เมื่อพระบรมธาตุเมืองนครของเราได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลก ผมอยากจะเขียนบางเรื่องเพื่อสรรเสริญและบูชาพระบรมธาตุเมืองนครอันเป็นที่เคารพยิ่ง เพียงแต่เรื่องพระบรมธาตุและเมืองนครนั้นมีผู้เขียนไว้มากแล้ว
ที่สำคัญคือผมไม่ใช่คนเมืองคร เรื่องยกยอเมืองครนั้นให้คนครทำจะเป็นการให้เกียรติกันมากกว่า
กระนั้นก็ตาม ผมเห็นว่าปักษ์ใต้เป็นอู่ของพุทธศาสนามาแต่โบราณ ควรจะเขียนเรื่องพระพุทธศาสนาในเมืองปักษ์ใต้เพื่อบูชาพระบรมธาตุก็ได้ โดยมีเรื่องหนึ่งซึ่งคนไม่ค่อยจะทราบคือ ในแถบคาบสมุทรมลายู เคยเป็นที่สถิตของพระภิกษุผู้เป็นปรมาจารย์ท่านสำคัญของพุทธศาสนามหายานฝ่ายวัชรยาน
ปักษ์ใต่้นั้นเคยเป็นถิ่นของมหายานและวัชรยานมาก่อน มีหลักฐานทางวัตถุมากมาย เช่น ประติมากรรมรูปโพธิสัตว์ต่างๆ พบทั้งที่ไชยาก็มีไปถึงยะหริ่งก็มาก แสดงว่าเมืองปักษ์ใต้นั้นเป็นศูนย์กลางของมหายานและวัชรยานมาก่อน จนกระทั่งมีการสถาปนาพุทธศาสนาฝ่ายลังกาวงศ์ อันเป็นฝ่ายหินยาน โดยมีพระบรมธาตุเมืองนครเป็นศูนย์กลางของสำนักนั้น
แต่ในยุคมหายาน ศูนย์กลางอาจจะอยู่ที่เมืองไชยา มีพระเจดีย์แบบมหายานสี่องค์ คือ พระบรมธาตุไชยา เจดีย์วัดเวียง เจดีย์วัดหลง และเจดีย์วัดแก้ว เพราะมีการเอ่ยถึงสถานที่แสวงบุญของชาววัชรยานในดินแดนคาบสมุทรมลายูอันเป็นแนวเจดีย์สามหรือสี่องค์ ในบันทึกของท่านตารานาถ (Tārānātha) ปรมาจารย์ชาวทิเบตผู้เขียนประวัติศาสตร์พุทธศาสนาในอินเดีย คือหนังสือ Tāranātha's History of Buddhism in India ระบุว่าสถานที่แห่งนั้นอยู่ใต้ลงไปจาก 'ธนศรี' ซึ่งอาจหมายถึงตะนาวศรี
ในดินแดนนั้นยังมีปรมาจารย์ท่านหนึ่งมีชื่อเสียงลือลั่นจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะในทิเบตที่วิชาความรู้ของท่านยังได้รับการสืบทอดอยู่ คือ พระธรรมกีรติศรี
พระธรรมกีรติศรี (Dharmakīrtiśrī) หรือกุลานตา หรือ 'สุวรรณทวีปิ ธรรมกีรติ' ท่านเป็นพระสงฆ์ชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สมัยศตวรรษที่ 10 (คนละองค์กับพระธรรมกีรติแห่งนาลันทา) ปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัดว่า สุวรรณทวีปในที่นี้หมายถึงสุมาตรา หรือคาบสมุทรมลายูตอนบน จากบันทึกของท่านตารานาถระบุว่า สุวรรณทวีปคือคาบสมุทรมลายูตอนบน (ปักษ์ใต้ของไทย) มีความเคลื่อนไหวของวัชรยานจนถึงศตวรรษที่ 16 - 17 ส่วนที่สุมาตรากลายเป็นอิสลามไปก่อนหน้านี้แล้ว
จีนเรียกท่านว่า 'จินโจว ต้าซือ' (金州大師) แปลว่าปรมาจารย์ (大師) แห่งสุวรรณทวีป (金州) เพียงแต่ภูมิศาสตร์โบราณจีนไม่ได้กำหนดไว้ว่า จินโจว (金州) หรือทวีปทอง หรือสุวรรณทวีปนั้นหมายถึงที่ไหน และชื่อจินโจวนั้นยังใช้การดาดดื่นทั่วไปทั้งในจีนเองด้วย
กระนั้นก็ตาม รอเบิร์ท บุสเวลล์ จูเนียร์(Robert Buswell Jr.) ผู้เชี่ยวชาญพุทธศาสนาในเกาหลีและจีน กล่าวไว้ในหนังสือ Princeton Dictionary of Buddhism ของมหาวิทยาลัยพรินซ์ตันว่า สุวรรณทวีปนั้นอยู่ที่ไหนสักแห่งในพม่าตอนล่าง (ตะนาวศรี?) คาบสมุทรมลายู (ไชยา? ยะหริ่ง? หรือไทรบุรี?) หรือเกาะสุมาตรา
หนังสือ Esoteric Buddhism in Mediaeval Maritime Asia: Networks of Masters, Texts, Icons กล่าวไว้ว่า "ธรรมกีรติ 'แห่งสุวรรณทวีป' ซึ่งมักถูกระบุว่าเป็นเกาะสุมาตรา แม้ว่าเมื่อเร็วๆ นี้จะมีการตีความว่าเป็นชื่อทั่วไปของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ตาม" พร้อมขยายความว่ามีผู้เสนอว่าอาจเป็นไทรบุรีหรือรัฐเกอดะฮ์ของมาเลเซีย ซึ่งมีโบราณสถานที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพียงแต่ผมเห็นว่าไทรบุรีนั้นมีหลักฐานเรื่องพระพุทธศาสนาที่จำกัด ไม่สามารถบอกได้ว่านี่เป็นศูนย์กลางศาสนา หรือเป็นแค่เมืองท่ากันแน่
ตรงกันข้ามกัยปักษ์ใต้ของไทยที่มีหลักฐานมากมายมหาศาล และยังสืบทอดพุทธศาสนาจนถึงทุกวันนี้ ควรจะเป็นดินแดนของปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ของมหายานและวัชรยาน คือท่านธรรมกีรติศรี
พระธรรมกีรติศรีเกิดเป็นพระโอรสของกษัตริย์แห่งสุวรรณทวีป ซึ่งนับถือศาสนาพวกเดียรถีย์ แต่ตอนที่ประสูติพระโอรสกลับร้องเป็นคำบูชาพระรัตนตรัย เป็นนิมิตว่าท่านจะเป็นกำลังหลักในพุทธศาสนาเป็นแน่
เมื่อเติบโตขึ้นพระราชกุมารไปพบพระพุทธรูปซ่อนอยู่ในถ้ำ ท่านจึงสักการะบูชา ด้วยกุศลนั้นทำให้แผ่นดินเดียรถีย์จึงอุดมสมบูรณ์ ปลอดจากภยันตรายจากโรคระบาด ทำให้ปวงชนเริ่มหันมานับถือศาสนาพุทธ
ต่อมาพระราชบิดาอนุญาตให้พระราชกุมารเดินทางไปชมพูทวีปเพื่อศึกษาสรรพศาสตร์ พระราชกุมารทรงศึกษาทั้งศาสตร์ทางโลกและทางธรรม เป็นเวลา 7 ปี จนวันหนึ่งท่านได้นิทราแล้วฝันไปว่า คุรุของท่านกล่าวว่า "เป็นกษัตริย์ไม่ใช่เรื่องดี ไม่ควรจะมีใจปรารถนาริษยา" แล้วถามศิษย์ 3 ครั้งว่าจะสร้างอาณาจักรแห่งธรรมได้หรือไม่ พระราชกุมารก็ตอบรับอาจารย์ถึง 3 ครั้ง เมื่อตื่นข้นมาก็พบอาจารย์นั่งอยู่ข้างๆ
ด้วยนิมิตและการลองใจนี้ ท่านอาจารย์จึงสอนพุทธธรรมอันลึกซึ้งให้อย่างมากมาย และตั้งชื่อทางธรรมให้ท่านว่า "ธรรมกีรติแห่งสุวรรณทวีป"
เมื่อกลับคืสู่สุวรรณทวีปแล้ว ได้าสั่งสอนธรรมมะแก่ปวงชน เปลี่ยนดินแดนเดียรถีย์ให้เป็นแดนแห่งพุทธธรรม ชื่อเสียงของท่านเลื่องลือไปไกล ทั้งในสุวรรณทวีป ชมพูทวีป และในโลกหล้า
ศิษย์คนสำคัญของท่านคือพระอตีศะ (Atiśa) ชาวเบงกอล เดินทางมายังสุวรรณทวีปเพื่อศึกษาธรรมกับพระธรรมกีรติถึง 12 ปีแล้วเดินทางกลับเบงกอล หลังจากนั้นกองทัพมุสลิมรุกรานอินเดีย ท่านอตีศะจึงเดินทางไปเผยแผ่พระศาสนาที่ทิเบต โดยนำเอาวิชาของพระธรรมกีรติแห่งสุวรรณทวีปไปเผยแพร่ด้วย ทำให้พุทธศาสนาได้รับการสืบทอดต่อมาในทิเบต
ในหนังสือ Indian Buddhist Pandits from “The Jewel Garland of Buddhist History”: Biography of the Indian Buddhist Pandits เล่าถึงตอนที่พระอตีศะเดินทางไปสุวรรณทวีปเอาไว้ว่าเป็นสุมาตรา แต่นี่เป็นการตีความยุคใหม่เหมือนกับที่ผมกำลังทำอยู่ ณ ขณะนี้เหมือนกัน กระนั้นก็ตาม คำว่า 'ทวีป' ไม่ได้หมายความว่าเป็น 'เกาะ' อย่างสุมาตรา แต่ยังหมายถึง 'คาบสมุทร' ได้ด้วย
เนื้อหาจากหนังสือตอนหนึ่งกล่าวว่า
"ในอีกโอกาสหนึ่ง ขณะที่เขา (พระอตีศะ) กำลังเดินเวียนรอบเจดีย์ เขาเห็นนกตัวหนึ่งเกาะอยู่ใกล้รูปปั้น เขาได้ยินรูปปั้นกล่าวกับนกนั้นว่า ควรฝึกโพธิจิตเพื่อบรรลุการตรัสรู้
ดังนั้น เมื่อเขาเดินเวียนรอบเจดีย์ในครั้งอื่น เขาจึงสงสัยว่าครูท่านใดมีความรู้เรื่องโพธิจิตอย่างครบถ้วนสมบูรณ์
ขณะที่เขากำลังพิจารณารูปปั้นพระพุทธเจ้าและครุ่นคิดถึงคำถามนี้ เขาก็ตระหนักว่า สุวรรณทวีปธรรมกีรติ เป็นเพียงผู้เดียวที่มีคุณสมบัติเช่นนั้น ดังนั้นเขาจึงออกเดินทางไปยังสุมาตรา (หนังสือเล่มนี้มีมติว่าสุวรรณทวีปอยู่ที่อินโดนีเซีย) พร้อมกับกลุ่มพ่อค้าที่รู้จักเส้นทางเดินเรือ ในระหว่างการเดินทางซึ่งกินเวลาสิบสามเดือน พวกเขาเผชิญกับความยากลำบากมากมาย เรือของพวกเขาถูกพัดออกนอกเส้นทางและถูกฉลามล้อมรอบเป็นเวลาหลายวัน จากนั้นพวกเขาก็เผชิญกับพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรง ฟ้าผ่าลงมาใกล้เรืออย่างอันตราย ผู้โดยสารอีกคนหนึ่งคือ ปัณฑิต กษิติครรภ ได้ขอร้องให้อตีศะช่วย ด้วยความช่วยเหลือของยมานตกะแดง (วิชาขอความคุ้มครองจากธรรมบาลของพุทธศาสนาฝ่ายวัชรยาน) อตีศะจึงทำให้ฟ้าผ่าหยุดลง
ในที่สุดพวกเขาก็เดินทางมาถึงเกาะสุมาตรา (สุวรรณทวีป) และได้พบกับศิษย์ของพระอาจารย์ที่กำลังปฏิบัติธรรมอยู่ คณะเดินทางต้องการพักผ่อนเป็นเวลาสิบวัน และในช่วงเวลานั้นพวกเขาได้ขอให้ศิษย์เหล่านั้นเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพระอาจารย์สุวรรณทวีปธรรมกีรติให้ฟัง ในทางกลับกัน ศิษย์ของพระอาจารย์ก็อยากรู้เรื่องราวภูมิหลังของอตีศะเช่นกัน ทั้งสองฝ่ายต่างประทับใจกับสิ่งที่ได้ยิน จากนั้นศิษย์จึงเดินทางไปแจ้งให้พระอาจารย์สุวรรณทวีปทราบถึงการมาถึงของอตีศะ เมื่ออาตีศะและคณะเดินทางมาถึงพระราชวัง พวกเขาได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากพระอรหันต์ 535 รูปและสามเณร 62 รูป อาตีศะ ปัณฑิตกษิติครรภ์ และคณะอีก 125 คนได้ไปถวายความเคารพต่อพระอาจารย์ทันที อตีศะถวายแจกันอันล้ำค่าที่เต็มไปด้วยทองคำ เงิน ไข่มุก พลอยเทอร์ควอยซ์ และพลอยลาพิสลาซูลี ส่วนคนอื่นๆ ถวายเหรียญทองคนละเหรียญ
พวกเขาศึกษากับคุรุสุวรรณทวีปธรรมกีรติเป็นเวลาสิบสองปี รับคำสอนเรื่องโพธิจิตและการเปลี่ยนแปลงจิตใจ อตีศะรู้สึกพึงพอใจมาก ก่อนเดินทางไปอินเดีย คุรุสุวรรณทวีปได้มอบพระพุทธรูปทองคำให้แก่อตีศะและอวยพรให้เขาเป็นผู้สืบทอดสายธรรมของพระพุทธเจ้า"
วิชาทางธรรมของพระธรรมกีรติศรีคือ วิชาตั้ง 'โพธิจิต' อัน เป็นหลักสำคัญของพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน เรียกในภาษาทิเบตว่า 'โลจง' คือการตั้งจิตให้เป็นโพธิสัตว์ ตั้งจิตทำประโยชน์เพื่อมหาชน ถวายกายเพื่อรับใช้สรรพสัตว์ มุ่งหมายที่จะช่วยสรรพสัตว์รู้แจ้ง หรือ บรรลุโพธิ และพ้นทุกข์ในที่สุด
นี่คือวิชาสำคัญของพระธรรมกีรติศรีที่นักปราชญ์หลายท่านต้องดั้นด้นมาศึกษากับท่าน ไม่ว่าจะเป็นพระอตีศะ แห่งเบงกอล พระรัตนากรศานติ (Ratnākaraśānti) แห่งแคว้นมคธ พระชญานศรีมิตร (Jñanasrimitra) แห่งอาณาจักรปาละ พระรัตนกีรติ (Ratnakīrti) แห่งอาณาจักรปาละ
พระธรรมกีรติศรี ยังแต่งคัมภีร์เล่มหนึ่งเป็นที่เคารพยกย่องมากในทิเบต ปัจจุบันเหลืออยู่ในภาษาทิเบตเท่านั้น คือคัมภีร์โล ชอง ฌน จะ โขร โล (blo-sbyong mtshon-cha ‘khor-lo) แปลว่า จิตวิสุทธจักรศาสตรา (จิตอันแจ้งและคมดุจกงจักร) ความคมของจิตดั่งกงจักรนี้จะทำลายไพรี คืออวิชชาจนพินาศไป
ตอนหนึ่งของคัมภีร์มีดังนี้
1. ในผืนป่าแห่งพืชพันธุ์อันมีพิษ ปวงมยุราดำรงท่ามกลางเภทภัย แม้จะมีสวนพืชเป็นเภสัชอันงงามตระการอยู่ใกล้ ก็หาได้แยแสสนใจ กลับยังอยู่ในท่ามกลางไม้พิษ
2. เฉกเช่นกัน พระโพธิสัตว์ผู้กล้าหาญ แม้อยู่ในป่าอันน่าหวาดเกรง แม้ว่าป่าอื่นจะน่าเพลิดเพลินเพียงใด ผู้กล้าหาญก็จะไม่หลงในความปราโมมทย์ยินดี แต่คงยืนหยัดในป่าแห่งความทุกข์ทน
3. เราทุ่มชีวิตแสวงหาความสุขสำราญ แต่เพียงนึกถึงความเจ็บปวดก็สั่นผวาเสียแล้ว เหตุที่เราเป็นคนขนาดเขลา เราจึงเป็นสัตว์อันน่าเวทนา แต่โพธิสัตว์ผู้หาญกล้า ยอมรับความทุกข์ด้วยยินดี จึงเสวยสุขเที่ยงแท้เพราะใจแกร่ง
บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better
Photo - ภาพวาดทิเบตสมัยศตวรรษที่ 12 แสดงภาพพระอตีศะถือต้นฉบับใบลานเล่มยาวและบางด้วยมือซ้าย และทำท่าทางแสดงธรรมด้วยมือขวา สร้างขึ้นในวัดกาดัม (Kadam monastery) ในทิเบต ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโพลิแทน (Metropolitan Museum of Art) ในนครนิวยอร์ก