เบื้องลึกเบื้องหลังจีนล้างโคตร'ตระกูลหมิง'อั้งยี่สแกมเมอร์แห่งเมียนมาตอนเหนือ

เบื้องลึกเบื้องหลังจีนล้างโคตร'ตระกูลหมิง'อั้งยี่สแกมเมอร์แห่งเมียนมาตอนเหนือ


วันที่ 29 มกราคม 2026 ศาลประชาชนระดับกลางเมืองเวินโจว มณฑลเจ้อเจียง ประเทศจีน ได้พิพากษาประหารชีวิตสมาชิกแก๊งอาชญากรตระกูลหมิง 11 คน รวมถึงหมิงกั๋วผิง หมิงเจินเจิน โจวเว่ยฉาง อู๋หงหมิง อู๋เซินหลง และฟู่อวี่ปิน ในข้อหาฆาตกรรมโดยเจตนา ทำร้ายร่างกายโดยเจตนา กักขังหน่วงเหนี่ยว ฉ้อโกง และดำเนินกิจการบ่อนพนัน ตามรายงานของ CCTV News 

นี่คือจุดจบของ 'ตระกูลใหญ่ทั้งสี่แห่งโกกั้ง' (果敢四大家族) ซึ่งประกอบไปด้วย ตระกูลไป๋ ที่นำโดยไป๋สั่วเฉิง (白所成), ตระกูลเว่ย นำโดยเว่ยเชาเหริน (魏超仁) ตระกูลหลิว ที่นำโดยหลิวกั๋วสี่ (刘国玺) และตระกูลหมิง นำโดยหมิงเสวียชาง (明学昌)

ตระกูลใหญ่พวกนี้คือผู้ทรงอิทธิพลที่ทำกิจการสแกมเมอร์ใหญ่โตในเมียนมาตอนเหนือ หรือ เหมี่ยนเป่ย (缅北)  ทำการล่อลวงคนจีนให้ไปเป็นแรงงานทาสและเล็งเป้าหมายหลอกคนจีนด้วยการฉ้อโกงทางอิเล็กทรอนิกส์

จนกระทั่งทางการจีน "ประสาน" กับกองทัพเมียนมาและกองกำลังชนกลุ่มน้อยในพื้นที่ทำการกวาดล้างพวกตระกูลใหญ่ทั้งสี่แห่งโกกั้งจนสิ้นฤทธิ์ และทำให้เมียนมาตอนเหนือกลายเป็น "พื้นที่สีขาว" อีกครั้ง หลังจากเป้นดินแดนสีเทามาระยะหนึ่ง

ตอนนี้ ไป๋สั่วเฉิงถึงฆาตไปแล้วโดยศาลเขตเซินเจิ้นพิพากษาประหารชีวิตไปเมื่อปี 2024 เว่ยเชาเหริน อยู่ระหว่างการดำเนินคดีโดยทางการจีน หลิวกั๋วสี่ เสียชีวิตไปแล้วตั้งแต่ปี 2020 หมิงเสวียชาง เสียชีวิตระหว่างถูกจับกุมในปี 2023

ทั้งสี่ตระกูลนี้ ตระกูลหมิงมีอิทธิพลสูงสุดในกิจการสีเทา-สแกมเมอร์ และเป็นชนวนให้ทางการจีนต้องดำเนินการกวาดล้างครั้งใหญ่ ที่นำไปสู่การล้างบ้างธุรกิจสีเทาในโกกั้งจนวอดวาย

ตระกูลหมิงยิ่งใหญ่ในฐานะ "อั้งยี่" ขึ้นมาได้ เป็นเพราะ "ความสามารถ" ของหมิงเสวียชางล้วนๆ 

หมิงเสวียชางเกิดเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 1954  (พ.ศ. 2497) ที่หนานหูถัง เขตโกกั้ง เคยเป็นครูมาก่อนต่อมาในปี 1977 เขาเข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์พม่าและทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ข่าวกรองให้กับกองพลระดับอำเภอของพรรคคอมมิวนิสต์พม่า ในปี 1989 พรรคคอมมิวนิสต์พม่าเกิดความขัดแย้งภานใน เขาจึงติดตามเผิงเจียเซิง (彭家声) ออกจากพรรคคอมมิวนิสต์พม่าและเข้าร่วมกองทัพพันธมิตรประชาธิปไตยแห่งชาติเมียนมา หมิงเสวียชางได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าฝ่ายการเงินของกรมการเมืองและกฎหมายของเขตพิเศษที่ 1 ของรัฐฉาน ไต่เต้าขึ้นมาเรื่อยๆ จนได้รับการแต่งตั้งเป็นรองหัวหน้าอำเภอโกกั้งในปี 2006

เผิงเจียเซิงควบคุมโกกั้งเอาไว้ได้จนถึงปี 2009 รัฐบาลเมียนมาก็ได้ออกหมายจับเผิงเจียเซิง และคนในตระกูลเผิงที่ควบคุมโกกั้งเอาไว้โดยอ้างว่าตระกูลเผิงเป็นเจ้าของโรงงานผลิตอาวุธผิดกฎหมาย 

การออกหมายจับนี้แทบจะไร้ประโยชน์หากทหารเมียนมาเข้าไปในเขตโกกั้งไม่ได้

แต่มันกลับเป็น "ตราประทับความชอบธรรม" ให้ "กลุ่มผู้ทรยศ" ตระกูลเผิงในการยึดอำนาจจากพวกเขา

ในคืนวันที่ 23 สิงหาคม ปี 2009 ไป๋สั่วเฉิง, เว่ยเชาเหริน, หลิวกั๋วสี่ และหมิงเสวียชาง ได้ตัดสินใจก่อรัฐประหารเพื่อยึดอำนาจจากตระกูลเผิง เช้าวันรุ่งขึ้น หมิงเสวียชางนำกองกำลังของอำเภอตงซานเข้าโจมตีและยึดเมืองเล้าก์ก่าย ต่อมา ไป๋สั่วเฉิง, เว่ยเชาเหริน, หลิวกั๋วสี่ และคนอื่นๆ ก็ทยอยกันมาถึงและประกาศจัดตั้งกองบัญชาการรักษาความปลอดภัยชั่วคราวในนามของกองทัพพันธมิตรและรัฐบาลเขตพิเศษ ประกาศความร่วมมือกับรัฐบาลเมียนมาและยุติการต่อต้าน ในเช้าวันที่ 25 คณะกรรมการบริหารชั่วคราวของเขตพิเศษที่หนึ่งของรัฐฉานได้ถูกจัดตั้งขึ้น โดยมีไป๋สั่วเฉิงเป็นประธาน และหลิวกั๋วสี่ เป็นรองประธาน โดยมีเว่ยเชาเหรินและหมิงเสวียชาง เป็นสมาชิก ในขณะที่เผิงเจียเซิงและสมาชิกตระกูลเผิงคนอื่น เช่น เผิงเต๋อเหริน ลูกชายของเขาต้องลี้ภัยไปยังรัฐว้า 

ในวันที่ 30 สิงหาคมของปีเดียวกันนั้น หมิงเสวียชางได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าอำเภอโกกั้งโดยคณะกรรมการบริหารชั่วคราว เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2010 เขาได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาแห่งรัฐฉาน และยังดำรงตำแหน่งต่างๆ ในเขตโกกั้งของรัฐฉานโดยเป็นกลุ่มที่ "สวามิภักดิ์" ต่อรัฐบาลทหารเมียนมา

นับตั้งแต่การรัฐประหารในเมียนมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2021 อุตสาหกรรมฉ้อโกงออนไลน์ก็เฟื่องฟูในเขตปกครองตนเองทางทหารที่ชายแดนตะวันออกของเมียนมา หรือ "เหมี่ยนเป่ย" โดยได้ร่วมมือกับกองทัพเมียนมา ตัวแทนของกองทัพเมียนมา และกลุ่มติดอาวุธอื่นๆ เพื่อหารายได้หลายพันล้านดอลลาร์ให้กับแก๊งอาชญากร โดยพวกสี่ตระกูลใหญ่ของโกกั้งเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วย 

หลังจากผันตัวเองมาทำธุรกิจสแกมเมอร์ พวกตระกูลหมิงตั้งฉ้อโกงโทรคมนาคมหลายแห่งในสถานที่ต่างๆ เช่น สะพานแห่งความสุข หรือ "ซิ่งฝูเฉียว" (幸福桥) ทางตะวันออกของเล้าก์ก่าย หรือเมืองเหล่าเจีย (老街市) ศูนย์กลางเศรษฐกิจและการเมืองของโกกั้ง สถานที่แห่งนี้เดิมเป็นเมืองบันเทิงที่ดำเนินธุรกิจต่างๆ เช่น คาสิโน โรงแรม และสนามยิงปืน หมิงกั๋วอัน (明国安) บุตรชายคนโตของหมิงเสวียชาง เป็นผู้บัญชาการกองพันที่ 21 ของตำรวจเมืองเล้าก์ก่าย

ฐานที่มั่นสแกมเมอร์ของตระกูลหมิงที่ทรงพลังที่สุดเรียกว่า "คฤหาสน์ภูเขาเสือหมอบ" หรือ "ว่อหู่ซานจวง" (卧虎山庄) ในเขตโกกั้ง มีพื้นที่ครอบคลุมพื้นที่เกือบ 200 เอเคอร์ มีสิ่งอำนวยความสะดวกและอุปกรณ์ต่างๆ มากมาย รวมถึงวิลล่า โรงแรม ห้างสรรพสินค้า ฯลฯ และติดตั้งอุปกรณ์ไฮเทคและอุปกรณ์ป้องกัน  มีคนงานทำงานฉ้อโกงทางโทรคมนาคมมาจากทั่วโลก ส่วนใหญ่เป็นพลเมืองจีน คฤหาสน์เสือหมอบถือเป็นฐานปฏิบัติการฉ้อโกงทางโทรคมนาคมที่พัฒนาขึ้นเร็วที่สุดและใหญ่ที่สุดในโกกั้ง

คฤหาสน์ภูเขาเสือหมอบดำเนินการโดยกลุ่มฉ้อโกงทางโทรคมนาคมหลายกลุ่ม โดยผู้ทำงานฉ้อโกงเหล่านี้มักถูกชักชวนโดยสี่ตระกูลใหญ่ในโกกั้งด้วยเงินเดือนสูงหรือสิ่งจูงใจอื่นๆ ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปยังเมียนมา อาหารฟรี ที่พักพรี ทำให้มีคนหงเชื่อ "มาทำงาน" ที่ฐานที่มั่นสแกมเมอร์เหล่านี้เป็นจำนวนมาก แต่หลังจากที่พวตคนพวกนี้เดินทางมาถึงโกกั้งก็จะถูกพวกสี่ตระกูลใหญ่ควบคุมตัว จำกัดอิสรภาพ และถูกบังคับให้ทำงานภายใต้การเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด ไม่สามารถออกจากที่พักหรือติดต่อโลกภายนอกได้ตามต้องการ หากพบว่ามีเจตนาที่จะหลบหนีหรือขัดขืน ก็จะถูกลงโทษอย่างรุนแรงหรือแม้กระทั่งถูกฆ่า 

แม้จะจัดการ "ทรัพยากรมนุษย์" อย่างเหี้ยมโหด แต่คฤหาสน์ภูเขาเสือหมอบดำเนินงานอย่างเป็นระบบในรูปแบบ "องค์กรเอกชน" โดยมีแผนกต่างๆ เช่น "กลุ่มติดต่อเหยื่อ" (รับผิดชอบในการติดต่อเหยื่อทางโทรศัพท์), "กลุ่มตัวแทน" (หรือที่รู้จักกันในชื่อ "กลุ่มคลังแสง" รับผิดชอบในการดำเนินกิจกรรมฉ้อโกงเฉพาะเจาะจง), "กลุ่มการเงิน", "กลุ่มบำรุงรักษาเครือข่าย" และ "กลุ่มสนับสนุนด้านโลจิสติกส์" 

แต่ถึงจะเป็นอันดับต้นๆ ของฐานที่มั่นสแกมเมอร์ แต่มีรายงานข่าวของสื่อจีน The Paper ระบุว่า "ยังมีสถานที่ที่ทรงพลังกว่านี้อีกมาก"

นั่นแปลว่าถ้าไม่ล้างบ้างผู้ที่บงการสถานที่พวกนี้ ต่อให้ทำลายล้างมันไป กิจกรรมอันชั่วร้ายก็จะไม่มีวันจบสิ้นลง

สมาชิกของตระกูลหมิงก็ใช่ว่าจะอยู่ดีมีสุข เพราะหลังจากเข้ามาทำงานสแกมเมอร์ได้ระยะหนึ่ง หมิงกั๋วอัน ก็ตกจากม้าและเป็นอัมพาต (บางคนบอกว่าเขากลายเป็นผัก) 

ดังนั้นภาระหน้าที่การบัญชาการธุรกิจสีเทาของตระกูลหมิงจึงตกมาอยู่ในมือของหมิงกั๋วผิง (明国平) บุตรชายคนที่สองของหมิงเสวียชาง ซึ่งเป็นหัวหน้ากองกำลังติดอาวุธในท้องถิ่น หลังจากหมิงกั๋วอันตกจากม้าและเป็นอัมพาต เขาจึงกลายเป็นหัวหน้าตำรวจเมืองเล้าก์ก่ายโดยพฤตินัยและรับผิดชอบในการรักษาความปลอดภัยในเขตคฤหาสน์ภูเขาเสือหมอบ

หมิงจวี๋หลาน (明菊兰) บุตรสาวคนโตของหมิงเสวียชาง และหมิงเจินเจิน (明珍珍) หลานสาว เป็นบุคคลสำคัญที่รับผิดชอบกลุ่มฉ้อโกง โดยหมิงเจินเจินและหมิงกั๋วผิง ร่วมกันบริหารกองกำลังตำรวจโกกั้ง และในเดือนกันยายน 2023 หมิงเจินเจินเดินทางไปยังเนปยีดอว์ เมืองหลวงของเมียนมา และได้รับเหรียญเกียรติยศจากรัฐบาลเมียนมา (ซึ่งสะท้อนถึงความพัวพันของทหารเมียนมาต่อกิจกรรมสแกมเมอร์ในโกกั้ง)

นอกจาก "เสาหลัก" ของตระกูลหมิงรุ่นหนึ่ง รุ่นสอง และรุ่นสามแล้ว ยังสมาชิกคนอื่นๆ อีก คือ

ปี้ฮุ่ยจวิน (毕会军) สถานะเป็นลูกเขย เป็นสามีของหมิงจวี๋หลาน ถูกตำรวจจีนควบคุมตัวในเดือนตุลาคม 2023 และถูกตัดสินจำคุก 24 ปี

หลานชายของหมิงเสวียชาง ชื่อ หมิงกวงไฉ (明光才) รองผู้บังคับกองร้อยที่ 3 กองพันที่ 21 กองกำลังตำรวจเขตพิเศษโกกั้ง รัฐฉาน ประเทศเมียนมา

หลานชายของหมิงเสวียชาง ชื่อ หมิงกวงจง (明光忠) ซึ่งบัญชีสาธารณะ WeChat ของเขาชื่อ "ผิงอันโกกั้ง" (平安果敢) เคยเผยแพร่ข้อความว่าเขาได้รับการตอบรับเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งในปี 2023 ผ่านโครงการรับสมัครชาวจีนโพ้นทะเลร่วมฮ่องกง มาเก๊า และไต้หวัน ซึ่งก่อให้เกิดการถกเถียงอย่างร้อนแรงในจีน ต่อมามหาวิทยาลัยปักกิ่งได้ปฏิเสธข้อความดังกล่าว

จุดจบของคฤหาสน์ภูเขาเสือหมอบและตระกูลหมิงเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด แต่ก็คาดไว้ได้ว่ามันจะต้องมีวันนี้สักวัน

ในเดือนตุลาคม 2023 ตระกูลหมิงที่ทำมาหากินโดยไม่ต้องกังวลใจก็คต้องเริ่มวางแผนย้ายพนักงานฉ้อโกงทางโทรคมนาคมจากคฤหาสน์ภูเขาเสือหมอบ

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม ตระกูลหมิงได้แจ้งให้หัวหน้าผู้ฉ้อโกงทางโทรคมนาคมของคฤหาสน์ภูเขาเสือหมอบทราบว่าฐานที่มั่นของพวกเขาจะถูกบุกค้นในวันที่ 20 เพื่อหลีกเลี่ยงการบุกค้น ตระกูลหมิงและหัวหน้าผู้ฉ้อโกงทางโทรคมนาคมจึงเริ่มโยกย้ายพนักงานฉ้อโกงทางโทรคมนาคมประมาณ 600 คนโดยคุ้มกันด้วยกำลังติดอาวุธในคืนนั้นจากคฤหาสน์ภูเขาเสือหมอบ ไปยัง “คฤหาสน์เฉิงเต๋อ” (บ้านแดง) และ “คฤหาสน์ตงหู” ซึ่งควบคุมโดยหมิงเจินเจิน  

ในวันที่ 20 ตุลาคม ระหว่างการย้าย พนักงานฉ้อโกงทางโทรคมนาคมบางคนตระหนักว่าพวกเขาคงไม่มีหวังที่จะกลับไปจีนอีกแล้วจึงพยายามหลบหนี (ตอนนี้เองที่มีรายงานว่าคนเหล่านี้ได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจจีนที่ปลอมตัวเข้ามาแทมรกซึมในแก๊งนี้ ในตอนแรกมีรายงานว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบของจีนแต่แต่ต่อมาหน่วยงานความมั่นคงสาธารณะของจีนปฏิเสธว่าเหยื่อไม่ใช่เจ้าหน้าที่ตำรวจ) แต่เมื่อพวกเขาจะหลบหนีก็ถูกกองกำลังติดอาวุธของตระกูลหมิงพบตัวและถูกยิงทิ้ง หลังจากนั้น หมิงเจินเจินสั่งให้ฝังศพในที่ดินของตระกูลหมิง

เหตุการณ์นี้ทำให้จีนขยับเข้ามาจัดการกับตระกูลหมิงและพวกสี่ตระกูลใหญ่อย่างจริงจังมากขึ้นไปอีก จากที่ก่อนหน้านี้ก็จริงจังพอควรแล้ว แต่ไม่ได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลทหารเมียนมาในการกำราบพวกสี่ตระกูลใหญ่

ประจวบเหมาะกับที่ในเวลานั้น กองกำลังชนกลุ่มน้อยในเมียนมาจู่ๆ ก็เกิด "ทรงพลัง" ขึ้นมาและตอบรับวาระของจีนในการกวาดล้างพื้นที่สีเทาในโกกั้งอย่างขันแข็ง โดยจุดเริ่มต้นก็คือวันที่ 27 ตุลาคม 2023 เมื่อ "พันธมิตรสามพี่น้อง" อันประกอบไปด้วยกองทัพพันธมิตรประชาธิปไตยแห่งชาติเมียนมา (MNDAA) กองทัพอาระกัน (AA) และกองทัพปลดปล่อยชาติตะอ้อง (TNLA) ได้เปิดฉากโจมตีฐานที่มั่นทางทหารของเมียนมาอย่างไม่ทันตั้งตัวภายใต้ชื่อ "การต่อต้านการฉ้อโกงทางโทรคมนาคม" ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อ "ปฏิบัติการ 1027" ซึ่งเป็นการเปิดฉากการทำลายล้างตระกูลหมิงและคฤหาสน์ภูเขาเสือหมอบ

ในที่สุด รัฐบาลทหารเมียนมาก็อยู่เฉยไม่ไหว วันที่ 30 ตุลาคม รัฐบาลทหารพม่าจึงต้องเข้ามา "จัดการ" บ้างในส่วนของตน โดยได้ส่งทหารไปจับกุมนักต้มตุ๋นชาวจีนกว่า 700 คนที่ลักลอบเข้าพม่าอย่างผิดกฎหมายที่คฤหาสน์ภูเขาเสือหมอบ เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม ตำรวจท้องถิ่นเมียนมาได้จับกุมนักต้มตุ๋นชาวจีนอีกประมาณ 300 คนที่กำลังหลบหนี 

ในขณะที่กองกำลังชนกลุ่มน้อยและกองทัพเมียนมา "พร้อมใจ" ร่วมกันทำลายสี่ตระกูลใหญ่ ทางการจีนก็ตอบรับ "ความร่วมมือ" ด้วยดีโดยเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน สำนักงานความปลอดภัยสาธารณะเวินโจว มณฑลเจ้อเจียง ประเทศจีน ได้ออกประกาศรางวัลนำจับสำหรับจับกุมบุคคลสี่คน ได้แก่ หมิงเสวียชาง หมิงกั๋วผิง หมิงจวี๋หลาน และหมิงเจินเจิน เพื่อเปิดทางให้มีการจับกุมพวกตระกูลหมิง และเมื่อจับแล้วก็ต้องส่งตัวมาที่จีนตามหมายจับ

ในคืนวันที่ 15 พฤศจิกายน ทหารเมียนมาได้ดำเนินการจับกุมครอบครัวหมิงเสวียชาง แต่ทหารเมียนมาอ้างว่าหมิงเสวียชางได้ฆ่าตัวตายระหว่างการจังกุม ต่อมาในวันที่ 16 พฤศจิกายน สมาชิกครอบครัวหมิงที่ถูกจับกุม ได้แก่ หมิงกั๋วผิง หมิงจวี๋หลาน และหมิงเจินเจิน ถูกส่งตัวให้กับตำรวจจีนที่ท่าเรือหนานซานในประเทศจีน 

ในเวลาเดียวกัน ศพของหมิงเสวียชางถูกส่งไปยังท่าเรือหยางหลงไจ้โดยรถพยาบาลจากฝั่งเมียนมา และถูกส่งกลับไปยังฝั่งเมียนมาหลังจากได้รับการตรวจสอบจากฝั่งจีนแล้ว  

ในวันที่ 8 ธันวาคม คฤหาสน์ภูเขาเสือหมอบถูกกองทัพพันธมิตรประชาธิปไตยแห่งชาติเมียนมา (MNDAA) เข้ายึดครอง จากนั้นเล้าก์ก่ายก็ตกอยู่ในความควบคุมของ MNDAA

เป็นเรื่องตลกร้ายอย่างยิ่ง เพราะคนที่ก่อตั้ง MNDAA คือ เผิงเจียเซิง ที่ถูกพวกสี่ตระกูลใหญ่่แห่งโกกั้งรวมถึงหมิงเสวียชางยึดอำนาจไป และผู้ที่นำทัพ MNDAA กลับมายึดโกกั้งและกำราบพวกสี่ตระกูลนั้นก็ไม่ใช่ใคร แต่เป็นลูกชายของเผิงเจียเซิง นั่นคือ เผิงเต๋อเหริน (彭德仁) 

ผู้ที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับพ่อของเขาจนกระทั่งถูกโค่นอำนาจ และกลับมามีอำนาจในโกกั้งอีกครั้ง

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better 

Photo - หมิงกั๋วผิง หมิงจวี๋หลาน และหมิงเจินเจิน ถูกส่งตัวให้กับฝ่ายจีน (ภาพจากสำนักงานสืบสวนอาชญากรรม กระทรวงความมั่นคงสาธารณะจีน)

TAGS: #โกกั้ง #เมียนมา #สแกมเมอร์