'อิสราเอล'ไม่หยุดยิงล้านเปอร์เซนต์ ถ้า'อิหร่าน'ไม่พังพวก'ไซออนิสต์'ก็จะนอนตาไม่หลับ

'อิสราเอล'ไม่หยุดยิงล้านเปอร์เซนต์ ถ้า'อิหร่าน'ไม่พังพวก'ไซออนิสต์'ก็จะนอนตาไม่หลับ

"เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าต้นตอเดียวของสงครามคือการเมือง นั่นคือการปฏิสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลและประชาชน... เรายืนยันว่า... สงครามเป็นเพียงการต่อเนื่องของการปฏิสัมพันธ์ทางการเมือง โดยมีการเพิ่มวิธีการอื่นๆ เข้ามา"

นี่คือคำกล่าวของคาร์ล ฟ็อน เคลาเซอวิทซ์ (Carl von Clausewitz) นักทฤษฎีทหารผู้ยิ่งใหญ่และเป็นบิดาแห่งวิชาการยุทธสมัยใหม่ ในหนังสือพิชัยสงครามอันลือลั่นของเขาที่ชื่อ 'ว่าด้วยสงคราม' (Vom Kriege)

หนังสือเล่มนั้นพิมพ์ครั้งแรกปี ค.ศ. 1832 ผ่านมาเกือบสองร้อยปีแล้วมันก็ยังเป็นสัจจะวาจาสำหรับคนที่ศึกษารัฐศาสตร์และการสงคราม

คำกล่าวนี้มีความหมายว่า สงครามเป็นการดำเนินการทางการเมืองอย่างหนึ่ง ในทางกลับกันการดำเนินการทางการเมืองก็ต้องอาศัยสงคราม

โดยเฉพาะประเทศที่กำลังทำสงครามกับชาติอื่น หากเราต้องการดูว่าทิศทางการศึกนั้นจะมุ่งไปในทางใด ก็ควรที่จะจับตาการเมืองในประเทศนั้น และหากต้องการรู้ว่าการเมืองประเทศนั้นจะมุ่งไปทางใด ก็ให้สังเกตจากผลของสงคราม

ที่ตะวันออกกลาง สงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ยุติลงแล้ว เมื่อทั้งสองประเทศต่อรองกันลงตัวแล้ว แม้จะยังไม่ลงนามในสัญญาหยุดยิง แต่การรบราได้หยุดลงทันที

แต่อิสราเอลไม่ยอมหยุด แม้เนทันยาฮูจะยังเงียบ แต่รัฐมนตรีบางคนโจมตีข้อตกลงหยุดยิง และสั่งให้แนวรบที่เลบานอนรบให้หนักยิ่งขึ้น 

นี่จะเป็นการยั่วยุอิหร่านหรือไม่? แน่นอนมันเป็นเหตุที่ทำให้การหยุดยิงไม่สำเร็จมาแล้วหลายครั้ง และทรัมป์เองก็เริ่มหงุดหงิดกับการเอาแต่ใจตัวเองของอิสราเอล จนทรัมป์ "ด่า" เนทันยาฮูมารอบหนึ่ง และล่าสุดทรัมป์ตำหนิอิสราเอลด้วยความขุ่นเคืองที่ทำให้การลงนามล่าช้าด้วยการโจมตีทางอากาศในเบรุต โดยทรัมป์กล่าวในการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับสำนักข่าว Axios ของสหรัฐฯ แสดงความไม่พอใจอย่างมากต่อเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีของอิสราเอล โดยกล่าวว่า “ผมโกรธมาก ผมบอกเขาไปแล้ว”

อย่างที่บอกไปว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทรัมป์ด่าเนทันยาฮู และผมเชื่อว่าจะไม่ใช่ครั้งที่สุดท้าย

นั่นหมายความว่าเนทันยาฮูจะชักใบให้เรือเสียอีกแน่นอน

การรบครั้งต่อไปสหรัฐฯ อาจจะไม่เอาด้วยแล้ว ซึ่งหมายถึงอิสราเอลจะรบกับอิหร่านเพียงลำพัง โดยแนวรบภาคพื้นดินจะอยู่ที่เลบานอนต่อไป แต่จะมีการยิงถล่มด้วยขีปนาวุธข้ามหัวกันไปมา

จะเกิดขึ้นเมื่อไรเรายังไม่ทราบ แต่มันควรจะเกิดขึ้น

ไม่ใช่เพราะอิสราเอลดื้อรั้น แต่เพราะเนทันยาฮูมีความจำเป็นทางการเมืองที่จะต้องรบกับอิหร่านต่อไป

ความจำเป็นทางการเมืองนั้นสืบเนื่องมาจากการเลือกตั้ง 

อิสราเอลจะจัดการเลือกตั้งสภานิติบัญญัติในเดือนตุลาคมนี้ และจัดเป็นชี้ชะตาว่าเนทันยาฮูจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปหรือไม่ หลังจากที่เขาก้าวขึ้นมาเป็นนายกฯ สมัยล่าสุดเมื่อปี 2021 

รัฐบาลอิสราเอลชุดก่อนและชุดนี้ประกอบไปด้วยพรรคการเมืองฝ่ายขวาทั้งสิ้น มีแค่ดีกรีความขวาเท่านั้นที่จะต่างกันไปบ้าง แต่ทั้งหมดล้วนแต่เป็นพวกไซออนิสต์ (Zionist) นั่นคือไม่เอาอาหรับ ไม่เอาอิหร่าน ดินแดนปาเลสไตน์ต้องเป็นของคนยิว และอิสราเอลต้องเป็นใหญ่กว่าใครในภูมิภาค

รัฐบาลอิสราเอลส่วนใหญ่เป็นพรรคร่วมฝ่ายขวาทั้งนั้น โดยมากยังเป็นไซออนิสต์ตัวยง พรรคฝ่ายซ้ายที่ได้เป็นรัฐบาลหาได้ยากมาก

ไม่ใช่แค่ขวาถาวรเท่านั้น แต่เนทันยาฮูจากพรรคลิคุดยังเป็นนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 6 สมัย 

กระนั้นก็ตาม ใน 6 สมัยที่เขานั่งเก้าอี้นายกฯ อิสราเอลไม่่ได้ทำสงครามกับปาเลสไตน์หรือเลบานอนเลย แน่นอนว่า มันมีการรบรากันอยู่ตลอด แต่ 'สงคราม' ในลักษณtของการรบเต็มรูปแบบไม่ได้เกิดขึ้นในสมัยที่เขาเป็นนายกฯ 

แต่มันเกิดขึ้นในช่วงที่ฝ่ายขวาอื่นๆ เป็นนายกฯ 

อย่างที่บอกไปว่า รัฐบาลอิสราเอลเป็นรัฐผสมของพวกขวา นายกรัฐมนตรีคนเดียวไม่ใช่ผู้สั่งการทั้งหมด แต่ทั้งหมดขับเคลื่อนด้วยกันโดยพรรคฝ่ายขวาต่างๆ 

ผมจะยกตัวอย่างรัฐบาลชุดที่ 33 ซึ่งเนทันยาฮูเป็นนายกฯ ระหว่างมีนาคม 2013 - พฤษภาคม 2015 ในตอนนั้นไม่มีสงครามเกิดขึ้น แต่รัฐบาลล้มเพราะพรรคขวาจัดคือ The Jewish Home ต้องการให้รัฐบาลดำเนินนโยบายยึดที่ดินเขตเวสต์แบงค์จากชาวปาเลสไตน์มาให้ชาวยิว แต่พรรคร่วมอื่นๆ ไม่ยอมเพราะเกรงว่าจะถูกบีบจากชาติตะวันตก 

เมื่อขวากลางกับขวาจัดตกลงกันไม่ได้ รัฐบาลก็แตก 

แล้วก็เลือกตั้งใหม่ ปรากฏว่าเนทันยาฮูก็ยังเป็นนายกฯ ตามเดิม แต่การเลือกตั้งใหม่เท่ากับช่วยเสริมความชอบธรรมของเขาและปิดปากพรรคร่วมที่ทำตัวนอกลู่นอกทาง

มีครั้งเดียวที่รัฐบาลนายกฯ เนทันยาฮูเกี่ยวข้องกับสงคราม นั่นคือรัฐบาลชุดปัจจุบัน ชุดที่ 37 และความเกี่ยวข้องนี้ลากยาวตั้งแต่เดือนตุลาคม 2023 จนถึงสงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ กับอิสราเอล 2026 

ในระหว่างความขัดแย้งนี้ทุกสายจับจ้องไปที่เนทันยาฮู โดยไม่ได้สนใจำพรรคร่วมอื่นๆ เลย 

ทั้งๆ ที่รัฐมนตรีพรรคร่วมเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ความขัดแย้งลากยาว โดยที่เนทันยาฮูต้องร่วมหัวจมท้ายด้วย แม้จะพยายามสลัดตัวจากสงครามาแล้วก็ตาม

เช่น ระหว่างที่เกิดสงครามกาซา 2023 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งชาติ อิตามาร์ เบน-กวิร์ จากพรรคพรรคออตซ์มา-เยฮูดิต ขู่ว่าจะลาออกจากรัฐบาลหากสงครามยุติลง หนึ่งเดือนต่อมาในช่วงกลางเดือนธันวาคม เขาก็ขู่ว่าจะลาออกอีกครั้งหากสงครามไม่ดำเนินต่อไปด้วย "กำลังเต็มที่"

พรรคออตซ์มา-เยฮูดิตของอิตามาร์ เบน-กวิร์ เป็นพรรคขวาจัดสุดๆ โดยต่อต้านอาหรับแบบสุดลิ่มทิ่มประตู 

เนทันยาฮูต้องฟังเสียงของอิตามาร์ เบน-กวิร์ตั้งแต่ตอนนั้น และล่าสุดในความขัดแย้งกับอิหร่าน อิตามาร์ เบน-กวิร์ก็ยังอยู่ในรัฐบาลในตำแหน่งเดิม และในวันที่อิหร่านกับสหรัฐฯ ตกลงหยุดสงคราม เขาเป็นคนที่บอกว่า "ข้อตกลงของทรัมป์ไม่ได้ผูกมัดเรา อิสราเอลไม่ใช่พลเมืองของสหรัฐฯ" และ "จุดยืนของผมชัดเจน คือ เราไม่ได้เป็นหุ้นส่วนในข้อตกลงนี้ที่ไม่ได้ประกันความมั่นคงของเรา และมันไม่ได้ผูกมัดเราในทางใดๆ เราต้องไม่ประนีประนอมกับสิ่งใดๆ ที่น้อยกว่าการทำลายล้างฮิซบอลลาห์ เราต้องไม่ถอนตัวออกจากดินแดนใดๆ ที่นักรบของเรายึดครองและกวาดล้างโครงสร้างพื้นฐานของผู้ก่อการร้าย เราต้องไม่กลับไปสู่สถานการณ์ที่ผู้ก่อการร้ายหลายพันคนนั่งอยู่บนรั้วของชุมชนทางตอนเหนือของอิสราเอล และแน่นอน เราต้องไม่นิ่งเฉยแม้แต่น้อยเมื่อเผชิญกับการยิงที่มุ่งเป้าไปที่รัฐอิสราเอล" เบน-กวิร์เขียนใน X

อิตามาร์ เบน-กวิร์บอกมาแบบนี้เนทันยาฮูไม่ฟังได้หรือ? เพราะการไม่ฟังเท่ากับว่าเขาจะไม่ได้รับเสียงสนับสนุนจากฝ่ายขวาอื่นๆ รัฐบาลก็จะฟอร์มขึ้นมาไม่ได้ หรือฟอร์มได้ก็จะล่มในไม่นาน

ไม่ใช่แค่อิตามาร์ เบน-กวิร์ ยังมี พรรคร่วมหัวรุนแรงอีกคน คือ เบซาเลล สโมทริช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จากพรรคไซออนิสต์ศาสนา (ซึ่งเป็นพวกต้านอาหรับสุดกู่) เมื่อปีที่แล้วเขาขู่ว่าพรรคของเขาจะถอนตัวจากรัฐบาลดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิงในสงครามกาซาในเดือนมกราคม 2025 

ล่าสุดเมื่อวานนี้ เบซาเลล สโมทริชยังประกาศเดินหน้าเรียกร้องให้ยึดดินแดนเวสต์แบงค์ของปาเลสไตน์ก่อนการเลือกตั้ง (โปรดจำไว้ว่าประเด็นนี้เคยทำให้รัฐบาลเนทันยาฮูชุดที่ 33 ล่มกลางคันมาแล้ว) และเมื่อวานนี้เช่นกันเขายังเรียกร้องให้ดำเนินการทางทหารกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ต่อไป

คนพวกนี้เป็นกำลังสำคัญของการตั้งรัฐบาล รัฐบาลจะอยู่หรือจะไปขึ้นอยู่กับการตอบสนองความต้องการของพวกเขา

ดังนั้น ในเมื่ออิสราเอลจะจัดการเลือกตั้งในอีกไม่กี่เดือน มีหรือเนทันยาฮูจะหยุดสงคราม ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่าการทำสงคราม คือ "การอยู่รอดทางการเมือง" ของเขาเอง

มันเป็นไปไม่ได้!

โปรดทราบว่า หลังจากอิหร่านลงนามกับสหรัฐฯ ในวันศุกร์นี้ อิหร่านหวังว่ายังต้องใช้เวลาอีก 2 เดือนในการเคลียร์ข้อตกลงต่างๆ กับสหรัฐฯ กันต่อไป นั่นหมายความว่าในระยะ 2 เดือนนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้

สองเดือนต่อจากนี้ก็คือ ไปถึงช่วงปลายเดือนสิงหาคม

หลังจากสิงหาคมอีกไม่ถึง 2 เดือนก็จะเป็นการเลือกตั้งใหญ่ในอิสราเอล

ในช่วงเวลาสั้นแค่นี้เพียงพอแล้วที่พรรคร่วมจะบีบคั้นให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการอะไรบางอย่างเพื่อสนองเป้าหมายทางการเมืองของพวกเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พรรคร่วมเป็นพวกขวาจัด ต้านอาหรับ เกลียดกลัวอิหร่าน และพวกที่เลือกพรรคนี้ก็มีความคิดแบบเดียวกัน

สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือการทำสงครามอย่างไม่ต้องสงสัย 

ถามว่าทำไมนักการเมืองไซออนิสต์ของอิสราเอลถึงเกลียดกลัวอิหร่านกันนักหนา? 

คำตอบก็คือ หนึ่ง กลัวอิหร่านจะช่วยฮิซบอลเลาะห์ให้ก่อกวนอิสราเอลทางตอนเหนือจากเลบานอน สอง กลัวอิหร่านจะมีอาวุธนิวเคลียร์ซึ่งจะทำให้รัฐอิสราเอลตกอยู่ในความเสี่ยงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

นี่เป็นความกลัวที่เหมือนจะมีเหตุมีผลในแง่ของสงครามและการเมือง 

แต่นักการเมืองอิสราเอลนั้นกลัวจนเกินเหตุ กระทั่งทำ 'การโจมตีก่อน' (Preemptive strike) ต่ออิหร่านหลายครั้ง และยังลากสหรัฐฯ เข้ามายุ่งด้วย จนกระทั่งทรัมป์หัวเสียกับเนทันยาฮูหลายครั้ง เพราะทรัมป์เห็นว่าสหรัฐฯ เสียหน้าในสงครามครั้งนี้ และหากดันทุรังต่อไป ผลขอความพ่ายแพ้จะชัดขึ้นเรื่อยๆ จนส่งผลต่อผลการเลือกตั้งกลางเทอมในสหรัฐฯ ที่จะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายนปีนี้

แต่รัฐบาลเนทันยาฮูก็กลัวว่าหากไม่จัดการอิหร่านให้หมอบราบคาบก็จะส่งผลให้พวกขวาจัดในอิสราเอลโค่นรัฐบาลได้ ดังนั้น ผลประโยชน์ของอิสราเอลและสหรัฐฯ สวนทางกันตรงนี้

และดังนั้น แม้สหรัฐฯ จะหยุดก็ไม่ได้หมายความอิสราเอลจะหยุดโจมตีอิหร่านและพันธมิตรของอิหร่าน 

ความต้องการที่เกิดจากความกลัวนี้คือแรงขับเคลื่อนสำคัญของพรรร่วมที่นำโดยเนทันยาฮู 

ตอนที่เขาเขามานำรัฐบาลชุดที่ 37 เนทันยาฮูก็ได้ประกาศลำดับความสำคัญสูงสุดสามประการสำหรับรัฐบาลใหม่ ได้แก่ ความมั่นคงภายในและการปกครอง การยุติโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยมุ่งเน้นที่การเชื่อมต่อศูนย์กลางของประเทศกับพื้นที่รอบนอกให้ดียิ่งขึ้น

การยุติโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเป็นทั้งความต้องการของเขาเองและของพรรคร่วมที่หัวรุนแรงจัดๆ เพียงแต่เนทันยาฮูอยากจะประนีประนอมก็ก็ทำไม่ได้ เพราะพรรคร่วมต้องการความเด็ดขาดแบบเดียวกับที่ทำกับสงครามกาซา

เมื่อมีพลังการเมืองชี้นำแบบนี้ มีหรือที่สงครามจะหยุดลงง่ายๆ 

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better 

Photo - เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล กล่าวในการแถลงข่าวที่นครเยรูซาเลม เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2026 (Photo by RONEN ZVULUN / POOL / AFP)

สงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ อาจจะจบไม่จริง จับตาสเต็ปต่อไปของอิสราเอล

TAGS: #อิสราเอล #อิหร่าน #ไซออนิสต์