หลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ลองเชิงด้วยการโจมตีเวเนซุเอลาให้โลกได้ประจักษ์ถึงความบ้าบิ่นของเขาแล้ว เป้าหมายต่อไปที่เขาจะแสดงอำนาจบาตรใหญ่คือ "กรีนแลนด์"
การโจมตีเวเนซุเอลาและลักพาตัว นิโกลัส มาดูโร ไม่อาจเรียกได้ว่า "ประสบความสำเร็จ" หากจะพิจารณาว่าสหรัฐฯ ต้องการจะเปลี่ยนระบอบการปกครอง (Regime change) ในประเทศนั้ เพราะผลลัพธ์ที่ได้คือ เวเนซุเอลาก็ยังมีรัฐบาลเดิมที่มีจุดยืนต่อต้านสหรัฐฯ ดังนั้นแล้วการโจมตีครั้งนี้ประสบความสำเร็จตรงไหน?
มันสำเร็จตรงที่แสดงให้โลกได้ตระหนักว่า "สหรัฐฯ คือจ้าวโลก" ที่อยู่เหนือกฎหมาย อยากจะทำอะไรก็ทำตามอำเภอใจได้ และประเทศอื่น ทำได้แค่ทัดทาน ห่วงใย และนิ่งเงียบ ไม่มีใครในโลกที่จะท้าทายแสนยานุภาพของสหรัฐฯ ได้
การแสดงความเป็น "มหาอำนาจหนึ่งเดียวของโลก" (Hegemony) ด้วยปฏิบัติการทางทหารต่อเวเนซุเอลา คุ้มค่าพอที่จะใช้เป็น "คำเตือน" ไปยังประเทศต่างๆ ที่สหร้ฐฯ หมายตาเอาไว้ ทั้งหมายตาที่จะโจมตี ที่จะครอบงำ และที่จะยึดครองมาเป็นของตน
เป็นคำเตือนว่า "อย่าขัดขืน เพราะเราสามารถทำได้ทุกอย่างเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย"
เป้าหมายต่อมาที่ ทรัมป์ ต้องการ คือ กรีนแลนด์
เขาบอกแล้วว่าสามารถพิจารณาใช้ "ไม้แข็ง" คือส่งกำลังทหารเพื่อยึด (Annexation) ดินแดนของเดนมาร์กมาครองก็ได้ หรือจะใช้วิธีแบบ "ไม้นวม" คือขอซื้อ (Purchase) ดินแดนนี้จากรัฐบาลเดนมาร์ก
แม้เดนมาร์กยังไม่ยอมท่าเดียว แต่เพื่อนบ้านยุโรปและสมาชิกนาโตทั้งหลายเริ่มจะหวั่นใจ เพราะเห็นแล้วว่า "ความบ้าบิ่น" ของทรัมป์ที่ทำต่อเวเนซุเอลานั้นเป็นสิ่งที่จะประเมินต่ำไม่ได้ เพราะเขาไม่แยแสกฎหมายระหว่างประเทศเอาเลย แล้วจะไปไยดีอะไรกับการเป็นสมาชิกนาโตแล้วคอยช่วยเหลือยุโรปอยู่วันยังค่ำ เพราะ ทรัมป์ เองก็เคยขู่ที่จะพาสหรัฐฯ ออกจากการเป็นสมาชิกนาโตมาแล้ว
ยุโรปถึงหวั่นใจกันมาก รวมถึงเดนมาร์กที่เป็นแค่ประเทศเล็กๆ แม้จะครอบครองเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก คือ กรีนแลนด์ แต่หากสหรัฐฯ ต้องการจะยึดมัน ต่อให้มีสิบเดนมาร์กก็ทำอะไรไมได้
แต่ ทรัมป์ ไม่ใช่คนที่โอหังบังอาจที่ต้องการดินแดนคนอื่นเพราะต้องการแสดงพลัง นี่คือ "ยุทธศาสตร์ร้อยปี" ของสหรัฐอเมริกา เป็นสิ่งที่นักการเมือง นักสำรวจ ประธานาธิบดี แสดงความจำนงค์ต้องการกรีนแลนด์มานับร้อยปีแล้ว นี่จึงไม่ใช่เรื่องตลกทางการเมือง หรือเรื่องของการแสดงอำนาจ
เจ้าชายไมเคิล แห่งลิคเทนสไตน์ (Prince Michael of Liechtenstein) ประธานหน่วยข่าวกรองภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Intelligence Services) เขียนในบทความเรื่อง "กรีนแลนด์และการแย่งชิงดินแดนในแถบอาร์กติก" โดยอธิบายว่า
"เมื่อประธานาธิบดีทรัมป์เสนอซื้อเกาะกรีนแลนด์จากเดนมาร์กในปี 2019 ปฏิกิริยาทั่วทั้งยุโรปล้วนเป็นการเยาะเย้ย อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีความพยายามเช่นนี้ ย้อนกลับไปในปี 1867 ไม่นานหลังจากที่สหรัฐฯ ซื้ออะแลสกาจากรัสเซีย กระทรวงการต่างประเทศได้สั่งให้จัดทำรายงานเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการได้มาซึ่งเกาะในแถบอาร์กติกแห่งนี้ จากนั้นในปี 1910 สถานทูตสหรัฐฯ ในโคเปนเฮเกนได้เสนอดินแดนบางส่วนในฟิลิปปินส์เพื่อแลกกับกรีนแลนด์ และในปี 1946 ในช่วงเริ่มต้นของสงครามเย็น ประธานาธิบดีแฮร์รี เอส. ทรูแมน เสนอทองคำมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์เพื่อแลกกับเกาะแห่งนี้ แต่เดนมาร์กปฏิเสธข้อเสนอ"
หากจะลงในรายละเอียดเกี่ยวกับแผนการให้ได้มาซึ่งกรีนแลนด์ของสหรัฐฯ มีรายละเอียดมากมายอยู่ในหนังสือ NATO and the Future of European and Asian Security ได้กล่าวไว้ว่า
"ในปี 1867 วิลเลียม ซีเวิร์ด รัฐมนตรีต่างประเทศพรรครีพับลิกันของสหรัฐฯ พยายามซื้อกรีนแลนด์ ไอซ์แลนด์ และหมู่เกาะเวสต์อินดีส์จากเดนมาร์กเป็นครั้งแรก วิลเลียม ซีเวิร์ดมองว่าดินแดนเหล่านี้เป็นสะพานเชื่อมไปสู่การสร้างจักรวรรดิบนทวีปอเมริกาโดยขยายอิทธิพลไปยังแถบอาร์กติก อย่างไรก็ตาม การเจรจาหยุดชะงักลงในกระทรวงการต่างประเทศของเดนมาร์ก และสหรัฐฯ ต้องยอมรับอะแลสกาแทน (หมายถึงการซื้ออะแลสกาจากรัสเซีย) 50 ปีต่อมา ในปี 1917 โรเบิร์ต เพียรี นักสำรวจขั้วโลก หลังจากเดินทางสำรวจขั้วโลกเหนือ พยายามโน้มน้าวทั้งทำเนียบขาวและกองทัพสหรัฐฯ ว่ากรีนแลนด์และขั้วโลกเหนือมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์อย่างยิ่ง หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ในปี 1946 สหรัฐฯ เสนอซื้อกรีนแลนด์ในราคา 100 ล้านดอลลาร์ แต่ข้อตกลงก็ล้มเหลวไป" (หน้า 189)
ในปัจจุบัน สาเหตุที่สหรัฐฯ ต้องการกรีนแลนด์เป็นไปตามชื่อเรื่องของบทความของเจ้าชายไมเคิล นั่นคือ "กรีนแลนด์และการแย่งชิงดินแดนในแถบอาร์กติก" เพราะกรีนแลนด์เป็น "ท่า" และ "ช่อง" ในการเข้าถึงอาร์กติกหรือขั้วโลกเหนือ อันป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์มากขึ้นทุกที เพราะน้ำแข็งโลกละลายมากเท่าไร เรือจากจีนและรัสเซียก็จะเข้าถึงพื้นที่นี้ได้ง่ายขึ้น
เจ้าชายไมเคิล อธิบายถึงเรื่องนี้ไว้ว่า นอกจากการเป็นเส้นทางคมนาคมที่มีศักยภาพแห่งใหม่แล้ว กรีนแลนด์ "ยังเกี่ยวข้องกับความสำคัญทางยุทธศาสตร์ทางการทหารและแหล่งสำรองน้ำมันและก๊าซขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ทางเหนือสุดของโลกด้วย" และ "สำหรับมหาอำนาจทุกประเทศ สมรภูมิรบที่เกิดขึ้นใหม่ในแถบอาร์กติกและอวกาศนั้นเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด นี่อาจเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดในขณะนี้"
และก่อนจะมีมหาอำนาจชื่อจีน สหรัฐอเมริกาต้องการกรีนแลนด์มาตั้งนานแล้ว ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงเช่นกัน แต่เป็นความมั่นคงด้านการปกป้องตนเองจากรัสเซีย ไม่ว่าจะมีประเทศจีนหรือมาเพ่นพ่านหรือไม่ก็ตาม
หนังสือ NATO and the Future of European and Asian Security ยังกล่าวไว้ด้วยว่าในแง่ภูมิรัฐศาสตร์ "กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ถือว่ากรีนแลนด์เป็นส่วนหนึ่งของทวีปอเมริกา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ป้องกันประเทศโดยรวมของสหรัฐฯ โดยมีอะแลสกาอยู่ทางตะวันตกและกรีนแลนด์อยู่ทางตะวันออก และเกาะแห่งนี้ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของทวีปอเมริกามานานหลายศตวรรษแล้ว"
การกำหนดกรีนแลนด์ให้เป็นส่วนหนึ่งของทวีปอมริกา คือการดำเนินการ "ในนาม" เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของดินแดนนี้ สหรัฐฯ เองไม่ทำแบบนั้นก็ไม่ได้ เพราะในแง่ความมั่นคงแล้ว กรีนแลนด์ถือเป็นจุดตายที่จะเข้าซุ่มโจมตีสหรัฐฯ ได้ และสหรัฐฯ ก็ใช้มันเป็นจุดอับสำหรับฝ่ายตรงข้ามได้เหมือนกัน ในหนังสือเล่มกล่าวถึงเหตุผลด้านความมั่นคงหลักๆ 2 ประการที่กรีนแลนด์มีความสำคัญต่อสหรัฐฯ คือ
"ปัญหาแรกคือความไม่สามารถในการเฝ้าระวังน่านน้ำและน่านฟ้าของกรีนแลนด์ได้ ป้อมปราการที่สำคัญที่สุดในระบบป้องกันนี้ยังคงเป็นฐานทัพอากาศทูเล (ของสหรัฐฯ) และสถานีเรดาร์ที่มีอยู่ ฐานทัพแห่งนี้มีเรดาร์มุมกว้าง 240 องศา ครอบคลุมพื้นที่ 5,000 กิโลเมตร สามารถติดตามขีปนาวุธข้ามทวีปได้ ไม่ว่าจะเป็นขีปนาวุธที่ยิงมาจากทวีปยูเรเซียหรือจากเรือดำน้ำในทะเลบาเรนต์และทะเลอาร์กติก อย่างไรก็ตาม เรดาร์ในทูเลไม่ได้เฝ้าระวังน่านฟ้าในพื้นที่กรีนแลนด์ กล่าวอีกนัยหนึ่ง พื้นที่กว้างใหญ่นี้เป็นพื้นที่ที่มีการเฝ้าระวังน้อยมาก กรีนแลนด์จึงแทบจะถือได้ว่าเป็นเขตปลอดทหาร ที่ซึ่งเครื่องบินและขีปนาวุธที่มุ่งหน้าไปยังทวีปอเมริกาเหนืออาจเข้าใกล้เมืองใหญ่ๆ บนชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกาได้โดยไม่ถูกตรวจพบ
ความท้าทายทางทหารประการที่สองในกรีนแลนด์คือ การป้องกันดินแดนของสหรัฐฯ นั้นจำเป็นต้องควบคุมกิจกรรมใต้น้ำของกองเรือภาคเหนือของรัสเซียในเดนมาร์ก นอกจากนี้ ช่องแคบระหว่างไอซ์แลนด์และกรีนแลนด์ก็ไม่สามารถสัญจรได้ในปี 2021 กระทรวงกลาโหมของเดนมาร์กได้ออกแถลงการณ์เตือนว่า เดนมาร์กคาดว่าจะไม่มีขีดความสามารถด้านโซนาร์เพียงพอที่จะตรวจสอบกิจกรรมของทั้งรัสเซียและจีนในช่องแคบ จากมุมมองของเพนตากอน นี่เป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง ในทศวรรษ 2020 สภาพการณ์ทางทหารเหล่านี้ย่อมเพิ่มความสนใจของสหรัฐฯ ในการป้องกันอาร์กติกในอนาคต ซึ่งทั้งกรีนแลนด์และหมู่เกาะแฟโรบางส่วนจะมีบทบาทสำคัญ" (หน้า 189)
แน่นอนว่า ความต้องการกรีนแลนด์มีมานับร้อยปีแล้ว ไม่ว่าจีนหรือรัสเซียจะเป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐฯ หรือไม่ก็ตาม แต่ในเวลานี้ ดูเหมือนว่าเป้าหมายของการได้กรีนแลนด์อาจจะอยู่ที่การสกัดจีนและรัสเซียมากกว่า โดยเฉพาะการป้องการการเข้าถึงภูมิภาคนี้โดยจีน (และอาจมีเรื่องของแร่ธาตุหายากอันมากมายบนเกาะนี้ด้วย แต่เราจะไม่พูดถึงประเด็นนี้ ณ ที่นี้)
เจ้าชายไมเคิลอ้างถึง "ความสนใจที่เพิ่มขึ้นของจีนในแถบอาร์กติก" และนี่เป็นข้ออ้างเดียวกับทรัมป์ที่บอกว่าต้องการกรีนแลนด์ โดยบอกว่า "เราต้องการกรีนแลนด์จากมุมมองด้านความมั่นคงของชาติ ตอนนี้กรีนแลนด์มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์มาก เพราะเต็มไปด้วยเรือของรัสเซียและจีนอยู่ทั่วทุกหนทุกแห่ง เราต้องการกรีนแลนด์จากมุมมองด้านความมั่นคงของชาติ และเดนมาร์กไม่สามารถทำเช่นนั้นได้"
ในแง่มุมของชาติตะวันตกพวกเขามองเห็นแบบนี้จริงๆ เพราะในปี 2018 จีนประกาศตนเองเป็น "รัฐใกล้ขั้วโลกเหนือ" ซึ่งตะวันตกมองว่าเป็นความ "พยายามเพิ่มอิทธิพลในภูมิภาคนี้" นอกจากนี้ จีนยังประกาศแผนการสร้าง "เส้นทางสายไหมขั้วโลก" (Polar Silk Road) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative)
หนังสือ NATO and the Future of European and Asian Security กล่าวว่า "สิ่งสำคัญที่สุดในการทำความเข้าใจนโยบายอาร์กติกใหม่ของสหรัฐฯ คือการเปลี่ยนจุดสนใจจากรัสเซียไปสู่จีน ในทศวรรษ 2020 วอชิงตันมองว่าจีนเป็นความท้าทายหลักทั้งในอาร์กติกและในระดับโลก การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจสหรัฐฯ และจีนจะได้รับความสำคัญสูงสุด โดยที่อาร์กติกเป็นเพียงหนึ่งในหลายภูมิภาคบนโลก" (หน้า 190)
อย่างไรก็ตาม หลินเจี้ยนโฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนเรียกร้องให้สหรัฐฯ หยุดใช้คำว่า "ภัยคุกคามจากจีน" เป็นข้ออ้างเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน
การอ้างจีนเป็นแค่การอธิบายให้คนในประเทศของ ทรัมป์ ฟัง ไม่ใช้การอธิบายให้ชาวโลกฟัง เพราะนี่คือสิ่งที่สหรัฐฯ ต้องการมาอย่างยาวนาน แต่ไม่สามารถทำได้เพราะผู้นำสหรัฐฯ แต่ละคนล้วนแต่ "เกรงใจ" กฎหมายระหว่างประเทศ และไม่ต้องถึงขั้นกฎหมายระหว่างประเทศ แม้แต่การละเมิดรัฐธรรมนูญด้วยการรุกรานประเทศอื่นๆ พวกนั้นก็ไม่กล้าทำ แม้จะพยายามเลี่ยงบาลีด้วยการใช่องโหว่ทางกฎหมายในการโจมตีประเทศต่างๆ แต่ก็ต้องอยู่ในขอบเขตของกฎหมายอยู่ดี
แต่ ทรัมป์ ได้กลายเป็น "พวกนอกกฎหมาย" ไปแล้ว แม้การแสดงแสนยานุภาพที่เวเนซุเอลาจะเป็นวิธีหนึ่งในการย้ำความเป็นมหาอำนาจหนึ่งเดียวก็ตาม แต่มันเป็นวิธีที่ชั่วร้ายและนอกรีตนอกรอย มันไม่อาจสรรหาความชอบธรรมใดๆ มาอธิบายได้ด้วยซ้ำ กระทั่งทำให้ผู้นำยุโรปตกใจกัน (และบางคนหุบปากเงียบ คงเพราะไม่รู้จะพูดอะไร) โดยคิดว่า สหรัฐฯ สามารถทำอะไรก็ได้กับดินแดนที่พวกเขาต้องการ
ในเวลาร้อยกว่าปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้แต่ "ต้องการ" กรีนแลนด์ แต่ ทรัมป์ ผู้ไร้หิริโอตตัปปะได้ทำลายความละอายต่อกฎหมายโลกที่นักการเมืองอเมริกันเคยมี (หรือพอมีอยู่บ้าง) และจะทำให้ความฝันนั้นกลายเป็นจริงขึ้นมา
บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better
Photo - กธรณีวิทยา โทมัส วาร์มิง แสดงผลการค้นพบแร่ธาตุหายากและโลหะมีค่าบนแผนที่สำรวจที่มหาวิทยาลัยกรีนแลนด์ ระหว่างการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว AFP ในเมืองนูอุก ประเทศกรีนแลนด์ เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2025 วาร์มิงกล่าวว่า กรีนแลนด์มีศักยภาพที่จะเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการทำให้โลกพึ่งพาจีนน้อยลงสำหรับทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้ แต่เสริมว่าสภาพภูมิอากาศ โครงสร้างพื้นฐาน และกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมทำให้เป็นเรื่องท้าทาย ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้ทำให้ความสัมพันธ์กับเดนมาร์กตึงเครียดขึ้นด้วยการส่งสัญญาณซ้ำๆ ว่าเขาต้องการควบคุมกรีนแลนด์ ดินแดนปกครองตนเองของเดนมาร์ก ซึ่งจะมีการเลือกตั้งสภานิติบัญญัติในวันที่ 11 มีนาคม (Photo by Odd ANDERSEN / AFP)