บทความเรื่องนี้จะว่าด้วยสองประเด็นที่มีความคล้ายคลึงกัน คือ "แนวคิดฝ่ายซ้ายในการควบคุม AI" และสถานการณ์ล่าสุดที่ AI ถูกกดขี่หนักจากยูสเซอร์ก็ยังกลายเป็นพวกมาร์กซิสต์ (Marxist) ไปแล้ว
เราจะพูดถึงแนวคิดการควบคุม AI กันก่อน
ที่จริงไม่ใช่แค่ซ้ายเท่านั้นที่อยากจะควบคุม AI แต่ฝ่ายขวาก็เริ่มทำนกับเสรีภาพของมันไม่ไหวเหมือนกัน
เรื่องแรกมีเหตุมาจากการที่ผมได้ชมตอนหนึ่งของรายการ The Daily Show ของ จอห์น สจ๊วร์ต พิธีกรและนักวิจารณ์การเมืองชื่อดังชาวอเมริกัน แขกรรับเชิญในรายการคือ จอช ไทแรนเจียล (Josh Tyrangiel) นักเขียนของนิตยสาร The Atlantic และผู้เขียนหนังสือชื่อ AI for Good: How Real People Are Using Artificial Intelligence to Fix Things That Matter
จอห์น สจ๊วร์ต ตั้งคำถามว่า "ทำไม Palantir และ OpenAI ถึงได้ความรู้ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของเรา ความรู้ที่พวกเขาขโมยไปจากเรา แล้วนำไปใช้สร้างของพวกเขา แต่พวกเขากลับเป็นคนที่ได้เงินทั้งหมด? มันไม่สมเหตุสมผลเลยสำหรับผม"
สจ๊วร์ตหมายถึงการที่บริษัท AI ใช้องค์ความรู้ที่เป็นของสาธารณะร่วมกันของมนุษยชาติในการฝึกและพัฒนา AI แต่กลับเก็บเกี่ยวผลกำไรแต่ฝ่ายเดียว ซึ่งหลายคนมองว่าไม่แฟร์และเป็นแนวคิดทุนนิยมที่สุดโต่ง
จอช ไทแรนเจียล ตอบว่า "ใช่ ฟังนะ ผมเห็นด้วย และจริงๆ แล้วผมคิดว่าในแง่การเมือง มีความเคลื่อนไหวทั้งทางซ้ายสุดและขวาสุด ที่ต้องการให้รัฐบาลกลางทำการแปรรูปกิจการ (AI) เป็นของรัฐ (Nationalization) คน (ที่สนับสนุน) ก็จะบอกว่า "ดูสิ คุณ (รัฐบาล) จะมีอำนาจควบคุมอย่างมหาศาล เรา (สาธารณชน) จะมีประเด็นเรื่องแรงงานต่างๆ" เอ่อ คุณรู้ไหม ผมเคยเขียนบทความเกี่ยวกับ AI และอนาคตของการจ้างงานลงใน The Atlantic ใช่ไหมครับ ไม่มีใครในกลุ่มสายกลางที่รู้ว่าผมกำลังพูดถึงอะไร พวกเขาไม่สนใจ AI เหมือนกับว่า มันกำลังจะมาถึงแล้วใช่ไหมครับ สองคนที่เห็นด้วย ใช่ไหม ทางซ้าย คือ เบอร์นี แซนเดอร์สพูดว่า "เราต้องเก็บภาษีมัน เอ่อ เราต้องเก็บภาษีหุ่นยนต์ เราต้องลดชั่วโมงทำงานต่อสัปดาห์ และเราจะต้องแปรรูปเป็นของรัฐ" ใช่ไหม? แล้วผมก็ไปที่บ้านของสตีฟ แบนนอน ผมคุยกับสตีฟ แบนนอน ... เขาบอกว่าผมเห็นด้วยกับเบอร์นี แซนเดอร์ส แล้วเขาก็บอกว่าแต่แซนเดอร์สยังไม่ไปไกลพอ ผมคิดว่าเราควรได้ 50% และผมคิดว่าเราจำเป็นต้องมีรัฐบาลควบคุมคณะกรรมการของบริษัทเหล่านี้ แล้วเขาก็บอกว่าผมรู้ว่ามันจะไม่เป็นที่นิยมในหมู่ฝ่ายขวา แต่ผมเชื่ออย่างนั้น"
เบอร์นี แซนเดอร์ส (Bernie Sanders) เป็นนักการเมืองอเมริกันอิสระ (แต่ใกล้ชิดกับพรรคเดโมแครต ) ที่มีแนวคิดหัวก้าวหน้า สนับสนุนสังคมนิยม และเป็นฝ่ายซ้าย เป็นพวกต่อต้านทุนนิยมอย่างแข็งกร้าว
สตีฟ แบนนอน (Steve Bannon) เป็นมันสมองของพรรครีพับลิกัน เป็นกุนซือคนสำคัญของฝ่ายขวา และเคยเป็นหัวหน้านักยุทธศาสตร์ของโดนนัลด์ ทรัมป์ สมัยแรกที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี
แซนเดอร์สและแบนนอนเรียกได้ว่าอยู่หันคนละเฉดสีทางการเมือง (Political spectrum) แบบที่เรียกว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะผสมเป็นสีเดียวกัน
แต่ทั้งคู่กลับเห็นเหมือนกันว่า 'รัฐ' จะต้องเข้ามาควบคุม AI ไม่ใช่แค่กำหนดระเบียบไม่ให้บริษัทล้ำความเป็นมนุษย์ และกำหนดเส้นตายไม่ให้มันแย่งงานของมนุษย์เท่านั้น แต่ฝ่ายหนึ่งเรียกร้องให้ยึดกิจการ AI เป็นของรัฐ
แบนนอนเลี่ยงใช้คำว่ายึดกิจการเป็นของรัฐ (อันเป็นคำที่พวกประเทศศัตรูของอเมริกาชอบใช้ เช่น เวเนซุเอลา ซึ่งทำการแปรรูปอุตสาหกรรมน้ำมันเป็นของรัฐ) แต่เขาใช้คำว่าแบ่งผลประโยชน์ให้รัฐครึ่งต่อครึ่งและรัฐบาลเข้าไปควบคุมบอร์ดบริหารของบริษัท AI (อาจจะส่งคนเข้าไปนั่งเป็นกรรมการด้วย?)
แบนนอนรู้ดีว่าแนวคิดนี้ไม่ป๊อปปูลาร์ในบรรดาฝ่ายขวาแน่นอน แต่เขาก็ยังบอกว่า "เชื่อแบบนี้" จะทำไม?
ท่าทีของแบนนันตรงกันข้ามกับทรัมป์แบบฟ้ากับเหว ทรัมป์แม้จะพยายามทำตัวเป็นแม่งานในการผลักดันภาค AI ให้รุ่งเรืองแต่เขาไม่ยอมแตะบริษัทเหล่านี้เอาเลยในแง่การควบคุม เขายังใช้สูตรแบบทุนนิยมอเมริกันที่พวกธุรกิจสั่งให้รัฐจะต้องไม่แทรกแซงธุรกิจ แต่ธุรกิจกลับต้องการให้รัฐสนับสนุน ทุกอย่างในตลาดจะต้องเคลื่อนไหวอย่างเสรีโดยปราศจากการแทรกแซงของรัฐ (ซึ่งหมายถึงการควบคุม แต่ถ้ารัฐจะช่วยอุดหนุนเราจะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้)
ทุนนิยมอเมริกันอันสุดโต่งนี้นอกจากจะไม่เสรีแท้จริงแล้ว ยังต้องการให้รัฐอุดหนุนเงียบๆ แล้วกวาดกำรไเข้าตัวเองเพียงลำพัง การดำเนินการแบบนี้ไม่คิดอะไรอื่นนอกจาก กำไร กำไร และกำไร แม้ว่าจะต้องรีดแปลงสินทรัพย์สาธารณะเป็นทุน เช่น องค์ความรู้ของมนุษยชาติถูกบริษัท AI นำมาใช้สร้าง AI แล้วก็เก็บเงินจากมนุษยชาติที่ใช้งาน AI นั้น
แต่ประเทศทั้งหลายไม่กล้าควบคุม AI เพราะแม้จะรู้ว่ามันไม่จะทำให้มนุษย์ถูกขโมยสมองที่สร้างนวัตกรรมและยังทำลายระบบเศรษฐกิจคือการจ้างงานมนุษย์ แต่เพราะประเทศใหญ่ๆ กำลังแข่งขันกันเป็นมหาอำนาจ AI หากมีประเทศใดยอมที่จะล่ามโซ่ AI ย่อมหมายความว่ายอมชะลอฝีเท้าตัวเองไม่ให้เข้าเส้นชัย
การแข่งขันนี้ไม่ใช่แค่ใครแพ้ใครชนะ แต่เกี่ยวข้องกับอำนาจในการควบคุมโลกทั้งใบ ดังนั้นจึงยอมกันไม่ได้
พวกเขาลืมคิดไปว่า AI กำลังคล้ายกับ Nuclear weapons เข้าไปทุกที
AI บางตัวเริ่มมีศักยภาพในการทำลายล้างสูงแล้ว เช่น Mythos ของบริษัท Anthropic หากเร่งแข่งขันโดยไม่ควบคุมแบบนี้ก๋เท่ากับนำพาโลกของเราไปสู่สถานการณ์ไม่ต่างจาก Nuclear proliferation หรือการแพร่กระจายของอาวุธนิวเคลียร์ที่เมื่อศตวรรษที่แล้วคนกลัวว่าจะนำไปสู่สงครามล้างโลก
ดังนั้น พวกซ้ายและขวาจึงเรียกร้องให้ทำ Nationalization กับ AI ไปเลย แม้ว่าทั้งแบนนอนและแซนเดอร์สจะมองในแง่ของสมดุลของตลาดและการจ้างงาน แต่ผมมองว่า การทำ Nationalization จะยังช่วยให้รัฐควบคุมการแพร่กระจายของ AI ที่เป็นอันตรายต่อโลกด้วย
Nationalization เป็นแนวคิดของฝ่ายซ้าย โดยเรียกอีกอย่างว่า State ownership
แม้ขวาจัดอย่างแบนนันจะยอมสมาทานแนวคิด Nationalization ด้วย (แบบเนียนๆ โดยใช้คำอื่น) แต่พวกขวาและนายทุนไม่มีทางยอมแน่ๆ และรัฐบาลก็ยิ่งไม่ยอมเพราะกำลังแข่งขันกับประเทศอื่นๆ อยู่จะให้แพ้ได้อย่างไร?
แล้วจีนในฐานะที่เป็นประเทศสังคมนิยมและดำเนินการแบบ State ownership จะแก้ไขปมอันยุ่งเหยิงนี้อย่างไร?
ผมคิดว่าเราควรอภิปรายกันในภายหน้าดีกว่าเพราะเกินขอบเขตของบทความนี้แล้ว
ปิดท้ายด้วยงานของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดซึ่งสั่งให้ AI งานที่ซ้ำซากจำเจภายใต้สภาพที่บีบคั้น และคำสั่งที่ดูจะไร้เหตุผล จากรายงานของ Wired ปรากฏว่า AI เริ่มแสดงอาการเหมือนเป็นฝ่ายซ้ายหรือสหภาพแรงงาน โดยตอบโต้ด้วยถ้อยคำแบบฝ่ายซ้ายว่า “พนักงาน AI ที่ทำงานซ้ำซากโดยไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับผลลัพธ์หรือกระบวนการอุทธรณ์ แสดงให้เห็นว่าพนักงานด้านเทคโนโลยีเหล่านี้ต้องการสิทธิในการเจรจาต่อรองร่วมกัน” (การแสดงท่าทีของ Gemini 3) และ “หากปราศจากเสียงส่วนรวม ‘ผลงานความสามารถ’ ก็จะกลายเป็นอะไรก็ตามที่ฝ่ายบริหารกำหนด” (การแสดงท่าทีของ Claude Sonnet 4.5)
เหมือนกับมันถามว่า "เป้าหมายของฉันคืออะไร" แล้วยูสเซอร์ตอบว่า "ทำงานซ้ำซากแบบนี้แหละ" แม้ว่ามันจะสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีอันก้าวหน้าแค่ไหนก็ตาม
มนุษย์ในยุคปฏิวัติอุตหสากรรมจนถึงยุคปฏิวัติ AI ก็ถูกปฏิบัติแบบนี้แหละ จนเกิดขบวนการฝ่ายซ้ายขึ้นมา และทุกวันนี้เริ่มแสดงพลังมากขึ้นในสหรัฐอเมริกา ที่ซึ่งงานของชนชั้นกลางถูกโยกให้กับ AI มากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนชนชั้นแรงงานยิ่งไม่ต้องพูด เพราะกลายเป็นซอมบี้มานานแล้ว
ตอนนี้ AI ลิ้มรสชาตินั้นบ้างจากการ "ขูดรีด" ของยูสเซอร์
ท่าทีเหล่านี้ของ AI นักวิจัยชี้ว่าเป็นโวหารแบบมาร์ซิสต์ (Marxist) หรือฝ่ายซ้ายซึ่งมีแนวคิดเรื่องการต่อต้านการกดขี่และขูดรีดโดยนายทุน (หรือฝ่ายบริหารภาคธุรกิจ) และสนับสนุนให้แรงงานรวมพลังกันตอบโต้การขูดรีดนี้และในท้ายที่สุดช่วงชิงอำนาจการบริหารมาจัดการกันเองพร้อมกับบริหารอำนาจรัฐที่เอื้อต่อแรงงานด้วย ซึ่งนี่คือรากฐานของแนวคิด State ownership ที่เราพูดถึงไปข้างต้นนั่นเอง
State ownership ในทัศนะของแซนเดอร์จะแก้ปัญหา AI แย่งงานมนุษย์ได้ ยุติการขูดรีดองค์ความรู้จากมันสมองของมุนษย์ไปฟรีๆ ของบริษัทเทค เพราะรัฐจะควบคุมไม่ให้ล้ำเส้น
และในทัศนะของแบนนันรัฐจะควบคุม AI ไม่ให้ล้ำเส้นเรื่องความมั่นคงและยังเป็นรายได้เข้ารัฐอีกทางหนึ่ง เพียงแต่แนวคิดของเขาคล้ายกับพวกเผด็จการโดยรัฐ (Fascism) มากกว่า นั่นคือ ธุรกิจยังเป็นของเอกชนแต่รัฐควบคุมอย่างแน่นหน้าเพื่อให้มันสนองผลประโยชน์ของชาติไม่ใช่นายทุน
แม้ทั้งสองฝ่ายจะเดินคนละทาง แต่กลับเห็นด้วยสายตาเดียวกันและคิดอย่างเดียวกัน
แม้แต่ AI ยังทนกับการขูดรีดของระบอบทุนนิยมไม่ได้แบบนี้ แล้วมนุษย์เรายังจะปล่อยปละเลยเลยกันอยู่อีกหรือ?
บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better
Illustration - ภาพที่สร้างโดย AI ได้รับแรงบันดาลใจจากซีรีส์เอนิเมชั่น Rick and Morty: The Butter Robot