พุทธศิลป์อันล้ำค่าแห่งอาณาจักรอุยกูร์ที่ถูกขโมยไปยังเยอรมนีแล้วถูกสงครามโลกทำลายไปตลอดกาล

พุทธศิลป์อันล้ำค่าแห่งอาณาจักรอุยกูร์ที่ถูกขโมยไปยังเยอรมนีแล้วถูกสงครามโลกทำลายไปตลอดกาล

ในดินแดนอันห่างไกลของเขตปกครองตนเองซินเจียง-อุยกูร์ ประเทศจีน มีโบราณสถานที่ทรงคุณค่ายิ่งแห่งหนึ่ง คือ ถ้ำเบเซกลิก (Bezeklik Caves) หรือถ้ำพระพันองค์เบเซลิก (柏孜克里克千佛洞) 

ถ้ำเบเซกลิกประกอบด้วยถ้ำที่ยังคงสภาพอยู่ 83 แห่ง โดยกว่า 40 แห่งยังคงมีภาพจิตรกรรมฝาผนังครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 1,200 ตารางเมตร ภาพจิตรกรรมฝาผนังส่วนใหญ่เป็นพุทธศาสนา และเคยเป็นพระอารามหลวงของอาณาจักรเกาชางหุยหู (高昌回鶻)

ดังนั้นสิ่งที่เป็นสมบัติอันล้ำค่าของถ้ำเบเซกลิกคือภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วาดขึ้นในราวศตวรรษที่ 10 - 13 ในสมัยอาณาจักรเกาชางหุยหู ซึ่งเป็นยุคที่ชาวอุยกูร์ยังนับถือศาสนาพุทธและรับอิทธิพลและยังส่งอิทธิพลทางศิลปะกับจีนสมัยราชวงศ์ถังจนถึงราชวงศ์ซ่ง

แต่ถ้ำแห่งนี้ถูกชาวตะวันตกรุมทึ้งในช่วงที่จีนตกต่ำระหว่างศตวรรษที่ 19 ถึงศตวรรษที่ 20

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 นักมานุษยวิทยาชาวรัสเซียเดินทางไปยังเมืองทูร์ปาน เขตซินเจียง ได้มาสำรวจถ้ำเบเซกลิกและได้ขนย้ายภาพเขียนฝาผนังบางส่วนจากถ้ำเลับไปยังรัสเซีย ซึ่งเป็นการบุกเบิกการปฏิบัติในการแกะสลักภาพเขียนฝาผนังจากถ้ำในซินเจียงและนำกลับไปยังรัสเซีย

ต่อมาคณะสำรวจชาวเยอรมันที่เดินทางไปยังเมืองทูร์ปานได้เดินทางไปยังเบเซกลิกสามครั้ง ครั้งแรกไม่ได้นำภาพเขียนฝาผนังใดๆ ออกไป ครั้งที่สองได้นำภาพเขียนฝาผนัง เอกสาร รูปปั้น งานแกะสลักหิน และโบราณวัตถุอื่นๆ จำนวนมากออกไป ในเดือนธันวาคม ปี 1905 อัลเบิร์ต ฟอน เลอ คอก (Albert von Le Coq) ทำการสำรวจถ้ำและนำภาพสำคัญออกไปด้วย คือ จิตรกรรมจากถ้ำพระคูหาที่ 9 

ในปี ค.ศ. 1908 คณะสำรวจชาวญี่ปุ่นนำโดย เอซาบุโร โนมูระ ได้เดินทางไปยังเบเซกลิกและขุดค้นถ้ำ 47 แห่ง พบโบราณวัตถุ เช่น เศียรพระพุทธรูป ภาพวาดผ้าไหมพุทธศาสนา และชิ้นส่วนศิลาจารึกพระสูตร นอกจากนี้ยังนำภาพเขียนฝาผนังขนาดใหญ่ 8 ภาพ และชิ้นส่วนภาพเขียนฝาผนังอื่นๆ อีกมากมายออกมาด้วย ในปี ค.ศ. 1912 โคอิจิโร โยชิกาวะ ได้เดินทางไปยังเบเซกลิกสองครั้ง ขุดค้นชิ้นส่วนต้นฉบับอุยกูร์จำนวนมากและนำภาพเขียนฝาผนังออกมา โบราณวัตถุส่วนใหญ่ถูกขนส่งกลับไปยังญี่ปุ่น ซึ่งบางส่วนจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติโตเกียว, ในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติเกาหลี (เกาหลีเคยเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่น) และในจีนบางส่วน

ยังไม่จบเท่านี้ เพราะยังมีนักสำรวจชาวอังกฤษ คือ ออเรล สไตน์ ที่ทำเหมือนกับคณะสำรวจของรัสเซียและเยอรมนี คือนำภาพเขียนฝาผนังออกจากถ้ำอย่างน้อย 60 แห่งในเบเซคลิกอย่างเป็นระบบ ภายในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1915 โดยสไตน์ได้ออกจากทูร์ปานพร้อมกับภาพเขียนฝาผนังและโบราณวัตถุอื่นๆ กว่า 140 ลังที่ขำย้ายจากเบเซกลิกและสถานที่อื่นๆ ปัจจุบันภาพเขียนฝาผนังและโบราณวัตถุเหล่านี้ส่วนใหญ่จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติอินเดียในนิวเดลี (National Museum of India) และพิพิธภัณฑ์อังกฤษ  (British Museum)

กว่าที่นักสำรวจจีนจะมาถึงในปี  ค.ศ. 1928  ภาพงามและสมบัติดีๆ ในถ้ำเบเซกลิกก็หมดเกลี้ยงแล้ว 

ภาพชุดที่เราเห็นในบทความ (ชมภาพที่ตอนท้ายของบทความ)เป็นภาพจิตรกรรมชิ้นที่งามที่สุดของถ้ำพระแห่งนี้ นำมาจากถ้ำพระคูหาที่ 9 เป็นภาพ "ประณิธิ" (Praṇidhi) คือการตั้งปณิธาน หรือ ประณิธิปารมิตา (praṇidhipāramitā) เป็นบารมีลำดับที่ 8 ของทศปารมิตา  เช่นการตั้งปณิธานที่จะช่วยเหลือสรรพสัตว์ทั้งหลาย ดังใน คำภาวนาตั้งปณิธานในปกรณ์ "มัญชุศรีพุทธเกษตรคุณะวยูหะ" (Mañjuśrībuddhakṣetraguṇavyūha) ว่า
 
"สรรพสิ่งทั้งหลายล้วนมีเหตุปัจจัย
และขึ้นอยู่กับสาระแห่งเจตนาของตน
ผู้ใดตั้งปณิธานไว้
ผู้นั้นย่อมได้รับผลตามปณิธานนั้น"

อย่างที่กล่าวไปข้างต้น ภาพชุดนี้ถูกตัดเป็นชิ้นๆ แล้วเคลื่อนย้ายโดยนักสำรวจชาวเยอรมัน อัลเบิร์ต ฟอน เลอ คอก (Albert von Le Coq) และส่งไปยังเยอรมนี แล้ว ถูกติดถาวรบนผนังของพิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์วิทยาในเบอร์ลิน (Ethnologisches Museum Berlin)  ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ชิ้นงานเหล่านี้ไม่สามารถเคลื่อนย้ายออกไปได้อย่างปลอดภัย จึงถูกทำลายเมื่อพิพิธภัณฑ์ถูกโจมตีจากการทิ้งระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตรในเบอร์ลิน

ภาพเหล่านี้นำมาจากหนังสือของ  อัลเบิร์ต ฟอน เลอ คอก เกี่ยวกับการสำรวจของคณะสำรวจเยอรมันในซินเจียง ชื่อหนังสือ Chotscho : facsimile-wiedergaben der wichtigeren Funde der ersten königlich preussischen Expedition nach Turfan in Ost-Turkistan, im Auftrage der Generalverwaltung der Königlichen Museen aus Mitteln des Baessler-Institutes

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better 

TAGS: #อุยกูร์