จากบทความเรื่อง "ไม่มี'สไบ'ในอาณาจักรฟูนัน และกัมพูชาไม่ใช่เจ้าของ'พระทองนางนาค'" เราได้ทราบบทสรุปจากการวิเคราะห์ประวัติศาสตร์แล้วว่าคำอ้างของกระทรวงศิลปวัฒนธรรมของกัมพูชาที่ว่าประเทศของตนเป็นเจ้าของ 'สไบ' นั้นเป็นการอ้างที่เลื่อนลอยและจับแพะชนแกะ ทั้งนี้ ก็เพื่อที่จะแย่งชิงสมบัติทางวัฒนธรรมทางของไทยไปในช่วงที่การแต่งชุดไทยได้รับความนิยมในระดับสากล
เพื่อตอบโต้ข้อกล่าวอ้างของรัฐบาลกัมพูชาที่อ้างถึง 'อาณาจักรฟูนัน' ว่าเป็นต้นกำเนิดของสไบ เราจึงควรทำความรู้จักกับอาณาจักรแห่งนี้ให้มากขึ้น โดยอาศัยจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของจีน ซึ่งเป็นหลักฐานส่วนใหญ่ที่เหลืออยู่เกี่ยวกับฟูนัน เพื่อให้คนไทยได้คิดอาวุธทางปัญญาแล้วใช้อาวุธทางปัญญานี้ตอบโต้ต่อการกระทำที่เป็นภัยต่อวัฒนธรรมแห่งชาติ
ต่อไปนี้เป็นการบันทึกเรื่อง 'ฝูหนาน' หรือฟูนัน (扶南) ในหนังสือ 'ทงเตี่ยน' 《通典》สารานุกรมประวัติศาสตร์และหัวข้อต่างๆ ที่รวบรวมไว้ในสมัยราชวงศ์ถัง ระหว่างปี ค.ศ. 766 - 801
"ประเทศฝูหนาน (扶南国) ตั้งอยู่ทางใต้ของจังหวัดรื่อหนาน (日南郡 ตอนเหนือและตอนกลางของเวียดนาม) บนเกาะขนาดใหญ่ทางตะวันตกของทะเล ห่างจากรื่อหนานประมาณ 7,000 พันลี้ (1 ลี้เท่ากับ 0.5 กิโลเมตร) และห่างจากหลินอี๋ (林邑 จามปาหรือเวียดนามตอนกลางและใต้) ไปทางตะวันตกเฉียงใต้มากกว่า 3,000 ลี้ อาณาเขตของอาณาจักรแผ่ขยายออกไปกว้างและยาวกว่า 3,000 ลี้ ประเพณีดั้งเดิมของประเทศนี้เกี่ยวข้องกับการเปลือยกาย การสักร่างกาย และการปล่อยผมให้ยาวสลวย พวกเขาไม่ตัดเย็บเสื้อผ้าหรือเครื่องแต่งกาย บรรพบุรุษของพวกเขามีราชินีเป็นผู้หญิงชื่อหลิ่วเย่ (柳叶) นางยังสาว แข็งแรง และกระฉับกระเฉง คล้ายผู้ชาย ทางใต้มีผู้คนจากประเทศอันดุร้ายชื่อฮุ่นฮุ่ย (混溃) มาโจมตีนาง แต่หลิ่วเย่ยอมจำนน จากนั้นเขาก็รับนางเป็นภรรยา แต่ไม่ชอบเรือนร่างเปล่าเปลือยของนาง จึงให้คล้องผ้าทบกันแล้วเอาคล้องไว้ที่ศีรษะ แล้วปกครองประเทศของนาง ราชบัลลังก์สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน เมื่อถึงวสมัยกษัตริย์ฮุ่นผัน (混盘) สวรรคต ประชาชนจึงแต่งตั้งฟ่านซือม่าน (范师蔓) แม่ทัพของพระองค์ขึ้นเป็นกษัตริย์แทน ม่านเป็นคนกล้าหาญและมีไหวพริบ เขาใช้แสนยานุภาพทางทหารพิชิตรัฐเพื่อนบ้าน ซึ่งต่างก็ยอมจำนนต่อเขา เขาประกาศตนเป็นกษัตริย์แห่งฝูหนานและขยายอาณาเขตออกไปอีก 5,000 - 6,000 ลี้ หลังจากที่ม่านสวรรคต ประเทศก็ตกอยู่ในความวุ่นวาย และแม่ทัพฟ่านสวิน (范寻) ก็ประกาศตนเป็นกษัตริย์ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในสมัยง่อก๊ก (ยุคสามก๊ก) และราชวงศ์จิ้น"
(ในส่วนนี้อธิบายไว้ชัดว่า คนฟูนันเดิมนะนเปลือยกาย แต่ต่อมาคนประเทศอื่นสอนให้นุ่งผ้าด้วยวิธีการ "คล้องผ้าทบกันแล้วเอาคล้องไว้ที่ศีรษะ" บันทึกใช้คำว่า 乃穿叠布贯其首)
"ภูมิประเทศเป็นที่ราบต่ำ มีสภาพอากาศ ขนบธรรมเนียม และสินค้าคล้ายคลึงกับหลินอี๋ (จามปา) มีเมืองและพระราชวัง กษัตริย์ประทับอยู่ในพลับพลาหลายชั้น (ปราสาท?) ล้อมรอบด้วยรั้วไม้ ใบไม้ขนาดใหญ่ยาวแปดถึงเก้าศอกขึ้นอยู่ตามชายทะเล ใบไม้เหล่านี้ถูกนำมาสานเพื่อมุงบ้าน (ใบจาก?) ประชาชนก็อาศัยอยู่ในศาลาเช่นกัน เรือของพวกเขายาวแปดถึงเก้าศอก กว้างเพียงหกถึงเจ็ดศอก หัวเรือและท้ายเรือคล้ายปลา กษัตริย์ทรงขี่ช้าง ประชาชนส่วนใหญ่มีรูปร่างหน้าตาไม่สวยงาม ผิวคล้ำ กำหมัดแน่น และเดินเท้าเปล่า พวกเขาประกอบอาชีพเกษตรกรรม ปลูกพืชหนึ่งปีเก็บเกี่ยวสามปี พวกเขายังชื่นชอบการแกะสลักและสลักลวดลาย เครื่องใช้บนโต๊ะอาหารส่วนใหญ่ทำจากเงิน พวกเขาผลิตเพชรที่ใช้แกะสลักหยกคล้ายเขี้ยวหนุมาน เพชรเหล่านี้พบได้บนโขดหินก้นทะเลลึกหลายร้อยฟุต เหมือนหินงอกหินย้อย ผู้คนดำน้ำลงไปเก็บ แต่ต้องใช้เวลาทั้งวันกว่าจะขึ้นมาถึงผิวน้ำ สามารถทุบด้วยค้อนเหล็กได้โดยไม่เสียหาย แต่เหล็กนั้นจะสึกกร่อน หากนำเขาแพะมาตี มันจะละลายเหมือนน้ำแข็ง เครื่องบรรณาการประกอบด้วยทองคำ เงิน ไข่มุก และธูป พวกเขายังมีคลังสมบัติและห้องสมุด ซึ่งมีตัวอักษรคล้ายกับของชาวหู (ชาวอินเดียและเอเชียกลาง)"
"ในสมัยง่อก๊ก คังไท่และจูอิงถูกส่งไปเป็นทูตที่อาณาจักรสวิน (寻国) ผู้คนในที่นั้นยังคงเปลือยกาย ยกเว้นผู้หญิงที่สวมผ้าสวมหัว คังไท่และจูอิงกล่าวว่า "อาณาจักรนั้นงดงามอย่างแท้จริง แต่ความหยาบคายของผู้คนนั้นแปลกประหลาด" สวินจึงสั่งให้ผู้ชายในอาณาจักรสวมผ้าแนวนอน ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า "ก้านม่าน" (干漫) คนร่ำรวยตัดผ้า ทอดิ้น (锦) เพื่อทำผ้านุ่งแนวนอน ส่วนคนยากจนใช้ผ้าธรรมดา นอกจากนี้ยังมีนกอินทรีที่ออกทะเลและกลายเป็นกระดองเต่า ซึ่งสามารถตัดเป็นบังเหียนม้าได้ เรียกว่า "เคอซี" (珂西) ในสมัยไท่สื่อและไท่คังแห่งราชวงศ์จิ้น มีการส่งทูตไปถวายเครื่องบรรณาการ ในสมัยราชวงศ์จิ้นตะวันออก จูจานถาน (竺旃檀) อ้างตนเป็นกษัตริย์และส่งทูตเช่นกัน"
(ในส่วนนี้อธิบายการแต่งกานของคนฟูนันเอาไว้ว่า "ผู้คนในที่นั้นยังคงเปลือยกาย ยกเว้นผู้หญิงที่สวมผ้าสวมหัว" ผ้าสวมหัว หรือ 贯头 คือรูปแบบการแต่งกายที่ทำโดยการเจาะรูทรงกลมตรงกลางผ้าเพื่อสอดศีรษะและลำคอเข้าไป หลังจากที่คนประเทศอื่น หรือคนประเทศสวิสเข้ามาปกครอง ก็สั่งให้ผู้ชายในอาณาจักรสวมผ้าแนวนอน หรือ 横幅 ซึ่งหมายถึงผ้านุ่ง คนรวยใช้ผ้าทอดิ้น หรือ 锦 ส่วนคนสามัญใช้ผ้าธรรมดา หรือ 布)
"ต่อมา มีกษัตริย์องค์หนึ่งชื่อ เจียวเฉินหรู (娇陈如) เดิมทีเป็นพราหมณ์จากอินเดีย เสียงจากสวรรค์กล่าวว่า "ท่านควรขึ้นครองราชย์ในฝูหนาน" เจียวเฉินหรูจึงเดินทางลงใต้ไปยังผันผัน (盘盘 ประเทศแห่งนี้คาดว่าอยู่ภาคใต้ตอนบนของไทย อาจเป็นเมืองพุนพิน ในจ.สุราษฎร์ธานี) และเมื่อชาวฝูหนานได้ยินเช่นนั้น ต่างก็พากันมาต้อนรับและแสดงความเคารพยำเกรง จากนั้นพระองค์ก็ทรงเปลี่ยนแปลงระบบการปกครอง โดยนำเอาแบบอย่างของเทียนจู๋ (天竺 หมายถึงอินเดีย) มาใช้ ปัจจุบัน ชาวเมืองนั้นไม่ขุดบ่อน้ำกัน หลายสิบครอบครัวใช้สระน้ำร่วมกันเพียงสระเดียว พวกเขานับถือเทพเจ้า สร้างรูปปั้นทองสัมฤทธิ์ บางรูปมีสองหน้าสี่มือ บางรูปมีสี่หน้าแปดมือ แต่ละมือถือสิ่งของบางอย่าง เช่น เด็ก นก สัตว์ หรือดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ เมื่อกษัตริย์ประทับ จะประทับตะแคงข้าง ยกเข่าขึ้น เข่าซ้ายห้อยลงพื้น มีผ้าขาวปูไว้เบื้องหน้า และมีอ่างทองคำและกระถางธูปวางอยู่ด้านบน ในช่วงไว้ทุกข์ พระองค์จะโกนผมบนกระหม่อม ผู้คนขาดมารยาทและธรรมเนียมปฏิบัติ ชายและหญิงเดินตามกันอย่างอิสระ"
(ชื่อ "เจียวเฉินหรู " เมื่อถอดเป็นภาษาสันสกฤต คือ เกาฑิณยะ หรือ โกณฑัญญะ บุคคลนี้บางแหล่งข้อมูลบอกว่าเป็นปฐมกษัตริย์ของฟูนัน แต่ในบันทึกนี้บอกว่าเป็นกษัตริย์รุ่นหลัง ทั้งยังเดินทางมาแวะที่พันพัน ซึ่งน่าจะเป็นภาคใต้ของไทย ดังสิ่งที่จะแพร่หลายในฟูนันนั้น ก็ควรจะผ่านไทยก่อนจะไปที่นั่น)
"ในสมัยราชวงศ์หลิวซ่ง ฉี และเหลียง ต่างก็ส่งเครื่องบรรณาการ ในสมัยราชวงศ์สุย พระนามสกุลของกษัตริย์คือ กู่หลง (古龙) หลายประเทศใช้ชื่อสกุลกู่หลงเช่นเดียวกัน และเมื่อปรึกษาผู้อาวุโสแล้ว พวกเขาก็กล่าวว่า "คุนหลุนไม่มีชื่อสกุล เป็นคำเพี้ยนมาจาก 'คุนหลุน' (昆仑)" ราชวงศ์สุยฟูนันส่งทูตไปถวายเครื่องบรรณาการ หลังจากรัชสมัยอู่เต๋อของราชวงศ์ถัง พวกเขาก็ส่งทูตไปถวายเครื่องบรรณาการบ่อยครั้งเช่นกัน ในรัชสมัยเจินก้วน พวกเขายังถวายสองคนจากอาณาจักรหัวขาว (白头国) ไปยังลั่วหยาง อาณาจักรของพวกเขาตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของฝูหนานและไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของชานป้าน (参半 คาดว่าอยู่ระหว่างลุ่มน้ำเจ้าพระยาและภาคอีสานของไทยไปจนถึงตอนใต้ของลาว) ชายและหญิงในอาณาจักรนั้นมีผมและร่างกายสีขาวโพลน อาศัยอยู่ในถ้ำบนภูเขาที่ล้อมรอบด้วยหน้าผาสูงชัน ทำให้ไม่มีใครสามารถเข้าถึงได้ อาณาจักรของพวกเขาติดกับอาณาจักรชานป้าน (参半国)"
จบเรื่องฟูนันในหนังสือทงเตี่ยน
ข้อมูลจากหนังสือทงเตี่ยนเป็นการรวบรวมการบันทึกเรื่องฟูนันจากบันทึกประวัติศาสตร์ฉบับต่างๆ ซึ่งมักจะกล่าวซ้ำกันเรื่องที่มา การแต่งกาย อุปนิสัยใจคอ และที่ตั้งของประเทศ จะเป็นการดีกว่าที่จะยกการสรุปจากหนังสือทงเตี่ยนมาอธิบาย
อย่างไรก็ตาม เพื่อจะให้เห็นภาพจะขอยกตัวอย่างบันทึกเรื่องฟูนันในหนังสือประวัติศาสตร์ของจีนบางฉบับ ดังนี้ เช่น ใน 'ประวัติศาสตร์ราชวงศ์ฉีใต้' 《南齐书》ซึ่งครอบคลุมระหว่างปี ค.ศ. 479 - 502 กล่าวถึงฟูนันไว้ว่า
"ฝูหนาน ตั้งอยู่ทางอ่าวตะวันตกของทะเลใหญ่อ่าวหมาน (大海西蛮湾 หมายถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) มีพื้นที่กว้างใหญ่กว่า 3,000 ลี้ มีแม่น้ำสายใหญ่ไหลลงสู่ทะเลทางทิศตะวันตก บรรพบุรุษของอาณาจักรคือสตรีนามว่า หลิ่วเย่ ชายคนหนึ่งชื่อ ฮุ่นเถียน (混填) จากประเทศดุร้าย ฝันว่าเทพเจ้าประทานธนูให้และสั่งให้เขาแล่นเรือออกทะเล ฮุ่นเถียนตื่นแต่เช้าและพบธนูอยู่ใต้ต้นไม้ที่เทวาลัย จากนั้นจึงแล่นเรือไปยังฝูหนาน หลิ่วเย่เห็นเรือจึงนำคนของนางไปสกัด ฮุ่นเถียนยกธนูขึ้นยิงจากระยะไกล ลูกศรทะลุด้านหนึ่งของเรือและทะลุร่างของคนที่อยู่ข้างใน หลิ่วเย่ตกใจกลัวและยอมจำนน ฮุ่นเถียนจึงแต่งงานกับนาง ด้วยความรังเกียจในเรือนร่างเปล่าเปลือยของนาง จึงให้คล้องผ้าทบกันแล้วเอาคล้องไว้ที่ศีรษะ จากนั้นเขาก็ปกครองประเทศ ลูกหลานของเขาก็สืบทอดตำแหน่งต่อจากเขา"
ใน 'ประวัติศาสตร์ราชวงศ์เหลียง' 《梁书》ซึ่งเรียบเรียงในปี ค.ศ. 635 กล่าวถึงฟูนันไว้ว่า
"ชาวเมืองฝูหนานตามประเพณีแล้วเปลือยกาย มีรอยสัก ผมยุ่งเหยิง และไม่สวมเสื้อผ้า มีหญิงเป็นกษัตริย์ ชื่อ หลิ่วเย่ นางยังสาวและแข็งแรง รูปร่างคล้ายผู้ชาย ทางใต้เป็นประเทศดุร้าย ที่ซึ่งชายคนหนึ่งชื่อฮุ่นเถียน ผู้บูชาเทพเจ้า ฝันว่าเทพเจ้าประทานธนูให้เขาและส่งเขาออกทะเลไปกับเรือสินค้า เช้าวันรุ่งขึ้น ฮุ่นเถียนไปที่เทวาลัยและพบธนูอยู่ใต้ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ เขาจึงขึ้นเรือและแล่นเข้าไปในเมืองรอบนอกของฝูหนาน คนของหลิ่วเย่เห็นเรือเข้ามาใกล้จึงต้องการยึดเรือ ฮุ่นเถียนจึงชักธนูและยิงใส่เรือ ทะลุไปด้านหนึ่งและโดนคนรับใช้ หลิ่วเย่ตกใจกลัวและยอมจำนนต่อฮุ่นเถียน จากนั้นฮุ่นเถียนจึงสอนหลิ่วเย่ให้สวมเสื้อผ้าที่สวมโดยการสอดศีรษะเพื่อปกปิดรูปร่าง และปกครองประเทศ เขาแต่งงานกับหลิ่วเย่และมีบุตรชายที่ปกครองเจ็ดเมือง ต่อมา ฮุ่นผานค่วง (混盘况) ใช้เล่ห์เหลี่ยมและกำลังเพื่อสร้างความแตกแยกในหมู่เมืองต่างๆ ทำให้พวกเขาไม่ไว้วางใจและต่อต้านกัน จากนั้นฮุ่นผานค่วงก็ทรงโจมตีและผนวกเมืองเหล่านั้น ส่งลูกและหลานชายของตนไปปกครองเมืองที่เหลืออยู่ โดยเรียกพวกเขาว่ากษัตริย์น้อย"
บันทึกเหล่านี้บอกตรงกันว่า หลิ่วเย่ (และผู้หญิงทั้งหลายในประเทศฟูนัน) สวมเครื่องแต่งกายที่เรียกว่า ก้วนโถว (贯头) คือการเอาผ้ามาเจาะรูตรงกลางแล้วสวมผ่านคอหรือศีรษะ ในลักษณะเหมือนผ้าคลุมทั้งตัว
การแต่งกายแบบนี้อาจจะตกทอดมาถึงคนกัมพูชาในยุคหลัง เพราะมีเสื้อคลุมยาวที่คล้ายๆ กันเรียกว่า 'อาวบำปง' (អាវបំពង់) เป็นลักษณะเสื้อคลุมยาวถึงเข่า คอกลม มีบันทึกต่างชาติว่าหญิงเขมรใส่ชุดแบบนี้ เช่น ในหนังสือ A New Account Of The East Indies ของ Alexander Hamilton ซึ่งเดินทางมายังเอเชียระหว่างปี ค.ศ. 1688 - 1723 บันทึกไว้ว่า "ชาวกัมพูชามีผิวสีน้ำตาลอ่อน รูปร่างดี ไว้ผมยาวและหนวดเคราบาง ผู้หญิงงดงาม แต่ไม่สุภาพเรียบร้อยนัก ผู้ชายสวมเสื้อคลุมคล้ายชุดนอนของพวกเรา (ชาวอังกฤษ) แต่ไม่สวมหมวกและรองเท้า ผู้หญิงนุ่งผ้ายาวกรอมเท้า ร่างกายท่อนบนสวมเสื้อคลุมพอดีตัวแขนยาว ทั้งสองเพศไว้ผมมวย" (สำนวนแปลของคุณสุทธิศักดิ์ ปาลโพธิ์ นักแปลผู้เชี่ยวชาญด้านบันทึกการเดินทางสมัยโบราณ เจ้าของรางวัลสุรินทราชา พ.ศ. 2567)
ภาพของหญิงเขมรใส่อาวบำปงที่นำมาประกอบบทความนี้ก็มาจากหนังสือเล่มดังกล่าว
บางคนอาจจะคิดว่าอาวบำปงนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากชุดอ๋าวใหญ่ของเวียดนามหรือไม่?
เรื่องนี้บุคคลที่ชื่อ แหน วิภาค (ហែន វិភាគ) ได้กล่าวไว้ว่า
"ชุดอาวบำปงไม่ได้มีที่มาจากชุด อ๊าวหย่ายของเวียดนาม อาวบำปงเป็นชุดของชาวเขมรที่ชาวกัมพูชาตอนล่างสวมใส่ พวกเขาสวมใส่ในฤดูหนาวเพื่อเก็บเกี่ยวข้าวหรือไปใส่บาตร อาวบำปงคล้ายกับอ๊าวหย่ายของเวียดนาม แต่คอเสื้อแตกต่างกัน นั่นเป็นเหตุผลที่บางคนที่ไม่รู้ เมื่อเห็นชาวเขมรในกัมพูชาตอนล่างสวมอาวบำปงจึงคิดว่าพวกเขาสวมอ๊าวหย่ายของเวียดนาม ... อาวบำปงแบบยาวนี้มีมาตั้งแต่สมัยลงแวก (สมัยละแวก ค.ศ. 1516–1600) ซึ่งไม่ตรงกับหนังสือของ หิน ไสถาน (ហ៊ិន ស៊ីថាន) เรื่อง "ใครคือฆาตกร?" « នរណាជាឃាតករ ? »ที่กล่าวว่าเอ๊าว่มีที่มาจากอ๊าวหย่าของเวียดนาม"
ปัจจุบันคนเขมรใส่อาวบำปงน้อยลงแล้ว เพราะหันมาใส่ชุดไทยกันมากขึ้นเรื่อยๆ
บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better