ผมเห็น 'สนิม' เริ่มกัดกินสหรัฐอเมริกาอย่างหนักหน่วง จนกระทั่ง 'ความฝันอเมริกัน' พังลง และสังคมอเมริกันหมดหวังจนสิ้น
แต่ชนชั้นนำอเมริกัน ทั้งนักการเมือง นายทุนเทค และพวกขวาจัด แทนที่จะขัดสนิมนั้นออก กลับราดน้ำลงไปบนเนื้อเหล็ก เหล็กอเมริกันที่ว่าแกร่งๆ ก็ยิ่งเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็ว
อย่างวันนี้ ผมเห็นคนไทยคนหนึ่งที่ย้ายไปอยู่ที่สหรัฐอเมริกาบอกผ่านโซเชียลมีเดียว่าจะพาแฟนหนุ่มมาไทยด้วยแล้ว เพราะทนไม่ไหวที่เห็น 'ความฝันอเมริกัน' มันตายสนิท
'ความฝันอเมริกัน' หรือ American dream คือการประโคมว่า ใครๆ ก็สร้างตัว เป็นคนมั่งมี หรือแม้แต่เป็นผู้ยิ่งใหญ่ก็ได้ หากมาตั้งรกรากในสหรัฐฯ แล้วสมาทานแนวคิดการเมืองของสหรัฐฯ คือ ทุนนิยมเสรี
แต่ตอนนี้ทุนนิยมเสรีมันเป็นเรื่องมดเท็จชัดๆ
เพราะตลาดถูกควบคุมโดยชนชั้นนำสองกลุ่ม คือ นักการเมือง และนายทุนเทค
คนสองกลุ่มนี้แทนที่จะผลักดันความฝันอเมริกัน กลับรวบอำนาจและความมั่งคั่ง ปิดทางคนอื่นไม่ให้เติบโต จนกลายเป็นระบอบใหม่ที่เรียกว่า 'ศักดินาเทค' หรือ Technofeudalism
คำว่า 'ศักดินาเทค' อาจฟังดูโบราณหรือลิเกไปหน่อย แต่เชื่อผมเถอะครับว่านี่เป็นเรื่องร้ายแรงมากต่อชาวโลกทุกคน
ระบบศักดินา หรือ Feudalism เป็นระบบเศรษฐกิจอันล้าหลัง ซึ่งผู้ปกครองที่ควบคุมปัจจัยการผลิต คือ ที่ดิน เอาไว้ทั้งหมด ประชาชนต้องทำนาทำไร่ในที่ดินนั้น โดยยกผลประกอบการเกือบทั้งหมดให้เจ้าของที่ดิน ส่วนชาวนาชาวไร่มีกินแค่พอยาไส้ ดังนั้นพวกนี้จึงมีสถานะเป็น 'ทาสติดที่ดิน'
คนเราทุกวันนี้มีสภาพไม่ต่างอะไรกับทาสติดที่ดินหรอกครับ เพราะทำงานผ่านแพลตฟอร์ม (ที่เป็นเสมือนที่ดิน) ของบริษัทเทคใหญ่ๆ รายได้ที่ทำได้ก็พอกินพอใช้ แต่ไม่สามารถยกระดับเป็น 'เจ้าที่ดินได้' เพราะรายได้ส่วนใหญ่ตกอยู่กับบริษัทเทค และแม้จะทำรายได้มากมายจนจะตั้งแพลตฟอร์มของตนขึ้นมาแข่ง แต่พวก 'ศักดินาเทค' ก็จะหาทางบดขยี้จนต้องยอมขายกิจการ ทำให้ต้องกลายเป็น 'ทาสติดที่ดินเทค' ตลอดไป
และบริษัทเทคด้วยการผูกขาดที่ไม่มีใครทำอะไรได้ (แถมรัฐบาลอเมริกันยังทำเฉยเสียอีก) จึงทำการกว้านซื้อบริษัทกลางๆ และเล็กๆ ที่มีศักยภาพที่จะเติบโตขึ้นมา เพื่อตัดยอดทิ้งไม่ให้ใหญ่ขึ้นมา และยังกลืนพื้นที่ธุรกิจนั้นมาอยู่ในมือตน ทำให้บริษัทเทคยิ่งมีสถานะกลายเป็น 'เจ้าที่ดิน' ในยุคศักดินา ที่ผูกขาดที่ดินหรือปัจจัยการผลิตทั้งหมด โดยพวกเราทุกคนเป็นทาสติดที่ดิน
โปรดดูตัวอย่างการกลืนกินธุรกิจต่างๆ ของ Amazon ซึ่งมีหลายกรณีที่เป็นการบีบให้ธุรกิจที่กำลังรุ่งๆ ต้องถูกกลืนมาเป็นเซลล์หนึ่งของตน และทำให้ผู้บริโภคไม่มีทางเลือกอื่น เมื่อไม่มีทางเลือกก็เท่ากับตกเป็นทาสนั่นเอง
นี่คือการก่อตัวของ 'ศักดินาเทค' ที่เราเห็นกันจะๆ แต่เพราะคนอเมริกันกับลัทธิทุนนิยม จึงไม่มีใครสร่างขึ้นมาสู้กับแนวโน้มนี้จริงๆ จัง
ในโลกของแพตฟอร์มก็เช่นกัน อินฟลูเอนเซอร์ทั้งหลายไม่รู้ตัวว่ากำลัง 'ทำนา' ให้กับเจ้าที่ดินฟรีๆ โดยที่ตัวเองได้แค่เศษเงินหรือไม่ได้อะไรเลยด้วยซ้ำ และไม่รู้ว่าทรัพย์สินทางปัญญาของตนนั้นอาจจะตกเป็นของ 'ศักดินาเทค' เอาด้วย เพราะข้อกำหนดการเข้าถึงเนื้อหาที่ตั้งไว่้เป็นอุปสรรคทางอ้อม
ดังนั้น แม้เราหลายคนจะเป็นอินฟลูฯ จะเป็นคนค้าออนไลน์ แม้จะรวยหลักสิบหรือร่้อยล้าน แต่หากไม่สามารถกำหนดชะตากรรมตัวเองโดยเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มได้ ตราบนั้นเราก็ยังคงเป็น 'ทาสติดที่ดินเทค' อยู่วันยังค่ำ
วันใดที่ 'ศักดินาเทค' เปลี่ยนอัลกอริธึมจนรายได้หายวับ วันนั้น 'ทาสติดที่ดินเทค'ก็จะยิ่งกลายเป็นทาสอนาถายิ่งกว่าเก่า
นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วโลก
เพียงแต่ในสหรัฐฯ มีสถานการณ์ที่ทำให้ 'ทาสติดที่ดินเทค' กลายเป็น 'ทาสติดที่ดิน' ขึ่้นมาจริงๆ แบบในยุคศักดินา
นั่นเพราะพวก 'ศักดินาเทค' ทำการรวมหัวกับชนชั้นนำ คือพวกนักการเมือง ดำเนินนโยบายยึดที่ดินทั้งทางตรงและทางอ้อมเอามาสร้าง Data center และสูบทรัพยากร คือน้ำและไฟฟ้าอย่างบ้าคลั่ง
ตอนนี้คนอเมริกันจึงลุกขึ้นมาต่อต้านการสร้าง Data center กันทั่วประเทศ เพราะเห็นแล้วว่าเมื่อ Data center เข้ามาแล้ว น้ำจะหมด ค่าไฟจะแพง เกิดมลพิษทางเสียง และไม่ได้เกิดการจ้างงานอย่างที่เจ้าหน้าที่และบริษัทเทคคุยโตเอาไว้
เมื่อมีการตีแผ่ความเลวร้ายของ 'ศักดินาเทค' พวกผู้มีอำนาจทางการเมืองก็เข้าข้าง 'ศักดินาเทค' โดยไม่ละอาย เช่นกรณีที่ Newsweek รายงานว่า ลักซ์ คลาริดจ์ ครูสอนฟิสิกส์ที่โรงเรียนมัธยมเอมโพเรีย รัฐแคนซัส ปรบมือเห็นด้วยกับผู้ที่กล่าวกระทู้ต่อต้าน Data center ในการประชุมรับฟังความเห็นการจะสร้าง Data center จึงถูกผู้ควบคุมการประชุมเรียกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยลากตัวเขาออกไปจากที่ประชุม
กรณีนี้ทำให้คนอเมริกันถึงกับถามกันเองว่า ตอนนี้พวกเราไม่มีเสรีภาพในการแสดงความเห็นกันแล้วหรือ? และเพื่อที่จะอุ้ม Data center เราถึงกับทำตัวเป็นเผด็จการกันแล้ว?
ล่าสุด ฝ่ายการเมืองยังอุ้ม 'ศักดินาเทค' ยิ่งขึ้นไปอีก (ซึ่งหมายถึงแนวโน้มที่ทั้งสองจะกลายเป็นองคพายพเดียวกันจะยิ่งเป็นไปได้มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเราจะเอ่ยถึงในตอนท้าย) โดยรัฐบาลทรัมป์อนุมัติให้ใช้ที่ดินของรัฐบาลกลางและที่ดินสาธารณะสำหรับสร้าง Data center เช่น การอนุมัติพื้นที่เชิงพาณิชย์ในรัฐเนวาดา และแผนการพัฒนาขนานใหญ่ในรัฐเคนตักกี้และโอไฮโอ
การอุ้มภาคธุรกิจของทรัมป์นั้นเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ เพราะเขามาจากภาคธุรกิจ และมักจะอกนโยบายเอื้อต่อธุรกิจ
แต่นับวันการเอื้อของเขานั้น "ผิดกฎหมาย" เข้าไปทุกที
เช่นเมื่อสัปดาห์ที่แล้วสำนักข่าว NPR ของสหรัฐฯ รายงานว่า บริษัท Trump Media & Technology Group กำลังเสนอขาย Truth Social เวอร์ชันพรีเมียม หรือ Truth API ให้กับนักลงทุนและผู้ค้าหลักทรัพย์ โดยให้สิทธิ์เข้าถึงข้อมูลจากผู้ใช้งานระดับสูงก่อนใคร รวมถึงประธานาธิบดีด้วย
โดยตั้งแต่วันเสาร์ที่ผ่านมาเป็นต้นไป บริษัทซื้อขายหลักทรัพย์จะสามารถเข้าถึง Truth API ได้ในราคาค่าธรรมเนียมสูงสุดถึง 100,000 ดอลลาร์ต่อเดือน เพื่อรับชมการประกาศต่างๆ ของประธานาธิบดีเกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจและกิจการระดับโลก ซึ่งมักส่งผลกระทบต่อตลาด ก่อนใครทั่วโลก
นี่คือการทำ Insider trading ชัดๆ ซึ่งเป็นข้อหาที่ทรัมป์เจอมาโดยตลอด แต่ไม่มีใครเล่นงานได้ แม้สื่อจะทำ Data journalism ตีแผ่โดยข้อมูลเชิงประจักษ์แล้วก็ตามว่าทรัมป์อาจจะใช้อำนาจในฐานะผู้นำประเทศ ทำการบงการตลาดและปล่อยข้อมูลทางการเมืองให้กับบางคนหรือบางบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเขาเพื่อชิงความได้เปรียบในการซื้อขายในตลาดหุ้น
คนอเมริกันเห็นข่าวนี้แล้วจึงถามกันเองว่า "นี่เราจะใช้กฎหมายเอาผิดนายคนนี้ไม่ได้เลยหรือ?
ประเทศไม่มีขื่อไม่มีแปต่อหน้าต่อตาแบบนี้จะให้ทนอย่างไรไหว?
ในข่าวการต่อต้าน Data center ผมจะเห็นคอมเมนต์ที่ว่า "พวกนายทุนไม่กลัวพวกเราอีกต่อไปแล้ว" - ผมเข้าใจว่านี่เป็นการเปรยว่า พวกเราคนสามัญควรทำอะไรสักอย่างให้พวกนี้ขวัญเสียบ้าง
เหมือนอย่างที่ลุยจิ มันจิโอเน หนุ่มชาวอเมริกัน สังหารไบรอัน ทอมป์สัน ซีอีโอของ UnitedHealthcare ซึ่งการสังหารนายทุนครั้งนี้แม้จะผิกฎหมายจังๆ แต่กลับทำให้คนอเมริกันลังเล โดยผลสำรวจของ YouGov ที่จัดทำขึ้นไม่นานหลังจากการจับกุมมันจิโอเน พบว่าโดยเฉลี่ยแล้วชาวอเมริกันมีแนวโน้มที่จะมองมันจิโอเนในแง่ลบมากกว่าแง่บวก อย่างไรก็ตาม ชาวอเมริกันที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี มีแนวโน้มที่จะมองเขาในแง่บวกมากกว่าแง่ลบ
การหมายหัวนายทถุนก็เรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่สังคมที่บูชานายทุนและพวก ไม่เคยเป็นมาก่อน
ยังมีความเห็นในทำนองทำลายทรัพย์สินของพวก 'ศักดินาเทค' เช่นที่บอกว่า "อย่าเอาไผ่ไปปลูกแถวๆ Data center เข้าล่ะ"
บางคนถามว่าทำไม ก็ได้รับคำตอบว่า "มันติดไฟง่าย"
คนธรรมสามัญทั่วโลกนิสัยคล้ายๆ กันครับ ไม่ว่าจะเป็นอเมริกัน จีน ไทย ฯลฯ ถ้าไม่ถูกกดขี่ก็จะไม่กล้าคิดกล้าทำอะไรที่มันบ้าเลือดแบบนี้
แต่ความบ้าเลือดนี้ผมเกรงว่าจะยิ่งเดือดพล่านมากขึ้น เพราะ 'ศักดินาเทค' และผู้มีอำนาจทางการเมืองในสหรัฐฯ ไม่ได้เห็นหัวประชาชน แต่ต้องการเอาชนะในสงคราม AI ที่กำลังขับเคี่ยวกับจีน
แม้จีนจะตามหลังอยู่หลายก้าว แต่จีนไม่ได้ทำให้ประชาชนเป็นเดือดเป็นแค้น แถมยังลงทุนน้อยกว่าเห็นๆ แต่ผลที่ได้มาแทบจะเท่าพวกอเมริกัน
ดังนั้น การที่จีนปล่อย AI ถูกๆ และเป็น Open source ออกมาบลั๊ฟบริษัทเทคอเมริกัน พวกอเมริกันครึ่งประเทศจึงสมน้ำหน้านายทุนเทคของประเทศตนเอง แม้จะไมได้เชียร์จีนก็ตาม แต่ก็สะใจยิ่งนัก
สงคราม AI ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ จึงไม่ใช่การแข่งกันว่า AI ของใครจะเจ๋งกว่ากัน แต่มันยังก่อคลื่นใต้น้ำทางการเมืองได้ด้วย
คลื่นที่ว่านั้นเริ่มที่จะซัดทวนกระแสต่อการโฆษณาชวนเชื่อเรื่อง 'ความฝันอเมริกัน' หนักขึ้นทุกที
ยิ่งรัฐบาลสหรัฐฯ เร่งการทำสงคราม AI กับจีนมากเท่าไร หมายถึงต้นทุนการทำสงครามที่จะรีดจากประชาชนก็จะยิ่งสูงขึ้น ความไม่พอใจของคนอเมริกันจะยิ่งมากขึ้น หากไม่นำไปสู่การทำ 'สงครามกองโจร' (เช่น การโจมตี Data center และหมายหัวนายทุน AI) มันก็จะนำไปสู่สงครามกลางเมือง
แต่ก่อนที่จะถึงสงครามกลางเมือง สิ่งที่จะเกิดขึ้นก่อนคือการผนึกกำลังของศักดินาเทคและนักการเมืองฝ่ายขวาก เพื่อวัฒนาการขึ้นมาเป็นการรวบอำนาจที่เป็นระบบขึ้นที่เรียกว่า 'เทคโนฟาสชิสต์' หรือ Techno-fascism
เราจะมาขยายความเรื่องนี้กันต่อไปในโอกาสหน้า
บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better
Photo - แขกผู้มีเกียรติ อาทิ มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก, เจฟฟ์ เบโซส, ซุนดาร์ พิชัย และอีลอน มัสก์ เดินทางมาถึงก่อนพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 60 ณ ห้องโถงกลางอาคารรัฐสภาสหรัฐฯ ในกรุงวอชิงตัน วันจันทร์ที่ 20 มกราคม 2025 (Photo by Julia Demaree Nikhinson / POOL / AFP)