'ปัญหา' อัตราการเกิดต่ำและคนสูงวัยล้นประเทศไทยอาจไม่ใช่เรื่องน่าวิตก ถ้าหาก AI เข้ามาแทนที่มนุษย์

'ปัญหา' อัตราการเกิดต่ำและคนสูงวัยล้นประเทศไทยอาจไม่ใช่เรื่องน่าวิตก ถ้าหาก AI เข้ามาแทนที่มนุษย์

"ในเมื่อประเทศไทยมีอัตราการเกิดต่ำและประชากรจะลดลงในอนาคต แต่นี่เป็นปัญหาหรือไม่ในเมื่ออนาคต AI จะมาแย่งงานของมนุษย์ไปเกือบหมด?"

และ "ในเมื่อประชากรไทยจะลดลง และตอนนี้แรงงานไม่พอกับความต้องการ หมายความว่าสังคมไทยจะเกิดสมดุลการจ้างงานระหว่างประชากรกับ AI หรือไม่?"

นี่เป็นคำถามที่เกิดกับผมเมื่อเร็วๆ นี้ และพยายามหาคำตอบแต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะดูเหมือนทุกคนจะเพ่งความสนใจไปที่ปัญหา "AI กำลังแย่งงานมนุษย์" พร้อมกับการเลย์ออฟพนักงานอย่างไม่หยุดหย่อนของบริษัทเทคโนโลยี

จนกระทั่งพบ "สิ่งที่ใกล้เคียงกับคำตอบ" จากบทความเมื่อเดือนกรกฎาคม 2025 ของสำนักข่าว Vox ซึ่งบทความนั้นมีชื่อว่า "อัตราการเกิดที่ลดลงจะยังเป็นปัญหาอีกหรือไม่ในโลกอนาคตแห่ง AI?"

Vox ได้คำตอบจาก โจเซฟ เดวิส (Joseph Davis) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ตลาดโลกของ Vanguard ซึ่งเป็นบริษัทลงทุนชั้นนำ

เดวิส ทำรายงานขึ้นมาชิ้นหนึ่งเพื่อตอบคำถามของนักลงทุนที่เกิดความสงสัยเหมือนผมว่าจะลงทุนแบบไหนในสังคมอัตราการเกิดต่ำและคนสูงวัยล้น (ซึ่งน่าจะทำให้เศรษฐกิจแย่ลง) ในขณะเดียวกันสังคมเดียวกันนั้นก็เกิดการบูมของ AI

คำตอบของเดวิส คือรายงานที่มีชื่อว่า Megatrends and the U.S. economy, 1890-2040 ซึ่งสำรวจแนวโน้มทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เป็นหลักโดยพิจารณาสถานการณ์ด้านประชากรศาสตร์ว่ามีความผกผันต่อเศรษฐกิจแค่ไหน

รายงานนี้มีลักษณะเชิงเทคนิคสูงเนื่องจากมีการใช้สมการทางเศรษฐศาสตร์ คณิตศาสตร์ และประชากรศาสตร์เข้ามาคำนวณ ดังนั้น ผมจะอ้างคำตอบของเดวิสที่ให้กับ Vox มาเกริ่นก่อน (พร้อมวิเคราะห์ตาม) เพื่อความสะดวกในการทำความเข้าร่วมกันเกี่ยวกับปัญหาของไทยและของโลก

Vox สรุปว่า "หนึ่งในข้อสรุปที่ชัดเจนที่สุดของเขา (เดวิส) คือ ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจในระยะยาวไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดประชากรเป็นหลัก โดยใช้แบบจำลองที่สร้างขึ้นจากข้อมูลทางเศรษฐกิจกว่า 130 ปี เขาพบว่าการเปลี่ยนแปลงของการเติบโตของประชากรแทบไม่มีความสัมพันธ์ที่มีนัยสำคัญกับ GDP หรืออัตราเงินเฟ้อ ในทางกลับกัน การเพิ่มขึ้นของมาตรฐานการครองชีพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นในช่วงเวลาของการพัฒนาที่สำคัญ เช่น การใช้ไฟฟ้าในทศวรรษ 1920 หรือการเติบโตของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลในทศวรรษ 1990 โดยไม่ขึ้นอยู่กับแนวโน้มของประชากร"

และ "เดวิสชี้ให้เห็นถึงช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ เช่น ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาและยุคทศวรรษที่ 1920 ซึ่งการเติบโตของประชากรชะลอตัวลง แต่ผลผลิตทางเศรษฐกิจกลับพุ่งสูงขึ้น “การเติบโตของประชากรชะลอตัวลงในช่วงทศวรรษที่ 1920 เราลดการอพยพเข้าประเทศลง 90%  แต่การเติบโตก็ยังเร่งตัวขึ้น” เขากล่าว ในทางตรงกันข้าม ยุคที่มีการเติบโตของประชากรสูง แต่ผลผลิตทางเศรษฐกิจอ่อนแอ เช่น ทศวรรษที่ 1970 กลับไม่ก่อให้เกิดความก้าวหน้าอย่างแท้จริงมากนัก"

ขณะเดียวกัน "ความกลัวที่ว่าสังคมผู้สูงอายุจะถึงจุดเสื่อมถอยนั้นแพร่หลาย แต่หลักฐานสนับสนุนนั้นยังไม่ดีพอ เดวิสตั้งข้อสังเกตว่า การสูงวัยอาจเชื่อมโยงกับการลงทุนระยะยาวในด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มขึ้น โดยยกตัวอย่างประเทศอย่างญี่ปุ่นและเยอรมนี ประเทศเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า แม้จำนวนประชากรวัยทำงานที่ลดลงอาจสร้างภาระให้กับงบประมาณสาธารณะผ่านค่าใช้จ่ายด้านการดูแลสุขภาพและบำนาญที่สูงขึ้น และทำให้ธุรกิจหาคนงานได้ยากขึ้น แต่ก็ไม่ได้นำไปสู่หายนะทางเศรษฐกิจโดยเนื้อแท้"

เราสามารถนำข้อสรุปของ Vox มาใช้พยากรณ์ประเทศไทยได้หรือไม่?

ถ้าทำในโมเดลเดียวกับเดวิสก็คงได้และต้องใช้เวลาในการรวบรวมข้อมูล แต่หากจะอนุมานตามตรรกะ เราก็อาจจะบอกได้ว่าประชากรไทยที่ลดลงและคนชรามากขึ้นจะไม่เป็นปัญหาถ้าหากมีการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว

แทนที่รัฐบาลไทยจะแก้ปัญหาอัตราการเกิดต่ำด้วยการกระตุ้นให้ประชาชนมีลูก ก็ควรจะหันมาลงทุนด้านเทคโนโลยี เช่น AI ให้ก้าวหน้าจนแทนที่แรงงานที่ขาดแคลนหรือเป็นรายได้หลักเข้าประเทศไทย แบบนี้ก็อาจจะถือว่าตรงกับข้อสรุปของเดวิส

มาถึงจุดนี้ ผมเชื่อว่าหลายคนรู้สึกว่าบังคับให้ประชาชนมีลูกยังจะง่ายกว่าให้ไทยเราพัฒนา AI ให้ก้าวหน้า

ส่วนการจะรับมือกับปัญหาคนสูงวัยล้นประเทศก็ต้องสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาตัวเองได้พร้อมกับมีเทคโนโลยีเป็นของตัวเองแบบญี่ปุ่นและเยอรมนี - เรื่องนี้ก็ยากพอๆ กันสำหรับไทย

แต่นี่เป็นเพียงกระบวนการหาคำตอบ ไม่ใช่คำตอบโดยตรง แม้จะมีรายงานของ Vox และรายงานของเดวิสมาสนับสนุน แต่มันเป็นเพียงตัวอย่างเทียบเคียงเท่านั้น 

มาถึงตอนนี้ผมจะลองดูที่เนื้อหาและข้อสรุปจากรายงานของเดวิสเผื่อว่าจะมีทางออกสำหรับประเทศไทยบ้าง

รายงานของเดวิสตั้งคำถามว่า "อนาคตของเราจะมีตำแหน่งงานไม่พอเนื่องจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือแรงงานไม่เพียงพอเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์หรือไม่? อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในสังคมผู้สูงอายุที่มีการขาดดุลทางการคลังเพิ่มขึ้นหรือไม่?" 

คำถามเหล่านี้เป็นสิ่งที่ควรเป็นคำตอบให้กับสังคมไทยอย่างมาก 

คำถามไปถึงสังคมไทยในอนาคตก็คือ "ในเมื่อคนไทยเกิดน้อยลง และในเมื่อ AI มาแย่งงานมนุษย์เสียแล้ว ปัญหาอัตราการเกิดต่ำจะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไปหรือไม่?"

คำถามที่สองก็คือ "ในเมื่อสังคมไทยจะมีผู้สูงวัยมากขึ้น จะทำให้รัฐบาลเลี้ยงคนชราไม่ไหวหรือไม่ หรือว่าจะเลี้ยงไหวเพราะ AI เข้ามาช่วยสนับสนุน?"

รายงานบอกว่า "แบบจำลองของเราชี้ให้เห็นว่าอนาคตของเราขึ้นอยู่กับการต่อสู้ระหว่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ หากการเติบโตเร่งตัวขึ้นอย่างเพียงพอด้วยผลกระทบที่เปลี่ยนแปลงไปจาก AI อุปสรรคทางประชากรศาสตร์ก็จะถูกเอาชนะได้ และอัตราเงินเฟ้อจะยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมด้วยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระหว่างธนาคาร (Federal Funds Rate) ประมาณ 4%" - นั่นหมายความว่าหากพัฒนา AI ถึงจุดที่สมดุลกับประชากรที่ลดลง ก็จะแก้สิ่งที่เป็น'ปัญหา'ด้านประชากรได้ ในขณะเดียวกันเศรษฐกิจก็ต้องขยายตัวโดยเงินเฟ้อจะต้องไม่สูงเพื่อที่จะรองรับจำนวนประชากรที่พอเหมาะและคนสูงวัยที่มากกว่าคนเกิดใหม่

ในด้านผลกระทบของ AI ต่อเศรษฐกิจทรี่อัตราการเกิดต่ำรายงานอธิบายว่า 

"ผลลัพธ์ที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด โดยมีความน่าจะเป็นประมาณ 51% คือ AI จะกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ผลผลิตของแรงงานเพิ่มขึ้น ชดเชยแรงกดดันด้านประชากรศาสตร์ ส่วนผลลัพธ์ที่มีความเป็นไปได้น้อยกว่า โดยมีความน่าจะเป็น 34% คือ AI จะไม่เป็นไปตามที่เราคาดหวัง และการเติบโตจะลดลงต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่จ่ายสำหรับหนี้ที่ออกเพื่อใช้ในการระดมทุนสำหรับภาวะขาดดุลโครงสร้างที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเกิดจากประชากรสูงอายุ" 

สรุปก็คือ ความน่าจะเป็นที่ AI จะช่วยแบ่งเบาปัญหาอัตราการเกิดต่ำอยู่ที่ 51% เทียบกับโอกาสที่จะเกิดผลตรงกันข้ามที่ 34% รายงานจึงชี้ว่า "ผู้ชนะและส่วนต่างของชัยชนะในสงครามชักเย่อนี้จะเป็นตัวกำหนดอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ยที่เป็นกลาง อัตราเงินเฟ้อ และมูลค่าตลาดหุ้น" ซึ่งหมายความว่านี่ยังเป็นการดึงกันดึงกันมาระหว่างโอกาสที่ AI จะสร้างสมดุลประชากรและกระตุ้นเศรษษฐกิจและโอกาสที่จะเป็นไปตรงกันข้าม

กระนั้นก็ตามแม้จะบอกอย่างแบ่งรับแบ่งสู้ แต่รายงานก็ยังมั่นใจในแง่บวกด้วยการบอกว่า "การจำลองของเราแสดงให้เห็นว่า การคาดการณ์ระยะยาวที่เป็นเอกฉันท์สำหรับเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ว่าจะมีอัตราการเติบโตต่ำ อัตราเงินเฟ้อต่ำ และอัตราดอกเบี้ยต่ำนั้น มีความเป็นไปได้น้อยที่สุด โดยมีโอกาสเกิดขึ้นเพียงประมาณ 10% ในทศวรรษหน้า"

นี่เป็นโมเดลสำหรับเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อัตราการเกิดต่ำแต่กำลังลงทุนอย่างหนักกับ AI หากไปได้สวยกับการลงทุนนี้ในอนาคตก็อาจจะไม่ต้องกังวลกับ 'ผลด้านลบ' ของอัตราการเกิดต่ำ

กับเยอรมนี ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ก็อาจจะเป็นแบบเดียวกันหาอนุมานจากคำกล่าวของเดวิส

นี่เป็นคำตอบให้ไทยได้เหมือนกัน แต่ก็อย่างที่บอกไว้ว่าโอกาสที่ไทยจะเป็นแบบประเทศพัฒนาแล้วเหล่านั้น "ยากมาก" 

ไทยตอนนี้ถูกปรามาสว่า "แก่ก่อนจะรวย" ซึ่งตรงกันข้ามกับประเทศนาแล้วที่ "รวยก่อนจะแก่" ซึ่งหมายถึงเมื่อประเทศเหล่านั้นเผชิญกับอัตราการเกิดต่ำก็ยังมีฐานะมีอันจะกินพอจะเลี้ยงเศรษฐกิจของชาติได้ แต่ไทยนั้นมีแต่คนจนกับคนชั้นกลาง แถมไม่มีเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง

ดังนั้น ที่ผมพาดหัวว่า "'ปัญหา'อัตราการเกิดต่ำในไทยอาจไม่ใช่เรื่องน่าวิตก ถ้าหาก AI เข้ามาแทนที่มนุษย์" จึงเป็นเพียงความฝัน ณ ตอนนี้

แต่ไม่รู้ว่าจะเป็นความจริงเมื่อตอนไหน

ป.ล.
ในขณะที่หลายประเทศกำลังกังวลกับ 'ปัญหา' ประชากรไม่พอ แต่ที่สวิตเซอร์แลนด์กลับกำลังจะทำประชามติว่าควรจะกำหนดจำนวนประชากรไว้ไม่เกิน 10 ล้านคนภายในปี 2050 หรือไม่? เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อพยพเข้ามาในประเทศ แม้ว่าสวิตเซอร์แลนด์จะมีอัตราการเกิดต่ำ และผู้อพยพเป็นอัตราส่วนสำคัญของการเพิ่มจำนวนประชากรก็ตาม 

เรื่องนี้ Economiesuisse สมาพันธ์ธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในสวิตเซอร์แลนด์คัดค้าน เพราะจะทำให้ขาดแคลนแรงงาน ยิ่งตอนนี้สวิตเซอร์แลนด์มีอัตราการเกิดต่ำและคนสูงวัยมากขึ้นยิ่งจะทำให้ขาดแรงงาน 

กระนั้นก็ตาม การเข้ามาของ AI ทำให้การหางานในสวิตเซอร์แลนด์ยากขึ้นและมีการลดตำแหน่งงานมากขึ้นโดยสำนักข่าว Nau รายงานว่า UBS เพิ่งประกาศลดจำนวนพนักงานลง 3,000 ตำแหน่ง บริษัท Helvetia Baloise จะลด 2,600 ตำแหน่ง Kühne+Nagel ประกาศลดงาน 2,000 ตำแหน่ง และ Sunrise จะลด 147 ตำแหน่ง และสำนักข่าว swissinfo รายงานเมื่อปี 2024 ว่า "แม้ว่า AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและผลกำไร แต่ก็ก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานและความมั่นคงในงานด้วย"

สิ่งที่เกิดขึ้นในสวิตเซอร์แลนด์น่าสนใจในหลายมิติ คือ สวิตเซอร์แลนด์มีปัญหาเหมือนไทย คือ อัตราการเกิดต่ำ และนำเข้าแรงงานผู้อพยพ กระนั้น เพราะการเข้ามาของ AI ทำให้คนตกงานมากขึ้น แต่ภาคธุรกิจกลับเห็นว่าหากมีการกำหนดจำนวนประชากรก็อาจทำให้แรงงานไม่พอ

ความลักลั่นย้อนแย้งนี้เกิดขึ้นทั่วโลก อาจเป็นเพราะภาคธุรกิจต้องการแรงงานค่าแรงต่ำพร้อมๆ กับใช้ AI ทำให้ไม่เห็นด้วยกับการควบคุมจำนวนประชากร ความย้อนแย้งนี้อาจเป็นโมเดลอีกตัวหนึ่งในการศึกษาผลกระทบของสถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญอยู่

นั่นหมายความว่าทุกเรื่องย่อมมีคำตอบ 

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better 

Photo - (ภาพประกอบไม่เกี่ยวกับเนื้อหา) นักซูโม่คนหนึ่งอุ้มเด็กในระหว่างการแข่งขัน "ซูโม่เด็กร้องไห้" ที่วัดเซ็นโซจิในโตเกียว เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2026 พ่อแม่ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่านักซูโม่สามารถช่วยให้เด็กทารกร้องไห้เพื่อขอพรให้เติบโตขึ้นมาอย่างมีสุขภาพแข็งแรง (Photo by YUICHI YAMAZAKI / AFP)

TAGS: #AI #อัตราการเกิดต่ำ