ผมนั้นรู้แก่ใจว่า การจะเอาไทยไปเทียบกับจีนเป็นเรื่องผิดฝาผิดตัว เพราะระบอบการปกครองนั้นต่างกัน เงื่อนไขทางสังคมต่างกัน อุปนิสัยของผู้คนก็ต่างกัน และวิสัยทัศน์ของผู้นำก็ต่างกัน
แต่สิ่งที่เหมือนกันอย่างหนึ่งคือ จีน 'เคยมี' ปืนเต็มบ้านเต็มเมือง
และไม่ใช่ปืนในมือเจ้าหน้าที่ด้วย แต่เป็นปืนในมือพลเรือน
ไทยนั้นยังมีปืนเต็มบ้านเต็มเมืองอยู่ หากคิดจะลดปัญหาคนฆ่าฟันเพราะปืนก็ควรจะดูประเทศที่มี "เจตจำนงค์ในการกำจัดปืนอย่างแน่วแน่" เป็นตัวอย่าง
บางคนเคยนำเสนอเรื่องการควบคุมปืนในญี่ปุ่นไปแล้ว ซึ่งผมเห็นว่าเป็นเรื่องดี แต่ญี่ปุ่นเขาคุมปืนง่ายเนื่องจากควบคุมการใช้อาวุธมานานเป็นร้อยปีแล้ว ตั้งแต่สมัยการควบคุมการถือดาบซามุไรด้วยซ้ำ
แต่จีนเคยมีเงื่อนไขและสภาพการณ์คล้ายไทยมาก่อน คือ เคยผ่านยุคแห่งความไร้ระเบียบจนกระทั่งเข้าสู่ยุคสมัยแห่งระเบียบวินัย และสามารถพูดได้เต็มปาก ณ ตอนนี้ว่า "ด้วยความพยายามอย่างต่อเนื่องและยาวนาน จีนจึงกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ปลอดภัยที่สุดในโลก โดยมีอัตราอาชญากรรมรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับอาวุธปืนต่ำที่สุดแห่งหนึ่ง" - จากคำกล่าวของ หม่าเซิงคุน (马升琨) นักการทูตชาวจีนต่อที่ประชุมสหประชาชาติเมื่อปี 2023
เพื่อให้เห็นภาพผมจะอ้างงานเขียน รายงานข่าว ข้อกฎหมายของจีนต่างๆ เพื่อให้เห็นวิวัฒนาการของการควบคุมปืนในจีน เผื่อว่าไทยจะได้รู้ว่าควรจะจัดการแบบไหนถึงจะทำให้บ้านเมือง "มีขื่อมีแป" แบบจีนได้บ้าง
แต่ก่อนจะมีขื่อมีแปแบบนี้ จีนผ่านอะไรมามากมาย สมควรจะเรียนรู้จากจีนจริงๆ
ผมจะขอยกงานเขียนในจีนที่เล่าถึงสถานการณ์ที่เคยเป็นและเป็นไปในเวลานี้ของจีนเกี่ยวกับการครอบครองปืนและการริบปืน แม้บางข้อเขียนจะไม่ค่อยเป็นทางการนัก แต่ผมจะถือว่าเป็นการ "เล่าสู่กันฟัง" เพื่อเปิดโลกทัศน์ที่เราคนไทยไม่ค่อยรู้จักเกี่ยวกับเมืองจีน และเป็นโลกทัศน์ที่ไทยสามารถเรียนรู้เพื่อเอาเป็นเยี่ยงอย่างได้
บทความหนึ่งใน WeChat เมื่อปี 2020 ชื่อ "เมื่อ 24 ปีที่แล้ว พลเรือนในประเทศจีนมีอาวุธปืนจำนวนมาก" อธิบายอย่างง่ายๆ ว่า จีนที่เราเห็นปลอดอาวุธในทุกวันนี้นั้น เมื่อไม่กี่สิบปีก่อนมีปืนเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด
บทความเล่าเอาไว้ว่า
"ครั้งหนึ่งจีนเคยเป็นประเทศในโลกที่อนุญาตให้พลเมืองครอบครองอาวุธปืนได้
เมื่อกองทัพแดงเข้ายึดครองประเทศ กองทัพและประชาชนเป็นหนึ่งเดียวกัน กองทัพคือประชาชน และประชาชนคือกองทัพ ในพื้นที่ที่กองทัพแดงยึดครอง มีการส่งเสริมให้ใช้ดาบ หอก ปืน และปืนใหญ่ที่ผลิตเอง" และ "ในปี 1949 สาธารณรัฐประชาชนจีนได้ประกาศใช้ "มาตรการชั่วคราวสำหรับการบริหารจัดการอาวุธปืน" ซึ่งได้กำหนดข้อกำหนดบางประการสำหรับการจัดการอาวุธปืนของพลเรือน ตามระเบียบนี้ พลเรือนไม่ได้รับอนุญาตให้ครอบครองอาวุธปืนทางทหาร แต่สามารถครอบครองอาวุธปืนพลเรือน (ปืนทำเอง ปืนล่าสัตว์ ฯลฯ) ได้ไม่เกินสองกระบอกต่อคน ในขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ระดับหัวหน้าส่วนขึ้นไป เจ้าหน้าที่ประสานงานและเจ้าหน้าที่สื่อสารในหน่วยงานราชการต่างๆ และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในโรงงาน ร้านค้า และโรงเรียน ได้รับอนุญาตให้พกพาอาวุธปืนทางทหารได้อย่างถูกกฎหมาย"
นี่เองที่ทำให้พลเรือนจีนถืออาวุธปืนกันได้ทั่วไป "เหตุผลที่ทำเช่นนั้นก็เพราะสถานการณ์ในประเทศจีนขณะนั้นคือประชากรทั้งหมดถูกระดมพลเพื่อทำสงคราม เตรียมพร้อมสำหรับสงครามนิวเคลียร์และสงครามโลก" ดังนั้น "ในประเทศจีนในเวลานั้น ทุกคนล้วนรู้วิธีใช้ปืน เมื่อกองกำลังท้องถิ่นฝึกซ้อม พวกเขาจะดึงทั้งชายชรา หญิงชรา รวมถึงเด็กชายและเด็กหญิงมาฝึกใช้ปืน"
เพื่อขยายความเรื่องนี้ มีงานเขียนชิ้นหนึ่งสามารถอ้างอิงได้ ชื่อ "ประวัติโดยย่อของการควบคุมอาวุธปืนในประเทศจีน: มีการแจกจ่ายปืนกว่าล้านกระบอกให้แก่ประชาชนในช่วงทศวรรษ 1960" โดย หยางจินเทา (杨津涛) ผู้สื่อข่าวและนักเขียนชาวจีน เนื้อหาตอนหนึ่งระบุว่า
"เนื่องจากนิยามของการครอบครองอาวุธปืนในช่วงเวลานั้นค่อนข้างกว้าง ทำให้มีอาวุธปืนจำนวนมากยังคงอยู่ในมือของพลเรือนหลังจากการรณรงค์ยึดอาวุธ ในปี 1963 มณฑลซานตงได้ขึ้นทะเบียนอาวุธปืนป้องกันตัวของหน่วยงานราชการ องค์กร และวิสาหกิจ รวมทั้งหมด 22,900 กระบอก และกระสุน 2.2 ล้านนัด จากปืนพก 3,426 กระบอกในเมืองชางทานและเหลียวเฉิงเพียงแห่งเดียว มี 1,415 กระบอกกระจายอยู่ในมือของบุคคลที่ไม่ควรมีอาวุธปืน เช่น ครูใหญ่โรงเรียนมัธยม ผู้จัดการฟาร์ม เจ้าหน้าที่บริการ และคนขับรถ จากอาวุธปืนเฉพาะสำหรับตำรวจ 500 กระบอกที่จัดสรรโดยกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ มี 222 กระบอกถูกโอนหรือถูกเรียกร้องโดยหน่วยงานราชการอื่นภายในสิบปี"
นี่แค่มณฑลเดียวยังมีปืนมากขนาดนี้ และยังเป็นมณฑลที่ไม่ได้เป็นฟื้นที่ทุรกันดาร หรืออยู่ชายแดน ซึ่งประชาชนต้องใช้ปืนเพื่อป้องกันตัวเองหรือล่าสัตว์
ในเวลาต่อมา การถือครองปืนกลายเป็นการใช้ปืนพื่อทำร้ายกันในช่วงที่เกิดความวุ่นวายในจีนระหว่างทศวรรษที่ 60 - 70 คือเหตุกาารณ์ 'การปฏิวัติวัฒนธรรม' บทความกล่าวว่า และในเวลานั้นอาวุธปืนและกระสุนปืนตกอยู่ในมือประชาชนเป็นจำนวนมาก "ในปี 1972 เหมาเจ๋อตงกล่าวกับนายกรัฐมนตรีศรีลังกา บันดาราไนเก ว่า "เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเทศของเราเกิดความวุ่นวาย" "การต่อสู้ปะทุขึ้นทั่วประเทศ เป็นสงครามกลางเมืองเต็มรูปแบบ" "ทั้งสองฝ่ายได้รับปืน รวมทั้งหมดหนึ่งล้านกระบอก"
บทความยังกล่าวถึงสถิติอย่างเป็นรูปธรรมว่า "ข้อมูลอื่นแสดงให้เห็นว่า: "ณ เดือนกันยายน 1969 จากสถิติที่ไม่สมบูรณ์ อาวุธที่ยึดและกู้คืนได้มีดังนี้: ปืนประเภทต่างๆ จำนวน 1,877,216 กระบอกถูกยึด และปืนประเภทต่างๆ จำนวน 2,131,036 กระบอกถูกกู้คืน; ปืนใหญ่ประเภทต่างๆ จำนวน 10,266 กระบอกถูกยึด และปืนใหญ่จำนวน 14,828 กระบอกถูกกู้คืน; กระสุนปืนประเภทต่างๆ จำนวน 442.17 ล้านนัดถูกยึด และกระสุนปืนจำนวน 340.04 ล้านนัดถูกกู้คืน; กระสุนปืนใหญ่ประเภทต่างๆ จำนวน 390,642 นัด และกระสุนปืนใหญ่จำนวน 294,259 นัดถูกกู้คืน; ระเบิดมือจำนวน 2,719,545 ลูกถูกยึด และระเบิดมือจำนวน 2,734,381 ลูกถูกกู้คืน (ปรากฏการณ์ที่จำนวนสิ่งของที่กู้คืนได้มากกว่าจำนวนสิ่งของที่ยึดได้นั้นเป็นเพราะจำนวนสิ่งของที่ยึดได้ (รายการเหล่านี้ไม่รวมถึงผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ผลิตโดยโรงงานทางทหาร และอาวุธและกระสุนที่ผลิตโดยองค์กรขนาดใหญ่)"
หลังจากสิ้นสุดการปฏิวัติวัฒนธรรมแล้ว จีนเข้าสู่ยุคแห่งการปฏิรูปและเกิดประเทศ แต่มาตรการควบคุมอาวุธปืนก็ยังไม่เป็นรูปธรรมนัก ตรงกันข้ามยังเกิดเหตุการณ์การปะทะด้วยอาวุธปืนในหมู่ประชาชนที่ร้ายแรงขึ้นอีก
บทความเรื่อง "เมื่อ 24 ปีที่แล้ว พลเรือนในประเทศจีนมีอาวุธปืนจำนวนมาก" ได้เล่าเอาไว้ว่า
"หลังจากการปฏิวัติวัฒนธรรมสิ้นสุดลง จีนได้เริ่มการปฏิรูปและการเปิดประเทศ แต่ทัศนคติต่ออาวุธปืนของพลเรือนยังคงไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก และการครอบครองปืนไรเฟิลล่าสัตว์และอาวุธปืนอื่นๆ ยังคงได้รับอนุญาต
รากฐานทางทหารที่วางไว้โดยการเตรียมการทำสงครามทั่วประเทศในเวลานั้นยังคงมีอยู่
เมื่อวันที่ 11 กันยายน 1993 ความขัดแย้งทางอาวุธขนาดใหญ่ได้ปะทุขึ้นระหว่างหมู่บ้านจิ่งกั่งและหมู่บ้านหม่าเถียนในตำบลหม่าเถียน เมืองเชินโจว มณฑลหูหนาน
ชาวบ้านจากทั้งสองหมู่บ้านต่อสู้กันด้วยอาวุธต่างๆ เช่น ปืนยิงนก ปืนลูกซอง ปืนใหญ่ทำเอง ระเบิด หอก และมีดพร้า ทั้งสองฝ่ายระดมกำลังพลรวม 5,000 คน (ชาวบ้าน) และการยิงปืนใหญ่ครอบคลุมพื้นที่ 2 ตารางกิโลเมตร
หัวหน้าหมู่บ้านซึ่งเชี่ยวชาญด้านการทหาร ได้จัดวางตำแหน่งยิงปืนไว้กลางถนนในหมู่บ้าน บนจุดสูงสุดของเนินเขาด้านหลังหมู่บ้าน และบนหลังคาอาคารปูนซีเมนต์ที่แข็งแรง ก่อให้เกิดเครือข่ายอำนาจการยิงแบบสามมิติที่เชื่อมโยงกัน
ทั้งสองฝ่ายยิงปืนมากถึง 10 นัดต่อนาที
ในเวลานั้น ภายใต้การบัญชาการของหัวหน้าหมู่บ้าน ชาวบ้านจากทั้งสองหมู่บ้านมีการแบ่งงานกันอย่างชัดเจนในด้านการลาดตระเวน การส่งกำลังบำรุง และกำลังสำรอง ชายฉกรรจ์ทุกคนในหมู่บ้านเข้าร่วมการต่อสู้ และแต่ละหมู่บ้านจัดตั้งกองกำลังเกือบ 10 กองร้อย
แม้แต่คลินิกในหมู่บ้านก็ถูกดัดแปลงเป็นโรงพยาบาลสนามชั่วคราว โดยสัตวแพทย์ประจำหมู่บ้านกลายเป็นแพทย์ทหารเพื่อรักษาผู้บาดเจ็บ
หลังจากการต่อสู้ 34 ชั่วโมง ชาวบ้านหมู่บ้านมาเทียนใช้ภูมิประเทศของสุสานและหลุมศพเป็นที่กำบัง จัดตั้งทีมรบสามคนเพื่อรุกคืบสลับกันไป พวกเขาฉวยโอกาสจากปัญหาการขาดแคลนกระสุนในหมู่บ้านจิงกัง บุกทะลวงแนวป้องกันหลายแนวอย่างต่อเนื่อง ทำให้หมู่บ้านจิงกังทั้งหมดพังทลายและใกล้จะพ่ายแพ้
ในขณะนั้นเอง เจ้าหน้าที่ตำรวจติดอาวุธและเจ้าหน้าที่รัฐบาลของอำเภอได้เดินทางมาถึง เจ้าหน้าที่ตำรวจติดอาวุธกว่า 1,000 นาย ฝ่าดงเสียงปืนใหญ่ที่ดังสนั่นและรีบเข้าไปในที่เกิดเหตุ พวกเขาใช้ลำโพงสั่งให้ทั้งสองฝ่ายหยุดการต่อสู้ทันที และปล่อยแก๊สน้ำตาใส่ผู้ที่ปฏิเสธที่จะวางอาวุธ ซึ่งในที่สุดก็สามารถระงับการต่อสู้ได้
เจ้าหน้าที่ตำรวจติดอาวุธยึดรถปืนใหญ่ 4 คัน ปืนใหญ่ทำเอง 95 กระบอก ปืนทำเอง 57 กระบอก วัตถุระเบิด 233 กิโลกรัม ตัวจุดระเบิด 2,590 ชิ้น ระเบิดมือทำเอง 255 ลูก สายชนวน 350 เมตร กระสุนเหล็ก 10 กิโลกรัม และหอกและมีดพร้าจำนวนหนึ่งจากสองหมู่บ้าน
นี่คือเหตุการณ์การทะเลาะวิวาทระหว่างแก๊งชาวจีนในปี 1993 ซึ่งเกี่ยวข้องเพียงสองหมู่บ้านเท่านั้น
จากบทความนี้เราจะเห็นว่าสภาพการณ์ของจีนเมื่อก่อนนั้นหนักกว่าไทยเสียอีก เพียงแต่การถือครองปืนของจีนในมือพลเรือนนั้นมีเป้าประสงค์เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับสงคราม แต่ประชาชนบางกลุ่มกลับมาทำสงครามกันเอง
นี่เป็นเหตุให้รัฐบาลต้องเร่งควบคุมปืนอย่างเข้มงวดในทศวรรษที่ 90
บทความของหยางจินเทากล่าวว่า "เฉพาะในช่วงปี 1991 ถึง 1995 เพียงปีเดียว มีการยึดอาวุธปืนผิดกฎหมายประเภทต่างๆ มากถึง 1.05 ล้านกระบอกทั่วประเทศ รวมถึงอาวุธปืนระดับทางการทหาร 13,000 กระบอก เพื่อให้การควบคุมอาวุธปืนเข้มงวดมากขึ้น จึงมีการออกกฎหมายควบคุมอาวุธปืนที่เข้มงวดที่สุดเท่าที่เคยมีมาในปี 1996" และมีการออกกฎหมายที่มีประสิทธิภาพนั้น "กฎหมายฉบับนี้ปรับปรุงระบบควบคุมอาวุธปืนและกำหนดหลักการว่า "การครอบครองอาวุธปืนโดยผิดกฎหมายเป็นอาชญากรรม" ขอบเขตการใช้อาวุธปืนของเจ้าหน้าที่ถูกจำกัดให้แคบลงอย่างมาก โดยตัดความเป็นไปได้ที่เจ้าหน้าที่พรรคและรัฐบาลจะครอบครองอาวุธปืน การใช้ปืนไรเฟิลล่าสัตว์ก็ถูกจำกัดอย่างเข้มงวดเช่นกัน อนุญาตให้ใช้ได้เฉพาะในพื้นที่ล่าสัตว์ที่รัฐบาลอนุมัติ"
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีกฎหมายที่เข้มงวดแล้วก็ตาม แต่ความต้องดารถือปืนของประชาชนก็ยังมีอยู่ "ประการแรก การลักลอบค้าอาวุธปืนข้ามชาติยังคงเป็นปัญหาที่ร้ายแรง ในเดือนมกราคมปี 2000 รถบรรทุกจากมองโกเลียถูกสกัดกั้นที่ชายแดน และยึดกล่องบรรจุกระสุนปืนที่ผลิตในรัสเซียจำนวน 236 กล่อง ซึ่งมีจำนวน 11,800 นัด ในเดือนเมษายนปีเดียวกัน ผู้ต้องสงสัยสองคนที่พยายามเข้าประเทศจีนจากมณฑลยูนนานถูกจับได้ว่าพกพาอาวุธปืนระดับทางการทหารจำนวน 48 กระบอก ประการที่สอง เนื่องจากผลกำไรที่สูงมาก การผลิตและการค้าอาวุธปืนภายในประเทศจึงแพร่หลาย ราคาปืนในตลาดมืดอยู่ที่ระหว่าง 200 ถึง 500 หยวน แต่เมื่อถึงตลาดปลายทาง ราคาจะสูงถึงอย่างน้อย 4,000 หยวน"
ดังนั้น แม้จีนจะออกกฎหมายที่ชัดเจน มีบทลงโทษที่เคร่งครัด และมีมาตรการริบปืนคืนที่เป็นรูปธรรมต่อเนื่อง แต่การจะทำให้ปืนหมดไปจากมือประชาชนในชั่วข้ามคืนก็ยังเป็นเรื่องยากเย็นอย่างมาก
ไม่ใช่แค่ประชาชนอยากจะมีปืนเอาไว้เพื่อดำรงชีวิต เช่น เพื่อล่าสัตว์เท่านั้น แต่ยังมีแก๊งอันธพาลที่ต้องการปืนเพื่อใช้ทำเรื่องชั่วร้ายอีกด้วย บทความเรื่อง "เมื่อ 24 ปีที่แล้ว พลเรือนในประเทศจีนมีอาวุธปืนจำนวนมาก" ได้เล่าเอาไว้ว่า
"ในเวลานั้น เกือบทุกอำเภอในประเทศจีนมี "ลูกพี่" ที่หยิ่งยโสและเผด็จการ ไม่มีใครกล้าท้าทายเขา เขามีประวัติการนองเลือดมายาวนาน
ลูกพี่เหล่านี้เกือบทั้งหมดมีปืน และหัวหน้าบางคนที่มีอำนาจมากถึงกับจัดหาปืนให้กับลูกน้องทุกคน
ปืน ซึ่งเดิมเป็นอาวุธเพื่อปกป้องประเทศ ได้กลายเป็นเครื่องมือของกลุ่มอาชญากรเพื่อปกครองประชาชน
ในปี 1996 จีนได้เปิดฉากการปราบปรามครั้งใหญ่ที่สุดและผ่านกฎหมายควบคุมอาวุธปืนที่เข้มงวดที่สุด โดยยึดอาวุธปืนและกระสุนทุกประเภททั่วประเทศ
ในระหว่างการปราบปรามครั้งนี้ หลายคนถูกตัดสินจำคุกมากกว่า 10 ปี เพียงเพราะก่อความวุ่นวาย และการลงโทษที่รุนแรงเช่นนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากหลายคนในโลกออนไลน์ในภายหลัง
แต่เราอย่าลืมว่าในช่วงเวลานั้น หัวหน้าแก๊งเกือบทั้งหมดในทุกอำเภอถูกจับกุม เมื่อผู้กระทำความผิดหลักหลายคนถูกนำตัวขึ้นศาลพิจารณาคดีต่อหน้าสาธารณชน ประชาชนจำนวนมากได้จุดพลุและประทัดเพื่อเฉลิมฉลอง และบางคนถึงกับชูป้ายที่มีข้อความว่า “พรรคคอมมิวนิสต์จงเจริญ”
นับตั้งแต่ปี 1996 พลเรือนในประเทศจีนไม่มีสิทธิ์ครอบครองปืน ไม่ว่าจะเป็นปืนที่ผลิตเองหรือปืนล่าสัตว์ มีเพียงคนเลี้ยงสัตว์จำนวนน้อยเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้พกปืนล่าสัตว์เพื่อป้องกันตนเอง"
กระบวนการนี้จึงต้องใช้เวลาหลายสิบปี แต่แม้จะยาวนาน แต่ยิ่งที่รัฐบาลจีนมีก็คือความมั่งมั่นที่จะกำจัดปืนให้หมดไปจากมือพลเรือนและการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง
เมื่อถึงทศวรรษที่ 2010 เป็นต้นมา ความพยายามนี้ก็เริ่มผลิดอกออกผล อย่างที่ "เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2018 หลี่จิงเซิง กล่าวว่า: ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา หน่วยงานรักษาความปลอดภัยสาธารณะทั่วประเทศได้ยึดอาวุธปืนผิดกฎหมายรวม 1.012 ล้านกระบอก กระสุน 56.61 ล้านนัด วัตถุระเบิด 14.772 ล้านกิโลกรัม และตัวจุดระเบิด 31.389 ล้านชิ้น - หลังจากดำเนินการยึดอาวุธปืนและกระสุนอย่างต่อเนื่องมาเกือบ 20 ปี ในปี 2018 พวกเขายังคงสามารถรวบรวมอาวุธได้เป็นจำนวนมาก"
โปรดดูภาพประกอบของบทความนี้ จะเห็นว่าเมื่อถึงปี 2020 ทางการจีนก็ยังสามารถเก็บกวาดปืนผิดกฎหมายได้อยู่
แต่เหตุใช้ปืนก่ออาชญากรรมลดน้อยลงมากจนแทบไม่มีเลย ณ เวลานี้
หม่าเซิงคุน นักการทูตจีนกล่าวที่สหประชาชาติไว้ในปี 2023 ว่า
"ความสำเร็จของจีนในการควบคุมอาวุธปืนนั้นแยกไม่ออกจากการดำเนินการดังต่อไปนี้: ประการแรก การปรับปรุงกฎหมายและระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับอาวุธปืน เพื่อให้เกิดหลักประกันทางกฎหมายที่มั่นคงสำหรับการบริหารจัดการและควบคุมอาวุธปืนอย่างเข้มงวด และการปราบปรามอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับอาวุธปืนทุกประเภท ประการที่สอง การจัดตั้งระบบการประชุมร่วมระหว่างกระทรวงเพื่อต่อสู้และแก้ไขอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับอาวุธปืนและวัตถุระเบิด โดยมีการแบ่งความรับผิดชอบที่ชัดเจนและความร่วมมือซึ่งกันและกัน ประการที่สาม การดำเนินงานรณรงค์พิเศษอย่างต่อเนื่อง โดยยึดมั่นในแนวทางที่ครอบคลุมซึ่งแก้ไขทั้งอาการและต้นเหตุ ใช้มาตรการหลายอย่าง และดำเนินการกำกับดูแลแบบบูรณาการและเป็นระบบ ประการที่สี่ การมีส่วนร่วมอย่างลึกซึ้งในความร่วมมือระหว่างประเทศ ปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศอย่างจริงจัง บังคับใช้การควบคุมการส่งออกอาวุธทางทหารอย่างเข้มงวด และร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศต่างๆ และองค์กรระหว่างประเทศ"
นี่คือประสบการณ์ของจีนในการเก็บกวาดบ้านเมืองของพวกเขา จากสถานการณ์ที่เรียกได้ว่าหนักกว่าไทยเสียอีก และจำนวนอาวุธปืนในมือพลเรือนแม้ัจะน้อยกว่าชาวอเมริกัน แต่จำนวนหลักล้านก็ถือว่ามากพอดูแล้ว (ในปี 1996 ประมาณ 43.8% ของครัวเรือนในสหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าของอาวุธปืน และจากการสำรวจระดับชาติในช่วงกลางทศวรรษ 1990 พบว่ามีอาวุธปืนส่วนตัวในหมู่ชาวอเมริกันทั้งหมดประมาณ 192 ล้านกระบอก) แต่ด้วยความมุ่งมั่นและทำจริงทำจังของรัฐบาล จนทำให้ปืนหมดไปจากภาคประชาชนในที่สุด แม้แต่การใช้ปืนในหมู่เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงภายในประเทศก็ยังเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก
นี่เป็นประสบการณ์ที่ไทยศึกษาเอาไว้ ไม่ถึงกับต้องเลียนแบบทุกฝีก้าว ผมเพียงต้องการให้ไทยมีความมุ่งมั่นและอดทนกับปฏิบัติการที่ต้องใช้เวลาแบบทางการจีนเท่านั้น
ไม่ใช่มุ่งมั่นแต่วาจา และอดทนกับการปล่อยให้ปืนเต็มบ้านเต็มเมืองแบบนี้
บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better
Photo - ประชาชนกำลังดูปืนผิดกฎหมายที่จัดแสดงก่อนถูกทำลายในเมืองเจิ้งโจว มณฑลเหอหนาน ทางตอนกลางของประเทศจีน เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2020 (ภาพโดย CN-STR / AFP) / CHINA OUT