ภาษาศาสตร์และประวัติศาสตร์ความหลากหลายทางเพศ เพื่อเฉลิมฉลอง Bangkok Pride
คำว่า 'กะเทย' มีรากเหง้ามาจากภาษาเขมรว่า 'ขฺเทิย' (ខ្ទើយ) ซึ่งออกเสียว่า 'เตย'
คำๆ นี้มีที่มาโบร่ำโบราณมาก มาจากภาษามอญ-เขมรยุคต้น (Proto-Mon–Khmer) ว่า *ɡɗəəj ซึ่งออกเสียงว่า 'กเดย'
ครับ มอญและเขมรเป็นญาติกันในทางภาษา ใครที่หูดีหน่อยเวลาฟังภาษามอญจะรู้สึกเหมือนได้ยินภาษาเขมร เพียงแต่ปัจจุบันแต่ละชนชาติจะเข้าใจกันยากสักหน่อย
'กเดย' แปลว่า sexually abnormal male (ผู้ชายที่มีความผิดปกติทางเพศ) ตามที่นิยามไว้โดยนักวิชาการด้านภาษาศาสตร์จากหนังสือ Shorto, H. L.: 2006. "Mon-Khmer Comparative Dictionary". (Sidwell, Paul. Cooper Doug. Bauer, Christian. eds.) Pacific Linguistics.
หนังสือเล่มนี้ยังแจกแจงเอาไว่า *gɗəəy จากภาษาบรรพบุรุษหรือ Proto ภาษามอญ-เขมรกลายเป็นคำเขมรว่า khtɤ̀ːy แล้วถ่ายทอดเป็นภาษาไทยว่า kratʰəəy แปลว่า hermaphrodite (คนที่มีสองเพศ) และคำๆ นี้ยังมีส่งไปถึงภาษากูย อันเป็นภาษาตระกูลหนึ่งของมอญ-เขมร ว่า khthɤ̀ːi แปลว่า homosexual (คนรักเพศเดียวกัน)
*gmɗəəy มีในภาษามอญวรรณคดีว่า kamnuy แปลว่า eunuch (ขันที)
คำว่า Proto หมายถึงอายุของภาษาในระดับก่อนประวัติศาสตร์ เฉพาะภาษามอญ-เขมรยุคต้นกำหนดอายุไว้ที่ราว 3000 ก่อนคริสตกาล – ราว 2000 ก่อนคริสตกาล
นั่นหมายความว่า 'กะเทย' เป็นคำที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานมาก และย่อมหมายความว่าพฤติกรรมการเป็นกะเทยก็ยืนยาวเพียงนั้น
'กะเทย' หมายความว่าอย่างไร? ความหมายนั้นเราควรยึดตามเจ้าของภาษา คือภาษาเขมร จาก 'พจนานุกรมเขมร' ฉบับสมเด็จพระสังฆราช จวน นาถ (វចនានុក្រមខ្មែររបស់សម្តេចសង្ឃរាជ ជួន ណាត ) นิยามไว้ว่า "'ขฺเทิย' (คำนาม) มนุษย์มีเพศกึ่งบุรุษ กึ่งสตรี เรีกยว่า มนุษย์กะเทย"
คำว่า 'กึ่ง' นี้ในพจนานุกรมใช้ว่า 'สเดิร' (ស្ទើរ) ซึ่งก็เป็นที่มาของคำว่า 'สะเทิน' ในภาษไทยที่ใช้กันในคำว่า 'สะเทินน้ำสะเทินบก' หรือครึ่งบกครึ่งน้ำนั่นเอง
สมเด็จพระสังฆราช จวน นาถ ทรงเป็นปราชญ์ด้านภาษา เชี่ยวชาญทั้งภาษาเขมร บาลี ไทย พจนานุกรมของพระองค์ใช้เป็นที่อ้างอิงอย่างกว้างขวางทั้งในและนอกกัมพูชา
คำหลายคำในพจนานุกรมของพระองค์บอกว่ามาจากไทย (ภาษาเสียม) ก็ทรงย้ำว่าเป็นคำไทย แสดงให้เห็นถึงความซื่อตรงทางวิชาการของพระองค์ พจนานุกรมของพระองค์จึงเป็นเครื่องเตือนใจคนกัมพูชาว่าศัพท์แสงของสยามนั้นเขมรก็ใช้ และควรจะจำรากเหง้าไว้ อย่าได้ทำให้ผิดเพี้ยนที่มา เพราะหากลืมผิดที่มาแล้วความหมายจะเสียหาย จนกระทั่งวัฒนธรรมผิดเพี้ยน การสื่อภาษาผิดพลาด
เช่นกัน คนไทยก็ควรตระหนักว่าคำไทยหลายคำมาจากภาษาเขมร หากดึงดันที่จะไม่ยอมรับโดยยกตนข่มท่านหรือเกลียดชังความเป็นเขมรไปเสียหมด ก็เท่ากับตัดขาดรากฐานทางวัฒนธรรมของตัวเองไป
กลับมาที่ความเป็นกะเทย
ในภาษาไทยเราไม่มีคำนามที่อธิบาย 'ความเป็นกะเทย' ในคำๆ เดียว แต่ในภาษาเขมรยังมีอยู่คือคำว่า 'การขฺเทิย' (ការខ្ទើយ)
ครับ คำว่า การ (ការ) ที่เราไว้ใส่หน้าคำกริยาไทยเราก็ยืมจากเขมรเหมือนกัน
ผมลืมบอกไปว่า 'ขฺเทิย' เป็นได้ทั้งคำกริยาและคำนาม หากต้องการจะพรรณนาความเป็นคนสองเพศหรือรักเพศเดียวกันก็ใส่คำว่า 'การ' เข้าไปด้วยจะยิ่งมีความหมายชัดเจนขึ้น
ความเก่าแก่ของพฤติกรรม 'การกะเทย' นั้นมีอายุก่อนประวัติศาสตร์เสียอีก เพียงแต่เราไม่มีหลักฐานที่เป็นรูปธรรมในแง่ของบันทึกหรือโบราณวัตถุ เพียงแต่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงมีวัฒนธรรม 'เพศที่สาม' ที่หลากหลายไม่ว่าจะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นแผ่นดินใหญ่ (ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม เมียนมา) และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นสมุทร (มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ บรูไน ติมอร์ตะวันออก) ต่างก็วัฒนธรรมของการยอมรับกะเทยในฐานะเพศหนึ่งในสังคม ในบางสังคมนั้นถึงกับถือว่าเพศกะเทยมีสถานะสูงเป็น 'คนกลาง' ระหว่างผีและคนหรือเป็นพ่อมดหมอผี
เราไม่มีหลักฐานเรื่อง 'การกะเทย' ในสมัยเมืองพระนคร แต่ก็สามารถอนุมานได้จากการนับถือบูชาพระศิวะปางอรรธนารีศวร ซึ่งเป็นปางกึ่งชายกึ่งหญิง และนิยมสร้างบูชาทั้งในอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในอินเดียทุกวันนี้ พระอรรธนารีศวรก็ยังเป็นที่เคารพบูช่ในหมู่ชาวหิชรา (Hijra) หรือกะเทยในอิเดีย
ในสมัยเมืองพระนครนั้นพบรูปพระอิศวรครึ่งหญิงครึ่งชายหลายรูป แต่เราไม่ทราบชัดว่าเขาบูชาเพื่อหวังอะไร? บางคติว่าบูชาอรรธนารีศวรเพื่อระลึกถึงพลังบุรุษและสตรีรวมเป็นหนึ่งอันเป็นพลังรากฐานของจักรวาล แต่บางทีอาจเพราะมีกะเทยในเมืองพระนครอยู่มาก การบูชาอรรธนารีศวรจึงแพร่หลาย เหมือนพวกกะเทยอินเดียยังบูชาพระองค์อยู่จนทุกวันนี้ก็ว่าได้
ศาสนามีส่วนอย่างมากในการยอมรับความหลากหลายทางเพศ
หลังจากที่เมืองพระนครสิ้นไป กัมพูชาเลิกถือศาสนาพระเวทแล้วหันมาถือพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท ฝ่ายเถรวาทนั้นแม้ไม่เหยียดเพศที่หลากหลาย แต่ก็กำหนดไว้ว่าบัณเฑาะก์ หรือ Hermaphrodite หรือกะเทย เป็นเพศอาภัพเพราะทำกรรมไม่ดีมา และหากในชาตินี้ "คนปกติ" ทำกรรมไม่ดีก็จะเกิดเป็นกะเทยในชาติหน้า
ตัวอย่างเช่น ในวรรณกรรมยุคหลังเมืองพระนครของกัมพูชา คือ 'จฺบาบสเร็ย' (ច្បាប់ស្រី) หรือคำสั่งสอนสตรี ซึ่งเป็นสุภาษิตสอนหญิงที่ตกทอดมาตั้งแต่ยุคหลังพระนครแต่ก็เรียบเรียงโดยนักเขียนหลายคนในยุคหลังจนถึงศตวรรษที่ 19 มีฉบับหนึ่งสอนหญิงว่าอย่าข่มเหงสามี หากทำเช่นนั้นเมื่อตายไปจะเกิดเป็นกะเทยในนรก
มาถึงยุคนั้นการเป็นกะเทยถือเป็นบาปกรรมไปเสียแล้ว แต่นี่ยังไม่เท่าไร
ต่อมาเมื่อชาวยุโรปเข้ามายึดครองประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นอาณานิคมบ้างรัฐอารักขาบ้าง ก็นำเอาความคิดทางศาสนาตะวันตกอันเหยียดความหลากหลายทางเพศและการกำหนดเพศเพียงสองเพศมาใช้ในภูมิภาคนี้ด้วย ในบางประเทศยังตรากฎหมายเอาผิดการเป็นกะเทย (แต่งตัวเป็นหญิงและมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน) ตามเจ้าอาณานิคมฝรั่งให้เป็นกฎหมายอาญาทั้งๆ ที่สังคมก็เคยยอมรับเพศภาพอันหลากหลายมาก่อน
กัมพูชาในยุคเป็นรัฐอารักขาของอินโดจีนฝรั่งเศสแม้ไม่มีการตรากฎหมายเอาผิดความเป็นกะเทย แต่ทัศนะต่อกะเทยเป็นไปแบบอนุรักษ์นิยม
ทุกวันนี้ บางประเทศในเอเชียตะวันออเฉียงใต้ก็ยังเอาผิดความเป็นกะเทยว่าเป็นความทางอาญา โดยรักษาอคติของเจ้าอาณานิคมเดิมเอาไว้ทั้งๆ ที่ตนเป็นเอกราชมาหลายสิบปีแล้ว อีกทั้ง ความอยากเป็นเหมือนฝรั่งที่ตกทอดมาจากยุคนั้น ทำให้ประชาชนทั่วไปยังเหยียดกะเทยเพราะเห็นว่าเป็น "ความผิดปกติ" เพราะคิดแบบฝรั่งโดยลืมวิถีบรรบุรุษไปแล้ว
แม้แต่คำว่า 'กะเทย' บางคนกลับปรุงแต่งว่าเป็นคำดูหมิ่น ทั้งๆ ที่คำๆ นี้เป้นคำกลางๆ และไม่ได้สะท้อนถึงการเหยียดอะไร แต่เป็นคำที่บอกความหมายถึงสภาวะทางเพศเท่านั้น
ดังนั้น การปลดปล่อยความหลากหลายทางเพศ จึงเป็นภารกิจสุดท้ายที่ยังไม่สำเร็จของการ "ปลดเปลื้องตัวเองจากการล่าอาณานิคม" (Decolonization) ในภูมิภาคอุษาคเณย์
บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better
Photo - ประติมากรรม อรรธนารีศวร ซึ่งเก่าแก่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี (ขอบคุณภาพจาก Ubon Ratchathani National Museum : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี/Fecebook)