สงครามแฟนด้อมไทย-จีน ใครจะผิดใครจะถูก ก็แพ้ด้วยกันทั้งสองประเทศ

สงครามแฟนด้อมไทย-จีน ใครจะผิดใครจะถูก ก็แพ้ด้วยกันทั้งสองประเทศ

ตั้งแต่เห็นข่าวแฟนคลับ/แฟนด้อมไทย-จีน ผมบอกกับตัวเองว่า "อย่าไปยุ่งจะดีกว่าเรา"

เพราะโลกของแฟนคลับ/แฟนด้อมไม่ใช่โลกของคนทั่วไป แต่มีกฎเกณฑ์ของมันเอง คนนอกไม่มีทางเข้าใจ ปัญหาภายในโลกของวงการแฟนคลับ/แฟนด้อม ก็ควรจะเป็นแฟนๆ ไอดอลเหล่านั้นจัดการกันเอง 

ผมเรียนรู้เรื่องนี้จากการติดตามวงการไอดอลมาหลายปีในฐานะคนทำข่าว

ครับ ผมก็เคยทำข่าวไอดอลเหมือนกัน แต่ไม่ใช่ไอดอลในไทย และทำก่อนที่วงการป๊อปของไทยจะบูมจนมีแฟนคลับไปทั่วโลกแบบนี้ แต่ "ธรรมชาติ" ของแฟนคลับ/แฟนด้อมในประเทศต่างๆ นั้นต่างกันแค่นิดเดียว

แฟนคลับ/แฟนด้อม (ต่อไปนี้จะใช้เฉพาะคำว่า "แฟนคลับ") นั้นมีเรื่องให้ขัดแย้งกันอยู่ตลอดเวลา ทั้งการแย่งซื้อตั๋ว แย่งคิวพบไอดอล ไปจนถึงการเหยียดกันเองแบบซึ่งๆ หน้า

การแย่งตั๋วและการแย่งคิวเป็นเรื่องปกติของวงการแฟนคลับ แม้ว่าแฟนคลับในไทยจะ "ระเบียบที่ไม่ได้กำหนดไว้" ก็ตามเรื่องการทำคิว เช่น การเอาข้าวของไปวางจองพื้นที่เอาไว้แทนตัวเจ้าของ โดยไม่มีการแซงคิวหรือขโมยที่จอง จนเรื่องนี้เป็นที่ชื่นชมของวงการแฟนคลับทั่วโลก

แต่ "ระเบียบที่ไม่ได้กำหนดไว้" นี้มันมักจะมีคนแหกอยู่บ่อยๆ แต่ก็ยังเป็นเรื่องที่ชวนทะเลาะน้อยกว่าแฟนคลับบางประเทศที่แย่งกดโควต้าซื้อตั๋วงานไอดอลจนเกลี้ยงก่อนที่คนไทยจะได้ไป 

ความขัดแย้งของวงการแฟนคลับ "อินเตอร์" มีมานานแล้ว จนกระทั่งเกิดฟางเส้นสุดท้ายกรณีแฟนคลับจีนในงาน "งานมหกรรมนิยายนานาชาติ 2026" 

ผมจะไม่เท้าความกรณีนี้ให้ยืดยาว เพราะอนุมานว่าทุกคนรู้เรื่องกันหมดแล้ว 

แต่ "ความรู้" เกี่ยวกับกรณีนี้มี 2 เวอร์ชั่น คือ เวอร์ชั่นที่เล่าโดยคนจีนคนต้นเรื่องและ "ยอมรับ" โดยคนในประเทศจีน และเวอร์ชั่นที่เล่าโดยคนไทยในเหตุการณ์ และ "เชื่อมั่น" โดยคนไทยในประเทศไทย 

นี่จึงเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของ Rashomon effect คือเหตุการณ์เดียวกัน แต่ถูกเล่าผ่านมุมมองที่ต่างกันของพยานผู้อยู่ในเหตุการณ์นั้นๆ 

เนื่องจากผมไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์และบอกตั้งแต่ต้นว่า "อย่าไปยุ่งจะดีกว่าเรา" ผมจะไม่เข้าข้างใครทั้งสิ้น

แล้วทำไมผมมายุ่งโดยเขียนเรื่องนี้เสียยืดยาว? 

เพราะกรณีนี้ได้ก้าวข้ามความขัดแย้งระหว่างแฟนคลับและบริษัทต้นสังกัดของไอดอล กลายเป็น "ความขัดแย้งระหว่างประชาชนสองประเทศ" ไปแล้ว 

ผมกำลังลุ้นว่ามันจะวิวัฒนาการเป็น "ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลสองประเทศ" หรือไม่หลังจากสถานเอกอัครราชทูตจีนโพสต์แสดง "ความเป็นห่วง" กรณีที่เกิดขึ้นกัแฟนคลับคนจีน จนกระทั่งเพจเฟซบุ๊คของสถานทูตฯ ถูกถล่มโดยคนไทยนับหมื่นนับแสน

ขณะที่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ถึงกับต้องสั่งให้สอบข้อเหท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะถ้าสถานทูตขยับ กระทรวงฯ ก็ต้องขยับตาม 

นั่นหมายความว่านี่เริ่มจะเป็น "ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลสองประเทศ" อยู่กลายๆ แล้ว

ในฐานะผู้สื่อข่าวต่างประเทศผมจึงไม่อาจพูดได้ว่า "อย่าไปยุ่งจะดีกว่าเรา" ได้อีกต่อไป 

ผมต้องบอกว่า ความขัดแย้งระหว่างแฟนคลับจีนและไทยมีมานานแล้ว (อย่างที่เกริ่นไป) ทั้งเรื่องตั๋ว เรื่องคิว เรื่องพฤติกรรมในการต้อนรับไอดอล หรือการเข้าชมการแสดง ฯลฯ 

นี่จึงไม่ใช่กรณีเดี่ยว ไม่ใช่ครั้งแรก และไม่น่าจะเป็นครั้งสุดท้าย

แต่ทำไมกรณีนี้ถึงลามไปถึงคนนอกวงการแฟนคลับได้? 

เพราะตัวละครของเรื่องนี้คือคนจีน

ไม่ใช่แค่เธอเล่าเหตุการณ์ต่างจากที่คนไทยเล่าเท่านั้น ซึ่งเป็นชนวนหนึ่งของความขัดแย้ง แต่เพราะมันมีความรู้สึกไม่ดีระหว่างแฟนคลับๆไทยและจีนอยู่ก่อนแล้ว

ต่อให้มีการลงไม้ลงมือ หรือด่าทอ หรือกระทบกระทั่งแบบไหนก็ตาม ความขัดแย้งนี้ควรจะจำกัดวงอยู่ในเฉพาะโลกของแฟนคลับ 

ตอนแรกมันก็ควรเป็นแค่นั้น 

จนกระทั่งสถานเอกอัครราชทูตจีนโพสต์แสดง "ความเป็นห่วง" กรณีที่เกิดขึ้นกัแฟนคลับคนจีน 

เท่านั้นเอง สงครามเฉพาะในโลกของแฟนคลับก็กลายเป็นความขัดแย้งระหว่างคนไทยกับรัฐบาลจีนขึ้นมา

แต่สถานทูตไม่ได้ทำอะไรผิดที่เป็น "ห่วง" เพราะเป็นหน้าที่ของสถานทูตอยู่แล้วที่จะดูแลพลเมืองของตน

สถานทูตจีนก็ยังไม่ได้เข้าข้างคนของตนสักหน่อย แต่ยังบอกให้สืบหาข้อเท็จจริงด้วยซ้ำ ขณะที่ฝ่ายคนไทยสรุปไปแล้วว่าไทยถูก จีนผิด

สถานทูตจีนทำอะไรลงไปก็ผิดในสายของคนไทย (บางคน) เพราะโปรดทราบว่า คนไทยบางกลุ่มไม่พอใจรัฐบาลจีน (รวมถึงตัวแทนลักษณะต่างๆ ของรัฐบาลจีน) เพราะเข้าใจว่าทางการจีน "เข้าข้าง" กัมพูชาและ "ส่งมอบอาวุธ" ให้กัมพูชา

เราจะไม่อภิปรายกัน ณ ที่นี้ว่านั่นเป็นเรื่องจริง หรือมีเส้นสนกลในอะไร หรือว่าคนไทยคิดเองเออเองหรือไม่? เพราะเดี๋ยวจะยาว แต่ให้เข้าใจไว้ว่า "คนไทยเข้าใจว่าจีนเข้าข้างกัมพูชา" จึงไปถล่มเฟซบุ๊คของสถานทูตฯ จีนนับแต่นั้นเป็นต้นมา โดยฟลัดข้อความตำหนิทั้งที่มีเหตุผลและไร้เหตุผลเต็มไปหมด เกือบทุกโพสต์ในระยะไม่กี่สัปดาห์ 

นอกจากกรณี คนไทยเข้าใจว่าจีนเข้าข้างกัมพูชา" แล้วยังมีเรื่องคลางแคลงใจต่อจีนอีกบางกรณี ซึ่งล้วนแต่ทำให้การโจมตีจีนและสถานทูตจีนบานปลายไม่หยุดหย่อน  เช่น กรณีที่เรียกกันว่า "ทุนเทา" 

แต่ความความไม่พอใจต่อรัฐบาลจีนนี้ก็ยังเป็นเรื่องในระดับของ "รัฐบาล" ที่สะสางกันได้ ดังนั้น หากรัฐบาลไม่ว่าไทยหรือจีนร่วมมือกันให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง หรือความร่วมมือของรัฐบาลทั้งสองผลิดอกออกผลที่เป็นรูปธรรม ความไม่พอใจเหล่านั้นก็จะหายไปในที่สุด

ปัญหาระดับประเทศก็ควรแก้ด้วยระดับรัฐบาล ต่อให้ประชาชนไม่ชอบหน้ากัน แต่รัฐบาลมั่นใจในความสัมพันธ์และผลักดันให้เกิดผลดีที่เป็นรูปธรรม ประชาชนก็ต้องคล้อยตามท่าทีของรัฐบาลจนได้ 

แต่ปัญหาระหว่างแฟนคลับนั้นจะแก้แบบรัฐบาลไม่ได้

ก่อนอื่น ผมเข้าใจทางการจีนที่เป็นห่วงพลเมืองของตน นี่คือหน้าที่ของสถานทูตทั่วโลก หากเกิดขึ้นกับคนไทย สถานทูตไทยที่ไหนๆ ก็ต้องทำ 

ที่สำคัญก็คือสถานทูคจีนแจ้งว่า "ได้รับทราบแถลงการณ์จากผู้จัดงานหนังสือ ซึ่งยอมรับว่า “มีการใช้กำลังเกินกว่าที่ควรแก่สถานการณ์" หากเราคนไทยได้รับแจ้งมาแบบนี้จะให้เชื่อว่าคนของเราผิดหรือ?

ดังนั้น ความรับชอบที่ทำให้สถานการณ์บานปลายควรไปตกกับผู้จัดงานด้วยที่ยอมรับกับจีนแล้วว่าตัวเองผิดจริงที่ใช้กำลัง แต่แฟนคลับและไทยนั้นไม่รู้ใครผิดใครถูก จึงต้องสอบสวนกันต่อไป

แต่ในเวลาเดียวกัน ผมอยากจะแสดงความเห็นว่า แม้ทางการจีนอาจจะมองว่า พลเมืองจีนต้องได้รับความคุ้มครอง เพียงแต่เรื่องที่เกิดขึ้นเกิดในโลกแห่งแฟนคลับที่ไม่ยอมลดราวาศอกกันเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งไม่รู้ใครผิดใครถูกกันแน่ เป็น Rashomon effect ที่สมบูรณ์แบบจนหา "ความจริงหนึ่งเดียวได้ยาก" แม้แต่บริษัทที่เกี่ยวข้องและองค์กรบางแห่งในไทยจะ "ขอโทษ" ผมก็เห็นว่าเป็นการขอโทษเพื่อ "รักษาตลาดจีน" เอาไว้โดยพยายามละเลยความจริงว่าใครผิดใครถูกกันแน่ 

ผมขนาดคิดว่า ควรจะถึงขั้นขึ้นโรงขึ้นศาลหรือไม่ เพื่อหาความจริงหนึ่งเดียว แล้วจะได้เลิกราต่อกันเสียที 

เรื่องนี้หากหน่วยงานรัฐของจีนต้องการจะมีส่วนร่วม อาจจะมีส่วนโดยการขอความร่วมมือกับหน่วยงานในไทยโดยไม่ต้องประกาศให้ใครทราบก็ได้ จนกว่าจะได้ความจริงออกมา การเอาตัวเข้าไปยุ่งกับ Rashomon effect อย่างโจ่งแจ้งนั้นผลก็จะเหมือนกับภาพยนต์ Rashomon นั่นแหละครับ คือ ซับซ้อนเสียจนดูไม่ค่อยจะรู้เรื่อง คนธรรมดาที่ไม่ใช่คอหนังจะรู้สึกเหมือนจะเข้าใจ แต่ก็ไม่เข้าใจ 

เช่นกัน ตื้นลึกหนาบางของโลกแห่งแฟนคลับนั้นยากที่คนนอกจะเข้าไปตัดสิน ยิ่งเข้าไปยุ่งด้วยก็จะกลายเป็นคู่กรณี เมื่อเป็นคู่กรณีก็ไม่จะไม่สามารถเอาวิธีแก้ปัญหาจากนอกโลกแห่งแฟนคลับมาใช้ได้ 

นั่นก็เรื่องหนึ่ง

เรื่องที่สำคัญกว่าก็คือ ความรู้สึกของคนไทยต่อรัฐบาลจีนนั้นไม่สู้ดีนักในระยะหลัง แม้แต่การที่คุณอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไปจีนแล้วได้ข้อตกลงมากมายที่ควรจะเป็นคุณต่อประเทศไทย คนไทยจำนวนหนึ่งก็ยังมิวายประณามว่า "เอาไทยไปขายให้จีน" 

จีนในตอนนี้ทำอะไรก็ผิดในสายตาคนไทย 

เมื่อเรื่องนี้แพร่ไปนอกวงการแฟนคลับในไทย คนนอกวงการก็เริ่มมีเลือดรักชาติพลุ่งพล่าน อาการต่อต้านจีนยิ่งเป็นระบบมากขึ้น ส่วนในจีนก็เช่นกัน บางทัศนะก็แสดงท่าทีชาตินิยมจีนและต่อว่าไทย สถานการณ์ในโลกโซเชียลทั้งไทยและจีนนั้นรุนแรงพอๆ กัน

เช่นเดียวกับโลกแห่งแฟนคลับ หากเราปล่อยให้คนในโลกโซเชียลวิวาทกันเอง ข่มขู่กันเอง สุดท้ายมันก็จะวายไปเอง เห็นแบบนี้หลายครั้งแล้ว

ในฐานะติดตามกระแสชาตินิยมในเอเชียมานาน ผมเห็นว่าชาตินิยมในจีนก็แรง ชาตินิยมไทยก็ไม่แผ่ว 

แต่คนไทยโกรธง่ายหายเร็ว อย่างเมื่อไทยจะแบนเกาหลีใต้เรื่องก็ใหญ่โตอยู่พักหนึ่ง ตอนนี้กลับมาจูบปากกันแล้ว ซึ่งหมายถึงประชาชนทั้งสองประเทศ ส่วนรัฐบาลนั้นไม่ได้ลดตัวลงมายุ่งตั้งแต่แรก เรื่องเลยไม่บานปลาย

กรณีนักเรียนอิตาเลียนก็เหมือนกัน ถึงขนาดถล่มเพจของสถานทูตและรัฐบาลอิตาเลียน แต่พอคู่กรณียอมขอโทษคนไทยก็ให้อภัย ผมสาบานได้ว่าไม่กี่วันคนไทยก็จะลืมกันหมดแล้ว

นี่ไม่ได้หมายความว่ากรณีแฟนคลับจีนในไทยจะให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งของโทษแล้วเรื่องจะจบ เราเห็นแล้วว่า บริษัทต้นสังกัดขอโทษแล้วเรื่องไม่จบแถมบริษัทยังถูกกระแสแบนตามมาอีก 

เรื่องนี้ไม่ต้องของโทษ แต่ให้ดำเนินการทางกฎหมายบริษัทนั้นควรจะดำเนินการเรื่องนี้ ให้เจ้าหน้าที่เรียกตัวมาสอบปากคำเลยจะดีกว่าเพื่อแสวงหาความจริง มันจะยุติธรรมที่สุด

แต่บริษัทรีบร้อนไปหน่อยกับการรักษาตลาดจีน ทำให้ละเลยการเสาะหาความจริง ซึ่งจะลดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างไม่จำเป็น

ยิ่งมี "ตัวละครใหม่ๆ จากภายนอก" เข้ามายุ่งเกี่ยวด้วย ไม่เพียงเรื่องจะไม่จบ แต่จะยกระดับเป็นเรื่องที่คนที่ไม่ควรเกี่ยวข้องที่สุด ต้องเข้ามายุ่งด้วย เช่น สถานเอกอัครราชทูต หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ 

ครับ โลกแห่งแฟนคลับก็ควรให้คนในวงการแฟนคลับจัดการกันเอง การดำเนินการทางกฎหมายก็ควรทำโดยคนในวงการแฟนคลับหรือบริษัทเท่านั้น (โดยทางการจีนหรือไทยอาจจะขอความร่วมมือให้ผู้จัดงานดำเนินการสอบสวนหรือดำเนินการทางกฎหมาย) เมื่อได้ความจริงที่ไม่ใช่  Rashomon effect แล้วนั่นแหละ เรื่องก็จะจบลงด้วยดี ไม่ใช่กลายเป็น International incident โดยไม่จำเป็น (อีกนั่นแหละ) 

วงการแฟนคลับนั้นแม้จะอยู่โลกของเขา แต่บางครั้งก็ล้ำเส้นออกมาด้วย และเป็นเหตุของความไม่เป็นระเบียบในสังคม ทางการย่อมจัดการได้ 

รัฐบาลจีนก็เคยติงพฤติกรรมของแฟนคลับในบ้านตัวเองมาแล้วว่าล้ำเส้นความสงบเรียบร้อยในสังคมและทำตัววุ่นวายเกินพอดี ไม่ใช่แค่วงการไอดอล แต่ยังรวมถึงแฟนคลับในวงการกีฬาด้วย รวมๆ แล้วทางการจีนกวดขันกับพฤติกรรมแฟนคลับหรือแฟนด้อมมากขึ้น

ถ้าใครตามเรื่องไวรัลในจีนก็จะทราบว่าพวกแฟนด้อมแฟนคลับที่ตามดาราจีนนั้น "บ้าบอคอแตก" อย่างมาก บางครั้งกล้าทำเรื่องที่ผิดศีลธรรมเพื่อจะสนับสนุนไอดอลของตน แม้แต่การใส่ร้ายป้ายสี หรือ "พีอาร์สีดำ" ก็ทำกันอย่างครึกโครมเพื่อโจมตีดาราที่เป็นคู่แข่งดาราที่ตนชอบ เพียงเพราะความหลงในไอดอล 

รัฐบาลจึงต้องเข้ามาควบคุม ซึ่งหมายความว่า "ไม่สนับสนุนแฟนด้อม"

แต่นี่เป็นการแทรกแซงของภาครัฐก่อนที่แฟนคลับจะก่อนเรื่อง และรัฐไม่ใช่คู่กรณีของความขัดแย้งในโลกของแฟนคลับ จนกว่าเรื่องนี้จะกลายเป็นคดีอาญารุนแรง 

ความขัดแย้งในโลกแฟนคลับล้วนเป็นเรื่องวิวาทเล็กน้อยเสียมาก แม้จะไม่ค่อยยอมความกัน แต่ก็มักจะไม่ถึงมือกฎหมาย 

และมันเกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน วันละไม่รู้กี่ครั้ง คนนอกจะเอาตัวเข้ามายุ่งไหวหรือ?

ขอบอกว่าพฤติกรรม "บ้าบอคอแตก" ไม่ได้มีแค่แฟนคลับหัวรุนแรงในจีนเท่านั้น แต่มีทั้งที่เกาหลีใต้ ในไทย และแฟนคลับหัวรุนแรงอินเตอร์อื่นๆ หลายกรณีตบตีกันรุนแรงมาก และคนนอกวงการที่ตามข่าวย่อมทราบว่าควรจะทำตัวเช่นกันในสถานการณ์เหล่านั้น (คือควรจะสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ)

โลกแห่งแฟนคลับจึงเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่รุนแรงและยากจะเข้าใจ คนนอกจะดุ่มๆ เข้าไปแล้วบอก "เข้าใจความรู้สึกนะ เราเห็นใจพวกคุณ" แล้วเฮละโลเข้าข้างแฟนลับสัญชาติตนไม่ได้ จะต้องผลักเอาโลกแห่งแฟนคลับออกไปไกลๆ ก่อน แล้วดึงคนในนั้นออกมาเข้าสู่กระบวนการที่เป็นวัตถุวิสัย เช่น กระบวนการทางกฎหมายที่จะช่วยเสาะหาความจริง

ตอนนี้ทั้งคนไทยคนจีนต่างถูกดูดเข้าไปในโลกแห่งแฟนคลับ พร้อมด้วยอารมณ์รักชาติบวกเข้ามาอีก แล้วเมื่อไรเราจะได้รู้ความจริงกัน?

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better 

Photo - (ภาพประกอบข่าวไม่เกี่ยวกับเนื้อหา) ภาพนี้ถ่ายเมื่อ  3 กุมภาพันธ์ 2024 แสดงให้เห็นกลุ่มแฟนคลับของนักร้องชาวอเมริกัน เทย์เลอร์ สวิฟต์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ สวิฟตี้ส์ (Swifties) กำลังแสดงปฏิกิริยาขณะชมภาพยนตร์คอนเสิร์ต Taylor Swift: The Eras Tour ในโรงภาพยนตร์แห่งหนึ่งในกรุงปักกิ่ง แฟนคลับชาวจีนของเทย์เลอร์ สวิฟต์ นักร้องป๊อปชื่อดังชาวอเมริกัน โบกแท่งเรืองแสง สวมชุดเลื่อม และกำไลมิตรภาพ เปลี่ยนโรงภาพยนตร์ในปักกิ่งที่ปกติเงียบสงบให้กลายเป็นงานเฉลิมฉลองที่ครึกครื้นเพื่อนักร้องคนโปรดของพวกเขา  (Photo by Jade GAO / AFP)

TAGS: #แฟนด้อม #จีน #ไทย