ไขรหัสลับ 'เทียนถาน' สถานบูชาฟ้าในกรุงปักกิ่ง นัยของการที่ทรัมป์ต้องไปที่นั่นระหว่างการเยือนจีน

ไขรหัสลับ 'เทียนถาน' สถานบูชาฟ้าในกรุงปักกิ่ง นัยของการที่ทรัมป์ต้องไปที่นั่นระหว่างการเยือนจีน

วันนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับประธานาธิบดีสีจิ้นผิงเดินทางไปยัง 'เทียนถาน' ในกรุงปักกิ่ง สื่อบางแห่งพยายามจะตีความการเยือนสถานที่แห่งนี้ แต่บางแห่งนอกจากจะตีความไม่แตกแล้วยังพาดหัวข่าวหลอกให้ผมเข้าไปอ่านด้วย 

อ่านจบแล้วไม่บอกว่าทำไมทรัมป์ไปที่นั่น ถามยังถามกลับด้วยว่า "คุณคิดว่าทรัมป์ไปเทียนถานเพราะอะไร?"

เมื่อเป็นอย่างนี้ผมจึงขออธิบายเองก็แล้วกัน ในฐานะที่สนใจประวัติศาสตร์จีนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

'เทียนถาน' (天坛) นี้แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า Temple of Heaven แต่นี่เป็นการแปลที่คร่าวๆ เกินไป เพราะแม้คำว่า 'เทียน' (天) จะแปลว่า 'สวรรค์' (Heaven) ได้ แต่คอนเซปต์เรื่องสวรรค์ของจีนกับตะวันตกนั้นต่างกัน โดยคำว่า 'เทียน' นั้นไม่ได้เป็น 'ดินแดน' เหมือนสวรรค์ของฝรั่งหรือสวรรค์ในศาสนาต่างๆ แต่เป็นนามธรรมกว่า

เดี๋ยวผมจะวกกลับมาอธิบายแนวคิดเรื่อง 'เทียน' กันต่อ 

คำว่า 'ถาน' (坛) ก็ไม่ได้หมายถึง Temple ที่เป็นวัดหรือวิหาร แต่มีความหมายถึงฐานที่ยกขึ้นมาจากการพูนดินเป็นเนินเพื่อประกอบพิธีกรรม ดังนั้น ผมจึงมักจะแปลคำว่า 'เทียนถาน' เป็น 'ฐานบูชาฟ้า' หรือ ' สถานบูชาฟ้า'

และ 'เทียนถาน' ก็มีลักษณะเป็นเนินยกพื้นจริงๆ ถ้าใครเคยไปเทียนถานที่ปักกิ่งแล้วเดินจนครบสูตร คือเดินจากประตูทิศใต้ขึ้นไปทิศเหนือ สิ่งแรกที่คุณจะพบคือ 'หยวนชิว' (圜丘) หรือเนินกลมเปิดโล่งไม่มีหลังคาอาคารคลุม พื้นมีลักษณะเป็นฐานยกพื้นสามชั้นขนาดมหึมา ตรงกลางทำเป็นจุดให้จักรพรรดิทรงประทับแล้วทำบอกกล่าวต่อฟ้า

นี่คือแหละคือหัวใจของฐานบูชาฟ้า เพราะเป็นที่ที่จักรพรรดิจะทรงรายงานต่อฟ้า (天) ในฐานะที่พระองค์เป็นโอรสของฟ้า (天子)

เหตุที่หยวนชิวต้องทำเป็นทรงกลมก็เพราะตามคติจีนนั้น "ฟ้ามีสัณฐานกลม ปฐพีมีสัณฐานเหลี่ยม" 

ดังนั้น ฐานหรือวิหารในเทียนฐานจึงมีสัณฐานกลมทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นหยวนชิว ต่อมาคือ หวงโฉงอวี่ (皇穹宇) หรือวิหารจักรวาลโค้งอันไพศาล เป็นที่ประดิษฐานพระป้ายสถิตของฟ้าในพิธีบวงสรวง จากจดุนี้ต่อไปจะเป็นมรรคาอันยาวทอดไปถึงพระที่นั่งฉีเหนียน (祈年殿) อันเป็นที่บวงสรวงผลผลิตซึ่งฟ้าบันดาลให้

พระที่นั่งฉีเหนียนอันเป็นอาคารทรงกลมหลังคาสามชั้นสูงตระหง่านคือสัญลักษณ์ที่คนทั่วไปนึกถึงเมื่อเอ่ยถึงเทียนถาน

แต่หากจะกล่าวถึงสถานที่บวงสรวงฟ้าจริงๆ ต้องพูดถึงเนินกลมที่จักรพรรดิทรงปฏิสัณฐานกับฟ้า

ที่ผมบอกว่า "ฟ้ามีสัณฐานกลม ปฐพีมีสัณฐานเหลี่ยม" และอธิบายว่าสิ่งต่างๆ ในเทียนถานล้วนเป็นทรงกลม ควรจะอธิบายเพิ่มเติมว่า ที่บูชาแผ่นดินสองแห่งในปักกิ่ง คือ ตี้ถาน (地坛) และ เส้อจี้ถาน (社稷坛) มีฐานที่เป็นทรงเหลี่ยมเพื่อสะท้อนว่าปฐพีหรือดินนั้นเป็นสัณฐานเยี่ยงนั้น

'ตี้' (地) แปลว่าแผ่นดิน 'เส้อจี้' (社稷) ประกอบด้วยคำว่า ดินและธัญญาหารประกอบกัน โดยนัยประหวัดหมายถึง 'รัฐ'

ตี้ถานอยู่ทางทิศเหนือและเส้อจี้ถานอยู่ตรงกลางเบื้องหน้าเขตพระราชฐาน คือพระราชวังต้องห้ามในปัจจุบัน ทั้งสองแห่งนี้เป็นสวนสาธารณะ มีอาคารโบราณเหลืออยู่บ้าง แต่ไม่รุ่มรวยด้วยศิลปะและงานช่างน่าชมเท่ากับเทียนถาน

เทียนถานนั้นสวยสง่า ทำให้ผู้คนเชื่อว่ามันคงมีพลังงานบางอย่าง 

ดังนั้น หากไปที่เทียนถานท่านอาจจะเห็นผู้คนเข้าแถวรอที่จะนั่งตรงกลางเนินกลม ซึ่งบนชั้นสูงสุดมีจุดกลมๆ บอกตำแหน่งที่จักรพรรดิจะทรงประทับบอกกล่าวกับฟ้า ทุกวันนี้คนธรรมดาๆ ที่อยากจะบอกกล่าวหรือขออะไรกับกับฟ้าก็จะมานั่งตรงจุดเดียวกัน

นี่เป็นความเชื่อส่วนบุคคล ไม่มีตำราอะไรรองรับทั้งสิ้น หากจะเอาตำรามารองรับคงต้องบอกว่า มีแต่โอรสแห่งฟ้าเท่านั้นที่สมควรบอกกล่าวกับฟ้า ณ จุดนั้น

มาถึงคำถามว่าทรัมป์ไปที่นั่นมีความหมายอะไร?

เผอิญว่าทั้งรัฐบาลจีนและรัฐบาลสหรัฐฯ ก็ไม่ได้บอกเสียด้วยว่าทำไมต้องไปที่นั่น แต่ถ้าจะให้เดา ผมเชื่อว่าเพราะ หนึ่ง ทรัมป์เคยไปเยือนพระราชวังต้องห้ามมาแล้วในการเยือนเมื่อปี 2017 ดังนั้น, สอง เหลือแต่สถานที่ระดับแลนด์มาร์กอีกแห่งในปักกิ่งที่ควรจะไป คือ เทียนถาน 

ทัวริสต์ที่ไปปักกิ่งหากไม่ไปพระราชวังต้องห้ามก็ต้องไปเทียนถาน นี่เป็นไฟท์บังคับ

อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่าคำตอบแค่นี้ใครๆ ก็คิดได้ เพื่อเป็นของกำนัลแด่ผู้อ่าน ผมจะพยายามวิเคราะห์เรื่องนัยการเยือนเทียนถานให้หวือหวากว่านี้

กล่าวคือ สถานที่นี้ตั้งขึ้นเพื่อบูชาฟ้า แต่ฟ้า (天) ในปรัชญาจีนสำคัญแต่ไหน มีพลังเพียงใด และเป็นสัญลักษณ์ของอะไร? 

ฟ้าหรือเทียน ตามที่ปรากฏในตำราโบราณต่างๆ ของจีนมีลักษณะเป็นนามธรรมหรือจะเรียกว่าเป็น 'พลังจักรวาล' ก็ได้โดยเรียกว่า 'ฮ่าวเทียน' (昊天) หรือฟ้าอันไพศาล

ในบางครั้งพลังจักรวาลนี้ก็ถูกอธิบายในลักษณะเหมือนมีตัวตน เรียกว่าง 'ซ่างตี้' (上帝) หรือจักรพรรดิสูงสุด กระนั้นก็ไม่รู้ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร โดยรวมแล้วฟ้าหรือเทียนก็ยังเป็นนามธรรมและหลักใหญ่ของพลังจักรวาล

ในคัมภีร์กวีนิพนธ์ 《诗经.大雅.烝民》 อันเป็นหนึ่งในตำราสำคัญของปรัชญาขงจื๊อกล่าวว่า "ฟ้าให้กำเนิดปวงประชา มีสิ่งสรรพมีแบบแผน" (天生烝民,有物有则) ในตำราเอกสารราชการ 《尚书.泰誓上》ซึ่งเป็นตำราสำคัญของปรัชญาขงจื๊อเช่นกันกล่าวว่า "ฟ้าดินเป็นพ่อแม่ของสรรพสิ่ง ในบรรดาสรรพสิ่งนั้นมนุษย์มีจิตวิญญาณ" (惟天地万物父母,惟人万物之灵) 

กล่าวคือ ฟ้าคือผู้ให้กำเนิดสรรพสิ่งทั้งปวงรวมถึงมนุษย์และในบรรดาสรรพสิ่งทั้งปวงมนุษย์เป็นผู้ที่มีสติปัญญา 

ดังนั้น ฟ้าจึงคล้ายกับพระผู้สร้างหรือพระเจ้าของศาสนาตะวันตก แต่พระผู้สร้างนี้ไม่มีหน้าตาหรือตัวตน ก็ยังคล้ายกับพลังธรรมชาติเสียมากกว่า ดังที่สำนักปรัชญาอีกสำนัก คือสำนักเต๋ากล่าวในตำราเต๋าเต๋อจิง《道德经》ว่า "มนุษย์ทำตามแบบอย่างดิน ดินทำตามแบบอย่างฟ้า ฟ้าทำตามแบบอย่างมรรค มรรคทำตามแบบอย่างธรรมชาติ" (人法地,地法天,天法道,道法自然)

มรรคหรือเต๋า (道) เป็นนามธรรมแต่หมายถึงวิถีทางอันถูกต้องชอบธรรม และธรรมชาติก็เป็นนามธรรม (自然) คือกลไกที่ควบคุมจักรวาลให้อยู่ในครรลอง ดังนั้น เมื่อหลักการใหญ่เป็นนามธรรมแต่ก็บงการทุกสรรพสิ่งไว้ ทั้งฟ้าและดินก็เป็นนามธรรม มีแต่มนุษย์นั้นที่จับต้องได้ กระนั้นก็ต้องทำให้สอดคล้องกับหลักการต่างๆ ที่อยู่เหนือกว่าตน

ในเมื่อฟ้าเป็นแกนหลักของพลังจักรวาลและการให้กำเนิดสรรพสิ่งและเป็นผู้บันดาลสติปัญญาของมนุษย์ มนุษย์จึงควรนอบน้อมต่อฟ้า ทำการสื่อสารกับพลังแห่งฟ้า เพื่อที่ฟ้าจะบันดาลความสำเร็จนานาประการให้  

ในบรรดามุนษย์นั้น โอรสแห่งฟ้าถือเป็นตัวกลางสื่อสารระหว่างมนุษย์และฟ้า

โอรสแห่งฟ้าหรือ 'เทียนจื่อ' หมายถึงผู้ปกครองได้อย่างไร? บางทฤษฎีกล่าวว่าเป็นการอ้างอำนาจของฟ้าหรือจักรวาลเพื่อสร้างความชอบธรรมในการปกครองมนุษย์ด้วยกัน เหมือนกับอารยธรรมอื่นๆ ที่อ้างพลังของเทพเจ้าในการสร้างความชอบธรรมในการปกครองประเทศ เช่น แนวคิดเรื่องนารายณ์อวตารที่ใช้กับพระเจ้าแผ่นดินไทย

แต่การอ้างอำนาจฟ้านั้นไม่ง่าย จะมาแบบข้างๆ คูๆ โดยไม่มีหลักการไม่ได้ สิ่งที่ค้ำชูหลักการที่เชื่อมโยงพลังฟ้าและโอรสแห่งฟ้าไว้คือ 'อาณัติแห่งฟ้า' หรือ 'เทียนมิ่ง' (天命) โอรสแห่งฟ้าจะปกครองแแผ่นดินได้ต้องมีอาณัติแห่งฟ้า 

 'อาณัติแห่งฟ้า' คืออะไร?

ตามที่กล่าวไว้ในคัมภีร์มัชฌิมาสามัญ 《中庸》อันเป็นตำราของสำนักขงจื๊อกล่าวว่า "อาณัติแห่งฟ้าคือแก่นสารแก่งชีวิต ดำเนินตามแก่นสารแห่งชีวิตคือมรรค การปฏิบัติมรรคคือประศาสนาการ" (天命之謂性,率性之謂道,修道之謂教。) หมายความว่า การปฏิบัติตามคุณธรรมจรรยา จารีต ขนบ ธรรมเนียม (หรือประศาสนาการ) คือการดำเนินบนทางอันถูกต้อง (มรรค) ถือเป็นแก่นแท้ของชีวิต และแก่นแท้นี้ได้มาหรือเป็นส่วนหนึ่งของอาณัติแห่งฟ้า

หากโอรสแห่งฟ้าไม่ปฏิบัติตามขนบ ระเบียบ จารีต เท่ากับหมดสิ้นอาณัติแห่งฟ้า ผู้คนสามารถโค่นล้มได้เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง

ทำไมประชาชนจึงโค่นล้มได้?

จูซี ปราชญ์สำนักขงจื๊อใหม่สมัยราชวงศ์ซ่งกล่าวว่า อันอาณัติแห่งฟ้านั้น "ว่าตามหลักการแล้วเรียกฟ้า คนเราเองนั้นเรียกมันว่าชะตาชีวิต แท้จริงแล้วเป็นอย่างเดียวกัน"  (以理言之謂之天,自人言之謂之命,其實一而已。)

หมายความว่า อาณัติแห่งฟ้าและชะตาชีวิตเป็นอย่างเดียวกัน เมื่อส่งจากฟ้ามาถึงคนเราก็ขึ้นอยู่กับคนเราแล้วว่าจะกำหนดมันให้เป็นอย่างไร ดังนั้น หากไม่สนองต่อระเบียบและครรลอง ผู้คนก็สามารถกำหนดชะตาหรืออาณัติได้ นั่นคือ ยุติดวงชะตาของผู้ปกครองที่ละเมิดหลักการแล้ว แล้วมอบอาณัติให้ผู้ปกครองที่ชอบธรรมกว่า

ดังนั้น การบอกกล่าวกับฟ้าที่เทียนถานของโอรสแห่งฟ้า จึงไม่ใช้การพูดตรงๆ กับฟ้า แต่เป็นการบอกอ้อมๆ กับประชาชนว่าพระองค์ยังมีอาณัติแห่งฟ้า นั่นคือปฏิบัติตามจารีตประเพณี รักษาระเบียบแห่งใต้หล้า และการแสดงความเคารพฟ้าเท่ากับการนอบน้อมต่อประชาชน เพราะฟ้าคือผู้ให้กำเนิดผู้คน

นี่คือหลักการเบื้องหลังของเทียนถาน

จากหลักการเหล่านี้เราพอจะสันนิษฐานนัยของการไปเยือนเทียนถานของทรัมป์ได้หรือไม่? ผมคิดว่าเราพอจะทำได้ เพราะกิจกรรมใดๆ ก็ตามล้วนมีนัยแห่งจิตใต้สำนึกที่สืบทอดจากปกรณัม ยุคโบราณ (ตามแนวคิดของ Carl Jung) และนัยแห่งสัญญะจากปกรณัมในยุคสมัยใหม่ (ตามแนวคิดของ Roland Barthes) ซุกซ่อนอยู่

เทียนถานคือที่บอกกล่าวฟ้า นัยของมันคือการบอกอะไร? 

ทุกวันนี้ผู้ปกครองยังถือเป็นโอรสแห่งฟ้าในแง่ที่ฟ้าหมายถึงประชาชน ความชอบธรรมของผู้เป็นตัวแทนประชาชนคือการรักษาระเบียบเอาไว้

การไปสถานที่บอกกล่าวฟ้าคือการบอกว่าผู้ปกครองควรรักษาอาณัติแห่งฟ้าเอาไว้ นั่นคือ World Order การที่ผู้ปกครองโลกทั้งสองคนไปปรากฏตัวที่เทียนถานแม้จะไม่ได้ทำพิธีบอกกล่าวต่อฟ้า แต่ก็เท่ากับบอกกล่าวกับลูกหลานแห่งฟ้า คือชาวโลกว่า พวกเขาพยายามที่จะรักษา World Order 

สีจิ้นผิงนั้นผมเชื่อว่าพยายามรักษา World Order เอาไว้ ส่วนทรัมป์นั้นแหก World Order อยู่เรื่อยๆ แต่ก็ไม่อยากจะทำลายมัน เพราะหากล้มมันก็เท่ากับหมดอาณัติที่จะปกครองโลก

ทั้งสองคนไม่ได้ไปที่เนินกลมเพื่อคุกเข่าแล้วบอกกล่าวต่อฟ้าว่า "เราสองจะช่วยกันปกป้องอาณัติแห่งฟ้า (World Order) เอาไว้" แต่ทั้งสองจับมือกันที่พระที่นั่งฉีเหนียนแล้วเดินเข้าไปในพระที่นั่งแห่งนั้นด้วยกัน

พระที่นั่งฉีเหนียนอันเป็นสัญลักษณ์เชิงรูปธรรมของเทียนถาน คือสถานที่ขอพรจากฟ้าให้ผลผลิตอุดมสมบูรณ์ 

ผู้นำทั้งสองคุยกันเรื่องประคองเศรษฐกิจโลกเอาไว้ ซึ่งเป็นรากฐานของ World Order ที่ยังเหลืออยู่แม้จะพังพินาศไปมากแล้วก็ตามเพราะสหรัฐฯ พยายามฮุบผลประโยชน์เพียงลำพัง การเข้าไปในพระที่นั่งฉีเหนียนแม้ไม่ได้ขอพรจากฟ้า แต่เท่ากับบอกว่า "การพบกันครั้งนี้ย่อมหวังซึ่งดอกผล" 

นี่เป็นการตีความที่โลกสวยเอาการ แต่ในโลกที่ผุพังนี้ใครเล่าไม่อยากจะเห็นภาพที่สวยงามบ้าง?

ผมก็ตีความไปเรื่อยตามความเข้าใจอันน้อยนิด และเพื่อความเป็นสาระบันเทิงอย่างหนึ่ง โปรดให้อภัยหากมันจะฟังดูฟุ้งๆ ไปบ้าง

แต่เทียนถานนั้นไม่ใช่ที่ไปบนบานโดยไร้แก่นสาร เป็นสถานที่แห่งความคาดหวังและการประกาศความยึดมั่นในพันธสัญญามาแต่โบราณ

เราควรมองมันแบบนั้น

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better 

Photo - ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง (ขวา) ของจีน จับมือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ที่วัดเทียนถาน ในกรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 (Photo by BRENDAN SMIALOWSKI / POOL / AFP)

TAGS: #เทียนถาน #ทรัมป์ #สีจิ้นผิง #จีน