'โสเครติส'ช่วยด้วย! การเสพติด GenAI กำลังทำให้มนุษย์ฉลาดน้อยลง

'โสเครติส'ช่วยด้วย! การเสพติด GenAI กำลังทำให้มนุษย์ฉลาดน้อยลง

ก่อนที่เราจะมาวิพากษ์กันเรื่องนี้ ผมจะให้ทุกคนได้อ่านรายงานข่าวเชิงประจักษ์เสียก่อน ซึ่งเป็นข่าวที่เผยแพร่ในวันนี้

ที่บอกว่า 'เชิงประจักษ์' เพราะมันมาจากงานวิจัยที่เป็นวิทยาศาสตร์และรายงานโดยไม่ลำเอียงว่าชอบหรือไม่ชอบ AI

นี่คือรายงานข่าวเรื่อง "พลังของปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ก่อให้เกิดความกังวลว่าอาจทำให้มนุษย์ฉลาดน้อยลง" ของสำนักข่าว AFP

ปัจจุบันมีแชทบอท AI แบบสร้างสรรค์ที่สามารถเขียนอีเมลและรหัสคอมพิวเตอร์ แปลภาษา จัดการทริป หรือคิดไอเดียของขวัญได้ ทำให้บางคนตั้งคำถามว่าพลังสมองของมนุษย์อาจได้รับผลกระทบจากการไม่ได้ใช้งานหรือไม่

เพียงแค่คำถามง่ายๆ ด้วยภาษาธรรมชาติก็เพียงพอที่จะดึงคำตอบที่ใช้งานได้จากบริการต่างๆ เช่น ChatGPT หรือ Claude ซึ่งผลกระทบนี้เริ่มปรากฏให้เห็นในโรงเรียนและมหาวิทยาลัย สถานที่ทำงานตั้งแต่สำนักงานไปจนถึงศาล และชีวิตส่วนตัวของเรา

การศึกษาทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดชี้ให้เห็นว่าอาจมีผลเสียจากการมอบหมายงานด้านการคิดให้กับ AI

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความจำ การตัดสินใจ และการคิดเชิงวิพากษ์ อาจมีความเสี่ยง

งานวิจัยร่วมระหว่างอเมริกาและอังกฤษชิ้นหนึ่ง ซึ่งทำการศึกษาในกลุ่มตัวอย่าง 1,222 คน และยังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ พบว่า การใช้เครื่องมือ AI ในการแก้โจทย์คณิตศาสตร์หรือแบบฝึกหัดการอ่านเพื่อความเข้าใจ ช่วยพัฒนาประสิทธิภาพของผู้เข้าร่วมในระยะสั้น แต่ในระยะยาวกลับทำให้ผลลัพธ์ลดลง และความตั้งใจที่จะพยายามต่อไปก็ลดลงด้วย เมื่อไม่มีเครื่องมือเหล่านั้นให้ใช้

"ผลการค้นพบเหล่านี้เป็นเรื่องที่น่ากังวลเป็นอย่างยิ่ง เพราะความพยายามอย่างต่อเนื่องเป็นพื้นฐานของการเรียนรู้ทักษะ และเป็นหนึ่งในตัวบ่งชี้ที่แข็งแกร่งที่สุดของการเรียนรู้ในระยะยาว" ผู้เขียนกล่าว

ความสามารถของ AI ในการตอบคำถามทุกประเภทได้อย่างรวดเร็ว "ทำให้ผู้ใช้สูญเสียโอกาสในการเรียนรู้" เกรซ หลิว นักศึกษาปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน ผู้เขียนหลักของบทความกล่าว

"สิ่งที่ทำให้ AI น่ากังวลเป็นพิเศษก็คือ มันไม่ใช่เครื่องมือที่ออกแบบมาสำหรับกิจกรรมเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่ง มันเป็นสิ่งที่สามารถนำไปใช้ได้กับกิจกรรมทางปัญญา การให้เหตุผล และการรับรู้แทบทุกประเภท"

ความสามารถในการปรับตัวของเทคโนโลยีนี้ให้เข้ากับปัญหาประเภทต่างๆ ทำให้มันแตกต่างจากเครื่องมือช่วยเหลือทางคอมพิวเตอร์รุ่นก่อนๆ

ตัวอย่างเช่น เครื่องคิดเลขอิเล็กทรอนิกส์อาจช่วยผู้ใช้แก้สมการได้ แต่กระบวนการคิดและเหตุผลยังคงอยู่ในมือของมนุษย์

งานวิจัยของ MIT ในปี 2025 ชิ้นหนึ่งกลายเป็นที่โด่งดังไปทั่วโลก เนื่องจากพบว่านักเรียนที่ใช้ AI แบบสร้างสรรค์ในการเขียนเรียงความ มีความสามารถในการคิดเชิงวิพากษ์น้อยลง

งานวิจัยอื่นๆ ก็ชี้ไปในทิศทางเดียวกัน โดยเน้นสิ่งที่เรียกว่า "การลดภาระทางปัญญา" หรือแม้กระทั่ง "การยอมจำนนทางปัญญา"

"มนุษย์มีแนวโน้มอย่างมากที่จะประหยัดพลังงาน" โยฮันน์ เชวาเลเร นักวิจัยด้านจิตวิทยาสังคมและปัญญาจากสถาบัน CNRS ของฝรั่งเศสกล่าว

"ในชีวิตประจำวัน เรามักใช้กลยุทธ์ที่ทำให้เราเข้าถึงประเด็นสำคัญได้เร็วขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องใช้เวลาศึกษาข้อมูลที่เราต้องการประมวลผลอย่างละเอียด เพราะอาจสิ้นเปลืองพลังงานทางปัญญา" เขากล่าวเสริม

เชวาเลเรกล่าวว่า การใช้ AI แบบสร้างสรรค์อาจทำให้แนวโน้มนี้รุนแรงขึ้น

"หากมีกิจกรรมที่คุณไม่เคยทำ สมองซึ่งทำงานโดยการประหยัดพลังงาน จะไม่เสียเวลาไปกับการรักษาการเชื่อมต่อที่ไม่ได้ใช้งาน"

ภายใต้แรงกดดันจากนักวิจารณ์ นักพัฒนา AI แบบสร้างสรรค์ได้เริ่มสร้างฟังก์ชันที่เรียกว่า "แบบโสเครติส" (Socratic) เข้าไปในโมเดลของพวกเขา ซึ่งในขณะนี้ยังคงมุ่งเป้าไปที่นักเรียนเป็นหลัก

ในโหมดนี้ แชทบอทจะไม่เพียงแค่ให้คำตอบ แต่จะให้คำแนะนำและถามคำถามเพื่อกระตุ้นความคิดของผู้ใช้

ตัวอย่างเช่น "โหมดการเรียนรู้" ที่สร้างขึ้นใน ChatGPT ของ OpenAI หรือ "การเรียนรู้แบบมีคำแนะนำ" ใน Gemini ของ Google

บริษัทซอฟต์แวร์ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ อย่าง Microsoft บอกกับ AFP ว่าได้สร้างคำเตือนเกี่ยวกับความเสี่ยงของข้อผิดพลาดไว้ในโมเดล Copilot ของตนแล้ว

AI ยังเตือนผู้ใช้ให้ตรวจสอบข้อมูลที่ให้ไว้ ซึ่งเป็นเพียงหนึ่งในหลายมาตรการที่ออกแบบมาเพื่อให้พวกเขามีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้นและคิดวิเคราะห์กับคำตอบของมัน

ไมโครซอฟต์กล่าวว่า "ความเสี่ยงของการใช้ AI มากเกินไปนั้นมีอยู่จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากใช้ AI ในการทำงานอัตโนมัติซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญต่อการพัฒนาทักษะด้วย" และเสริมว่าผู้ใช้ต้องได้รับการฝึกฝนให้ใช้เครื่องมืออย่างถูกต้อง

นักวิจัยเห็นพ้องกันว่าในขณะนี้ยังขาดการศึกษาขนาดใหญ่และระยะยาวเพื่อประเมินผลกระทบที่แท้จริงของเทคโนโลยีใหม่นี้ต่อสมองของมนุษย์

จนกว่าจะมีงานวิจัยเหล่านั้น "เป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องใช้ AI อย่างชาญฉลาด" เชวาเลเรกล่าว

"เราจะปรับตัวให้เข้ากับการปฏิวัติทางเทคโนโลยีครั้งนี้เช่นเดียวกับที่เราเคยทำในครั้งก่อนๆ"

จบรายงานข่าวของ AFP แต่เพียงเท่านี้

ในรายงานข่าวนี้เราจะเห็นคีย์เวิร์ดสำคัญหลายคำ เช่น การใช้ AI ทำให้ผู้ใช้สูญเสียโอกาสในการเรียนรู้, การใช้ AI เป็นการการลดภาระทางปัญญา, การใช้ AI คือการยอมจำนนทางปัญญา และ "มนุษย์มีแนวโน้มอย่างมากที่จะประหยัดพลังงาน" 

คีย์เวิร์ดเหล่านี้มีลักษณะที่ซับซ้อนจากน้อยไปหามาก

ต่อไปนี้จะเป็นการวิเคราะห์ที่ไม่เชิงประจักษ์มากนัก แต่เป็นทัศนะและมุมมองของผมเอง

ที่บอกว่าการใช้ AI ทำให้ผู้ใช้สูญเสียโอกาสในการเรียนรู้ เป็นสิ่งที่เราทราบกันดี ในเวลานี้ คนธรรมดาสามัญ หรือ Laymen สามารถถามและได้คำตอบที่ซับซ้อนในเวลารวดเร็วพอๆ กับผู้มีวิชาชีพเฉพาะ Professionals 

คนที่เป็น Professionals นั้นต้องผ่านการเรียนรู้และฝึกฝนยาวนานจึงจะได้คำตอบของคำถามที่ซับซ้อน แต่ตอนนี้คนธรรมดาที่ไม่เคยเรียนและผ่านการเคี่ยวกรำในวิชาชีพ หรือ Laymen กลับได้คำตอบง่าย แต่ผลที่ตามมานั้นต่างกัน 

Laymen นั้นจึงพึ่งพา GenAI ก็ได้ไม่มีใครว่า แต่เพราะขาดการเรียบเรียงข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลเองแบบ Professionals แม้พวกเขาจะ "รู้" เรื่องที่ซับซ้อน แต่เมื่อไม่มีการใช้สมอง เขาไม่เพียงขาดโอกาสในการเรียนรู้ แต่ยังตามมาด้วยการยอมจำนนทางปัญญา ซึ่งหมายถึงการทำตัวแบบ "ให้ AI คิดแทนเราก็ได้ เราแค่นอนกระดิกเท้ารอคำตอบ" 

แบบนี้ไม่ใข่แค่นอนรอให้ AI เข้ามาแทนที่เท่านั้น แต่รอยหยักของสมองอาจจะเสื่อมสภาพไปด้วย

ผลก็คือ เมื่อนักเรียน (ซึ่งเป็นขั้นตอนของการเปลี่ยนจาก Laymen มาเป็น Professionals) พึ่งพา AI ในการเขียนเรียงความ (อันเป็นการแสดงพลังทางปัญญาของมนุษย์) สิ่งที่ตามมาคือ ทักษะการวิเคราะห์ด้อยลง 

นี่คือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกตะวันตก ซึ่งสอนให้นักเรียนคิดวิพากษ์เป็นปกติ ลองจินตนาการดูสิครับว่าหากเป็นเอเชียรวมถึงไทยซึ่งไม่ค่อยสอนให้เด็กคิดวิพากษ์ แล้วยังสนับสนุนให้ใช้ AI พร่ำเพรื่อ ผลที่มีต่อสมองของนักเรียนจะเป็นเช่นไร? 

"ใช้ AI พร่ำเพรื่อ" ก็เป็นอีกประเด็น

เรารู้ว่าการใช้ AI อย่างบ้าคลั่งนำไปสู่การสร้าง AI Data Centers อย่างบ้าคลั่งเช่นกัน ซึ่งกินไฟมหาศาลและสวาปามน้ำมากมาย ทำให้เกิดการต่อต้านไปทั่วสหรัฐอเมริกา และเริ่มมีการพูดถึงกันบ้างแล้วในประเทศเพื่อนบ้านของเรา คือ มาเลเซีย ที่ฝันว่า AI Data Centers จะกระตุ้นเศรษฐกิจ

ก่อนหน้านี้หนึ่งวัน รัฐนิวยอร์กเพิ่งจะผ่านกฎหมายห้ามสร้าง AI Data Centers ขนาดใหญ่ในรัฐ ซึ่งถือเป็นรัฐแรกที่สั่งห้ามเช่นนี้ นับเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยหยุดการคลั่ง AI ที่จะทำให้ทรัพยากรร่อยหรอเร็วและทำให้สมองของผู้คนฝ่อลง

เหนือสิ่งอื่นใด Data Centers ที่เป็น "มันสมอง" ของ AI เหล่านี้ทำให้ต้นทุนชีวิตของประชาชนสูงขึ้น อย่างที่ เคนที โฮคัล (Kathy Hochul) ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กกล่าวว่า  “นิวยอร์กเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและการเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด แต่เรารับประกันเสมอว่าชาวนิวยอร์กจะได้รับประโยชน์ เนื่องจากการพัฒนา Data Centers คุกคามการที่จะทำให้ค่าสาธารณูปโภคเพิ่มขึ้น ลดทรัพยากรธรรมชาติของเรา และสร้างความไม่แน่นอนให้กับชาวนิวยอร์ก ดิฉันจึงมีหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินการและเป็นผู้นำ นิวยอร์กจะเป็นผู้นำในการสร้างมาตรฐานที่แข็งแกร่งที่สุดในประเทศสำหรับการพัฒนา Data Centers เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อบริษัทต่างๆ ประสบความสำเร็จเพราะนิวยอร์ก คนนิวยอร์กก็ประสบความสำเร็จเช่นกัน”

บรรทัดสุดท้ายบอกขัดว่า นิวยอร์กสนับสนุนภาคธุรกิจ แต่เมื่อภาคธุรกิจประสบความสำเร็จ ประชาชนจะถูกขูดรีดฝ่ายเดียวได้อย่างไร?

การใช้ AI อย่างบ้าคลั่ง คือไม่จำเป็น เช่น คนทั่วไปใช้ GenAI เป็นของเล่นไปหมดทั้งๆ ที่มันไม่ใช่ของฟรีและมีต้นทุนทรัพยากรสูง และใช้แล้วก็ยังไม่ได้ทำให้ฉลาดขึ้น ขณะที่ภาคธุรกิจถึงขั้นไล่คนออกแล้วใช้ AI แทน แต่แล้วก็ต้องจ้างกลับใหม่เพราะแม้มันฉลาด แต่ความฉลาดแลกมาด้วยเงินมหาศาลและต้นทุนผันแปรตามจำนวนการใช้งาน (Variable cost) ซึ่งไม่คุ้มเมื่อเทียบกับการใช้แรงงานมนุษย์ ที่แม้จะช้ากว่าในการคิด แต่ก็เป็นต้นทุนที่คงที่ (Fixed cost)

ผู้เชี่ยวชาญพูดถึง "มนุษย์มีแนวโน้มอย่างมากที่จะประหยัดพลังงาน" ซึ่งหมายถึงมนุษย์คร้านที่จะคิด เพราะต้องการ "ลดภาระทางปัญญา" และมักจะให้ตัวช่วยคิดแทน เนื่องจากการคิดต้องใช้พลังงานสูงมาก อย่างที่เราอ่านมาก เขียนมาก คิดมากจะทำให้เราหิวมากนั่นเอง

ในทางกลับกัน การที่มนุษย์เซฟพลังงงานการคิดของตนก็เท่ากับเพิ่มการเสพพลังงานของ AI Data Centers ผลที่ตามมาคือ ศักยภาพของสมองลดลง ศักยภาพของ AI ดีขึ้น แต่ Data Centers กินพลังงานมากขึ้น

สรุปแล้วไม่มีอะไรที่ฟรีเลย มีแต่การฉกฉวยที่เราไม่รู้ตัว แม้แต่ศักยภาพทางปัญญาของมนุษย์ก็ถูกปล้นไปด้วย

เรื่องการเสพพลังและเซฟพลังของมนุษย์และ AI จึงเป็นเรื่องที่แยกกันไม่ได้ ควรจะพิจารณาร่วมกัน ดีไม่ดี หากเรางานวิจัยชี้ชัดว่ามนุษย์โง่เขลาลงเพราะ AI บางทีการใช้ AI อย่างบ้าคลั่งอาจจะเพลาๆ ลงก็เป็นได้ 

มาถึงอีกคีย์เวิร์ดคือ Socratic

Socratic เป็นคำวิเศษณ์ที่มาจากชื่อของ Socrates (โสคราตีส) นักปรัชญาชาวกรีกโบราณ ซึ่งขึ้นชื่อในการซักไซ้คู่สนทนาด้วยคำถามที่ดูเหมือนจะง่ายและตรงไปตรงมา แต่ก็หักล้างและทำให้อีกฝ่ายเห็นความย้อนแย้งของตน พูดง่ายๆ ก็อ กระบวนการ Socratic คือการถามให้คิดและต้องคิดเป็นวิพาษวิธี (dialectic หรือ Socratic method) คือใช้ตรรกะหักล้างเป็นทอดๆ ด้วย 

ตัวอย่างเช่น 

1. คู่สนทนาของโสเครตีสกล่าวอ้างข้อสมมติฐาน เช่น "ความกล้าหาญคือความอดทนของจิตวิญญาณ"
2. โสเครตีสตัดสินว่าข้อสมมติฐานนั้นเป็นเท็จหรือไม่ และหาข้อโต้แย้งเพื่อหักล้าง
3. โสเครตีสทำให้คู่สนทนาเห็นด้วยกับข้อสมมติฐานเพิ่มเติม เช่น "ความกล้าหาญเป็นสิ่งที่ดี" และ "ความอดทนที่ปราศจากความรู้ไม่ใช่สิ่งที่ดี"
4. จากนั้นโสเครตีสก็โต้แย้ง และคู่สนทนาก็เห็นด้วยว่า ข้อสมมติฐานเพิ่มเติมเหล่านี้บ่งชี้ถึงสิ่งที่ตรงกันข้ามกับข้อสมมติฐานเดิม ในกรณีนี้คือ "ความกล้าหาญไม่ใช่ความอดทนของจิตวิญญาณ"
5. โสเครตีสจึงอ้างว่าเขาได้แสดงให้เห็นแล้วว่าข้อสมมติฐานของคู่สนทนาเป็นเท็จ และสิ่งที่ตรงกันข้ามกับข้อสมมติฐานนั้นเป็นจริง (ตัวอย่างจากบทความ Socratic method ใน Wikipedia)

หากจะสรุปสั้นๆ Socratic method ก็คือการถามให้เป็นเหตุเป็นผลตรงไปตรงมาที่สุด เพื่อหักล้างข้อเสนอของอีกฝ่ายนั่นเอง หรือพูดอีกอย่างก็คือ เมื่อ A เสนอหลักการอะไรมา หน้าที่ของ B คือใช้หลักการของ A นั้นมาหักล้างตัวมันเอง

แน่นอน AI ก็ทำแบบนี้ได้ แต่โปรดทราบว่าการที่มนุษย์ทำ Socratic method ระหว่างกันนั้นจะยิ่งทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์มากขึ้น เพราะตั้งแต่สมัยของโสคราตีสแล้วที่คู่กรณีที่ถูกโสคราตีนสวนด้วยวิพาษ์วิธีแบบนี้ จะต้องจบลงด้วยอาการหัวร้อนเป็นไฟและอับอายแทบซุกแผ่นดินหนี

ผลก็คือ โสคราตีสถูกสั่งตาย เพราะผู้ที่แพ้การวิวาทะด้วยไม่อาจทนให้เขามีชีวิตอยู่ต่อไปได้

พูดง่ายๆ ก็คือ Socratic method ทำให้คนมีอารมณ์เป็นคน แม้ AI จะทำให้มันก็ทำตามแบบแผนไปงั้นๆ ไม่สามารถเลียนแบบองค์ประกอบสำคัญที่สุดของวิพาษวิธีไปได้ นั่นคือ ความอดสูและอัปยศจาการแพ้ในการใช้ตรรกะ

การตอบโต้ที่เป็นตรรกะโดยการสนทนาแบบมนุษย์ผู้ทรงปัญญาและเต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์แบบนี้คือสิ่งที่นักพัฒนากำลังพยายามใส่เข้าไปในระบบ GenAI อย่างน้อยก็ใช้กับนักเรียนก่อน เพื่อให้นักเรียนไม่ทิ้งการคิดเชิงวิพากษ์

แต่มันพอหรือ?

เรามาคำตอบกันในวันพรุ่งนี้

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better 

Photo - ภาพเขียน "การตายของโสเครตีส" (La Mort de Socrate) เป็นภาพสีน้ำมันบนผ้าใบ วาดโดยจิตรกรชาวฝรั่งเศส ฌาคส์-หลุยส์ ดาวิด (Jacques-Louis David) ในปี 1787 อยู่ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโพลิแทน นิวยอร์ก
 

TAGS: #GenAI