ไทยสนับสนุนรัฐอิสราเอลมาตั้งแต่แรก แล้วพวกไซออนิสต์ก็ตอบแทนด้วยการแห่เข้ามาตั้ง'อาณาจักร'ในไทย

ไทยสนับสนุนรัฐอิสราเอลมาตั้งแต่แรก แล้วพวกไซออนิสต์ก็ตอบแทนด้วยการแห่เข้ามาตั้ง'อาณาจักร'ในไทย

รู้หรือไม่? ว่าไทยเป็นประเทศแรกที่รับรองข้อเสนอให้จัดตั้ง "รัฐของชาวยิว" ขึ้นมาเพื่อรองรับการอพยพของชาวยิวจากยุโรปเข้าไปอยู่ในดินแดนปาเลสไตน์ ซึ่งต่อมาจะกลายเป็น "รัฐอิสราเอล" ในทุกวันนี้

ผมจะหยิบข่าวเมื่อร้อยกว่าปีก่อนมาให้อ่านกัน จากนิตยสาร Millard's Review of the Far East, Volume 6, 1918

สยามรับรองปฏิญญาของอังกฤษว่าด้วยการก่อตั้งรัฐยิว

นับตั้งแต่ที่อังกฤษออกแถลงการณ์ผ่านทางนายบัลฟอร์เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว เพื่อสนับสนุนการจัดตั้งบ้านเกิดแห่งชาติสำหรับชาวยิวในปาเลสไตน์ ชาวยิวในตะวันออกไกลก็ได้ทำการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อสนับสนุนการเคลื่อนไหวนี้ สมาคมไซออนิสต์เซี่ยงไฮ้ ซึ่งมี อี. เอส. คาดูรี เป็นประธาน และ เอ็น. อี. บี. เอซรา เป็นเลขานุการ โดยได้รับการช่วยเหลือจาก เดวิด ไอ. แซนเดลสัน หนึ่งในผู้นำไซออนิสต์ชาวอังกฤษรุ่นใหม่จากลอนดอนซึ่งปัจจุบันอยู่ในตะวันออกไกล ได้พยายามขอรับการสนับสนุนจากจีน ญี่ปุ่น สยาม และประเทศอื่นๆ ในเอเชีย ประเทศแรกที่อนุมัติเป้าหมายขององค์กรคือสยาม องค์กรท้องถิ่นได้รับสารจากเจ้าชายเทวะวงศ์วโรปการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสยาม ในสัปดาห์นี้ ดังต่อไปนี้:

สำนักงานการต่างประเทศ

กรุงเทพฯ, 22 สิงหาคม 1918

ข้าพเจ้าขอเรียนให้ทราบว่า ข้าพเจ้าได้รับจดหมายจากสมาคมไซออนิสต์เซี่ยงไฮ้ ลงวันที่ 12 กรกฎาคม 1918 เรื่องการจัดตั้งปาเลสไตน์เป็นบ้านเกิดเมืองนอนของชาวยิวแล้ว ในการตอบจดหมายฉบับนี้ ข้าพเจ้าขอเรียนให้ทราบว่า รัฐบาลสยามเห็นด้วยกับท่าทีของฝ่ายสัมพันธมิตรในการจัดตั้งปาเลสไตน์เป็นบ้านเกิดเมืองนอนของชาวยิว และจะร่วมมือกับฝ่ายสัมพันธมิตรอย่างเต็มที่เพื่ออำนวยความสะดวกให้บรรลุเป้าหมายนี้ โดยเป็นที่เข้าใจอย่างชัดเจนว่า จะไม่มีการกระทำใดๆ ที่จะกระทบต่อสิทธิพลเมืองหรือสิทธิทางศาสนาของชุมชนที่ไม่ใช่ชาวยิวในปาเลสไตน์

ข้าพเจ้าขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง (ลงชื่อ) เทวะวงศ์

เทวะวงศ์ ก็คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ ปี ค.ศ. 1918 ตรงกับ พ.ศ. 2461 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

ขอย้ำอีกครั้งว่า "ประเทศแรกที่อนุมัติเป้าหมายขององค์กรคือสยาม" 

สยามนั้นเป็นประเทศแรกในเอเชียที่ประกาศยอมรับ Balfour Declaration ซึ่งแถลงการณ์ที่ออกโดยรัฐบาลอังกฤษในปี 1917 ระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ซึ่งประกาศการสนับสนุนการจัดตั้ง "บ้านเกิดเมืองนอนสำหรับชาวยิว" ในปาเลสไตน์ ดังที่เราทราบว่าในปีถัดมา คือ 1918 กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการก็ทรงส่งสารประกาศจุดยืนของสยามว่ายอมรับแถลงการณ์

คนที่เป็นผู้ประกาศจุดยืนของรัฐบาลสยามไม่ใช่แค่กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ แต่ยังเป็นชาวยิวอีกคนหนึ่งที่เป็นผู้แทนของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวในกรุงลอนนดอน คือ โจเซฟ ฮอชแมน (Joseph Hochman) ผู้เป็น 'รับไบ' หรืออนุศาสนาจารย์ชาวยิว และบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ Jewish Review

อย่างไรก็ตาม ในการสนับสนุนรัฐของชาวยิวนั้น กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ ทรงย้ำว่า "เป็นที่เข้าใจอย่างชัดเจนว่า จะไม่มีการกระทำใดๆ ที่จะกระทบต่อสิทธิพลเมืองหรือสิทธิทางศาสนาของชุมชนที่ไม่ใช่ชาวยิวในปาเลสไตน์"

หากยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่จนถึงวันนี้ คงจะทรงผิดหวังอย่างยิ่งกับ "รัฐบ้านเกิดของชาวยิว" ที่รัฐบาลสยามอุตส่าห์ออกตัวสนับสนุนเป็นชาติแรก เพราะรัฐอิสราเอลนี้ได้ย่ำยี "เจ้าของที่ดินเดิม" คือชาวปาเลสไตน์อย่างเลวร้าย

กระนั้นก็ตาม ปาเลสไตน์บางพวกก็กระทำต่อคนไทยอย่างเลวร้ายเช่นกัน โดยสังหารคนไทยมากมายที่ทำงานในอิสราเอลในเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2023 ที่ทำไปสู่สงครามกาซาที่ยืดเยื้อจนถึงทุกวันนี้ 

นี่คือผลพวงจากการที่สยามและไทยเอาตัวเข้าไปยุ่งกับอิสราเอลและปาเลสไตน์ ถามว่าจำเป็นหรือไม่? ย่อมเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง 

เพราะการที่รัฐบาลสยามออกตัวสนับสนุนรัฐของชาวยิวมาตั้งแต่แรก ก็คงเพราะหวังผลทางการเมืองระหว่างประเทศเนื่องจากนี่เป็นแนวคิดของฝ่ายสัมพันธมิตรอันเป็นมหาอำนาจของโลกที่เพิ่งจะชนะสงครามโลกครั้งที่ 1 และสยามเราก็เป็นฝ่ายเดียวกับพวกนั้น

หากสยามสนับสนุนรัฐของชาวยิว ก็เท่ากับ "เป็นพวกเดียวกัน" กับฝ่ายพันธมิตร และสยามย่อมสามารถมีที่ยืนในเวทีโลกที่เท่าเทียมกับ "อารยะประเทศเหล่านั้น" ได้ โดยมีผลที่จะตามมาคือ สยามจะสามารถแก้ไขสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและสิทธิสภาพนอกอาณาเขตที่พวกฝรั่งนำมากดขี่เราได้ 

นี่คือความจำเป็นทางการเมืองที่สยามต้องสนับสนันการมีอยู่ของรัฐบ้านเกิดขึ้นชาวอิสราเอล

ทุกวันนี้ ในระดับประชาชนคนไทยก็ยังพึ่งพาการมีอยู่ของอิสราเอลในฐานะแหล่งทำมาหากิน โดยมีคนไทยในอิสราเอลมากถึง 58,000 คน

ขณะที่ชาวอิสราเอลเข้าไทยหลักหลายแสนคนในแต่ละปี แล้วในจำนวนนี้พำนักอยู่ในไทยระยะที่ยาวขึ้นประมาณ 30,000 คน

นี่เรียกว่าน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่าจะได้ไหม? 

เมื่อเทียบกับจำนนวนประชากรแล้วดูจะไม่เท่าเทียมนัก เพราะคนอิสราเอลในไทยมีสัดส่วนมากกว่าคนไทยที่อยู่ในอิสราเอล

ยิ่งไม่ต้องเทียบเรื่องขนาดของประเทศไทยและรัฐอิสราเอล 

แถมการเข้ามาอยู่ของชาวอิสราเอลในไทยยังเป็นการอยู่แบบตัวใครตัวมัน ไม่สังคมโลกกับคนไทย เข้ามาแล้วก็ตั้งอาณาจักรของตัวเอง ตั้งศาสนสถานที่เรียกว่า 'ชาบัดเฮ้าส์' ของตัวเอง ร้านอาหารของตัวเอง บริการของตัวเอง และหลายกรณียังห้ามคนไทยเข้า "ที่ของตัวเอง"

คนไทยถึงรังเกียจคนอิสราเอลเหล่านั้นว่าเข้ามาอยู่ในแผ่นดินเราแล้วยังทำตัวเป็นเจ้าของแผ่นดินเหนือกว่าเจ้าของตัวจริง

คนเขาจึงบอกว่า พวกอิสราเอลนั้นไม่ทิ้งนิสัยทำตัวเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ คือเข้าไปแย่งแผ่นดินปาเลสไตน์แล้วก็แย่งเขามาเลย เบียดเบียนจนเจ้าของแผ่นดินเดิมไม่มีที่จะซุกหัวนอนกันแล้ว ดังที่ผมบอกว่า หากท่านเสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศยังมีพระชมม์ชีพอยู่แล้วเห็นพวก 'ไซออนิสต์' (Zionism คือพวกที่เชื่อว่าปาเลสไตน์คือดินแดนของชาวยิว และชาวยิวมีสิทธิ์ที่จะไปอยู่ที่นั่น) ทำตัวแบบนี้ คงจะไม่ชักนำประเทศสยามให้สนับสนุนการตั้งรัฐอิสราเอลเป็นแน่

และอาจจะทรงพิโรธด้วยซ้ำหากทราบว่าพวกไซออนิสต์ที่ทรงอุตส่าห์มีเมตตาสนับสนุนการสรรหาแผ่นดินให้อยู่ กลับมาทำเป็นตัวโอหังบังอาจในแผ่นดินพสกนิกรของพระองค์

ยิ่งความทราบถึงดวงพระวิญญาณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงเป็นเจ้าแผ่นดินในสมัยของกรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการด้วยแล้ว จะทรงพิโรธและบริพาษพวก 'ยิว' อย่างหนักหนาสาหัส

ในหลวงรัชกาลที่ 6 ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ในเรื่อง "พวกยิวแห่งบูรพทิศ" เอาไว้โดยทรงตั้งข้อสังเกตเรื่องการที่ชาวยิวถูกรังเกียจเอาไว้ สาเหตุหนึ่งนั้นก็คือ 

"ลักษณะของพวกผิวที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือ ความถือโคตร (คือกำเนิดดั้งเดิมของตน) ธรรมดายิวแล้ว ไม่ว่าอยู่ในประเทศใด หรือแปลงเป็นชาติใดก็ยังคงเป็นยิวอยู่นั่นเอง เขาอาจจะปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมและประเพณีของบ้านเมืองที่เขาอยู่ ประพฤติอาการและกิริยาภายนอกเหมือนกับพลเมืองนั้นทุกอย่าง แต่เขาไม่ลืมเลยว่าเขาเป็นยิว ทั้งไม่ยอมให้คนทั้งหลายลืมด้วยการอยู่ในเมืองต่างประเทศถึงจะช้านานปานใด"

"ความถือโคตร" นี่ก็ยังแสดงให้เห็นมาถึงปัจจุบัน คือ การที่ชาวอิสราเอลที่มาอยู่ในไทยอยู่รวมกลุ่มกันเอง ไม่เข้าไม่หาเจ้าถิ่น ทั้งยังกีดกันเจ้าถิ่นเสียอีก 

ที่จริงแล้ว "พวกยิวแห่งบูรพทิศ" นั้นทรงพระราชนิพนธ์เพื่อจะเตือนให้คนไทยระวังจีนเอาไว้ โดยทรงเปรียบคนจีนว่าเป็นเหมือนพวกยิว ทรงพรรณนาความเป็นยิวในแง่ลบก่อนจะทรงอธิบายว่าคนจีนนั้นเหมือนยิวอย่างไร

แต่เราจะไม่ลงไปถึงความเป็นจีนและความเป็นยิว ณ ที่นี้ เพราะไม่ใช่ประเด็นที่จะอภิปราย 

อีกทั้งผมเองก็ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดใน "พวกยิวแห่งบูรพทิศ" เพราะเป็นแนวคิดที่ "โบราณ" เสียแล้วในยุคนี้ ทั้งยังมีความเหยียดชาวยิว (Anti-semitism) ที่ในยุคของเราเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ เช่นเดียวกับการเหยียดชนชาติใดก็ตาม 

แต่ที่ยกพระราชนิพนธ์มาให้อ่านก็เพื่อจะชี้ว่าในยุคก่อนนั้นชนชั้นปกครองชาวสยามที่รับการศึกษาจากโลกตะวันตก (ที่เหยียดยิว) มองชาวยิวแบบไหน? แต่ชาวยิวเป็นแช่นนั้นจริงๆ หรือไม่ และยังเป็นอยู่หรือไม่ขึ้นกับวิจารณญาณของผู้อ่านเอง

ผมยังจะอ้างงานเขียนจากหนังสือเรื่อง "Japan, the Jews, and Israel: Similarities and Contrasts" ของ  Meron Medzini ซึ่งบอกกลายๆ ถึงการถือโคตรของชาวยิวไทยตั้งแต่ยุคแรกของการเข้ามาตั้งถิ่นฐานว่า 

"หลังจากการปฏิวัติเดือนตุลาคม 1917 ผู้ลี้ภัยชาวยิวจำนวนหนึ่งได้เดินทางมาถึงกรุงเทพฯ จากรัสเซีย ในช่วงทศวรรษ 1920 จำนวนชาวยิวอยู่ที่ 58 ครอบครัว รวมประมาณ 200 คน โดยมีครอบครัวเกอร์สันเป็นผู้นำ ซึ่งความมั่งคั่งของครอบครัวนี้มีบทบาทสำคัญในชีวิตของชุมชน ไม่มีหลักฐานใดบ่งชี้ว่ามีการต่อต้านชาวยิวในหมู่ประชากรท้องถิ่น ส่วนใหญ่เป็นเพราะลักษณะนิสัยที่เปิดกว้างและยอมรับความแตกต่าง ซึ่งเป็นลักษณะทั่วไปของผู้ที่ยึดมั่นในวิถีชีวิตแบบพุทธศาสนา เช่นเดียวกับในประเทศอื่นๆ ในเอเชีย ชาวยิวไม่ได้สนใจภาษาท้องถิ่นและไม่สามารถมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมือง วิชาการ หรือสื่อได้" 

ผมคิดว่าได้ข้อมูลจากอดีตขนาดนี้แล้วคงจะสามารถวิเคราะห์สถานกาณ์ปัจจุบันและอนาคตกันได้ 

อย่างไรก็ตาม ผมยังอยากจะชี้ว่า "ความเป็นยิว" ยังต่างกับการ "ความเป็นไซออนิสต์"

สิ่งที่จะคุยกันคือ ความไม่เกรงใจไทยของพวกไซออนิสต์ซึ่งเป็นพลเมืองส่วนใหญ่ของอิสราเอล ณ เวลานี้ 

ไซออนิสต์กับยิวนั้นไม่ใช่ไวพจน์หรือคำพ้องกัน ไซออนิสต์อาจจะเป็นยิวหรือไม่ก็ได้ แต่เป็นพวกที่เชื่อว่าปาเลสไตน์คือดินแดนบ้านเกิดขึ้นชาวยิว และชาวยิวควรไปอยู่ที่นั่นโดยตั้งชื่อรัฐว่าอิสราเอล

แต่ไม่ใช่ชาวยิวทุกคนที่เชื่อในลัทธิไซออนิสต์ ชาวยิวมากมายต่อต้านไซออนิสต์ เห็นใจชาวปาเลสไตน์ ทั้งยังไม่กล้าไปเหยียบรัฐอิสราเอลเพราะถือว่าเป็นมิจฉาทิฐิ เนื่องจากพวกไซออนิสต์นั้นกลับไปยังปาเลสไตน์โดยที่พระเจ้ายังไม่ทรงอนุญาต

ดังนั้น ชาวไทยจึงอย่าเกลียดชาวยิว แต่ให้ระวังพวกไซออนิสต์เอาไว้ 

อีกประการก็คือ รัฐบาลอิสราเอลมักจะเหมารวมว่าคนที่ต้านไซออนิสต์คือพวกเหยียดชาวยิว (Anti-semitism) และรัฐบาลชาติตะวันตกหลายแห่งก็ถือตาม ซึ่งผมเห็นว่าเป็นเรื่องเหลวไหลที่สุด เพราะอย่างที่กล่าวไว้ก็คือ การเหยียดไซออนิสต์ไม่ถือเป็นการเหยียดยิว เพราะไม่ใช่ยิวทุกคนที่เป็นไซออนิสต์ และพวกไซออนิสต์มากมายก็ไม่ใช่ยิว

หากคนไทยแยกแยะถูกว่าอะไรคือยิวอะไรคือไซออนิสต์ เราก็จะแก้ปัญหาไปได้เปราะหนึ่งว่า เราควรจะต้อนรับใคร และควรจะขับไล่ใคร

เพราะแม้แต่ในหมู่คนไทยก็ยังเสียงแตก มีทั้งกลุ่มที่รักอิสราเอล กลุ่มต่อต้านไซออนสิต์ และกลุ่มชังอิสราเอลรักปาเลสไตน์ กลุ่มไม่ได้เกลียดยิวแแต่ไม่ต้องการให้รัฐอิสราเอลดำรงอยู่ ฯลฯ 

สยามประเทศกับพวกยิวและพวกไซออนิสต์มันยุ่งเหยิงแบบนี้เอง

ผมจะปิดท้ายด้วยเรื่องโจ๊กเรื่องหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นในโปแลนด์ คือในปี 1968 พวกนักศึกษาในโปแลนด์รวมตัวกันประท้วงขับไล่พวกไซออนิสต์ให้ออกไปจากประเทศ โดยชูคำขวัญว่า "Syjoniści do Syjamu" แปลว่า "พวกไซออนิสต์จงไปประเทศสยามซะ" 

ทำไมต้องไล่พวกไซออนิสต์ไปสยาม?

เพราะคำว่า ไซออนิสต์ (Syjoniści) ในภาษาโปลนั้นออกเสียงคล้ายกับคำว่า สยาม (Syjamu) ทำให้ชาวโปลิชเข้าใจผิดว่าพวกไซออนิสต์นั้นอยู่ที่ประเทศสยาม

นี่เป็นความเข้าใจผิดที่น่ารัก

ได้แต่ภาวนาว่าอย่าได้เป็นเรื่องจริงก็แล้วกัน

 บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better 

Photo - ภาพแคปเจอร์จากวิดิโอและใช้ AI ในการปรับแต่งความคมชัดและเพิ่มคำบรรยาย เป็นภาพเหตุการณ์ที่นักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลมีปากเสียงกับคนไทยในพื้นที่เกาะพงัน และเอ่ยปากว่า "My money built your country" จนกลายเป็นประเด็นต่อต้านรุนแรงเมื่อเดือนพฤษภาคม 2025
 

TAGS: #อิสราเอล #ยิว #ไซออนิสต์