ช่วงนี้เวียดนามกำลังจัดประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ที่จัดขึ้นทุกๆ 20 ปี สื่อตะวันตกจึงใส่ใจเป็นพิเศษ อีกทั้งในระยะหลังมักมองกันว่าเวียดนามเป็น 'พลังใหม่แห่งเอเชีย' เศรษฐกิจก็ดีวันดีคืนจนขนาด GDP จะแซงไทยอยู่รอมร่อ และดูเหมือนเวียดนามจะเล่นเกมแห่งดุลอำนาจได้เก่งขึ้นด้วย
แต่เวียดนามไม่ได้เลิศเลออะไรขนาดนั้น บางทีสื่อตะวันตกก็ปั่นกันเกินเหตุ บางเจ้ามีวาระซ่นอเร้นด้วยซ้ำ เช่น ต้องการยอเวียดนามเพื่อให้เวียดนามหลงตัวเองว่าตะวันตกชอบเรา แล้วเวียดนามจะได้กล้าท้าทายจีนยิ่งขึ้น
ความจริงแล้วเวียดนาม "ลอกการบ้านจีน" มาโดยตลอดทั้งการปฏิรูปเศรษฐกิจ และล่าสุดคือผู้นำประเทศยังลอก 'วิถีอำนาจ' ของสีจิ้นผิง
เรื่องนี้สื่อตะวันตกสังเกตเห็น เช่นสำนักข่าว AFP รายงานว่า "ผู้นำเวียดนามให้คำมั่นว่าจะต่อสู้กับการทุจริตคอร์รัปชัน พร้อมหมายตาจะใช้อำนาจในสไตล์จีน"
เนื้อหาข่าวตอนหนึ่งว่าไว้ว่า
"ผู้นำสูงสุดของเวียดนามให้คำมั่นว่าจะต่อสู้กับการทุจริตในการกล่าวสุนทรพจน์เมื่อวันอังคารต่อที่ประชุมใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์ซึ่งจัดขึ้นทุกสองทศวรรษ โดยเขากำลังแสวงหาอำนาจที่ขยายมากขึ้นให้คล้ายกับโครงสร้างทางการเมืองของจีน
ในเวลาเพียง 17 เดือนในฐานะเลขาธิการใหญ่ โต เลิม ได้กวาดล้างคู่แข่งและรวมอำนาจไว้ที่ส่วนกลางด้วยการปฏิรูปอย่างเข้มข้นที่ทางการเวียดนามอธิบายว่าเป็น "การปฏิวัติ"
เขาเร่งดำเนินการรณรงค์ต่อต้านการทุจริตอย่างกว้างขวางซึ่งจับกุมเจ้าหน้าที่หลายพันคน ลดขนาดและปรับปรุงระบบราชการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และผลักดันการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน
เขากล่าวว่าพรรค "มุ่งมั่นที่จะต่อสู้กับการทุจริต" ในขณะที่มันกระตุ้นการเติบโตของภาคเอกชน พร้อมเสริมว่าพรรคจะจัดการกับ "ความสิ้นเปลืองและความคิดเชิงลบ"
"ความผิดทั้งหมดต้องได้รับการจัดการ" เขากล่าวต่อที่ประชุม โดยยืนอยู่หน้าอนุสาวรีย์ขนาดใหญ่ของโฮจิมินห์ ผู้ก่อตั้งพรรค
การกวาดล้างคอร์รัปชั่นถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงของ โต เลิม ก็ว่าได้อย่างที่เราได้ข่าวจากเวียดนามกันอยู๋เนืองๆ ว่า มีการกวาดล้างการคอร์รัปชั่นในพรรคครั้งใหญ่ (หรือที่เรียกว่า purge ที่หมายถึงการล้างบางระดับโครงสร้างอำนาจ) ไปจนถึงการกวาดล้างการคอร์รัปชั่นในภาคเอกชน
ข่าวแบบนี้ออกมาทีไร คนไทยฟังแล้วอิจฉาเวียดนามทุกที เพราะเขามี 'การรณรงค์ต่อต้านคอร์รัปชั่นระดับชาติ' ซึ่งไม่ใช่ว่าเขาเพิ่งมี แต่ทำมาตลอดการครองอำนาจของพรรคคอมนิวนิสต์ แต่มาเล่นหนักในสมัย โต เลิม ส่วนไทยน่ะหรือ? เรื่องพรรค์นี้เป็นแค่สแลนแกนสวยหรู การปฏิบัติเป็นแค่ความฝัน
ตั้งแต่ โต เลิม ขับเคลื่อนการต่อต้านคอร์รัปชั่นระดับชาติก็มีคนตั้งข้อสังเกตกันแล้วว่า ดูท่าว่าเขาจะเลียนแบบสีจิ้นผิง ซึ่งเป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน เช่นเดียวกับ โต เลิม ที่เป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม
ตำแหน่งนี้มีนัยสำคัญ โปรดจำเอาไว้เราจะเอ่ยถึงในเวลาถัดไป
ว่าด้วยการกวาดล้างการคอร์รัปชั่นโดยสีจิ้นผิงนั้น สำนักข่าว AFP รายไว้ว่า "สีจิ้นผิงเองเป็นผู้นำในการรณรงค์ต่อต้านการทุจริตอย่างกว้างขวาง โดยสัญญาว่าจะจัดการทั้ง "เสือและแมลงวัน" ไม่ว่าจะเป็นตัวใหญ่หรือตัวเล็ก"" แต่ "นักวิเคราะห์กล่าวว่าถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมืองด้วย โดยการกำจัดฝ่ายตรงข้ามภายในพรรคที่ปกครองอยู่ของเขา"
การเรื่องนี้เป็นที่กล่าวถึงมาตลอดสิบกว่าปีที่สีจิ้นผิงอยู่ในตำแหน่ง นักวิเคราะห์นอกจีนมักจะมองว่าการกวาดล้างการคอร์รัปชั่นโดยสีจิ้นผิงเป็นการอำพรางการทำ purge หรือการกวาดล้างฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ซึ่งจะจริงหรือไม่นั้น ไม่มีหลักฐานยืนยันที่เป็นรูปธรรม
โต เลิม ก็ถูกมองว่ากำลังตามรอยเท้าของสีจิ้นผิง ในแง่การใช้การกวาดล้างคอร์รัปชั่นเพื่อทำการ purge ทางการเมือง นี่ย่อมเป็นการวิเคราะห์จากภายนอกเช่นกัน
ในเมื่อเรื่องนี้เกี่ยวกับเวียดนามมากกว่าเราจะมาวิเคราะห์กรณีของ โต เลิม กัน
โต เลิม ไม่ใช่เจ้าของความคิดเรื่อง 'การรณรงค์ต่อต้านคอร์รัปชั่นระดับชาติ' อย่างที่ผมบอกไปว่าเรื่องนี้เป็นวาระของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามมาหลายสิบปีแล้ว เมื่อถึงยุคของ เหงียน ฟู้ จ่อง อดีตเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามเขาริเริ่มยกระดับความเข้มข้นของปฏิบัติการนี้ขึ้นมา เมื่อ โต เลิม รับไม้ต่อจาก เหงียน ฟู้ จ่อง เขาก็สานต่อมันไปด้วย
เพียงแต่ โต เลิม หนักมือยิ่งกว่า เหงียน ฟู้ จ่อง เมื่อฝ่ายหลังเริ่มหมดอำนาจลงและสุขภาพย่ำแย่ โต เลิม ก็ทำการกวาดล้างคู่แข่งทางการเมือง โดยปลดสมาชิกกรมการเมืองครึ่งหนึ่งที่ได้รับการคัดเลือกในปี 2021 ออกไป จากนั้นก็แทนที่ด้วยสมาชิกใหม่ที่มีสายสัมพันธ์ด้านความมั่นคง ซึ่งเป็นภาคส่วนที่ โต เลิม เคยเกี่ยวข้องด้วย
โต เลิม ทำการปลดคู่แข่งระดับประธานสภาแห่งชาติ และแม้แต่คู่แข่งในตำแหน่งประธานาธิบดีก็ถูกปลดไป
นี่ไม่เรียกว่าการยึดอำนาจแล้วจะเรียกว่าอะไร?
ดังนั้น นักวิเคราะห์ภายนอกเวียดนามและภายนอกจีน จึงมองว่าการกระทำของ โต เลิม ไม่ต่างจากสิ่งที่ สีจิ้นผิง ได้ทำไป
เช่น สำนักข่าว AFP ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า
"แหล่งข่าวที่ได้รับทราบรายละเอียดการหารือภายในที่สำคัญระบุว่า โต เลิม จะยังคงเป็นผู้นำสูงสุดของพรรคต่อไป แต่เขากำลังแสวงหาตำแหน่งประธานาธิบดีด้วย ซึ่งเป็นบทบาทคู่ที่คล้ายกับ สีจิ้นผิงในประเทศจีนเพื่อนบ้าน" และกล่าวว่า "ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า หาก โต เลิม ได้รับทั้งสองบทบาท มันจะส่งสัญญาณถึงอำนาจสูงสุดของกลุ่มที่เน้นด้านความมั่นคงของเขา"
เหงียน คัก เกียง จากสถาบัน ISEAS-Yusof Ishak ในสิงคโปร์กล่าว หากเป็นเช่นนั้น โต เลิม จะมี "อำนาจนำที่แข็งแกร่งที่สุดสำหรับผู้นำเวียดนามนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามเวียดนาม"
ตอนนี้มาถึงโอกาสที่จะอธิบายความเป็น 'เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์' ของจีนและเวียดนามกันแล้ว เพื่อที่จะเข้าใจกันมากขึ้นว่า โต เลิม ลอกการบ้านจีนแบบไหน?
เพื่อความรวบรัด (แต่ต้องชัดเจนด้วย) ผมจะสรุปคร่าวๆ ว่า แม้จีนและเวียดนามจะปกครองในระบอบสังคมนิยมโดยพรรคการเมืองพรรคเดียวมีอำนาจสั่งการสูงสุด แต่ภายในพรรคเดียวนั้นมีการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยและมีการกระจายอำนาจหลายชั้น เพื่อที่จะรับประกันว่าทิศทางของพรรคฯ และอำนาจบริหารประเทศจะไม่ถูกผูกขาดโดยคนๆ เดียว
มันเป็น 'พรรค' ก็เพราะบริหารกันหลายคนนี่แหละครับ แต่เพราะการรายงานแบบรวบรัดโดยสื่อตะวันตก เราจึงมักเข้าใจว่า จีนและเวียดนามบงการโดย 'เผด็จการอำนาจนิยม' ที่มี 'ประธานาธิบดี' ชี้นำอยู่คนเดียว
ผมจะยกตัวอย่างพรรคคอมมิวนิสต์จีนในทศวรรษ 1980 ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ประธานาธิบดี และเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน จะมีแบ่งให้สมาชิกพรรค 3 คนที่พรรคเลือกมาแล้วคอยรับผิดชอบกันไป
นี่บอกว่า ในพรรคฯ มีการแบ่งอำนาจกัน ยังไม่นับคณะกรรมการการเมืองระดับต่างๆ ที่บริหารประเทศและเลือกตัวแทนมานั่งในตำแหน่งสำคัญฯ
กระนั้นก็ตาม ระบบนี้ไม่ได้ตายตัว แต่มีการเปลี่ยนแปลงตามสภาพการณ์ของประเทศ เช่น สมัยเติ้งเสี่ยวผิง ไม่ได้นั่งตำแหน่งอะไรทั้งสองเลย เป็นแต่ประธานคณะกรรมกลางการทหาร แต่กลับมีอำนาจสูงสุดยิ่งกว่าใคร
ในสมัยของเจียงเจ๋อหมิน แต่เดิมดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนและประธานคณะกรรมกลางการทหารมา แล้วค่อยรับตำแหน่งประธานาธิบดีด้วย ทำให้เขากลายเป็นผู้นำสูงสุดของพรรคและรัฐไปโดยปริยาย
ในสมัยของสีจิ้นผิง เป็นทั้งเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน ประธานคณะกรรมการกลางการทหาร และยังเป็นประธานาธิบดีของจีน ไม่เพียงเท่านั้นในสมัยของเขายังมีการแก้รัฐธรรมนูญให้ประธานาธิบดีดำรงตำแหน่งไม่จำกัดวาระ
นี่เองที่ภายนอกกล่าวกันว่า สีจิ้นผิง "รวบอำนาจ"
ที่เอ่ยถึงนี้เป็นกรณียกเว้นจากโครงสร้างการแบ่งอำนาจเดิม หากจะกล่าวโดยหลักการแล้ว พรรคคอมมิวนิสต์จีนจะต้องให้บุคคลต่างๆ มารับหน้าที่ต่างๆ กันไป ไม่รวบอำนาจหากไม่มี "สถานการณ์พาไป"
พรรคคอมนิวนิสต์เวียดนามเองก็มีโครงสร้างคล้ายๆ กัน เรียกว่า 'เสาหลักทั้งสี่' หรือ ตื๋อ จู่ (Tứ trụ) ดูเผินๆ แล้วคล้ายกับจีน ประกอบไปด้วย เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ ประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี และประธานสภาแห่งชาติ
ตำแหน่งเหล่านี้จะแบ่งกันในระหว่างสมาชิกพรรคฯ ไม่มีการรวบอำนาจเอาไว้ที่คนๆ เดียว นอกจากนี้ยังมีกฎที่รู้กันด้วยว่า บางตำแหน่งนั้นจะต้องให้กับคนจากภูมิภาคนี้เท่านั้น เช่น เลขาธิการพรรคจะต้องเป็นคนภาคเหนือ (อันเป็นอู่ของการปฏิวัติ) เป็นต้น
ปัจจุบัน โต เลิม กำลังโค่นเสาหลักที่ว่านี้โดยตัวเขาควบตำแหน่งสำคัญๆ ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม และยังเป็นเลขาธิการคณะกรรมกลางการทหาร
และการประชุมใหญ่ของพรรคฯ ในขณะนี้มีข่าวที่ค่อนข้างชัวร์ว่า โต เลิม ยังอาจได้เป็นประธานาธิบดีเวียดนามด้วย โดยไม่ได้เป็นแค่นายกรัฐมนตรีกับประธานสภาแห่งชาติิเท่านั้น
สิ่งที่เหมือนกับ สีจิ้นผิง และ 'ผู้นำสูงสุด' ของจีนในยุคก่อนและยุคนี้ก็คือ ผู้นำเวียดนามเป็นเลขาธิการคณะกรรมกลางการทหารด้วย
หากได้เป็นประธานธิบดี โต เลิม จะมีสถานะที่คล้าย สีจิ้นผิง ขึ้นมาในทันที
อีกเรื่องที่คล้ายกันมาก คือ โต เลิม ยังสร้างตำแหน่ง 'เลขาธิการถาวรพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม' จนกล่าวกันว่าเป็น 'เสาหลักที่ห้า' ขึ้นมา ตำแหน่งถาวรนี้คล้ายกับที่จีนแก้รัฐธรรมนูญในสมัยสีจิ้นผิง ให้ประธานาธิบดีดำรงตำแหน่งโดยไม่มีวาระจำกัด
การรวบอำนาจแบบนี้เหมือนกับวิถีอำนาจในจีนยุคปัจจุบันทุกกระบิ ดังนั้นจึงกล่าวว่าเวียดนามเลียนแบบจีนกันเห็นๆ
ไม่ใช่แค่ โต เลิม เรืองอำนาจและเก็บฝ่ายตรงข้ามด้วยการ purge เท่านั้น แต่กระบวนการทั้งหมดนี้ต้องขึ้นอยู่กับมติของพรรคฯ ด้วย หากพรรคต้องการสร้าง strongman หรือผู้นำรวบอำนาจเบ็ดเสร็จ พรรคก็สามารถเก็บหลักการ 'เสาหลักทั้งสี่' เอาไว้ชั่วคราวก่อน แล้วสนับสนุนรูปแบบเฉพาะ
เวียดนามอาจมองว่าหากจะแกร่งแบบจีน จะต้องทำตามจีนทุกฝีก้าว โดยก่อนหน้านี้ก็พยายามเลียนแบบจีนในเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจมาแล้ว แต่เป็นการเลียนแบบที่ยัง "ไม่ตรงปก" ซึ่งเรื่องนี้จะต้องอธิบายกันต่อไป (เพราะคนไทยน่าจะสนใจเรื่องการแซงไทยของเวียดนามมากกว่า)
แต่เวียดนามอาจจะคิดว่า หากจะเลียนแบบให้ตรงปก จะต้องเริ่มจากโครงสร้างทางการเมืองที่เหมือนกันเสียก่อน โดยเฉพาะการสั่งการที่กระชับ เด็ดขาด และรวมศูนย์ พรรคฯ คงไว้ใจ โต เลิม มากจึงให้โอกาสเขาเป็น strongman แบบนี้
แต่ความเป็น strongman ก็อาจกลายเป็นการ corrupt ได้ง่ายมาก
โต เลิม เองแม้จะพยายามเป็นเหมือน สีจิ้นผิง แต่เขายังมีจุดอ่อนตรงที่ยังใช้เส้นสายส่วนตัวเพื่อสร้างฐานอำนาจ ตัวอย่างคือ ให้ลูกชายของตน คือ โต ลอง มาดำรงตำแหน่งสำคัญในกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ (กระทรวงที่ โต เลิม เคยควบคุม)
สำนักข่าวต่างประเทศแห่งหนึ่งชี้ว่า "การกระทำเหล่านี้ก่อให้เกิดความไม่พอใจภายในพรรค โดยเชื่อว่าเขาได้ทำลายสมดุลอำนาจภายในที่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามรักษาไว้มาอย่างยาวนาน"
ในขณะที่ผู้นำจีนทั้งหลายไม่ได้ให้ญาติใกล้ชิดหรือแม้แต่ลูกชายมาดำรงตำแหน่งสำคัญเลย พวกลูกชายของสมาชิกเก่าแก่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน หรือที่เรียกว่า 'ไท่จื่อ' (รัชทายาท) นั้น แม้พ่อจะมีบทบาทสำคัญในพรรค แต่ลูกก็ต้องตะเกียกตะกายไต่เต้าขึ้นมาเองตามระบบที่พรรคและรัฐได้วางไว้
เช่น สีจิ้นผิง เป็นลูกของผู้อาวุโสในพรรคคอมมิวนิสต์จีน คือ สีจ้งซวิน แม้พ่อจะมีบทบาทสูง แต่ลูกก็ต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยการทำงานไปตามระบบที่พรรควางไว้ จนกระทั่งมีผลงานโดดเด่น และได้รับความไว้วางใจจากศูนย์กลางอำนาจของพรรคฯ
นี่คือความจุดสำคัญของความ "ไม่ตรงปก" ของเวียดนามในการตามรอยจีน
ความไม่ตรงปกนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญด้วย คือ เศรษฐกิจ หากเศรษฐกิจยังโตแบบนี้ พรรคฯ ก็ย่อมเชื่อใจ โต เลิม แม้ว่าเขาจะบิดโครงสร้างพรรคไปทีละนิดๆ ก็ตาม
แต่ถ้าวันใดที่เศรษฐกิจย่อยยับขึ้นมา การเลียนแบบจีนก็จะพังลงในพริบตาเช่นกัน ซึ่งเวียดนามอาจจะรุ่งก็จริงในตอนนี้ แต่ยังอ่อนประสบการณ์ในระบอบทุนนิยมที่มีขึ้นมีลง และมักจะเจอวิกฤตแบบไม่รู้ตัว
แต่จีนนั้นเจอวิกฤตมาครั้งแล้วครั้งเล่า และผ่านมันมาด้วย "การระดมสมอง" คนเก่งในประเทศ ไม่ใช่การสั่งการจากคนๆ เดียว
เรื่องนี้เราจะกล่าวกันต่อไปว่าทำไม เวียดนามถึงเลียนแบบจีนได้ในเรื่องเศรษฐกิจ แต่ไม่ตรงปกเช่นกัน
บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better
Photo - โต เลิม (ขวา) เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม และสีจิ้นผิง (ซ้าย) ประธานาธิบดีจีน โบกมือให้กันระหว่างการประชุมที่สำนักงานคณะกรรมการกลางพรรคในกรุงฮานอย เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2025 (Photo by NHAC NGUYEN / POOL / AFP)