ในระหว่างการเยือนจีนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา มีคำๆ หนึ่งที่ทั่วโลกให้ความสนใจเป็นพิเศษ คือคำว่า Thucydides Trap ซึ่งคนที่เอ่ยถึงคือประธานาธิบดี สีจิ้นผิง แห่งจีน
ต้องเท้าความก่อนว่า Thucydides Trap เป็นแนวคิดที่มองว่าจีนกับสหรัฐฯ จะต้องเผชิญหน้ากันในท้ายที่สุดตามความเชื่อของนักทฤษฎีการเมืองบางคนที่ว่า "เสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้" หรือ "โลกนี้มีมหาอำนาจสองประเทศไม่ได้" โดยอ้างกรณีทางประวัติศาสตร์ที่เกิดกับนครรัฐเอเธนส์และนครรัฐสปาร์ตา สองมหาอำนาจของอารยธรรมกรีกโบราณที่ฝ่ายหนึ่งเป็นมหาอำนาจเดิม ส่วนอีกฝ่ายผงาดขึ้นมาจนท้าทายสถานะของอีกฝ่าย เมื่อเกิดสถานการณ์เป็นเช่นนี้ ทำให้รัฐสองรัฐเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องแย่งชิงความเป็นหนึ่ง
การที่รัฐสองรัฐต้องเผชิญหน้ากันนี้ว่ากันว่าเป็น Trap หรือกับดักแห่งอำนาจ หรือ "ชะตากรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้" นั่นคือ เมื่อมี "เสือ" เกิดขึ้นมาใหม่ "เสือ" ตัวเดิมจะอยู่นิ่งๆ ไม่ได้ จะต้องห้ำหั่นกันให้ตายตหไปข้างหนึ่ง
คนที่เชื่อเรื่อง Thucydides Trap ก็มักจะยกกรณีต่างๆ ขึ้นมาเป็นตัวอย่าง คือ บรรดามหาอำนาจในห้วงประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาที่ต้องทำสงครามชิงดีเช่นเด่นกัน
แต่เราจะมองประวัติศาสตร์ตายตัวแบบนั้นไม่ได้ เช่น กรณีของเอเธนส์และสปาร์ตาที่เป็นต้นเค้าของแนวคิด Thucydides Trap เองท้ายที่สุดก็เลี่ยงที่จะไม่หักหาญจนฝ่ายหนึ่งย่อยยับ ตรงกันข้าม นครรัฐกรีกต่างๆ ต่อมาต้องรวมพลังกันทั้งสปาร์ตาและเอเธนส์เพื่อรับมือกับการคุกคามของมหาอำนาจภายนอกโลกของชาวกรีก คือ การรุกรานของจักรวรรดิเปอร์เซีย
ดังนั้น Thucydides Trap จึงเป็นแนวคิดที่แข็งทื่อ แถมยังเป็น Determinism จนเกินไป คือ เชื่อว่ามันจะลงเอยแบบนั้นแน่ๆ โดยไม่พิจารณาว่ามันยังมีทางเลือกอื่นอยู่อีก
ผมเชื่อว่าการที่สีจิ้นผิงเอ่ยถึง Thucydides Trap กับทรัมป์ก็มีนัยเดียวกัน
จากการรายงานของสำนักข่าว CCTV สีจิ้นผิงกล่าวว่า "ว่าโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และสถานการณ์ระหว่างประเทศมีความซับซ้อนและเกี่ยวพันกัน จีนและสหรัฐอเมริกาจะสามารถเอาชนะ Thucydides Trap และสร้างแบบแผนใหม่สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมหาอำนาจได้หรือไม่? พวกเขาสามารถร่วมมือกันเพื่อแก้ไขความท้าทายระดับโลกและสร้างเสถียรภาพให้กับโลกได้มากขึ้นหรือไม่? พวกเขาสามารถมุ่งเน้นไปที่ความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนและอนาคตของมนุษยชาติ และร่วมกันสร้างอนาคตที่สดใสสำหรับความสัมพันธ์ทวิภาคีได้หรือไม่? เหล่านี้เป็นคำถามทางประวัติศาสตร์ คำถามของโลก และคำถามของประชาชน และเป็นคำตอบที่ผู้นำของมหาอำนาจจำเป็นต้องร่วมกันเขียนขึ้นสำหรับยุคสมัยของเรา ผมยินดีที่จะทำงานร่วมกับประธานาธิบดีทรัมป์เพื่อนำพาความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกาไปในทิศทางที่ดี และทำให้ปี 2026 เป็นปีแห่งประวัติศาสตร์และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา สานต่ออดีตและเปิดรับอนาคต"
หากพิจารณาให้ดี สิ่งที่สีจิ้นผิงกล่าวนั้นเป็นการทำลายความเชื่อดึงดันเรื่อง "เสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้" และดิสเครดิตแนวคิด Thucydides Trap ชัดๆ
เอาเข้าจริง Thucydides Trap สวนทางกับอุดมการณ์ของสีจิ้นผิงและจีนที่โปรโมทเรื่อง "ความมั่งคั่งร่วมกัน" (共同繁荣) และในคำกล่าวต่อทรัมป์ก็มีสาระของแนวคิดนั้นแฝงอยู่แม้จะไม่ได้เอ่ยถึงโดยตรงก็ตาม
ก่อนหน้านี้ ในการพบกันที่การประชุม APEC ที่ปูซาน เกาหลีใต้เมื่อปีที่แล้ว สีจิ้นผิงก็ยังเคยกล่าวเอาไว้แล้ว (โดยการรายงานของสำนักข่าวซินหัว) ว่าความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐนั้นตั้งอยู่บนหลักการ "ความสำเร็จร่วมกัน ความมั่งคั่งร่วมได้" (相互成就、共同繁荣) และการพบกับทรัมป์ครั้งนี้ก็ยังยกแนวคิดนี้มาย้ำอีกครั้ง
ในครั้งนั้น สีจิ้นผิงยังบอกด้วยว่า แนวคิดเรื่องการฟื้นฟูจีนครั้งใหญ่ (中国的发展振兴) กับแนวคิดเรื่อง Make America Great Again ของทรัมป์นั้นไม่ขัดแย้งกัน
แนวคิดการฟื้นฟูจีนครั้งใหญ่ หรือความฝันของจีนที่จะฟื้นฟูชาติจีนครั้งใหญ่ (中华民族伟大复兴的中国梦) ถือเป็นแนวคิดหลักของผู้นำจีนหลายท่านแล้ว จนมาถึงสมัยสีจิ้นผิงก็สานต่อมาตั้งแต่ตอนรับตำแหน่งใหม่ๆ ถึงตอนนี้ก็เห็นผลแล้ว เพียงแต่ว่าโลกตะวันตกมองเห็นการฟื้นตัวของจีนเป็นภัยคุกคามจนนำไปสู่การเสนอแนวคิด Thucydides Trap แต่สีจิ้นผิงกลับมองเห็นว่านี่คือโอกาสของการสร้างความมั่งคั่งร่วมกันต่างหาก
จนเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2026 สีจิ้นผิงกล่าวในงานเลี้ยงต้อนรับทรัมป์ที่ปักกิ่งโดยย้ำอีกครั้งว่า “การฟื้นฟูจีนครั้งใหญ่และทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งนั้น สามารถทำควบคู่กันไปได้ เป็นประโยชน์ต่อกันและกัน และเอื้อประโยชน์ต่อโลก”
เมื่อถึงตอนนี้ ผมเชื่อว่าหลายคนคงเห็นชัดแล้วว่าฝ่ายไหนที่มีทัศนะที่สร้างสันติภาพและฝ่ายไหนที่มีท่าทีจะรบรากันลูกเดียว
บางคนอาจจะสงสัยว่า "แนวคิดการฟื้นฟูจีนครั้งใหญ่" กับแนวคิด "ทำให้อเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้ง" มันจะไม่กลายเป็น Thucydides Trap ได้อย่างไรในเมื่อทั้งสองประเทศต่างก็อยาก "จะยิ่งใหญ่อีกครั้ง"?
โปรดเข้าใจว่าในขณะที่ทรัมป์ต้องการ Make America Great Again แต่จีนไม่ได้บอกว่า Make China Great Again แต่เป็นการฟื้นฟู (复兴) ครั้งใหญ่ (大) ซึ่งหมายถึงการฟื้นฟูตัวเองจากการเคยถูกย่ำยีและทำให้อัปยศในช่วงร้อยปีที่ผ่านมา (百年国耻) อันเป็นศตวรรษที่จีนถูกอำนาจภายนอกรังแก เกิดความแตกแยกภายใน และถูกรุกรานจากต่างชาติ ผู้นำจีนมีพันธกิจในการลบล้างความอดสูนี้แล้ว "รื้อฟื้นจีน" ขึ้นมาใหม่ ไม่ใช่ "ทำให้จีนยิ่งใหญ่อีกครั้ง" แต่เป็นทำให้จีนเป็นจีนที่ยืนหยัดได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง
ในขณะที่ Make China Great Again บ่งนัยถึงความพยายามจะเป็นมหาอำนาจผูกขาดหนึ่งเดียวที่อยากจะทำอะไรตามใจชอบเหมือนในทศวรรษที่ผ่านๆ มา แต่อเมริกาทำแบบนั้นไม่ได้แล้วเพราะโครงสร้างสังคมและเศรษฐกิจผุกร่อน เป็นสภาพของ "จักรวรรดิที่ล่มสลาย" แต่ยังกระเสือกกระสนจะเป็นใหญ่ต่อไปโดยไปเพื่ออวดเบ่งและผูกขาดผลประโยชน์ผู้เดียว
แนวคิดทั้งสองจึงต่างกันราวฟ้ากับเหว หากคิดแบบ Make America Great Again มันจะนำไปสู่ Thucydides Trap (คือหาเรื่องท้าตีท้าต่อย) แต่ถ้าคิดแบบการฟื้นฟูจีนครั้งใหญ่จะนำไปสู่การการฟื้นฟูประเทศใครประเทศมันพร้อมกับร่วมมือสร้างความมั่งคั่งร่วมกัน
จีนคิดแบบนี้ อเมริกาคิดไม่ได้หรือ?
ตอบว่าคิดได้และมีคนเคยคิดด้วย
คนๆ นั้นคือ เฮนรี เอ. วอลเลซ (Henry A. Wallace) รองประธานาธิบดีคนที่ 33 ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปี 1941 ถึง 1945 ในสมัยประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี. รูสเวลต์ (Franklin D. Roosevelt)
วอลเลซเสนอแนวคิดเรื่อง 'ศตวรรษแห่งสามัญชน' (Century of the Common Man) ซึ่งคำว่า Common Man นี้แม้จะแปลว่าสามัญชน แต่คำแปลที่ถูกต้องกว่าคือ "ผู้คนที่แบ่งปันสิ่งต่างๆ ร่วมกัน" วอลเลซกล่าวสุนทรพจน์เรื่องนี้เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 1942 ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมคอมโมดอร์ นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ต่อหน้าผู้ฟังที่มาจาก 33 ประเทศ ความตอนหนึ่งว่า
"ชายและหญิงจะไม่ได้มีอิสรภาพอย่างแท้จริง จนกว่าพวกเขาจะมีอาหารเพียงพอ มีเวลาและความสามารถในการอ่าน คิด และพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ... เมื่อประชาชนผู้รักเสรีภาพออกมาเคลื่อนไหว เมื่อเกษตรกรมีโอกาสซื้อที่ดินในราคาที่เหมาะสมและขายผลผลิตจากที่ดินของตนผ่านองค์กรของตนเอง เมื่อคนงานมีโอกาสจัดตั้งสหภาพแรงงานและเจรจาต่อรองร่วมกัน และเมื่อเด็กๆ จากทุกภาคส่วนของประชาชนมีโอกาสเข้าเรียนในโรงเรียนที่สอนความจริงของโลกแห่งความเป็นจริง — เมื่อโอกาสเหล่านี้เปิดกว้างสำหรับทุกคน โลกก็จะก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง"
นี่คือเสรีภาพที่แท้จริง คือเสรีภาพของคนทุกหมู่เหล่าที่จะมั่งคั่งและมั่งมีร่วมกัน อย่างไรก็ตาม วอลเลซชี้ว่า "เป็นเรื่องง่ายที่พวกนักปลุกระดมจะเกิดขึ้นและบิดเบือนความคิดของคนธรรมดาเพื่อผลประโยชน์อันต่ำช้าของตนเอง นักปลุกระดมเช่นนี้อาจได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากบุคคลร่ำรวยบางคนที่ไม่รู้ว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นอย่างไร ด้วยการสนับสนุนนี้ นักปลุกระดมอาจครอบงำความคิดของผู้คน และนำพาพวกเขาจากเสรีภาพที่มีอยู่ไปสู่การเป็นทาสที่เสื่อมทรามที่สุด" - นักปลุกระดมเหล่านี้คือพวกที่กรอกหูประชาชนให้เชื่อใน 'ลัทธิใครมือยาวสาวได้สาวเอา' และหลอกให้เชื่อว่านายทุน-นักการเมืองคือผู้ช่วยให้รอด เพื่อที่คนสามัญจะได้เลิกคิดเรื่องการแบ่งปันความมั่งคั่งร่วมกันและหันมาเป็นทาสนายทุนและนักการเมืองที่รับใช้ทุน
สาระสำคัญของวอลเลซก็คือการที่เขาชี้ว่า "บางคนพูดถึง 'ศตวรรษอเมริกัน' (American Century) ผมขอพูดว่า ศตวรรษที่เรากำลังก้าวเข้าสู่—ศตวรรษที่จะเกิดขึ้นหลังสงครามครั้งนี้—สามารถและต้องเป็นศตวรรษของผู้คนที่แบ่งปันร่วมกัน (century of the common man)
'ศตวรรษอเมริกัน' คือแนวคิดของเฮนรี่ ลูซ (Henry Luce) ผู้ก่อตั้งนิตยสาร Time, Life, Fortune และ Sports Illustrated อันเป็นสื่อทรงอิทธิพลของโลก และเป็นผู้รับใช้แนวคิดเรื่องอเมริกาเป็นใหญ่แต่เพียงผู้เดียวซึ่งสืบทอดมาถึงแนวคิด Make America Great Again ในปัจจุบัน เขาประกาศแนวคิดนี้ครั้งแรกในนิตยสาร LIFE เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 1941
ตอนหนึ่งเขาเสนอว่าสหรัฐอเมริกาจะต้องทำหน้าที่ให้สมกับเป็นมหาอำนาจของโลก โดยทำ "การยอมรับอย่างเต็มใจในหน้าที่และโอกาสของเราในฐานะชาติที่ทรงอำนาจและสำคัญที่สุดในโลก และด้วยเหตุนี้จึงใช้อิทธิพลของเราอย่างเต็มที่ต่อโลก เพื่อจุดประสงค์ที่เราเห็นว่าเหมาะสม และด้วยวิธีการที่เราเห็นว่าเหมาะสม" และ "สิ่งที่เราต้องการมากที่สุดคือการแสวงหาและนำเสนอวิสัยทัศน์ของอเมริกาในฐานะมหาอำนาจโลกที่เป็นเอกลักษณ์ของอเมริกาอย่างแท้จริง"อันจะ "นำพาเราไปสู่การสร้างสรรค์ที่แท้จริงของศตวรรษที่ 20 – ศตวรรษของเรา"
แต่รองประธานาธิบดี เฮนรี เอ. วอลเลซ เห็นว่าไม่ควรจะยึดมั่นถือมั่นกับความยิ่งใหญ่เพียงลำพัง ควรที่จะแบ่งปันความมั่งคั่งร่วมกันมากกว่า แต่ก็อย่างที่เราเห็น แนวคิดของวอลเลซถูกทอดทิ้ง แล้วแนวคิดของเฮนรี่ ลูซถูกถือเป็นสรณะจนถึงปัจจุบัน
กระนั้นก็ตาม เรื่องราวของวอลเลซย่อมทำให้ผู้คนตระหนักว่าไม่ใช่ชนชั้นนำอเมริกันทุกคนที่คิดเรื่อง Make America Great (Again) หากสหรัฐอเมริกาได้ผู้นำที่มีสติปัญญาแบบนี้เราจะก็เลิกกังวลอีกต่อไปได้ว่าเสือสองตัวจะอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้ และเสือสองตัวจะช่วยกันปกป้องโลกของเราจากความอยุติธรรมได้ทั้งยังร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยี ต่างคนต่างสร้างความร่ำรวย แล้วแบ่งปันความมั่งคั่งไปให้นานาประเทศทั่วโลก
นี่เป็นแนวคิดที่อาจจะโลกสวยไปหน่อย และพวกสัจนิยม (Realist) หรืออำนาจนิยมด้านการเมืองระหว่างประเทศคงหัวเราะเยาะ อย่างที่ครั้งหนึ่งพวกเขาบอกว่าวอลเลซเป็นพวกไร้เดียงสามาแล้ว
สีจิ้นผิงและผู้นำจีนทั้งหลายก็คิดคล้ายๆ แนวคิด Century of the Common Man เหมือนกัน
แบบนี้พวกเขาถูกเรียกว่าพวกไร้เดียงสาหรือเปล่า หรือว่าพวกเขาเป็นคนที่นำโลกของเราให้พ้นจากความพินาศจากการเผชิญหน้าของเสือสองตัว ที่บางคนเชื่อว่าหลีกเลี่ยงไม่ได้กันแน่?
บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better
Photo - ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา (ขวา) สนทนากับประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ของจีน ขณะเดินทางออกจากสวนในทำเนียบจงหนานไห่ในกรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2026 (Photo by Evan Vucci / POOL / AFP)