วานนี้มีรายงานข่าวจาก AFP ว่ามนุษย์กำลังจะฉลาดน้อยลงเพราะใช้ AI มากเกินไป โดยมีรายงานการวิจัยบางตัวที่ชี้ให้เห็นแนวโน้มนั้น
ที่จริง "ความกังวล" นี้ไม่ใช่เพิ่งจะมี แต่มีงานวิจัยที่ทำให้เราต้องกงัวลมาระยะหนึ่งแล้ว เช่น วารสาร Nature เผยแพร่ผลการวิจยประสบการณ์ในหมู่แพทย์ที่ใช้ AI พบว่า การสัมผัสกับเครื่องมือ AI อย่างต่อเนื่องนำไปสู่ "แรงจูงใจลดลง สมาธิลดลง และความรู้สึกรับผิดชอบลดลง" ในกลุ่มแพทย์ที่ไม่ได้ใช้ AI ช่วย
นี่ขนาดแพทย์ที่ว่าเป็นอาชีพของคนระดับหัวกะทิยังทำให้กลายเป็นหางกะทิได้ขนาดนี้ พวกหัวขี้เลื่อยอย่างผมคงไม่เหลือรอยหยักในสมองหากใช้ AI เป็นประจำ
แม้แต่แม้แต่ผู้เล่นสำคัญด้าน AI ในภาคธุรกิจคือ Anthropic ทำการทดลองแบบสุ่มควบคุม โดยมีวิศวกรซอฟต์แวร์ 52 คนเข้าร่วม ผู้เข้าร่วมทุกคนต้องทำภารกิจการเขียนโปรแกรมพื้นฐาน และสามารถเข้าถึงการค้นหาและคำแนะนำทางอินเทอร์เน็ตได้ ครึ่งหนึ่งของผู้เข้าร่วมถูกขอให้ใช้ผู้ช่วย AI ด้วย หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจ นักวิจัยได้ขอให้ผู้เข้าร่วมทุกคนทำแบบทดสอบเพื่อประเมินว่าพวกเขาได้เรียนรู้มากน้อยเพียงใด ผลลัพธ์แสดงให้เห็นว่าผู้เข้าร่วมที่ใช้ผู้ช่วย AI ทำได้แย่กว่าอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉลี่ย 50% ในขณะที่ผู้ที่ไม่ใช้ผู้ช่วย AI ทำได้เฉลี่ย 67%
ที่สำคัญ ผู้เข้าร่วมที่ใช้ AI ทำได้แย่เป็นพิเศษในคำถามที่เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยข้อผิดพลาดของโค้ด ซึ่งบ่งชี้ว่าพวกเขาอาจไม่ได้เข้าใจแนวคิดเบื้องหลังโค้ดที่พวกเขาสร้างขึ้นอย่างแท้จริง
การวิจัยนี้ไม่ได้แสดงว่าเราอาจะด้อยปัญญาลงอย่างเดียว แต่การใช้ AI ยังทำให้เราเลินเล่อมากขึ้นเพราะขาดความเข้าใจที่แท้จริงว่า "เรา" กำลังทำมิสชั่นอะไรอยู่
ดังนั้น จึงมีความพยายามที่จะหยุดภาวะขาลงทางปัญญาของมนุษยชาติ
ต่อจากวานนี้ที่เราทิ้งคำถามไว้ว่า เมื่อแก้ปัญหามนุษย์โง่เขลาลงเพราะใช้ AI จึงมีการพัฒนาระบบ Socratic คือการถามให้คิดและต้องคิดเป็นวิพาษวิธีในระบบ GenAI โดยเฉพาะการใช้ AI ในหมู่นักเรียนนักศึกษา
คำถามของเราก็คือ การริเริ่มนี้เพียงพอที่จะหยุดมนุษยชาติจากการถดถอยทางปัญญาหรือไม่?
มี Professionals บางคนคิดว่าไม่พอ คนเหล่านี้คือปัญญาชนที่ต้องอาศัยทักษ์วิเคราะห์และวิพาษวิธีอย่างมาก เช่น นักกฎหมายและนักศึกษา/นักวิชาการด้านนิติศาสร์ ซึ่งอย่างน้อยมีสถาบันด้านนิติศาสตร์จำนวนหนึ่งเริ่มเรียกร้องให้นำวิธีแบบโซกราตีสมาใช้ให้มากขึ้น เพื่อถ่วงดุลกับ AI
ตัวอย่างเช่น คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเท็กซัส ออสติน มีบันทึกช่วยจำไปถึงคณาจารย์และได้เรียกร้องให้คณาจารย์ทบทวนรูปแบบการสอนของตน ให้เน้นวิธีการสอนแบบโสเครติส เพราะปัญญาประดิษฐ์เป็นภัยคุกคามต่อการเรียนรู้ทักษะที่จำเป็น เนื้อหาของบันทึกฯ ตอนหนึ่งระบุว่า
"คำถามคือ การที่นักศึกษาสามารถเข้าถึง AI ได้อย่างแพร่หลาย จะก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการลดทักษะทางปัญญาในบริบทของกระบวนการเหล่านี้ (การเรียนและการวิเคราะห์) หรือไม่?" จากนั้นเขาก็แจกแจงถึงผลดีและผลเสียของการใช้ AI ในการศึกษาเล่าเรียน จนกระทั่งสรุปว่า "ด้วยเหตุนี้ เมื่อความเข้มงวดของกระบวนการเรียนรู้นอกห้องเรียนถูกบั่นทอนลงด้วยการใช้ทางลัดที่ขับเคลื่อนด้วย AI ห้วงเวลาของการรวมตัวกันในชั้นเรียนจึงกลายเป็นสิ่งที่มีค่ามากยิ่งขึ้น"
"อย่างไรก็ตาม ศักยภาพของสภาพแวดล้อมในห้องเรียนที่มีการควบคุมจะไม่เกิดขึ้นจริง หากอาจารย์ที่ยืนอยู่บนแท่นบรรยายเพียงแค่บรรยายให้แก่นักเรียนที่มารวมตัวกันฟัง หรือหากคำถามที่อาจารย์ถามนักเรียนเป็นครั้งคราวนั้นผ่านไปอย่างรวดเร็วและไม่จริงจัง ดังนั้น หากเป้าหมายคือการต่อต้านการสูญเสียทักษะโดยการทำให้แน่ใจว่านักเรียนทุกคนมีโอกาสอย่างต่อเนื่องในการทำงานและสื่อสารเกี่ยวกับแนวคิดที่ยากลำบากด้วยตนเองทั้งหมด คณาจารย์จำเป็นต้องใช้เวลาในห้องเรียนอย่างกว้างขวางเพื่อให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการสนทนาที่ต่อเนื่องและเข้มข้น"
"เรื่องนี้ชี้ให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับการสอนแบบโสเครติสอีกครั้ง นอกจากนี้ยังแนะนำว่าคณาจารย์ควรดำเนินการเพื่อให้แน่ใจว่าเมื่อนักเรียนมีส่วนร่วมในการสนทนาดังกล่าว นักเรียนจะไม่ถูกรบกวนจาก (หรือแม้แต่พึ่งพา) สิ่งใดก็ตามที่อาจเกิดขึ้นบนหน้าจอของพวกเขาในขณะนั้น"
"แน่นอนว่า อาจารย์หลายท่านหรือแทบทุกท่านใช้รูปแบบการสอนแบบโสเครติสอยู่แล้วอย่างน้อยก็บางส่วน แต่ไม่ใช่ทุกคน และไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ก็ยังมีโอกาสที่จะปรับปรุงให้ดีขึ้นได้เสมอ ผมยอมรับว่าถ้าผมยังสอนอยู่ ผมก็คงทำเช่นนั้นเช่นกัน ดังนั้น ผมจึงขอจบด้วยคำขอสำหรับอาจารย์ทุกท่านที่จะสอนในปีการศึกษาที่จะถึงนี้"
ขณะที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยชิคาโกก็มีความเคลื่อนไหวคล้ายๆ กันเมื่อ 3 วันก่อน โดยผ่านแนวนโยบายที่ชื่อ "การทบทวนแนวคิดใหม่เกี่ยวกับการศึกษาด้านกฎหมายในยุคปัญญาประดิษฐ์" เนื้อหาส่วนหนึ่งระบุว่า
"ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังส่งผลกระทบต่อการศึกษาในระดับอุดมศึกษาและวิชาชีพทางกฎหมายอยู่แล้ว และดูเหมือนว่าอัตราการเปลี่ยนแปลงจะยิ่งเร่งตัวขึ้น ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่เราต้องใช้โอกาสนี้ในการไตร่ตรองอย่างรอบคอบว่าการศึกษาทางกฎหมายควรปรับตัวอย่างไร บันทึกนี้อธิบายถึงแนวทางที่เราใช้ในการศึกษาทางกฎหมายในยุค AI"
"คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยชิคาโก มุ่งมั่นที่จะมอบการศึกษาทางกฎหมายที่เข้มงวดที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้แก่นักศึกษาของเรามาโดยตลอด ความมุ่งมั่นนี้แสดงออกผ่านความทุ่มเทของคณาจารย์ในการสอน วัฒนธรรมของเราในการท้าทายความคิดผ่านการตั้งคำถามและการอภิปรายแบบโสเครติส และนโยบายการให้คะแนนของเราที่กระตุ้นให้นักศึกษาเรียนรู้เนื้อหาและให้ข้อมูลการประเมินผลการเรียนของนักศึกษาแก่ผู้ว่าจ้างในอนาคต ด้วย AI ที่กำลังเปลี่ยนแปลงการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ความมุ่งมั่นของเราในการให้การศึกษาทางกฎหมายที่เข้มงวดจึงต้องหมายถึงการเปิดรับการปรับตัวอย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน"
"ความเต็มใจที่จะคิดใหม่เกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติของเรานั้นสอดคล้องกับประวัติศาสตร์นวัตกรรมอันยาวนานของโรงเรียนกฎหมายของเรา เราเป็นโรงเรียนกฎหมายแห่งแรกที่มีการศึกษาด้านกฎหมายเป็นหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาและมอบปริญญานิติศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต นอกจากนี้เรายังมีส่วนร่วมในการบุกเบิกการศึกษากฎหมายแบบสหวิทยาการที่รวมเอาข้อมูลเชิงลึกจากมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และสาขาวิชาวิชาการอื่นๆ และเพื่อสร้างคลินิกช่วยเหลือทางกฎหมายที่นำนักเรียนเข้าสู่คดีในโลกแห่งความเป็นจริง"
"เราเริ่มกระบวนการไตร่ตรองว่าเราควรปรับการสอนของเราอย่างไรเพื่อตอบสนองต่อ AI ไม่นานหลังจากที่ OpenAI เผยแพร่ ChatGPT ต่อสาธารณะเมื่อปลายปี 2022 โรงเรียนกฎหมายของเราได้จัดตั้งคณะกรรมการ AI ขึ้นเมื่อต้นปี 2023 และเริ่มเผยแพร่นโยบายและคำแนะนำเกี่ยวกับการใช้ AI ตั้งแต่นั้นมา เราได้เพิ่มโมดูล AI ลงในโปรแกรมการวิจัยและการเขียนทางกฎหมายในปีแรกของเรา เปิดตัวหลักสูตรระดับสูงหลายหลักสูตรเกี่ยวกับ AI และกฎหมาย ก่อตั้งห้องปฏิบัติการ AI เพื่อสอนนักเรียนของเราถึงวิธีพัฒนาเครื่องมือ AI เพื่อช่วยปรับปรุงการเข้าถึงความยุติธรรม และเจรจาใบอนุญาตกับบริษัท AI ชั้นนำ เพื่อให้นักศึกษา คณาจารย์ และเจ้าหน้าที่ของเราสามารถเข้าถึงทรัพยากรที่ใช้โดยนักกฎหมายฝึกหัด"
"ในปีที่ผ่านมา เราได้เริ่มใช้ความพยายามที่ทะเยอทะยานมากขึ้นเพื่อสะท้อนถึงวิธีที่เราควรปรับหลักสูตรและนโยบายของเราเพื่อตอบสนองต่อ AI ความพยายามนี้รวมถึงการปรึกษาหารืออย่างกว้างขวางกับชุมชนของเรา รวมถึงศิษย์เก่า ผู้นำของสำนักงานกฎหมาย ผู้นำธุรกิจ ผู้บริหารเทคโนโลยีทางกฎหมาย และผู้ร่วมสำนักงานกฎหมาย รวมถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายในที่โรงเรียนกฎหมาย รวมถึงคณาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนักศึกษาของเรา นอกจากนี้เรายังสำรวจวรรณกรรมทางวิชาการและวิชาชีพที่เกิดขึ้นใหม่ว่า AI เปลี่ยนแปลงการปฏิบัติตามกฎหมายและการเรียนรู้ของนักเรียนอย่างไร และโรงเรียนกฎหมายสามารถและควรตอบสนองอย่างไร และเราได้รับการสนับสนุนอย่างแน่วแน่จากผู้นำของมหาวิทยาลัยชิคาโก ผู้ซึ่งสนับสนุนแนวทาง AI ที่ไม่เชื่อ มีจริยธรรม และทะเยอทะยาน"
"ความคิดเห็นที่เราได้รับตลอดกระบวนการนี้มีความสม่ำเสมอ: เราต้องแน่ใจว่านักศึกษาของเราเรียนรู้ที่จะคิดอย่างมีวิจารณญาณ มีกลยุทธ์ และเป็นอิสระโดยไม่ต้องพึ่งพา AI แต่เรายังต้องเผชิญกับความจริงที่ว่าเครื่องมือ AI มีอยู่แล้วสำหรับนักเรียนของเรา และผู้สำเร็จการศึกษาของเราก็จะต้องเตรียมพร้อมที่จะใช้เครื่องมือเหล่านี้ในการปฏิบัติตามกฎหมาย"
สรุปส่่วนนี้ ทางคณะไม่ใช่ว่าจะเป็นจระเข้ขวางคลอง แต่นำ AI มาใช้ในการเรียกการสอนด้วยในฐานะที่เป็นหัวหอกมานานเรื่องนวัตกรรมการศึกษา เพียงแต่ว่าพวกเขาต้องการให้ดุลของ AI นั้นน้อยลงและเพิ่มดุลของการถกเถียงระหว่างมนุษย์ อย่างนโยบายกล่าวต่อไปว่า
"เราจะนำร่องแนวทางการประสานงานในห้องเรียนและนโยบายการสอบสำหรับหลักสูตรหลัก 1L ในช่วงปีการศึกษา 2026-2027 ในทุกหมวด 1L เราจะห้ามการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น แล็ปท็อป แท็บเล็ต และโทรศัพท์ในห้องเรียน จะมีข้อยกเว้นบางประการสำหรับนโยบายนี้ ตัวอย่างเช่น อาจารย์สามารถกำหนดให้ “นักเขียน” ในห้องเรียนที่สามารถใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในการจดบันทึกสำหรับชั้นเรียน อาจารย์สามารถอนุญาตให้ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับกิจกรรมที่ใช้เทคโนโลยีเฉพาะ (เช่น การสำรวจความคิดเห็นในชั้นเรียนแบบโต้ตอบ) และเราจะตรวจสอบให้แน่ใจว่าความพิการได้รับการอำนวยความสะดวกให้สอดคล้องกับกฎหมายที่บังคับใช้ ตามความเหมาะสมสำหรับโปรแกรมการศึกษา นอกจากนี้ การสอบจะเป็นแบบในชั้นเรียนที่ไม่มีอินเทอร์เน็ต ไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ หรือแอป และที่สำคัญที่สุด เราจะสานต่อประเพณีอันยาวนานของเราโดยเน้นวิธีการแบบโสเครตีสซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรเหล่านี้ แนวทางการประสานงานนี้สะท้อนถึงประสบการณ์ของเรา และฉันทามติทางวิชาการที่เกิดขึ้นใหม่ว่าการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในบุคคลนั้นเอื้อต่อการเรียนรู้ การใช้อุปกรณ์ในการจดบันทึกหรือช่วยตอบคำถามมีแนวโน้มที่จะขัดขวางการไตร่ตรองและการให้เหตุผล"
และ
"วิชาเลือก เมื่อนักศึกษาเรียนรู้พื้นฐานจากวิชาบังคับในปี 1L ไปจนถึงวิชาเลือก ความจำเป็นในการประสานงานระหว่างกลุ่มเรียนจะลดลง และประโยชน์ของความหลากหลายจะเพิ่มขึ้น ดังนั้น ในหลักสูตรระดับสูงและวิชาเลือกที่นักศึกษาปี 1 เรียนในภาคเรียนฤดูใบไม้ผลิ เป้าหมายของนโยบาย AI ของเราจึงเปลี่ยนไปเป็นการให้คำแนะนำและส่งเสริมการทดลอง สำหรับวิชาเหล่านี้ การใช้วิธีการสอนแบบโสเครติส นโยบายห้ามใช้อุปกรณ์ และการสอบในห้องเรียนโดยไม่ใช้การเข้าถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จะยังคงอยู่ แต่เป็นกฎเริ่มต้นมากกว่านโยบายบังคับ"
ท่าทีของสถาบันวิชาการเหล่านี้สะท้อนว่าพวกเขาจะไม่ปล่อยให้นักศึกษาใช้ AI จนสูญเสียทักษณ์ในการถกเถียงอย่างเป็นตรรกะและความช่ำชองในการโต้เถียงเชิงวิพาษวิธี อันเป็น "วิชา" สำคัญของการเป็นนักกฎหมาย
แน่นอนว่า AI ย่อมแน่นอนกว่าในการ "คิด" เชิงตรรกะ แต่พวกเขาไม่ต้องการจะแข่งกับ AI พวกเขาต้องการหยุด AI ให้เป็นแค่เครื่องมือที่มีการใช้จำกัด ไม่ใช่ใช่พร่ำเพื่อจนกระทั่งสมองด้อยปัญญา และกระทั่งมันแทนที่มนุษย์ไปหมดทุกทาง ซึ่งเป็นสิ่งที่นายทุนเทคต้องการ แต่เป็นิส่งที่สังคมต่อต้านมากขึ้นทุกที
ดังนั้นนี้จึงไม่ใช่การต่อสู้เพื่อรักษาภูมิปัญญาของมนุษย์เท่านั้น แต่ยังเป็นการต่อสู้เพื่อให้มนุษย์เป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตของตัวเองด้วย ไม่ใช่ว่าจะยกทุกอย่างให้ AI ไปทำทั้งหมด
บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better
Photo - ความตายของโสเครติส ภาพวาดโดยจัมเบตติโน ชิญาโรลี (Giambettino Cignaroli) จิตรกรชาวอิตาเลียน สมัยศตวรรษที่ 18