื่อประโยชน์ของชาวมาเลย์เอง ช่วงเวลานี้จะไม่ล่าช้าออกไปนาน—คาบสมุทรทั้งหมดจะตกเป็นของอังกฤษอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อาณาเขตของเราบนแผ่นดินจะขยายออกไปเป็นเส้นตรงจากสิงคโปร์ถึงบอมเบย์
จบบทที่ว่าด้วยสยามและรัฐมาลยูจากหนังสือ The peoples and politics of the Far East เมื่อปี ค.ศ. 1895 แต่เพียงเท่านี้
หวังว่าข้อมูลจากสายตาของนักล่าอาณานิคมชาวอังกฤษจะช่วยให้คนไทยเราเข้าใจสถานการณ์ในประวัติศาสตร์ได้ดีขึ้น ว่ารัฐบาลสยามหรือรัฐบาลไทยแต่ก่อนนั้นเคยปฏิบัติต่อรัฐมลายูเช่นไร หรือการปฏิบัติต่อจังหวัดหัวเมืองไกลๆ ในปักษ์ใต้ก็เลวร้ายเพียงใด มิใช่ว่าการปกครองของสยามจะร่มเย็นเป็นสุข หรือไม่เคยเกิดความทุกข์เข็ญอะไรเลย
ผมเองอยากกล่าวตามตรงว่า เหตุผลหนึ่งที่รัฐมลายู เช่น รัฐเกดะห์ที่ที่สยามคิดไปเองว่าภักดีต่อตน กลับร้องขอให้บริเตนหรืออังกฤษมาคุัมหัวและยอมเป็นรัฐในอารักขาของบริเตนนั้น ส่วนหนึ่งเพราะการปกครองที่ไม่มีประสิทธิภาพและการขูดรีดของสยามนั่นเอง
ความไม่มีประสิทธิภาพและความไม่มีอารยะ (แบบตะวันตกหรือ 'สากล') ของสยามในเวลานั้นเป็นเพราะระบบราชการสมัยใหม่แต่รูปโฉมหายนอก แต่เนื้อในยังเป็นสังคมศักดินาที่ตั้งคนเป็นหัวหน้าตามศักดิ์ทางสังคมไม่ใช่ตามความสามารถ และคนที่ทำงานด้วยความสามารถกลับถูกรังแกหรือริษยา เห็นได้จากทัศนะต่อรัฐบาลสยามและข้าราชการชาวสยามในสายตาชาติตะวันตก ซึ่งผมจะขอยกมาให้อ่านจากหนังสือ The peoples and politics of the Far East บทว่าด้วยเรื่องของประเทศสยาม เป็นตัวอย่างดังนี้
"ผม (Henry Norman ผู้เขียนหนังสือ) จะขอพูดถึงเรื่องการศุลากรอันเป็นกรณีร้ายแรงของการบริหารราชการที่ผิดพลาดของสยามอย่างโจ่งแจ้ง และเป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมของการฝ่าฝืนสนธิสัญญากับมหาอำนาจต่างชาติ นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องร้ายแรงที่ส่งผลกระทบต่อการค้าต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการค้าของสหราชอาณาจักร ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 87 ของทั้งหมด ในสมัยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนก่อน รัฐบาลอังกฤษได้ส่งเดวิด วิลเลียมส์ (David Williams) เจ้าหน้าที่สรรพากรชาวอังกฤษที่มีประสบการณ์และความสามารถสูง มาช่วยวางรากฐานด้านศุลกากรของสยาม ผลจากการให้อิสระแก่เขาในตอนแรก ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่น่าทึ่ง ทั้งในด้านการนำเสนอบัญชีและการเพิ่มขึ้นของรายได้ ใครๆ ก็คงคิดว่าข้อเท็จจริงหลังนี้เพียงพอที่จะทำให้วิลเลียมส์ได้รับอำนาจใดๆ ที่เขาต้องการ แต่ภายใต้รัฐมนตรีคนใหม่ ความอิจฉาริษยาชาวต่างชาติมีมากเกินไป โดยการแทรกแซงที่ก่อกวนอย่างต่อเนื่อง การลดอำนาจของเขาลงทีละน้อย และการแทรกแซงของลูกน้องชาวสยามที่ไร้ความสามารถ ทำให้เขาถูกลดบทบาทลงเหลือเพียงที่ปรึกษาซึ่งคำแนะนำของเขากลับไม่ได้รับการนำไปใช้ การบริการแย่ลงกว่าเดิม รายได้ลดลง บัญชีที่จัดทำขึ้นไม่น่าเชื่อถือ และปัญหาความขัดแย้งกับกงสุลต่างๆ อันเนื่องมาจากการฝ่าฝืนสิทธิในสนธิสัญญาก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง (ดูหมายเหตุ)
(หมายเหตุ) "ผู้อ่านบางท่านที่ไม่คุ้นเคยกับตะวันออกอาจสงสัยว่าเหตุใดชาวยุโรปที่มีความสามารถจึงไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ทั้งๆ ที่เผชิญกับการต่อต้านและความเฉื่อยชาของคนพื้นเมือง ผมคงให้คำตอบที่ดีกว่าคำพูดของ จี. เอช. กรินดรอด (G. H. Grindrod) ไม่ได้ ซึ่งประสบการณ์ของเขาในสยามจะถูกกล่าวถึงในบทนี้ต่อไป ผมได้ตีพิมพ์จดหมายของกรินดรอดในบทความในนิตยสาร Contemporary Review ฉบับเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1893 โดยบรรยายว่าเป็นจดหมายจากผู้เขียน "ที่ผมไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว แต่ชื่อและตำแหน่งของเขาน่าเคารพนับถือ" ชาวสยามมักไม่พูดความจริง และด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงไม่ค่อยเชื่อถือผู้อื่นว่าพูดความจริง และจดหมายฉบับดังกล่าวก็ถูกพวกเขาสันนิษฐานว่าเป็นของเพื่อนของผมคนหนึ่ง ซึ่งความสัมพันธ์กับพระมหากษัตริย์ในขณะนั้นทำให้ไม่เหมาะสมที่เขาจะเขียนจดหมายฉบับนั้น ผมดีใจที่มีโอกาสได้กล่าวเช่นนี้ กรินดรอดเขียนว่า:-
“ไม่ใช่เรื่องแปลกที่คุณจะถามว่าทำไมข้าราชบริพารผู้เหนือกว่าของเจ้านายที่ไม่แยแสเช่นนี้จึงไม่บังคับให้เกิดผลลัพธ์ด้วยพลังแห่งบุคลิกภาพและความสามารถเพียงอย่างเดียว ผมขอสารภาพว่าข้าพเจ้าไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้อย่างน่าพอใจสำหรับผู้ที่รู้จักตะวันออกจากหนังสือเท่านั้น และผมก็ไม่สามารถนึกภาพตัวอย่างใดๆ จากการเมืองตะวันตกที่จะเทียบเคียงสภาพการณ์ที่นี่ได้อย่างเหมาะสม” บางทีอาจจะพอเข้าใจความจริงได้บ้างจากข้อเท็จจริงเช่นนี้:
"เกือบทุกแผนกของราชการอยู่ภายใต้การควบคุมโดยตรงของหัวหน้าคนท้องถิ่น ซึ่งการศึกษาของพวกเขานั้นด้อยกว่าเด็กในระดับประถมศึกษาตอนต้น และประสบการณ์ของพวกเขาก็เหมือนกับคนป่าเถื่อนที่งุนงงเพราะรู้จักกลไกทางการเมืองและสังคมอันซับซ้อนของอารยธรรมตะวันตกที่ก้าวหน้าเพียงผิวเผิน รัฐมนตรีแปลกประหลาดคนนี้แทบจะเข้าถึงไม่ได้สำหรับผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่ว่าจะเป็นชาวพื้นเมืองหรือชาวต่างชาติ เพราะเขาเพิกเฉยต่อจดหมายทุกฉบับ และมักจะมาถึงที่ทำงานตอนเที่ยงคืน ซึ่งเป็นเวลาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดปรานที่จะทรงตื่นอยู่"
"ต่อสมาชิกชาวยุโรปในแผนกของเขา หัวหน้าคนท้องถิ่นมีความรู้สึกที่ผสมผสานกันอย่างแปลกประหลาด: ความอิจฉาชาวต่างชาติ ความริษยาในเจตจำนงและความสามารถที่เหนือกว่าของพวกเขา ความหวาดระแวงว่าจะดูด้อยกว่าในด้านใดด้านหนึ่ง และความตระหนักอยู่เสมอว่า 'ฝรั่ง' เป็นผู้พึ่งพา เนื่องจากความคิดริเริ่มและการพัฒนาโครงการทั้งหมด ตลอดจนเงินทุนและกำลังคนสำหรับโครงการเหล่านั้น อยู่ภายใต้การยับยั้งของรัฐมนตรีอย่างเด็ดขาด จึงต้องใช้ความฉลาดแกมโกงและความกล้าหาญอย่างเหลือเชื่อเพื่อหลีกเลี่ยงอุปสรรคทั้งหมดเหล่านี้ต่อความยั่งยืนและความก้าวหน้าของงานที่ได้รับมอบหมายให้แก่ชาวยุโรปอย่างเป็นทางการ"
และ
"ขณะนี้รัฐบาลสยามกำลังจัดหาที่ปรึกษาชาวยุโรปเพิ่มเติมสำหรับกองทัพบก กองทัพเรือ และกระทรวงศึกษาธิการ ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ไม่อาจกล่าวเกินจริงได้ว่า ชาวยุโรปคนใดก็ตามที่ออกไปภายใต้ระบอบการปกครองของสยามในปัจจุบัน ย่อมต้องพบกับความผิดหวังและความล้มเหลวอย่างแน่นอน ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา มีชาวยุโรปเกือบยี่สิบคนออกจากสยามไปด้วยความผิดหวัง และไม่มีใครประสบความสำเร็จในเป้าหมายของตนเลย"
จบการอ้างจากหนังสือ The peoples and politics of the Far East จากนี้เราจะมาวิเคราะห์กันต่อ
นิสัยแบบนี้ดูเหมือนจะยังไม่จางหายไปจากชนชั้นผู้มีอำนาจและระบบราชการของไทย
นิสัยแบบนี้ของคนสยามไม่ใช่มีฝรั่งคนเดียวที่พรรณนาไว้ แต่เป็นนิสัยที่คนสยามเองไม่รู้ตัว แม้รู้ตัวก็ไม่ยอมรับ นิสัยแบบนี้เองที่ทำให้สยามยืนอยู่เคียงข้างนานาอารยะประเทศไม่ได้ เนื่องจาก "ไม่มีมาตรฐานสากล" ต่างจากญี่ปุ่นที่พัฒนานิสัยอารยะนี้พร้อมๆ กับพัฒนากฎหมายที่อารยะ การยอมรับกติกาสากล และการพัฒนาอุตสาหกรรม จนกระทั่งญี่ปุ่นสามารถยกระดับตัวเองเป็น 'นักล่าอาณานิคมสากล' ที่ชาติตะวันตกยอมรับและยึดเกาหลีเป็นอาณานิคมและดินแดนบางส่วนของจีนไว้โดยที่ชาติตะวันตกยอมรับว่าชอบธรรมแล้ว (ตามกติกาของนักล่าอาณานิคมสากล)
แต่สยามนั้นไม่ได้ทำอะไรแบบนั้นอย่างเป็นระบบเลย
เหตุผลเหล่านี้ทำให้ชาติตะวันตกมองว่าสยามไม่มี 'อารยะ' (civilized) พอที่จะปกครองดินแดนในแบบจักรวรรดิสมัยใหม่ที่บริเตนและฝรั่งเศสกำลังเป็นในเวลานั้น
แม้จักรวรรดิสมัยใหม่ที่บริเตนและฝรั่งเศสเป็นนั้นจะเป็นการขูดรีดอีกรูปแบบหนึ่ง แต่พวกเขาก็ยังใช้คำว่า 'อารยธรรม' เป็นธงบังหน้า ภายใต้ธงอารยธรรมนี้การกดขี่และขูดรีดยังดำเนินต่อไป แต่อำพรางไว้ด้วย 'การพัฒนา' เช่นการตัดถนน การให้การศึกษา และสาธารณสุข และการกระจายความมั่งคั่ง ทั้งหมดนี้เป็นไปเพื่อการควบคุมจักรวรรดิอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ก็ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในรัฐอารักขาด้วย
ที่สำคัญก็คือจักรวรรดิตะวันตกดำเนินการใดๆ ก็อิงกับ Rational หรือ 'ความเป็นเหตุและผล' ที่แสดงออกผ่านกฎหมายระหว่างประเทศและกติกาสากลที่เริ่มเป็นรูปแบบร่างในเวลานั้น ต่างจากสยามที่ยังดำเนินการด้วยกฎหมายท้องถิ่นที่โหดร้าย ไม่เป็นธรรม และอิงกับความเชื่อเหนือธรรมชาติมากกว่า Rational ยังไม่นับนิสัยใจคอที่ไม่เป็นมืออาชีพของผู้บริหารราชการ
นี่เป็นเหตุที่ทำให้รัฐเอเชียต่างๆ ทั้งในบริติชราชจนถึงแหลมมลายูต่างก็ยินดีมากกว่าที่จะอยู่กับบริเตน ที่แม้จะกดขี่เหมือนกันแต่โหดร้ายน้อยกว่า และมีระบบการปกครองที่มืออาชีพมากกว่า
รัฐมลายูที่ตกเป็นของบริเตนและบางส่วนที่ยังเป็นของสยามก็ยังเห็นคล้ายๆ กัน โดยมองว่า สยามไว้ใจไม่ได้ ไม่เอื้อเฟื้อท้องถิ่น ตักตวงเข้าส่วนกลางทั้งสิ้น ซึ่งเหตุปัจจัยทางประวัติศาสตร์เหล่านั้นก็ไม่เคยขาดช่วงเลย ทั้งยังถูกสืบทอดต่อมาเรื่อยๆ กระทั่งกลายเป็นเหตุแห่งการปกครองที่ไม่ราบรื่นจนกระทั่งทุกวันนี้
นี่ไม่ใช่ว่าผมสนับสนุนการล่าอาณานิคม อันเป็นการขูดรีดและกดขี่ และเราต้องยอมรับว่า สยามก็ทำการในลักษณะเดียวกันแต่เรียกกันคนละแบบแค่นั้น ซึ่งนักวิชาการในปัจจุบันเรียกว่า Internal colonialism หรือการสร้างอาณานิคมภายใน คือการที่รัฐบาลส่วนกลางปฏิบัติต่อท้องถิ่นที่เป็นชนกลุ่มน้อยอย่างเป็นพลเมืองชั้นสอง
การทำ Internal colonialism ของสยามแบบอำพรางนั้นไม่มีประสิทธิภาพและกดขี่ยิ่งว่าการทำ colonialism ในรูปแบบเสียอีก เพราะ colonialism แบบบริเตนอย่างน้อยก็ยังรักษาตัวตนของชนชาติท้องถิ่นไว้ คนมลายูก็ยังเป็นมลายู แม้จะถือเป็นพลเมืองชั้นสองของจักรวรรดิบริเตนก็ตาม แต่ Internal colonialism ทำลายอัตลักษณ์ของชนกลุ่มน้อยจนหมดสิ้น เพื่อทำให้คนเหล่านั้นเป็นไทย (Thaification) แต่ในนาม แต่ในทางปฏิบัติยังปฏิบัติกับคนเหล่านั้นเป็นคนอื่น
ทุกวันนี้ก็ยังมีร่องรอยของการทำ Internal colonialism ในภูมิภาคของชาวมลายูในปักษ์ใต้ เช่นการที่รัฐบาลพยายามเรียกคนเหล่านี้ 'คนไทยมุสลิม' โดยเป็นการเรียกที่ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะผิดฝาผิดตัว และไม่เห็นว่าคนเหล่านี้เป็นชนชาติเฉพาะ เป็นการดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นคนโดยพื้นฐาน
เพราะพลเมืองไทยเป็นที่มุสลิมนั้นมีทั้งเชื้อสายมลายู เชื้อสายจาม เชื้อสายปาทาน กระทั่งมุสลิมไทย ลาว และมุสลิมจีนฮ่อ การเหมารวมทั้งหมดโดยเอาศาสนามาเป็นฉลากเป็นเรื่องที่เหลวไหลไม่เป็นวิทยาศาสตร์
ทั้งหมดนี้เป็นเพราะ 'รัฐไทย' (คืออำนาจรัฐบาล ราชการส่วนกลาง ชนชั้นนำ) ไร้ประสิทธิภาพ ขาดคนมีความรู้ โหดร้าย และไม่มืออาชีพหรือไม่? หากใช่ ข้อสังเกตของชาวอังกฤษเมื่อร้อยกว่าปีก่อนก็ยังเป็นสัจธรรมอยู่จนถึงทุกวันนี้
แล้วเราจะเพ่งเล็งไปที่ 'ผู้แบ่งแยกดินแดน' เพียงอย่างเดียวจะแก้ปัญหาได้หรือ?
เพราะการมีอยู่ของ 'ผู้แบ่งแยกดินแดน' (หรือที่เรียกอย่างเป็น euphemism โดยด้อยความนัยว่าเป็นแค่ 'ผู้ก่อความไม่สงบ') นั้นมาจากการปกครองที่ไร้ประสิทธิภาพและการทำผิดพลาดต่อชนชาติในท้องที่ที่ยืดเยื้อมานานนับร้อยปีหรือไม่?
หากเราไม่เคยรู้ว่าเราเคยผิดพลาดตรงไหนในประวัติศาสตร์ แล้วเราจะแก้ไขปัจจุบันได้อย่างไร จริงไหม?
บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better
Photo - พระราชวังของสุลต่านแห่งรัฐกลันตัน จากหนังสือ The sea road to the East, Gibraltar to Wei-hai-wei; six lectures โดย Arthur John Sargent เมื่อปี 1912