ในประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น มีจักรพรรดินีพระองค์หนึ่งทรงเป็นที่รักยิ่งของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย นั่นคือ พระจักรพรรดินีโคเมียว
จักรพรรดินีโคเมียว (光明皇后 ประสูติ ค.ศ. 701 สวรรคต ค.ศ. 760) ทรงเป็นพระมเหสีของพระจักรพรรดิโชมุแห่งญี่ปุ่น (聖武天皇 ประสูติ ค.ศ. 701 สวรรคต ค.ศ. 756) ในยุคนาระผู้ทรงสร้างหลวงพ่อโตวัดโทไดจิอันยิ่งใหญ่ จักรพรรดินีโคเมียวนั้นเล่าก็มีศรัทธาปสาทะในพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง โดยทรงมีพระราชกรณียกิจสำคัญด้านการคัดลอกพระสูตรเพื่อขออำนาจจากพระสูตรปกป้องบ้านเมือง กับทรงมีมหากรุณาอันยิ่งใหญ่ต่อพสกนิกรเหล่าสรรพชีวิตด้วยการอุทิศพระองค์ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก
ในบรรดาพระราชกรณียกิจของจักรพรรดินีโคเมียวมีเรื่องหนึ่งสร้างความประทับใจให้กับผู้คนทุกยุคทุกสมัย
ในหนังสือประวัติศาสตร์ 'เง็นโก ชะคุโช' 『元亨釈書』 เล่าว่า ครั้งหนึ่งทรงไปอาสาชำระล้างร่างกายของคนป่วยที่โรงพยาบาล (สมัยนาระมีโรงพยาบาลเรียกว่า ยะคุอินหรือเซยะคุอิน/施薬院) ทรงช่วยล้างเนื้อล้างตัวผู้ป่วยนับพันคนอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย พอมาถึงคนที่หนึ่งพันอันเป็นคนสุดท้ายซึ่งเป็นผู้ป่วยโรคเรื้อน ก็เกิดเรี่องไม่คาดฝันขึ้น
ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า ในสมัยนั้นโรคเรื้อนเป็นที่รังเกียจและหวาดกลัวของผู้คน เพราะหากติดโรคนี้แล้วร่างกายจะพิกลพิการ เนื้อหนังหลุดรุ่ยดูน่าเวทนาและน่าหวาดกลัว
แต่คนป่วยผู้นั้นร้องขอให้จักรพรรดินีโคเมียวทรงใช้พระโอษฐ์ (ปาก) ดูดเอาฝีของเขาออกมา
แม้จะเป็นคำขอที่เกินกว่าเหตุและน่าขยะแขยงยิ่งนั้น แต่จักรพรรดินีโคเมียวก็ทรงทำตามคำขอ ทันใดนั้นคนโรคเรื้อนก็จำแลงกายแท้จริงให้ประจักษ์ปรากฏว่าพระอักโษภยพุทธะ ซึ่งเป็นหนึ่งในพระธยานิพุทธะ 1 ใน 5 องค์ ผู้ประทับทางทิศตะวันออก
ตำนานเรื่องนี้ เทะซึโร วะซึจิ (和辻哲郎) นักปรัชญาและนักประวัติศาสตต์วัฒนธรรม ผู้เขียนหนังสืออันโด่งดังเรื่อง 'สัญจรเที่ยววัดโบราณ'『古寺巡礼』เมื่อปี ค.ศ. 1918 เล่าไว้ด้วยพรรณนาโวหารอย่างได้รสชาติว่าที่วัดฮกเกจิ (法華寺) เมืองนาระ มีสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับจักรพรรดินีโคเมียวอยู่หลายอย่าง อย่างหนึ่งนั้นคือ ห้องอบไอน้ำ หรือ คาระบุโร (カラ風呂) ซึ่งว่ากันว่าทรงให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่รักษาคนป่วย
"ไม่ใช่เรื่องยากที่จะจินตนาการว่าในยุคเท็นเปียว โรคฮิสทีเรียรุนแรงและโรคอื่นๆ ที่ทำให้ร่างกายอ่อนแอได้รับการรักษาในระดับหนึ่งด้วยการอบไอน้ำ ดังนั้น การจัดหาห้องอบไอน้ำให้แก่ประชาชนจึงเทียบเท่ากับการดำเนินงานโรงพยาบาลการกุศล เป็นไปได้มากว่าจักรพรรดินีผู้ทรงยกย่องความเมตตา จะทรงกระทำการ "เซโยกุ" (施浴 คือการที่วัดในสมัยโบราณจัดหาห้องอาบน้ำให้คนป่วยและคนยากจนด้วยความกรุณา) ด้วยการอบไอน้ำเช่นนั้น ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่จักรพรรดินีจะเสด็จไปยังโรงอาบน้ำและทำบางสิ่งบางอย่าง แสดงให้เห็นถึงความกระตือรือร้นในระดับเดียวกับผู้คนรอบข้าง อย่างไรก็ตาม ตำนานไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การเล่าเรื่อง "เซโยกุ" ดังกล่าว ตามตำราต่างๆ เช่น เง็นโก ชะคุโช จักรพรรดินีโคเมียวผู้เริ่มรู้สึกพึงพอใจหลังจากการสร้างวัดโทไดจิเสร็จสมบูรณ์ ได้ยินเสียงเรียกร้อง "เซโยกุ" ในคืนหนึ่งและทรงสร้างเรือนอบไอน้ำ แต่ไม่เพียงเท่านั้น พระองค์ยังทรงตั้งปณิธานที่จะ "ชำระล้างมลทินให้แก่ผู้คนหนึ่งพันคน" แน่นอนว่าผู้คนรอบข้างพยายามห้ามปรามพระนาง แต่ก็ไม่อาจหยุดยั้งความตั้งใจแน่วแน่ของจักรพรรดินีได้ ดังนั้น พระนางจึงชำระล้างสิ่งสกปรกของคน 999 คน จนเหลือเพียงคนเดียว คนนั้นคือผู้ป่วยโรคเรื้อน ร่างกายของเขากำลังทรุดโทรม และห้องนั้นก็เต็มไปด้วยกลิ่นเหม็น แม้แต่จักรพรรดินีเอง แม้จะลังเลในตอนแรก แต่ในที่สุดก็ถูกโน้มน้าวด้วยโอกาสที่จะทรงทำสำเร็จเป็นคนที่ 1,000 ที่ทำเช่นนั้น และในที่สุดพระนางก็รับปากและเริ่มนวดหลังให้เขา จากนั้นผู้ป่วยก็กล่าวว่า
“ข้าป่วยเป็นโรคร้ายแรงมานานแล้ว หมอผู้ใจดีคนหนึ่งบอกว่า ถ้าข้ายอมให้ใครสักใช้ปากดูดฝีของข้าออกมา ข้าก็จะหายเป็นปกติ แต่ไม่มีใครในโลกนี้ใจดีพอที่จะทำเช่นนั้น และอาการของข้าก็แย่ลงเรื่อยๆ ท่านผู้มีเมตตากรุณาช่วยเหลือผู้คนอย่างเท่าเทียมกัน จะไม่ช่วยข้าด้วยหรือ?” — จักรพรรดินีโคเมียวทรงเป็นตัวแทนของสุนทรียภาพในยุคเท็นเปียว (天平 ยุคหนึ่งของสมัยนาระ อันเป็นยุคแห่งคสามงามอันดื่มด่ำของศิลปะญี่ปุ่น) ความรู้สึกของพระนางคุ้นเคยกับกลิ่นหอมของดินแดนร้อนระอุ ความเรียบเนียนของหยก และรูปทรงของสิ่งต่างๆ ที่กลมกลืนกับสิ่งเหล่านั้น ไม่ว่าพระนางจะทำไปด้วยความเมตตาเพียงใด พระนางก็ไม่อาจทนที่จะเอาริมฝีปากไปแตะผิวของคนเป็นโรคเรื้อนได้ แต่ถ้าพระนางทำเช่นนั้นไม่ได้ การกระทำทั้งหมดของพระนางจนถึงตอนนี้ก็จะเป็นเพียงการหลอกลวง ถ้าพระนางช่วยเขาไม่ได้เพราะเขาไม่สะอาด พระนางก็ไม่ควรพยายามทำเช่นนั้นตั้งแต่แรก ละทิ้งความเชื่อ หรือเหยียบย่ำรสนิยมทางสุนทรียภาพของพระนางเอง เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้ จักรพรรดินีผู้ไม่สามารถเลือกได้ จึงทรงใช้พระพักตร์สีแดงสดอันงดงามที่สุดแห่งยุคเท็นเปียวประทับลงบนแผลบนร่างกายของคนโรคเรื้อน ทรงดูดหนองออกมาและคายออกทางฟันอันสวยงามของพระองค์ ด้วยเหตุนี้ แผลที่ลุกลามจากไหล่ไปยังหน้าอก จากหน้าอกไปยังเอว และสุดท้ายไปยังบั้นท้าย รองเท้าสกปรกของชายต่ำต้อยและอัปลักษณ์ได้ถูกสัมผัสโดยริมฝีปากของหญิงสาวผู้เป็นตัวอย่างของความเป็นหญิงอย่างแท้จริง “ตอนนี้ฉันดูดหนองออกหมดแล้ว อย่าบอกใครเรื่องนี้นะ” ร่างของชายป่วยพลันแปรเปลี่ยนเป็นรูปร่างสง่างามและเริ่มเปล่งประกายเจิดจ้า “ท่านได้ชำระล้างมลทินของอักโษภยพุทธเจ้าจนหมดสิ้นแล้ว จงอย่าบอกใคร นี่เป็นเรื่องราวที่น่าอัศจรรย์อย่างแท้จริง และเป็นความภาคภูมิใจของเราที่มีจักรพรรดินีผู้ทรงแบกรับตำนานเช่นนี้”
ทั้งนี้จะขอเล่าเรื่องยะคุอินหรือโรงพยาบาลโบราณเพิ่มเติม เพราะเกี่ยวเนื่องกับมหากรุณาในพุทธศาสนา
ยะคุอินนั้นแรกเริ่มที่เจ้าชายโชโตกุ ผู้เป็นมหาอุบาสกและปราชญ์พุทธศาสนาผู้ยิ่งใหญ่สร้างขึ้นในวัดชิเทนโนจิ (วัดจตุรมหาราชิกา) อันเป็นอารามเต็มรูปแบบแห่งแรกของญี่ปุ่นในปีแรกของรัชสมัยจักรพรรดินีซุยโกะ (ค.ศ. 593) เพื่อช่วยผู้คนที่ได้รับบาดเจ็บและเจ็บป่วยด้วยการปลูกสมุนไพรที่นั่นตามแนวคิดเรื่องความเมตตากรุณาของพุทธศาสนา
ต่อมาในรัชศกเทนเปียวปีที่ 2 (ค.ศ. 730) มีการสร้างยะคุอินขึ้นอีกก่อตั้งขึ้นร่วมกับไซดะอิน (悲田院) อันเป็นที่สงเคราะห์คนยากจนและลูกกำพร้าตามหลักเมตตากรุณาของพุทธศาสนา ทั้งนี้ตามคำร้องขอของจักรพรรดินีโคเมียว และให้ความคุ้มครอง การรักษา และยารักษาโรคสำหรับผู้ป่วยและเด็กกำพร้า สมุนไพรที่บริจาคจากประเทศต่างๆ มอบให้คนยากจนฟรี
นี่คือมหากรุณาของพระจักรพรรดินี
'มหากรุณา' เป็นหลักใหญ่หนึ่งในสองหลักการของความเป็น 'มหายาน' อันประกอบไปด้วย โพธิจิตและมหากรุณา
โพธิจิต คือจิตที่ปราถนาการรู้แจ้ง (โพธิ) เพื่อนำสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์ด้วยวิธีการต่างๆ โดยมีการรู้แจ้งเป็นปลายทางของการพ้นทุกข์ ดังนั้น ผู้มีโพธิจิตจึงตั้งใจจะเป็นพระโพธิสัตว์แล้วเป็นพุทธองค์เพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้มากที่สุดและยอมเกิดลหายภพชาติที่สุดเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้น
ความตั้งใจเช่นนั้น ยังเรียกว่า มหากรุณา คือความสงสาร เวทนา และความเห็นอกเป็นใจอย่างที่สุดในสรรพชีวิตโดยไม่แบ่งเขาแบ่งเรา ช่วยเหลือทุกคนโดยใจที่เสมอภาพ และเพราะความกรุณาอันยิ่งใหญ่นั้นเอง จึงทำให้คนๆ หนึ่งเกิดโพธิจิตขึ้นมา
นี่คือเสาหลักทั้งสองของความเป็นมหายาน
ในบรรดาพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ทรงเป็นบุคคลาธิษฐานของหลักมหากรุณา เพราะทรงอุทิศตนสดับฟังสัตว์ทั่วโลก (อวโลกิตะ) แล้วจะเร่งรุดไปช่วยเหลือด้วยการสำแดงกายเป็นปางต่างๆ ตามจริตและเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสรรพสัตว์เหล่านั้น
ปางหนึ่งเรียกว่า 'เอกาทศมุขอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์' คือ พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ 11 หน้า
หน้าทั้ง 11 นี้ 10 หน้าเป็นใบหน้าของโพธิสัตว์ลักษณ์ต่างๆ มองทิศทั้ง 8 และทิศเบื้องบนกับเบื้องล่างอีก 2 เพื่อมองหาผู้ขอความช่วยเหลือ
ใบหน้าที่ 11 บนยอดสุด คือพระเศียรของพระอมิตาภพุทธเจ้า ซึ่งเป็นประธานแห่งโลกธาตุ (จักรวาล) และพุทธเกษตร (ดินแดนแห่งพระพุทธเจ้า) ที่เรียกว่า 'สุขาวตี' อันเป็นเกษตรที่มีแต่ความสุขไม่มีความทุกข์เลย ผุ้ที่ปรารถนาจะไปเกิดยังเกษตรแห่งนั้น เพียงแค่ภาวนาพระนามพระอมิตาภพุทธเจ้า (เช่น การสวดว่า นะโม อมิตาภพุทธ) ก็จะได้ไปเกิดยังที่นั่น ไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายในสหาโลกธาตุ (จักรวาลที่เราอยุ่กัน ณ ขณะนี้) เพื่อเสวยทุกข์อีก
อนึ่ง พระอมิตาภพุทธเจ้าก็ทรงเป็นพระธยานิพุทธะ 1 ใน 5 องค์ ทรงประทับทางทิศตะวันตก
พระอมิตาภพุทธเจ้าทรงมีพระโพธิสัตว์บริวารสองพระองค์ หนึ่งคือ พระอวโลกิเตศวร สองคือ พระมหาสถามปราปต์
พระมหาสถาปปราต์โพธิสัตว์ มักจะจำแลงพระองค์มาเป็นพระภิกษุที่มีชื่อเสียงในยุคสมัยต่างๆ เพื่อสอนให้ผู้คนสวดภาวนาพระนามพระอมิตาภพุทธเจ้าแล้วตั้งใจไปเกิดยังสุขาวตีโลกธาตุ จะได้ไม่ต้องทุกข์อีกโดยถาวร
พระอวโลกิเตศวรทรงเปี่ยมด้วยความกรุณาจึงคอยช่วยสรรพสัตว์ แม้สรรพสัตว์นั้นจะยังไม่อยากบรรลุกธรรมเพื่อพ้นทุกข์ถาวร ก็จะทรงช่วยเรื่อยๆ ไปไม่มีที่สิ้นสุด
ความกรุณาอันไร้ขอบเขตนี้เป็นคุณสมบัติของพระอวโลกิเตศวร และผู้คนในยุคนั้นก็ตระหนักว่าพระจักรพรรดินีโคเมียวเปี่ยมด้วยความเวทนาสงสารประชาชน ทรงไม่ต่างอะไรกับพระอวโลกิเตศวรเลย
ที่วัดฮกเกจิ (法華寺) เมืองนาระ มีสมบัติของชาติญี่ปุ่น (国宝) อยู่ชิ้นหนึ่ง คือ พระเอกาทศมุขอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ ความพิเศษของพุทธปฏิมาองค์นี้ก็คึอ สร้างตามรูปลักษณ์ของพระจักรพรรดินีโคเมียว (光明皇后) ผู้ทรงพระเมตตากรุณาต่อสรรพสัตว์และอาณาประชาราษฎร์ และยังอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาอย่างไพศาล ทรงสร้างและส่งเสริมวัดต่างๆ ในราชธานีนาระ รวมถึงวัดฮกเกจิด้วย
พระเอกาทศมุขอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์องค์นี้เป็นพระประธานของวัดฮกเกจิ แกะสลักจากไม้สนคายะ (カヤ) สูง 1 เมตร ประดิษฐานอยู่ในศาลในพระวิหารหลวง โดยปกติจะไม่เปิดให้ประชาชนเข้าชม และจะเปิดให้ชมเฉพาะในบางวันในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วงเท่านั้น
มีตำนานเล่าว่าสร้างโดยประติมากรจากชมพูทวีป ชื่อมอนโทชิ (問答師) โดยจำลองแบบมาจากพระรูปพระโฉมของจักรพรรดินีโคเมียว โดยตำนานนี้ปรากฏในหนังสือ 'โคฟุคุจิ รันโช-กิ' 『興福寺濫觴記』หรือ 'ตำนานความเป็นมาของวัดโคฟุคุจิ' ซึ่งกล่าวว่ากษัตริย์พระนามว่า พระเจ้าทฤษฏิสมุตถิตะ (見生王) แห่งอาณาจักรคันธาระ (ปัจจุบันคือทางตอนเหนือของปากีสถาน) ปรารถนาจะบูชาพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์องค์เป็นๆ คืนหนึ่งในความฝัน กษัตริย์ได้รับคำบอกกล่าวว่า หากพระองค์ต้องการบูชาอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ที่มีชีวิต พระองค์ควรบูชาจักรพรรดินีโคเมียวแห่งญี่ปุ่น ดังนั้นพระองค์จึงส่งประติมากรชื่อมอนโทชิไปยังญี่ปุ่น มอนโดชิได้สร้างรูปปั้นพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ 3 องค์ โดยจำลองแบบมาจากจักรพรรดินีโคเมียว และหนึ่งในนั้นคือรูปพระเอกาทศมุขอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ประจำวัดฮกเกจิ
ดังนั้น จักรพรรดินีโคเมียวจึงทรงเป็นนิรมาณกายหรือการจำแลงกายของพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ สมแล้วกับที่พระนางทรงมีมหากรุณาที่ไร้ขอบเขตต่อพสกนิกรและสรรพสัตว์ทั้งหลาย
แม้ว่ากันตามหลักประมานวิทยา (คือวิชาว่าด้วยการประเมินลักษณะของประติมากรรม) เชื่อกันว่าสร้างขึ้นในช่วงต้นยุคเฮอัน คือครึ่งแรกของศตวรรษที่ 9 ซึ่งคล้อยหลังจากยุคสมัยของจักรพรรดินีโคเมียวนานหลายร้อยปีแล้ว
แต่ดวงหน้าที่อ่อนโยน เปี่ยมด้วยเมตตากรุณาของเอกาทศมุขอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ ผู้ที่พบเห็นและทราบตำนานเบื้องหลัง ย่อมอดไม่ได้จริงๆ ที่จะติดว่า พุทธปฏิมาองค์นี้ ช่างเต็มเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณของจักรพรรดินีโคเมียวเสียเหลือเกิน
ความงามอันลึกซึ้งนี้ เทะซึโร วะซึจิ ได้สัมผัสและพรรณนาเอาไว้ในหนังสือ 'สัญจรเที่ยววัดโบราณ' ว่า
"รูปเคารพหลักของวัดฮกเกจิ คือ พระเอกาทศมุขอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ เป็นรูปแกะสลักไม้ขนาดค่อนข้างเล็ก สูงเพียงสองฟุตกว่าๆ เมื่อคุณมองเข้าไปในตู้ที่แสงสลัวอย่างลังเล สิ่งแรกที่ดึงดูดสายตาคุณจากรูปปั้นที่ดำคล้ำด้วยเขม่า คือ ดวงตาที่เปล่งประกายและริมฝีปากสีแดงก่ำ แม้ว่าใบหน้าจะดูอวบอิ่ม แต่ก็มีบางอย่างที่ทำให้รู้สึกไม่สบายใจ อาจเป็นเพราะความประทับใจแรกเริ่มนี้ ทำให้พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ดูเหมือนถูกห้อมล้อมด้วยบรรยากาศลึกลับ อกที่งดงาม ลำตัวที่อวบอิ่มและนุ่มนวล ความอ่อนนุ่มและยืดหยุ่น และความโค้งมนยาวผิดปกติของแขนขวา ส่วนโค้งที่เป็นเอกลักษณ์จากปลายแขนถึงนิ้วอวบที่กำลังจับอาภรสวรรค์ คุณลักษณะเหล่านี้ถูกแกะสลักอย่างชัดเจนและคมชัด แต่ความงามของมันกลับสร้างความประทับใจที่แตกต่างจากพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์องค์อื่นๆ ในยุคเท็นเปียว หากจะกล่าวถึงคุณลักษณะลึกลับของนิกายคุยหยาน (密宗 คือ พุทธศาสนาที่ถ่ายทอดด้วยคำสอนอันลึกลับ) อย่างเต็มที่แล้ว รูปปั้นที่คล้ายกับพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์นี้ ย่อมนับได้ว่าเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ดีที่สุดของศิลปะพุทธศาสนาฝ่ายคุยหยาน ศิลปะคุยหยานดูเหมือนจะแสดงออกถึงความรู้สึกทางเพศที่โดดเด่นเป็นพิเศษ และจากมุมมองของคุยหยานซึ่งแสวงหาการแสดงออกของสัจธรรมที่แท้จริงในทุกสิ่ง การตระหนักถึงพุทธภาวะในความงามอันเย้ายวนของสตรีจึงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม การตระหนักถึงความลึกซึ้งอันไร้ขอบเขตที่อยู่เบื้องหลังความงามเช่นนี้ ส่งผลให้เกิด "ความมืดมน" อันลึกลับเพิ่มเติมเข้าไปในประติมากรรมรูปทรงสตรี รูปสลักพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์นี้เป็นหลักฐานที่ยอดเยี่ยมของเรื่องนี้ แสดงให้เห็นถึงความตระหนักรู้ทั้งในการปฏิเสธความรู้สึกทางเพศในฐานะศัตรู และความตระหนักรู้ถึงพลังอันหยั่งไม่ถึงที่อยู่ภายในนั้น การแบ่งแยกเช่นนี้ไม่ปรากฏให้เห็นในความกลมกลืนอันงดงามของศิลปะเท็นเปียว"
บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better
Photo - Hokkeiji Nunnery Eleven-Headed Kwannon II, Imperial Japanese Commission to the Panama-Pacific International Exposition - Japanese Temples and their Treasures (The Shimbi Shoin 1915)