เวียดนามใกล้แตกแล้ว? มีรุ่งก็มีร่วงนี่คือสัจธรรมของทุนนิยมที่เวียดนามยังไม่เคยลิ้มรส

เวียดนามใกล้แตกแล้ว? มีรุ่งก็มีร่วงนี่คือสัจธรรมของทุนนิยมที่เวียดนามยังไม่เคยลิ้มรส

หลายปีก่อนตอนที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์จีนกำลังรุ่งๆ และเศรษฐกิจกำลังบูมสุดขีด ผมเคยบอกกับบางคนว่า เดี๋ยวราคาบ้านในจีนจะตกลงมาเอง เพราะจีนเพิ่งพบกับ 'ความพีค' ของทุนนิยมเท่านั้น ยังไม่เคยผ่าน 'ความพัง' ของทุนนิยม

หลายปีหลังจากนั้น อสังหาฯ จีนก็ร่วงจริงๆ โดยร่วงลงมาแบบใจหายใจคว่ำ 

เพียงแต่จีนเอาตัวรอดจากภาวะฟองสบู่แตกมาได้ ซึ่งผมให้เครดิตรัฐบาลจีนที่น่าจะรู้แก่ใจว่าสักวันหนึ่งมันต้องร่วงเข้าสักวัน แต่คงหาทางรับมือเอาไว้แล้ว หรือไม่ก็เพราะความเป็นรัฐรวมศูนย์อำนาจ จึงทำให้การสั่งการเพื่อควบคุมวิกฤตการณ์มีประสิทธิภาพ

กระนั้นก็ตาม คนนอกก็ยังมองว่านับแต่วันที่ตลาดร่วงครั้งแรกจนถึงวันนี้ มันก็ยังร่วงอยู่ ดังนั้น นี่จึงเป็น ongoing crisis ที่ยังไม่จบ เพียงแต่รัฐบาลควบคุมสถานการณ์ได้ดี 

ผมจะพูดเรื่องจีนแค่นี้ก่อน เพราะต้องการจะพูดเรื่องเวียดนาม ที่เมื่อเร็วๆ นี้ใครๆ ต่างชมนักชมหนาว่าเป็น 'พลวัตใหม่' ทางเศรษฐกิจ และบอกว่าไทยแย่แล้ว เวียดนามกำลังแซงในไม่ช้า

ผมได้ยินแล้วรู้สึกใจเย็นอย่างบอกไม่ถูก (ทั้งที่เป็นคนใจร้อนที่สุด) นั่นเพราะผมเชื่อว่าอีกไม่นานเวียดนามก็จะเจอเข้ากับฟองสบู่แตก ไม่ก็ถูกโจมตีค่าเงินและทุนสำรอง และวิกฤตการณ์ทางการเงินหรือเศรษฐกิจอะไรสักอย่าง

เช่นเดียวกับจีน ผมเชื่อว่าเวียดนามไม่เคยผ่านวิกฤตของทุนนิยมมาก่อน เวียดนามเพิ่งจะแตกเนื้อหนุ่มในโลกแห่งทุนนิยม ยังไม่เจอเข้ากับความพลุ่งพล่านของช่วง comming of age ยิ่งไม่ต้องบอกว่าไม่เคยเจอกับ midlife crisis ในฐานะสมาชิกของโลกทุนนิยม 

พูดตรงๆ ก็คือเวียดนามยังอ่อนประสบการณ์ ส่วนไทยนั้นเจอมาทุกรูปแบบแล้ว จึงเป็นผู้เจนจัดในโลกทุนนิยม เต็มไปด้วยบาดแผล และล้มมาหลายครั้ง แต่ก็ลุกขึ้นมาได้ ดังนั้น ใครที่บอกว่าไทยจะล่มๆ นั้น โปรดทราบว่า มันไม่ล่มหรอกครับ เพราะหนักกว่านี้ก็เจอมาแล้ว

แต่เวียดนามไม่เคยเจอ Business cycle นั่นคือการมีขึ้นมีลงของเศรษฐกิจ จากพุ่งๆ กลายเป็นชะลอตัว แต่มันอาจหนักกว่านั้นถึงขั้นพังพาบลงมา แล้วแต่ทฤษฎีของสำนักเศรษฐกิจแบบไหน

ทั้งจีนและเวียดนามต่างก็มีพรรคคอมมิวนิสต์เป็นผู้กุมอำนาจ ดำเนินนโยายที่อิงกับแนวคิดมาร์กซิสต์ แม้จะมี 'คุณลักษณะจำเพาะของตน' นั่นคือเป็นทุนนิยมและสังคมนิยมอ่อนๆ ก็ตาม ดังนั้น ในเมื่อเวียดนามเชื่อในมาร์กซิสต์เราก็ควรจะบอกเวียดนามว่า ในทฤษฎีเศรษฐกิจของมาร์กซิสต์นั้นเตือนเรื่องวิกฤตการณ์ของทุนนิยมเอาไว้มากมาย

นอกจากมาร์กซิสต์แล้วยังมีนักทฤษฎีมาร์กเซียน (Marxian) ซึ่งใช้แนวคิดของคาร์ล มาร์กซ์เรื่องวิพากษ์ทุนนิยมแต่ไม่คล้อยตามเรื่องการปฏิวัติทางการเมือง นักทฤษฎีเหล่านี้เสนอแนวคิดเรื่องวงจรวิกฤตทุนนิยมเอาไว้หลายคน 

ตัวอย่างเช่น การที่แรงงานทำงานจะเป็นจะตาย แต่ค่าแรงต่ำ กำลังการซื้อตามไม่ทันเงินเฟ้อและการปั่นราคา แต่นายทุนผลิตเอาๆ ทั้งยังตั้งราคาสูงลิ่วเพื่อหวังฟันกำไร จะเป็นเหตุให้อุปทานสูงกว่าอุปสงค์ และทำให้เกิดวิกฤตการณ์ในที่สุด

ตัวอย่างเช่น ในเวียดนามตอนนี้ อสังหาริมทรัพย์มีราคาสูงมาก สูงจนเกินกำลังที่คนใช้แรงงาน (หมายถึงคนทั่วไปทั้งแรงงานใช้กำลังและใช้สมอง ก็คือ ลูกจ้างนั่นเอง) ไม่สามารถที่จะซื้อบ้านอยู่ได้ อสังหาฯ ยังถูกปั่นราคาให้สูงเกินจริง พร้อมๆ กับมีการสร้างโครงการอสังหาฯ ที่เกินความต้องการ ทำเริ่มมีโครงการร้างที่ไร้ลูกค้า

การที่ธนาคารโลกเพิ่งจะยกระดับเศรษฐกิจเวียดนามมาเป็น upper-middle-income ถือเป็นเรื่องที่คาดเดาได้อยู่แล้ว เพราะเงินจากต่างประเทศไหลเข้าประเทศมาก ทำให้คนมีรายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้น 

เพียงแต่รายต่อหัวที่เพิ่งขึ้นไล่ไม่ทันเงินเฟ้อ (ซึ่งสูงที่สุดในรอบ 6 ปีเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา และเดือนพฤษภาคมก็ยังสูงขึ้นไปอีก) และเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ที่เข้ามามาก ก็ไม่ได้หมายความว่าคนเวียดนามจะรวยมาก

เพราะเงินลงทุนจากต่างประเทศ เข้ามาสร้างโรงงานของต่างประเทศ และนำเงินกลับต่างประเทศ โดยที่คนเวียดนามเป็นแค่แรงงาน แถมยังไม่ใช่แรงงานที่สร้างนวัตกรรม แต่เป็นคนประกอบชิ้นส่วนที่เป็นโซ่ห่วงสุดท้ายของ Supply chain 

โดยที่เจ้าของปัจจุบันการผลิตและผลกำไรคือบริษัทต่างชาติ คนเวียดนามได้แค่ส่วนเสี้ยวของรายได้จาก FDI นั้น

พูดง่ายๆ ก็คือ เศรษฐกิจของเวียดนามขาดมูลค่าอย่างหนัก และพึ่งพิงต่างชาติอย่างเต็มตัวอย่างที่ขาดไม่ได้ หากขาดไป 'ปาฏิหาริย์แห่งเวียดนาม' ก็จะกลายเป็นมายาภาพไปในทันที

แรงขับเคลื่อนของ GDP เวียดนามที่แท้จริงจึงไม่ใช่การผลิต เพราะการผลิตโดยต่างชาตินำเงินส่วนใหญ่ออกไปหมด สิ่งที่ขับเคลื่อน GDP ที่แท้จริงคือภาคการก่อสร้าง ซึ่งนำโดยภาครัฐที่สร้างสาธารณูปโภคต่างๆ ทั้งที่จำเป็นและไม่จำเป็น (เช่น สนามบินกลางป่า) ราวกับว่าการระดมสร้างของภาครัฐนี้ก็เพื่อกลบเกลื่อนความจริงที่ว่า GDP ของประเทศเป็นแค่การเล่นกลจากการลงทุนของ FDI

ความจริงก็คือ หนี้ต่อภาคธนาคารของเวียดนามสูงมาก โดยยอดสินเชื่อคงค้างรวมทั่วระบบธนาคาร ณ วันที่ 26 มิถุนายน ปีนี้ มีมูลค่าเกือบ 20 ล้านล้านด่อง (757 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้น 7.4% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2025 และเพิ่มขึ้น 18.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

และเงินกู้คิดเป็นประมาณ 135% ของ GDP

กระนั้นก็ตาม ถึงขนาดนี้แล้วเมื่อไม่กี่วันก่อน ธนาคารแห่งรัฐเวียดนาม (SBV) ยังปล่อยเงินกู้ให้กับอภิมหาโครงการอีก 18 แห่งของรัฐโดยที่จะไม่จำกัดเอาเงินกู้สำหรับโครงการพวกนี้ หรือคุมไว้ใน credit room อันเป็นมาตรการชะลอการปล่อยกู้และสร้างหนี้ เพื่อป้องกันภาคการเงิน และลดปัญหาเงินเฟ้อ

เรื่องนี้ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์ในประเทศ สำหรับคนนอกอย่างเรา นี่แสดงว่า เวียดนามไม่มีวินัย และกำลังปั่น GDP ด้วยการอัดเงินเข้าไปในภาคการก่อสร้าง ซึ่งนำโดยการสร้างโดยรัฐ แน่นอนว่า พวกนี้ไม่ได้ก่อให้เกิดรายได้ ทั้งยังสร้างหนี้มหาศาล โดยที่สิ่งที่รัฐเวียดนามต้องสร้างมากกว่าคือโครงสร้างพลังงาน ซึ่งประสบปัญหาไฟฟ้าขาดแคลน ติดๆ ดับๆ ทำให้โรงงานต่างชาติบ่นอุบ  

และแรงผลักดันของ GDP จริงๆ อีกส่วนมาจากภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีการกู้เงินมหาศาลจากภาคธนาคารเพื่อสร้าง สร้าง และสร้างโครงการอสังหาริมทรัพย์ โดยที่อุปสงค์ไม่ได้สูงขนาดนั้น และอุปทานก็ล้นเกิน ทำให้สื่อต่างประเทศเริ่มตั้งคำถามว่า อสังหาฯ เวียดนามจะกลายเป็นฟองสบู่ที่แตกโพล๊ะเมื่อไร

ตามทฤษฎีเศรษฐกิจบบมาร์กเซียน Business cycle จะเกิดขึ้นได้เพราะการสร้างอุปสงค์อุปทานลวงของระบอบทุนนิยมและการไม่กระจายความมั่งคั่งอย่างแท้จริง เพื่อให้ชนชั้นแรงงานเป็นตัวผลักดันการเติบโตไม่ใช่การเล่นแร่แปรธาตุทางการลงทุน

แน่นอนว่า คนเวียดนามรวยขึ้นจากรายได้ต่อหัวที่เพิ่มขึ้น แต่รัฐล่ะ? เมื่อเราดูที่ทุนสำรองระหว่างประเทศกลับว่ามันลดต่ำลงแทนที่จะเพิ่มขึ้น เมื่อเดือนมิถุนายนทุนสำรองฯ อยู่ที่ 8.76 หมื่นล้านดอลลาร์ 

"ข้อมูลอย่างเป็นทางการแสดงให้เห็นว่าเงินสำรองระหว่างประเทศของเวียดนามเพิ่มขึ้นจาก 3.43 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นปี 2014  สู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่มากกว่า 1.118 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนมกราคม 2022 อย่างไรก็ตาม เงินสำรองลดลงในเวลาต่อมาเนื่องจากความผันผวนของตลาดการเงินโลกและแรงกดดันด้านอัตราแลกเปลี่ยนทวีความรุนแรงขึ้น โดยลดลงเหลือ 8.67 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นปี 2565 ก่อนที่จะฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อยเป็นเกือบ 8.76 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ วันที่ 18 มิถุนายนปีนี้" (จากการรายงานของ The Investor สื่อในเวียดนาม) 

ทุนสำรองฯ ของเวียดนามเคยถึงหลักแสนล้าน ตอนนี้เหลือแค่หลักพันล้านเท่านั้น ไม่ว่าเวียดนามจะอ้างอย่างไร นี่เป็นปล่อยให้สถานะการเงินของประเทศตกอยู่ในอันตราย หากจะพิจารณาว่าหนี้ของเวียดนามสูงมากและฟองสบู่อาจะก่อตัวแล้ว

อนึ่ง ทุนสำรองของไทยพุ่งขึ้นเป็นประวัติการณ์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ นี้ 2.472 แสนล้านดอลลาร์ ก่อนที่จะลดลงเล็กน่้อยอยู่ที่  2.421 ในเดือนมิถุนายน โดยที่ไทยไม่เคยลดลงจากหลักแสนเหลือหมื่นแบบเวียดนาม เว้นแต่กรณีที่เกิดวิกฤตการเงิน ตรงกันข้ามมันเพิ่มขึ้นแทบจะทุกปี

นั่นหมายความว่าเวียดนามกำลังเจอวิกฤตงั้นหรือ? อาจจะเร็วเกินไปที่จะตอบ แต่ผู้รู้หลายคนเริ่มชี้ว่า มันเริ่มมีวี่แววไม่สู้ดี

และปัจจัยเหล่านี้บอกกับเราว่า เวียดนามอ่อนประสบการณ์อย่างมากต่อ Business cycle ซึ่งกำลังจะนำประเทศเข้าสู่ขาลงในไม่ช้าและยัง 'แตก' อีกด้วย ความอ่อนประสบการณ์ต่อทุนนิยมนี่เอง ทำให้เวียดนามคิดว่า "เราจะรวยไปเรื่อยๆ" และ "เราจะไม่มีวันล้มลง" ซึ่งเป็นความเพ้อฝันที่น่ากลัว เพราะแม้แต่จีนก็ยังเจอกับวิกฤตในตอนนี้ เพียงแต่จีนเตรียมพร้อมมากกว่า

เวียดนามนั้นเป็นแค่โรงงานประกอบสินค้าจากจีน ไม่มีองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมของตัวเองเลย ขณะที่จีนเมื่อทำตัวแบบเวียดนามเมื่อ 40 ก่อนก็มีมาตรการป้องกันตัวเองจากการถูกเอาเปรียบโดย FDI อำพรางแล้วและยังสั่งให้บริษัทต่างชาติต้องถ่ายทอดเทคโนโลยี

เงินที่ได้มาก็แค่ส่วนเสี้ยวของบริษัทข้ามชาติจีนและเกาหลีใต้เหลือไว้ให้ แต่เวียดนามกลับใช้เกินตัว โดยที่เงินเก็บยิ่งร่อยหรอลงไปแทนที่จะเพิ่มขึ้น (อันเป็นสัญญาณของประเทศที่รวยขึ้นจริงๆ) นั่นแปลว่า องค์ประกอบของการจะเกิด Bubble และ  Business cycle เริ่มชัดแล้ว

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better 

Photo - ประชาชนชมการจัดแสดงแผนแม่บทการพัฒนา 100 ปีของฮานอย ที่พิพิธภัณฑ์ฮานอย ในกรุงฮานอย เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2026 (Photo by Nhac NGUYEN / AFP)

TAGS: #เวียดนาม