นี่คือผู้นำประเทศที่โลกต้องการ เซียนการเงิน-ทันเกมค้าขาย มองเห็น'ระเบียบโลกใหม่'ที่ไร้ดอลลาร์

นี่คือผู้นำประเทศที่โลกต้องการ เซียนการเงิน-ทันเกมค้าขาย มองเห็น'ระเบียบโลกใหม่'ที่ไร้ดอลลาร์

ระหว่างการเยือนจีนของนายกรัฐมนตรี มาร์ก คาร์นีย์ แห่งแคนาดา เขากล่าวถึงความสำเร็จที่สองประเทศสามารถตกลงเรื่องการค้าครั้งสำคัญได้อย่างราบรื่นว่า “ความก้าวหน้าที่เราได้ทำในความร่วมมือครั้งนี้เป็นการปูทางที่ดีสำหรับระเบียบโลกใหม่” 

การค้าครั้งนี้เท่ากับช่วยชีวิตแคนาดาเอาไว้ 

เมื่อสองปีที่แล้ว จีนกับแคนาดาเริ่ม "ทำสงครามการค้า" ระหว่างกัน เพราะอดีต นายกฯ จัสติน ทรูโด ซึ่งเป็นคนมักจะหาเรื่องแหย่จีนอยู่เสมอ เช่นขึ้นภาษี EV จีนถึง 100% ตามรอยสหรัฐอเมริกา ซึ่งจนถึงบัดนี้ผมก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมทรูโดต้องทำแบบนั้นด้วย? 

ผลก็คือจีนตอบโต้ด้วยการเริ่มการสอบสวนการทุ่มตลาดสินค้าคาโนลาที่นำเข้าจากแคนาดา ในเดือนมีนาคม 2025 จากนั้นเรียกเก็บภาษี 100% ต่อน้ำมันคาโนลา กากคาโนลา และถั่วลันเตาจากแคนาดา รวมถึงภาษี 25% สำหรับผลิตภัณฑ์เนื้อหมูและอาหารทะเล และในเดือนสิงหาคม จีนได้เรียกเก็บภาษี 76% สำหรับเมล็ดคาโนลาจากแคนาดา

น้ำมันคาโนลาสำคัญอย่างไรกับแคนาดา?

แคนาดาผลิตน้ำมันคาโนลา (น้ำมันพืชจากผักกาดก้านขาว หรือ rapeseed) ได้เป็นอันดับ 3 ของโลกในสัดส่วน 30% สำนักข่าว CBS ของแคนาดาให้ข้อมูลว่า "ด้วยจำนวนฟาร์มปลูกคาโนลาประมาณ 40,000 แห่งทั่วประเทศ คาโนลาจึงเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจแคนาดา อุตสาหกรรมนี้สร้างรายได้ให้กับเศรษฐกิจของประเทศโดยเฉลี่ยปีละ 43.7พันล้านดอลลาร์ และสนับสนุนการจ้างงานกว่า 200,000 ตำแหน่งทั่วประเทศ ตามข้อมูลของสภาคาโนลาแห่งแคนาดา"

ประเทศที่ผลิตได้อันดับ 1 คือจีน รองมาคือสหรัฐฯ แต่แคนาดายังต้องส่งขายทั้งสองประเทศนี้ด้วย โดยสหรัฐฯ เป็นตลาดคาโนลาอันดับ 1 ของแคนาดา ส่วนจีนเป็นตลาดใหญ่อันดับ 2

แต่แล้วแคนาดาในยุคทรูโดนึกว่าตัวเองเป็นยอดมนุษย์ผู้ผดุงค่านิยมโลกตะวันตกหรือยังไงไม่ทราบ จึงหาเรื่องจีนไม่หยุดทำให้เสียตลาดไปแล้วหนึ่ง แต่แทนที่ลูกพี่ที่วอชิงตันจะตบรางวัลให้ กลับตบภาษีศุลการเพิ่มแถมยังขู่ฟอดๆ อีกหลายกรณี

พอเปลี่ยนนายกฯ ใหม่เป็นคาร์นีย์ แคนาดาจึงตระหนักว่า แคนดาควรจะอยู่เฉยๆ ในช่วงที่เมืองโลกหลหม่าน และปากท้องประชาชนสำคัญที่สุด

หลังจากที่คาร์นีย์เดินทางไปคุยที่ปักกิ่งด้วยตัวเอง ทั้งสองประเทศก็ดีลกันได้ แคนาดาตกลงจะเปิดตลาด EV และจีนจะปิดทางขึ้นภาษีน้ำมันคาโนลา

ดีลที่แคนาดาได้ไปจากจีนนั้นไม่เพียงช่วยจะช่วยให้ภาคการผลิตและเกษตรของแคนาดาลืมตาอ้าปากได้อีกครั้งเท่านั้น แต่ยังเป็นการทำลายความเย็นชาระหว่างกันที่เกิดขึ้นในสมัยของอดีตนายกรัฐมนตรี จัสติน ทรูโด 

ทรูโด ทำผิดพลาดครั้งใหญ่ด้วยการโยนแคนาดาลงไปในสนามประลองยุทธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ เริ่มจากการจับตัวเมิ่งหว่านโจว รองประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ Huawei และลูกสาวของเริ่นเจิ้งเฟย ผู้ก่อตั้งบริษัท และปิดท้ายด้วยการขึ้นภาษี 100% กับรถยนต์ EV นเข้าจากจีน

ทั้งหมดนี้ ทรูโด ทำตาม "คำสั่ง" และพิมพ์เขียวด้านนโยบายของสหรัฐฯ ทั้งสิ้น 

แล้วสุดท้ายแคนาดาได้อะไร? 

แคนาดากลับถูกสหรัฐฯ ข่มขู่ว่าจะผนวกดินแดน ถูกขึ้นภาษีศุลกากร ถูกเล่นงานเรื่องการเข้าเมือง และคนอเมริกันที่่เชื่อฟังทรัมป์อย่างเชื่องๆ มองแคนาดาเป็นหอกข้างแคร่

การหักหลังทั้งหมดนี้ ไม่เรียกว่าแคนาดาทำพลาดแล้วจะเรียกว่าอะไร? บังไม่นับการที่ต้องถูกจีนตอบโต้ทางการค้าหนักๆ เศรษฐกิจในยุคทรูโดจึงพังพินาศ บ้านก็ราคาสูงลิ่วและไม่พออยู่ ผู้อพยพก็ล้นเมือง ของก็แพง ขายสินค้าก็ไม่ได้ ฯลฯ 

แล้วทรูโดก็เกษียณตัวเองออกจากตำแหน่งนายกฯ และหัวหน้าพรรคเสรีนิยมแห่งแคนาดา โอนตำแหน่งให้กับ มาร์ก คาร์นีย์ มารับช่วงไปแทน

ผู้เชี่ยวชาญของ Fraser Institute องค์กรที่ปรึกษาชั้นนำด้านเศรษฐกิจของแคนาดายังบอกว่า "ทรูโดออกจากตำแหน่งด้วยสถิติการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ที่สุดในประวัติศาสตร์แคนาดาในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา"

คาร์นีย์ รับไม้ต่อด้วยความลำบากใจ เพราะทุกอย่างในแคนาดารวนไปหมด แถมเพื่อนบ้านและพันธมิตรยังกลายเป็นศัตรูตัวฉกาจ

สหรัฐอเมริกาถือเป็นปลายทางการส่งออก 70% ของแคนาดา

ที่ผ่านมาแคนาดาวางใจสหรัฐฯ ว่าคงไม่สติแตกทำอะไรบ้าๆ แต่พอทรัมป์เกิดลูกบ้าเล่นงานเพื่อนบ้านขึ้นมา การเอาชีวิตทางเศรษฐกิจไปฝากกับประเทศพรรค์นี้เห็นทีจะไม่ไหว

ในเมื่อเพื่อนข้างบ้านพึ่งไม่ได้ คาร์นีย์ จึงหันไปคืนดีกับจีน ซึ่งยังถือเป็นการหาตลาดใหม่ คลายการยึดมันถือมั่นในตลาดสหรัฐฯ ที่เอาแน่เอานอนไม่ได้แล้ว

ตลาดใหญ่ไม่ใช่ว่าจะดี เพราะสิ่งที่ดีกว่าคือตลาดที่อยู่ในกติกาที่แน่นอน 

แม้การ reset ความเป็นมิตรไมตรีกันจะฟังดูเป็นเรื่องยาก เพราะความสัมพันธ์ย่อยยับเพราะน้ำมือทรูโดไปแล้ว แต่ปรากฏว่าจีนไม่ได้ใจไม้ไส้ระกำ ตอบสนองการเจรจา "คืนดี" ซึ่งก็คือการตกลงประเด็นการค้าต่างๆ จนลุล่วงด้วยดี

สิ่งที่รัฐบาลก่อนเคยทิ้งซากไว้ ตอนนี้ซ่อมแซมกลับคืนดีแล้ว และมีหวังว่าแคนาดาจะอยู่กับร่องกับรอยอีกครั้ง

ทั้งหมดนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับคาร์นีย์ ซึ่งแม้จะมาจากพรรคเดียวกับทรูโด แต่เขาเป็นพวกปฏิบัตินิยมมากกว่า ช่ำชองในเรื่องเศรษฐกิจมากกว่า ไม่ใช่คนคุยโวเรื่องอุดมการณ์ตะวันตกที่กินไม่ได้ แต่มองไปที่ตะวันออกในฐานะพลังขับเคลื่อนที่แท้จริง

โลกตะวันตกนั้นพึ่งพาไม่ได้แล้ว เพราะอัตราการเติบโตต่ำเตี้ย แถมยังถูกสหรัฐฯ บดขี้ด้วยภาษีและการทำตัวกร่างเหยียบย่ำกติกาโลก การที่ประเทศตะวันตกจะกอด "ความฝันเป็นเจ้าโลก" ของตัวเองต่อไปนั้นเป็นเรื่องเหลวไหลทั้งเพ

คาร์นีย์มองออกเป็นคนแรกว่าตะวันตกพึ่งกันเองไม่ได้แล้ว เห็นทีจะต้องไปฟอร์มทีมใหม่กับตะวันออก ซึ่งมีจีนเป็นตลาดใหญ่ เป็นผู้ซื้อรายใหญ่ และเป็นผู้นำในการรักษาระเบียบโลก

ระเบียบในที่นี้คือการปฏิบัติตัวในกรอบกติกา ซึ่งประเทศที่เป็นวิญญูชน (คือรู้กฎหมายและปฏิบัติตาม) ย่อมชอบที่จะทำตาม เพราะพวกเขาไม่อันธพาล 

อันธพาลนั้นเดาใจไม่ได้ นึกอยากจะลงมือลงไม้ก็ทำ ประเทศแบบนี้ใครจะไปค้าขายด้วย? มีแต่จะรังแกคนอื่นไปวันๆ 

ไม่ใช่ไม่พอใจใครก็ขึ้ภาษีเปรี้ยง อยากจะได้ดินแดนใครก็ข่มขู่จะเอาๆ อยากจะปล้นน้ำมันใครก็ส่งทหารไปจับตัวผู้นำประเทศนั้นไว้  

ดังนั้น คาร์นีย์แห่งแคนาดาจึงต้องหันไปที่จีนที่เป็นผู้เป็นคนที่สุดแล้ว ณ เวลานี้

ไม่ใช่แค่ฟื้นฟูความสัมพันธ์ดีๆ แต่นี่คือการ "หวนคืนสู่ความรัก" ด้วยซ้ำ เพราะแต่ก่อนแคนาดากับจีนรักใคร่กันมาก การที่ทรูโดบีบจีนมากๆ ทำให้คนจีนช้ำใจไม่น้อยว่าเพื่อนเก่าทำไมทำแบบนี้กันลง?

สิ่งสำคัญกว่านั้นคือ ในเวลานี้มีแต่จีนเท่านั้นที่พูดถึงการรักษาระเบียบโลก สหรัฐฯนั้นโยนมันกับพื้นแล้วใช้เท้ากระทบ รัสเซียไม่ได้ดูดำดูดี ส่วนสหภาพยุโรปก็ไร้พลังที่จะไปสร้างดุลยภาพกับใคร

ระเบียบโลกที่จีนพูดถึงไม่ใช่การสร้างระเบียบโลกใหม่ แต่เป็นการรักษาระเบียบโลกเดิมที่ประชาคมโลกร่วมกันสร้างมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งมันไม่ได้ผุพังอะไร เพียงแต่มหาอำนาจที่เป็นแกนหลักของสหประชาชาติเริ่มทำตามอำเภอใจ ก็แค่นั้น 

จีนเห็นไม่เข้าท่า ในปีสองปีนี้จึงย้ำมาตลอดว่าจีนมุ่งหมายจะให้ระเบียบโลกนี้คงอยู่ต่อไป แต่จะต้องดีกว่าเดิมด้วย นั่นคือประเทศใหญ่หรือเล็กต้องร่วมเดินเคียงไปด้วยกัน และมั่งคั่งไปด้วยกัน ไม่ใช่กอดปัญหาของระเบียบโลกเดิมเอาไว้ คือ ประเทศใหญ่มีเสียงที่ดังกว่าและจะใช้อำนาจ "วีโต้" ตามใจชอบได้เรื่อยๆ 

ผมได้ยินจีนย้ำเรื่องนี้หลายครั้งแล้วตั้งแต่ปีกลาย แต่คิดไม่ออกว่าจีนจะรั้งระเบียบโลกเดิมๆ นี้ไว้ทำไม ในเมื่อประเทศใหญ่ ไม่ดูดำดูดีมันแล้ว?

พอแคนาดาหันมาจับมือกับจีน ผมจึงเข้าใจว่า "ระเบียบโลกมันสำคัญแบบนี้เอง" 

เพราะในท่ามกลางความโกลาหที่สหรัฐฯ ก่อไว้ ผู้คนอลหม่านกันไปทั่ว จะมีที่ไหนเป็นที่พึ่งได้ดีเท่าประเทศใหญ่ๆ ร่วมกันอุ้มระเบียบโลกเอาไว้ 

ประเทศจีนก็ใหญ่ แคนาดาก็ใหญ่ แต่แคนาดานั้นสำคัญกว่าพวกสมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเสียอีก เพราะพวกนั้นเป็น Hypocrite (มือถือสากปากถือศีล) กันหมดแล้ว ส่วนแคนาดานั้นเป็นประเทศกลางๆ ไม่ได้แสวงหาความเป็นมหาอำนาจ แต่ประชาคมโลกก็ซูฮกยกย่องอยู่

เมื่อแคนาดาทิ้งอดีตนายกที่หลงเดินทางผิดเสียได้ ก็ได้นายกฯ ที่มองอะไรที่จับต้องได้ ไม่ยอมเป็นลูกกระจ๊อกของสหรัฐฯ และเป็นตัวของตัวเองในทางเศรษฐกิจ นี่ทำให้แคนาดาเป็น "เอกราช" ที่แท้จริง และเป็นประเทศใหญ่ที่แท้จริง

เมื่อประเทศอย่างแคนาดามาจับมือกับจีน จะเป็นตัวอย่างให้ประเทศใหญ่น้อยอื่นๆ ทำตามบ้าง นั่นคือเข้าหาจีนเพื่อให้จีนช่วยเป็นแกนหลักของระเบียบโลกต่อไป 

นี่คือสิ่งที่พวกปัญญาชนตะวันตกกลัวมาก เพราะสิ่งที่ทรัมป์ทำนั้นไม่เพียงผลักประเทศอื่นๆ ไปหาจีน แต่ยังทำให้สหรัฐฯ เสียความเป็น "ผู้ผูกขาดศีลธรรมของโลก" ศีลธรรมที่ว่านี้ก็คือกติกาสากล กฎหมายระหว่างประเทศ และผู้ทำตามระเบียบการค้าต่างๆ 

ปรากฏว่าตำแหน่งนั้นกระเด็นมาอยู่ในมือจีนอย่างง่ายดาย

แม้จะเหมือนฟลุ๊ค แต่ประเทศอื่นๆ ต่างมองจีนด้วยความหวัง ดังที่ คาร์นีย์ถึงกับเอ่ยคำว่า 'ระเบียบโลกใหม่' ไม่ใช่ระเบียบเดิม แต่ 'ใหม่' อันเป็นสิ่งที่เกินกว่าที่จีนประกาศไว้มาก 

นั่นหมายความว่า มีคนเริ่มทนไม่ไหวกับระเบียบโลกเดิมที่สหรัฐฯ เคยผูกขาดการเป็นคุ้มครองมันมาก่อน คาร์นีย์ เป็นผู้นำคนแรกๆ ที่ตะโกนออกมาดังๆ ว่า "ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการปูทางที่ดีสำหรับระเบียบโลกใหม่”

ระเบียบโลกนี้ไม่ใช่จีนนำ แต่ทุกประเทศร่วมกันนำพาและแบ่งปันความมั่งคั่งร่วมกัน

'ระเบียบโลกเก่า' มันพังเพราะประเทศตะวันตกทำลายมันเองกับมือ โดยเฉพาะสหรัฐฯ นั้นใช้ระเบียบโลกเพื่อกอบโกยผลประโยชน์เฉพาะตน จนกระทั่งเห็นว่าตนเป็นตำรวจโลกที่จะบังคับใช้ 'กฎหมาย' กับใครก็ได้ ผลก็คือ ระเบียบโลกที่ควรจะเท่าเทียมกัน กลายเป็น 'ขื่อคา' ที่เอาไว้สวมคอประเทศอื่นๆ ที่ไม่ยอมทำตามความต้องการของสหรัฐฯ

ระเบียบโลกเก่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการพยุงเงินดอลลาร์และระบบการเงินของสหรัฐฯ เอาไว้ ในวันที่ 'จักรวรรดิอเมริกัน' เริ่มเสื่อมถอยลงเรื่อยๆ สิ่งแรกที่พวกชนชั้นนำอเมริกันต้องกอดไว้คือดอลลาร์ เพราะเป็นแกนหลักของจักรวรรดิ หากมันกลายเป็นเศษกระดาษ จักรวรรดิก็พังลงไปด้วย

ที่ระเบียบโลกที่นำโดยสหรัฐฯ ยังอยู่ได้เพราะดอลลาร์ยังไม่ถูกโค่น แม้จีนกับ BRICS จะพยายามเลี่ยงดอลลาร์ แต่สหรัฐฯ ก็ข่มขู่อย่างรุนแรงว่าหากทำเช่นนั้นจะตอบโต้ ซึ่งนี้แสดงถึงอาการ paranoid ของสหรัฐฯ ได้เป็นอย่างดีกว่า จุดอ่อนของระเบียบโลกนี้คือดอลลาร์ ที่พิมพ์ออกมาเป็นกระตั๊ก แต่ยังไม่กลายเป็นเงินกงเต๊กเพราะสหรัฐฯ ใช้อำนาจข่มขู่และโชว์แสนยานุภาพไปเรื่อยๆ เพื่อรักษา "เครดิต" ที่อิงกับความกลัว

ดังนั้น ระเบียบโลกเก่าจึงไม่อิงกับเรื่องที่จับต้องได้ เช่น การค้าขายที่เท่าเทียมกัน แต่อิงกับการรักษาค่าที่เป็นนามธรรมของเงินตราที่ออกมาโดยสร้างหนี้กองเท่าภูเขาเลากา  

คาร์นีย์ ย่อมมองออก เพราะเขาทำงานในสถาบันการเงินชั้นนำและเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งชาติแคนาดามาก่อน โดยที่เป็นผู้นำพาการเงินของแคนดารอดพ้นวิกฤตการเงินปี 2008 (ที่มีต้นตอมาจากสหรัฐฯ) มาได้อย่างงดงามจนกล่าวกันว่า มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้แคนาดาหลีกเลี่ยงผลกระทบที่เลวร้ายที่สุดจากวิกฤตการณ์ทางการเงินครั้งนั้น เขายังเคยป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งชาติของอังกฤษ และอื่นๆ อีกมาก

เขาเคยวิจารณ์ "การผูกขาดตลาด" ของเงินดอลลาร์เอาไว้ว่า “การใช้เงินดอลลาร์สหรัฐอย่างแพร่หลาย” ส่งผลให้เศรษฐกิจโลก “ไม่เสถียร”  ทั่วโลก และสามเท่าของส่วนแบ่งในการส่งออกทั่วโลก” เขามองด้วยความกังวลว่านี่คือความไม่สมดุลอย่างมาก 

หลังจากที่คาร์นีย์ทราบว่า ทรัมป์ข่มขู่เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลาง เขาจึงเรียกร้องให้ธนาคารกลางประเทศต่างๆ ร่วมมือกันในการแทนที่ดอลลาร์สหรัฐในฐานะสกุลเงินสำรอง และหาทางเลือกอื่นที่ช่วยลด "อิทธิพลที่ครอบงำ" ของดอลลาร์สหรัฐต่อการค้าทั่วโลก ซึ่งเขาไม่ได้เสนอให้ใช้เงินหยวน แต่หนุนให้ใช้ "เครือข่ายสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง" ซึ่งเขาเชื่อว่าจะช่วยลด "อิทธิพลที่ครอบงำ" ของดอลลาร์สหรัฐต่อการค้าทั่วโลก

นี่เท่ากับเสนอให้สร้าง 'ระเบียบโลกใหม่' จริงๆ เพราะเท่ากับด้อยค่าดอลาร์อย่างเป็นระบบ ถือว่าไปไกลกว่าจีนเสียอีก

นี่คือวิสัยทัศน์ของนายกฯ แคนาดา ซึ่งหาแทบไม่ได้ในตัวผู้นำโลกทุกวันนี้ นั่นคือความเจนจัดเรื่องการเงิน และมองออกว่าดอลลาร์กำลังจะเป็นปัญหาและเป็นอาวุธในการเอาตัวรอดของจักรวรรดิอเมริกัน

คาร์นีย์นั้นเป็นนักการเงินผู้มากประสบการณ์มาก่อน เขาคงมองเห็นว่าหากสหรัฐฯ ไม่มาหาเรื่องกับแคนาดาจนต้องตีจากไปหาจีน แคนาดาก็จะพึ่งระเบียบโลกไม่ได้อยู่ดี เพราะมันไม่ได้อิงกับการค้าการขาย แต่อิงกับเครดิตของดอลลาร์ที่ไร้ความน่าเชื่อถือเข้าไปทุกที

ผมเคยเขียนบทความมาแล้วซึ่งอ้างแผนการของวงในทรัมป์ที่ตั้งใจจะแก้ปัญหาขาดดุลที่กระทบต่อการอ่อนค่าของดอลลาร์ วิธีการแก้ก็คือต้องทำให้สหรัฐฯ ได้เปรียบดุลการค้า แต่สหรัฐฯ ไม่อาจทำแบบนั้นได้โดยวิธีการปกตินอกจากจะขึ้นภาษีศุลากรแบบไม่ยั้ง เพื่อรักษาค่าของดอลลาร์ไว้

แคนาดาที่ค้าขายกับสหรัฐฯ แบบบ้านพี่เมืองน้องอยู่ดีๆ ก็ซวยไปด้วย ตลาดคาโนลาที่มีสหรัฐฯ เป็นเบอร์หนึ่งจึงไม่ปลอดภัยอีก เพราะสหรัฐฯ ใช้ดอลาร์เป็นอาวุธแบบนี้ จะค้าขายอย่างนอนใจไม่ได้อีก

แล้วถ้าวันไหนสหรัฐฯ ทำปืนลั่นใส่ตัวเองขึ้นมา ประเทศอื่นๆ ที่ยังจงรักภักดีกับระเบียบเดิมก็จะลงนรกไปด้วย

อย่างที่คาร์นีย์บอกเรื่องการใช้ดอลลาร์มากเกินไปว่า "เงินดอลลาร์ยังคงถูกใช้ในการทำธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง ซึ่งมากกว่าส่วนแบ่งการนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ ทั่วโลกถึงห้าเท่า ส่งผลให้ความต้องการสินทรัพย์ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น และทำให้หลายประเทศได้รับผลกระทบในทางลบจากความผันผวนของเศรษฐกิจสหรัฐฯ"

แคนาดาจึงต้องรีบ diversify ตลาดโดยด่วนทั้งในแง่การค้าและการเงิน เขายังเตือนประเทศอื่นๆ ให้ทำตาม และประเทศอื่นๆ ก็ควรดูตัวอย่างแคนาดาไว้ด้วย 

พวกกูรูการเงิน เศรษฐกิจ และการเมืองทั้งหลายพูดเรื่องระเบียบโลกใหม่มาหลายปีแล้ว แต่ผมเห็นมี มาร์ก คาร์นีย์ นี่แหละที่เอ่ยถึงมันอย่างจริงจัง และทำมันจริงๆ ด้วยการจับมือกับจีนในเรื่องการค้าที่เท่าเทียม (ตรงกันข้ามกับภาษีศุลการที่อ้างว่าเก็บเพื่อตอบโต้อย่างเท่าเทียมของทรัมป์) 

เรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่า ผู้นำประเทศในยุคบ้านป่าเมืองเถื่อนทางเศรษฐกิจแบบนี้ เขาจะต้องเป็นคนรอบจัดในเรื่องค้าขาย และมีทักษะสูงในเรื่องการเงิน เป็นนักการทูตที่ไม่เย่อหยิ่งพร้อมที่ยอมรับความผิดพลาดในอดีตของประเทศตนแล้วเริ่มต้นใหม่ และมองการณ์ไกลจนเห็นวันก่อเกิดและล่มสลายของโครงสร้างหลัก

คนแบบ มาร์ก คาร์นีย์ นี่แหละแน่จริง

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

Photo by ARIF KARTONO / AFP

 
 

TAGS: #แคนาดา #จีน #คาร์นีย์ #สีจิ้นผิง