ไม่กี่วันก่อน ผมเห็นรายงานข่าวจากสำนักข่าวชุงอังรายวัน (JoongAng Daily) ของเกาหลีใต้รายงานสถานการณ์ที่น่าสงสัยในตลาดหนังสือของเกาหลีใต้และญี่ปุ่นรวมถึงไต้หวัน โดยรายงานทั้งสองเรื่อง เรื่องแรกมีชื่อว่า "เหตุใดผู้ซื้อจากต่างประเทศจึงสั่งซื้อหนังสือเกาหลีจำนวน 100,000 ชื่อเรื่อง โดยสั่งเพียงชื่อเรื่องละ 1 เล่มเท่านั้น?"
และอีกรายงานหนึ่งมีชื่อว่า "หนังสือภาษาเกาหลี ญี่ปุ่น และไต้หวัน ตกเป็นเป้าหมายใน 'Project Panama' ของ Anthropic ซึ่งเป็นการเสาะหาข้อมูลสำหรับใช้ฝึกฝน AI"
รายงานทั้งสองเรื่องนี้สะกิดใจอย่างมาก เพราะเมื่อเดือนสิงหาคมนี้เอง มีรายงานจากสื่อตะวันตก (โดยเฉพาะสำนักข่าว 404 Media ที่ติดตามเรื่องไม่ชอบมาพากะลในวงการเทค) ว่า บริษัทเทคโนโลยีอย่าง Amazon และผู้ให้บริการข้อมูลหนังสืออย่าง ISBNdb ได้กว้านซื้อหนังสือเล่มมือสองและหนังสือหายากจำนวนมาก เพื่อนำไปสแกนและทำลายทิ้ง โดยมีจุดประสงค์เพื่อใช้เป็นข้อมูลสำหรับฝึกฝนปัญญาประดิษฐ์ (AI)
เรื่องนี้ทำให้คนรักหนังสือตื่นตระหนกอย่างมาก และจับตาความเคลื่อนไหวของบริษัท AI อย่างไม่ละวางโดยเฉพาะหากมีการกว้านซื้อหนังสือล็อตใหญ่ทั้งโดยบริษัทเหล่านี้และโดยเอเย่นต์ในวงการหนังสือ
และนี่ยิ่งทำให่้คน "เกลียด" บริษัทเทค และบริษัท AI (บางแห่ง) มากเข้าไปอีก
ไม่ใช่เพราะชิงชังที่พวกนี้กว้านซื้อหนังสือไปสอน AI แล้วทำลายทิ้ง แต่เพราะพวกนี้ยังถูกกล่าวหาว่าพยายามทำลายหนังสือที่หาฉบับสำรองไม่ได้ เพื่อที่จะเอาไปสอน AI แล้วทำลายทิ้งให้หมด เพื่อที่จะ "ผูกขาดความรู้" ให้อยู่ในมือตน
คนเราไม่เพียงจะตกงานเพราะ AI แต่ยังจะโง่ลงเพราะ AI อีกด้วย - นี่เป็นสิ่งทีฝ่ายต่อต้านกลัวและเกลียดยิ่งนัก
กลับมาที่รายงายของสำนักข่าวชุงอังของเกาหลี รายงานแรกมีข้อมูลที่น่าสนใจว่า
"ร้านหนังสือเคียวโบ (Kyobo Book Centre เป็นเชนร้านหนังสือรายใหญ่ที่สุดในเกาหลัใต้) ได้รับคำสั่งซื้อจำนวนมากผิดปกติถึง 100,000 เล่ม เป็นหนังสือภาษาเกาหลีทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นชื่อเรื่องใดก็ตาม ตราบใดที่แต่ละเล่มแตกต่างกัน ซึ่งทางร้านคาดว่าอาจเป็นความพยายามที่จะจัดหาวัสดุสำหรับการฝึกอบรมปัญญาประดิษฐ์ (AI)"
และ “การสอบถามส่วนใหญ่มาจากบริษัทในสหรัฐฯ จนถึงขณะนี้มีบริษัทติดต่อเข้ามาแล้วประมาณ 10 แห่ง”
เจ้าหน้าที่ของเคียวโบก็สงสัยว่าการกว้านซื้อขนาดนี้เป็นเรื่องผิดปกติและน่าจพะเกี่ยวกับการนำไปฝึก AI โดยเขากล่าวกับชุงอังว่า “เราประเมินว่าไม่สามารถตัดความเป็นไปได้ที่หนังสือเหล่านี้จะถูกนำไปใช้สำหรับการฝึกฝน AI ออกไปได้ เมื่อพิจารณาถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับสำนักพิมพ์ ร้านหนังสือ และอุตสาหกรรมจัดจำหน่ายหนังสือโดยรวมในเกาหลี เราจึงแจ้งไปยังบริษัทเหล่านั้นว่า เราไม่สามารถดำเนินการต่อได้หากยังไม่มีการยืนยันที่แน่ชัดว่าใครจะเป็นผู้รับหนังสือไปในท้ายที่สุด และหนังสือเหล่านั้นจะถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใด”
กระนั้นก็ตาม พวกเขาเริ่มวิตกถึงผลกระทบแล้ว โดยบอกกับชุงอังว่า “สำนักพิมพ์และผู้จัดจำหน่ายจำเป็นต้องแบ่งปันข้อมูลและกำหนดแนวทางสำหรับการรับมือกับการสั่งซื้อ [ที่สงสัยว่ามีเจตนานำไปใช้เพื่อการฝึกฝน AI]”
จากท่าทีของร้านหนังสือที่ใหญ่ทีสุดของเกาหลีใต้ จะเห็นว่าแม้จะมียอดสั่งซื้อเป็นแสนๆ เล่ม แต่มันเป็นการซื้อแบบ "สั่งแล้วจบกันไป" คือซื้อหนังสือครั้งนี้แล้วนำไปสอน AI แล้วไม่เพียงจะไม่มีการสั่งซื้ออีก แต่จากนี้ไป AI จะผลิตเนื้อหาซ้ำและลอกมาจากหนังสือเหล่านั้นด้วย
แบบนี้อุตสาหกรรมหนังสือจึงเสี่ยงที่จะพินาศ ดังนั้น พวกเขาจึงต้องร่วมมือกันจับตาเพื่อความอยู่รอดของแหล่งทำมาหากินของวงการหนังสือ
ส่วนรายงานที่สองของชุงอังนั้นน่าตื่นเต้นยิ่งกว่าเพราะข้อมูลแน่นมากในเรื่องการสั่งซื้อหนังสือครั้งใหญ่ สาระหลักๆ ของรายงานระบุว่า
"Anthropic ได้จัดซื้อหนังสือจากบริษัทแห่งหนึ่งในเกาหลีใต้เป็นปริมาณรวมประมาณ 80 เมตริกตัน โดยแบ่งการจัดส่งออกเป็น 5 ครั้งในช่วงระหว่างเดือนมีนาคม 2025 ถึงเดือนมิถุนายนปีนี้ จากการสืบสวนเพิ่มเติมพบว่าปริมาณรวมทั้งหมดอยู่ที่ 165.69 เมตริกตัน ผ่านการจัดส่งรวม 7 ครั้ง ซึ่งคาดว่ามีหนังสืออยู่ประมาณ 414,000 เล่ม เทียบเท่ากับหนังสือเล่มใหม่ทุกชื่อเรื่องที่ตีพิมพ์ในเกาหลีใต้ตลอดระยะเวลา 6 ถึง 7 ปีที่ผ่านมา" ผู้ที่เป็นเอเย่นตฺจักส่งหนังสือเกาหลีให้กับ Anthropic คือบริษัท Woongjin Booxen โดยจัดส่งไปทางท่าเรือปูซาน ปลายทางอยู่ที่ลองบีชและลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย รวมถึงทาโคมา รัฐวอชิงตัน โดยมี Better World Books (BWB) เป็นผู้ดำเนินการ
นอกจากเกาหลีใต้แล้ว Anthropic ยังได้บรรลุข้อตกลงในการจัดหาหนังสือกับ Nippon Shuppan Hanbai (หรือ Nippan) ซึ่งเป็นผู้จัดจำหน่ายหนังสือสัญชาติญี่ปุ่น โดยสถานีโทรทัศน์นิปปอนทีวี (Nippon TV) ของญี่ปุ่นรายงานโดยอ้างอิงข้อมูลจาก Sayari ซึ่งเป็นเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลการนำเข้าและส่งออกว่า "บันทึกข้อมูลระบุว่า บริษัทในเครือของกลุ่มสำนักพิมพ์ยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งในญี่ปุ่นได้ส่งออกหนังสือภาษาญี่ปุ่นมากกว่า 50 เมตริกตันไปยังสหรัฐอเมริกานับตั้งแต่ปีที่แล้ว" โดยบริษัทดังกล่าวคือ Nippan IPS ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ Nippan ผู้ค้าส่งและจัดจำหน่ายหนังสือรายใหญ่ในญี่ปุ่น
ชุงอังไม่มีตัวเลขชัดๆ ของหนังสือจากญี่ปุ่นที่ส่งไปสหรัฐอเมริกา แต่ "จากการประเมินอย่างระมัดระวัง Nippan IPS ได้จัดส่งหนังสือจำนวน 122.155 เมตริกตันให้กับ BWB ผ่านการขนส่งรวม 8 ครั้ง ในช่วงระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ถึงเดือนมกราคมปีนี้ การคำนวณนี้ครอบคลุมเฉพาะรายการขนส่งที่ระบุว่ากรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เป็นสถานที่รับสินค้าเท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีบันทึกอีก 3 รายการที่ระบุว่า Nippan IPS เป็นผู้ขายและ BWB เป็นผู้ซื้อ โดยระบุว่าเมืองปูซานเป็นทั้งสถานที่รับสินค้าและท่าเรือที่ทำการบรรทุกสินค้า ซึ่งการขนส่งในส่วนนี้มีปริมาณรวม 80.799 เมตริกตัน ทั้งนี้ ยังไม่สามารถยืนยันลักษณะของธุรกรรมเหล่านี้ได้"
นอกจากจะเกิดขึ้นกับเกาหลีใต้และญี่ปุ่นแล้ว การกว้านซื้อหนังสือยังเกิดขึ้นกับไต้หวันด้วย โดยมีการ "ส่งออกหนังสือจำนวน 563.143 เมตริกตันไปยัง BWB ผ่านการขนส่งรวม 16 เที่ยว โดยหนังสือทั้งหมดถูกส่งออกจากท่าเรือในไทเป เกาสง และจีหลง ของไต้หวัน ซึ่งมีเที่ยวขนส่งหนึ่งเที่ยวที่เดินทางมาถึงสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 4 กันยายนที่ผ่านมานี้เอง"
ที่น่าสนใจก็คือ ชุงอังรายงานว่า "สิ่งที่น่าสังเกตเป็นพิเศษคือการกล่าวถึง "หนังสือภาษาจีนตัวย่อที่มาจากจีนแผ่นดินใหญ่" ซึ่งชี้ให้เห็นว่า Anthropic อาจพยายามนำเข้าหนังสือภาษาจีนผ่านทางไต้หวัน เนื่องจากประสบปัญหาในการนำเข้าโดยตรงจากจีนแผ่นดินใหญ่ ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างวอชิงตันและปักกิ่ง ทั้งนี้ ไต้หวันใช้ตัวอักษรจีนแบบดั้งเดิม (ตัวเต็ม) ในขณะที่จีนแผ่นดินใหญ่ใช้ตัวอักษรจีนแบบย่อ"
ตอนนี้ Anthropic ยังเจาะเข้าจีนไม่ได้ นี่เป็นช่องโหว่สำคัญ แม้ในไต้หวันจะมีหนังสือจากจีนอยู่บ้างก็ตาม แต่ไม่ทั้งหมด ตลาดหนังสือในจีนใหญ่โตมโหฬาร และการตีพิมพ์หนังสือเฉพาะเด้านยังทำกันต่างๆ กันไปในแต่ละมณฑลของประเทศ (เรื่องนี้ผมขอแบ่งปันประสบการณ์ส่วนตัว ซึ่งผมเองนั้นนอกจากจะเป็นนักข่าวแล้ว ยังเขียนหนังสือเป็นเล่มๆ ด้วย และทราบมาว่าบุคคลากรในวงการหนังสือจีนนั้นรายได้ดีมากๆ บางคนเป็นเศรษฐีย่อมๆ ด้วยซ้ำ ซึ่งแสดงถึงความรุ่งเรืองของตลาดหนังสือจีน ในขณะที่วงการหนังสือที่ไหนๆ ก็เนิ่มที่จะยอบแยบกันไปหมด)
อย่างไรก็ตาม แม้ Anthropic และบริษัทเทคอื่นๆ จะเข้าถึงตลาดหนังสือจีนไม่ได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าในจีนจะไม่มีการใช้หนังสือในการสอน AI เพียงแต่วิธีการอาจจะต่างจากบริษัทอเมริกัน
อย่าลืมว่าการขับเคี่ยวกันเป็นเจ้า AI นั้นเป็นเวทีของสหรัฐฯ และจีน หากสหรัฐฯ ทำแบบนี้ มีหรือที่จีนจะไม่ทำบ้าง แต่ก็อย่างที่บอกไปว่า ไม่จำเป็นที่จีนจะทำเหมือนกันเป๊ะๆ เช่น การนำเสนอแนวคิดหรือหลักการ (paradigm) ของการพัฒนา AI สหรัฐฯ มองว่ารัฐบาลจะแทรกแซงบริษัทเอกชนไม่ได้ทั้งโดยการออกกฎหมายควบคุมการพัฒนาและการแบ่งเทคโนโลยีในแบบ open-source แต่จีนกลับเสนอแนวคิดเรื่องการออกฎหมายควบคุม และการสนับสนุนการแบ่งปันผ่าน open-source
ผมเห็นว่าการใช้หนังสือสอน AI ในจีนนั้นก็ต่างไปจากสหรัฐฯ
แม้ว่าข้อมูลเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวด้านนี้ในจีนจะน้อย แต่ก็พอมีคำบอกใบ้อยู่บ้าง จากรายงานข่าวชิ้นหนึ่งจากสำนักข่าว "ตลาดหลักทรัพย์รายสัปดาห์" (证券市场周刊) อันเป็นสื่อในจีน รายงานไว้เมื่อเดือนกันยายนว่า "บริษัทจำหน่ายหนังสือมูลค่า 5.5 พันล้านหยวนกำลังเล็งเข้าซื้อกิจการสำนักข่าวการเงินมูลค่า 5 พันล้านหยวน โดยการเข้าซื้อครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่สื่อ แต่เป็นไปเพื่อครอบครองสินทรัพย์ข้อมูลสำหรับปัญญาประดิษฐ์ (AI)"
บริษัทจำหน่ายหนังสือมูลค่า 5.5 พันล้านหยวน คือบริษัทซินหัว ฉวนเหมย หรือ "ซินหัว มีเดีย" (新华传媒)
ซินหัว มีเดียเป็นบริษัทด้านการจัดพิมพ์และจัดจำหน่าย ตั้งอยู่ในเซี่ยงไฮ้ มีธุรกิจของบริษัทครอบคลุมถึงการจัดจำหน่ายหนังสือ การจำหน่ายหนังสือพิมพ์และนิตยสาร บริการตัวแทนโฆษณา และธุรกิจโลจิสติกส์ เคยถือสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวในการบริหารจัดการหนังสือพิมพ์และนิตยสารหลายฉบับ และมีความเกี่ยวข้องกับการบริหารร้านหนังสือซินหัว (新华书店) ในเซี่ยงไฮ้
ผมต้องอธิบายเพิ่มเติมว่า ร้านหนังสือซินหัวนั้นเป็นเชนร้านหนังสือใหญ่ที่สุดในจีนที่ดำเนินการโดยรัฐวิสาหกิจ ใครไปเมืองจีนก็คงต้องเคยเห็นร้านหนังสือซินหัวอยู่บ้าง ซึ่งมีเกือบทุกแห่งหนก็ว่าได้ แต่ร้านหนังสือซินหัวสาขาเซี่ยงไฮ้ที่ดำเนินการโดยกลุ่มบริษัทจัดจำหน่านซินหัวเซี่ยงไฮ้ (上海新华发行集团) นั้นเป็นรากฐานของการปฏิรูปร้านหนังสือซินหัวในช่วงต้นทศวรรษที่ 2000 โดยมีการยกระดัยร้านหนังสือสาขาเซี่ยงไฮ้ให้เป็นบริษัทซินหัว มีเดีย ที่ดำเเนินธุรกิจด้านการจัดพิมพ์และจัดจำหน่ายแห่งแรกที่ประสบความสำเร็จในการเข้าจดทะเบียนในตลาดทุนภายในประเทศผ่านวิธีการ "นำบริษัทเข้าจดทะเบียนทางอ้อม" (backdoor listing) สามารถเปลี่ยนผ่านจากร้านหนังสือซินหัวแบบดั้งเดิม ไปสู่การเป็นบริษัทจัดจำหน่ายสื่อทางวัฒนธรรมขนาดใหญ่ที่มีรูปแบบธุรกิจหลากหลายได้สำเร็จ
"ตลาดหลักทรัพย์รายสัปดาห์" ยังรายงานด้วยว่า "ซินหัว มีเดียเป็นแพลตฟอร์มเดียวที่จดทะเบียนในตลาดหุ้น A-share ภายใต้กลุ่มบริษัทเซียงไฮ้ มีเดียโดยบริษัทเป็นผู้ดูแลร้านหนังสือซินหัวทั้งหมดในเซี่ยงไฮ้ รวมถึงร้านเมืองหนังสือเซี่ยงไฮ้ (上海书城) จำนวน 54 แห่งในเซี่ยงไฮ้ อีกทั้งยังถือสิทธิ์ในการจัดจำหน่ายตำราเรียนในท้องถิ่น"
หนึ่งในการลงทุนที่หลากหลายของซินหัว มีเดียยังรวมถึงด้านอสังหาริมทรัพย์ด้วย ซึ่งเป็นการลงทุนที่ "เคย" นิยมในจีน แต่ตอนนี้ตลาดวายแล้ว หากถอนทุนไม่ได้ (ซึ่งยากมากแล้ว) ก็ต้องหาทางอื่นมาขับเคลื่อนการเติบโต
ที่ผมต้องเล่าพื้นเพของซินหัว มีเดียก็เพื่อจะให้เห็นภาพว่าบริษัทนี้ไม่เพียงมี "ฐานข้อมูล" ใหญ่โตมโหฬารจากหนังสือที่จัดจำหน่ายโดยเชนร้านหนังสือซินหัวเท่านั้น แต่ยังมีสื่ออยู่ในมือมากมาย และยังเป็นผู้จีดจำหน่ายสื่อทางวัฒนธรรมรายใหญ่ ซึ่งสื่อทางวัฒนธรรม (文化传媒) ที่ว่านี้หมายถึงรายการข่าว หนังสือ ทีวีซีรีส์ ภาพยนต์ เกม และรายการวาไรตี้ต่างๆ ซึ่งตอนนี้มีมูลค่าสูงมาก และในระยะหลังใช้ AI มากขึ้นเรื่อยๆ
มาที่คำถามว่าซินหัว มีเดียกำลังทำอะไร?
"ตลาดหลักทรัพย์รายสัปดาห์" รายงานว่า "ในช่วงเย็นวันที่ 7 กันยายน ประกาศระงับการซื้อขายหุ้นได้เชื่อมโยงบริษัทสองแห่งภายในตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ ซึ่งดูไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันเข้าไว้ด้วยกัน โดยซินหัว มีเดียซึ่งดำเนินธุรกิจจำหน่ายหนังสือ กำลังจะออกหุ้นใหม่เพื่อเข้าถือหุ้นใหญ่ในเจี้ยเมี้่ยน การเงิน (界面财联社)"
เจี้ยเมี่ยน การเงิน หรือ "เจี้ยเมี่ยน ไฉเหลียนเส้อ" เป็นกลุ่มบริษัทสื่อการเงิน แต่ทำไมถึงมารวมกิจการเข้ากับซินหัว มีเดียซึ่งเป็นผู้จัดจำหน่ายหนังสือ? เรื่องนี้ "ตลาดหลักทรัพย์รายสัปดาห์" ชี้ว่าเป็นเพราะ AI โดยบอกว่า "การควบรวมกิจการในตลาดหุ้น A-share ครั้งนี้ แท้จริงแล้วคือการนำสินทรัพย์ข้อมูลที่มีขีดความสามารถด้าน AI เข้าไปรวมไว้ในบริษัทจดทะเบียนเดิมที่ดำเนินธุรกิจสำนักพิมพ์แบบดั้งเดิม"
บริษัทซินหัวนั้นมีหนังสืออันเป็นแหล่งดาต้าที่สำคัญ ส่วนสำนักข่าวเจี้ยเมี่ยนนั้นมีทั้งดาต้าแบะมีทั้งแพลตฟอร์มในการเผยแพร่คอนเทนต์ การผนึกกำลังกันของยักษ์ใหญ่ที่ควบคุมดาต้า จึงเป็นการสร้างมหาอำนาจของ AI ขึ้นในแง่ของการ "บิ๊กดาต้า"
ผมคิดว่า เนื่องจากซินหัว มีเดียมีหนังสือในมือแล้ว จึงไม่ต้องทำแบบบริษัทอเมริกันในการกว้านซื้อหนังสือ แต่มันอาจจะไม่ได้หมายถึงหนังสือเสมอไปก็เป็นได้ และอีกประการหนึ่ง ข่าวก็ไม่ได้บอกว่าซินหัว มีเดียกำลังจะใช้ฐานดาต้าหนังสือของตนในการจำพัฒนา AI เพียงแต่สื่อในจีนสงสัยว่ากำลังจะเสริมความแข้งแกร่งด้วย AI ซึ่งอยู่ในมือของเจี้ยเมี่ยน ไฉเหลียนเส้อ
"ตลาดหลักทรัพย์รายสัปดาห์" ชี้ว่า
"โมเดลขนาดใหญ่ไฉเยว่ (财跃大模型) ซึ่งทางกลุ่มพัฒนาขึ้นเอง ได้ถูกนำมาใช้สร้างแพลตฟอร์ม "คูเปียน" (酷编) ส่งผลให้ทีมงานสามารถลดขนาดลงได้ 20% ในขณะที่ยังคงสามารถผลิตและเผยแพร่บทความได้เฉลี่ยถึง 30,000 บทความต่อเดือน ทั้งนี้ ทางกลุ่มได้ยื่นจดทะเบียนอัลกอริทึมและโมเดลขนาดใหญ่ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วรวม 13 รายการ โดยธุรกิจที่เกี่ยวข้องภายใต้บริษัทเทคโนโลยีในเครือสองแห่ง ได้แก่ ไฉเยว่ ซิงเฉิน (财跃星辰) และ ไผเซิง ว่านอู้ (派生万物) สามารถสร้างรายได้รวมกันได้หลายร้อยล้านหยวน ด้านประธานบริษัท จางเชี่ยน (章茜) ได้เปิดเผยต่อสาธารณะว่า รายได้จากการนำเสนอโซลูชัน AI ให้แก่ภายนอกองค์กรนั้นมีมูลค่าสูงถึงหลายสิบล้านหยวน โดยโมเดลขนาดใหญ่ไฉเยว่ สามารถสร้างวงจรธุรกิจที่ครบวงจรในภาคการเงินได้สำเร็จ จนกลายเป็น "เส้นโค้งการเติบโตที่สอง" ของบริษัทในที่สุด"
โมเดลขนาดใหญ่ไฉเยว่ คือ โมเดลในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่อิงกับดาต้าและ AI โดยสามารถสร้างบริการที่เป็นผู้ช่วยบริหารความมั่งคั่งและการวิจัยการลงทุนที่ขับเคลื่อนด้วย AI ไปจนถึงการให้คำปรึกษาด้านการลงทุนอัจฉริยะ การควบคุมความเสี่ยงอัจฉริยะ
คูเปียน คือระบบแพลตฟอร์มแบบบูรณาการสำหรับการผลิตและเผยแพร่ข้อมูลทางการเงิน ซึ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการโดยเจี้ยเมี่ยน ไฉเหลียนเส้อในเดือนกันยายน 2026 ระบบนี้ผสานรวมโมเดลไฉเยว่ ที่พัฒนาขึ้นเองเข้ากับข้อมูลทางการเงินเฉพาะ โดยเชื่อมโยงกระบวนการทั้งหมด ตั้งแต่การรวบรวมข้อมูล การประมวลผลข้อมูล การสร้างโมเดล AI การผลิตเนื้อหา ไปจนถึงการตรวจสอบและการเผยแพร่
เมื่อโมเดลขนาดใหญ่ไฉเยว่ผนึกกำลังกับคูเปียน จึงได้โรงงงานพลิตคอนเทนต์ที่ครอบคลุมและตอบสนองความต้องการข้อมูลของลูกค้า ทำให้บริษัทมีแรงผลัหกดันให้เติบโตอีกครั้ง
นี่เองที่เป็นสาเหตุให้ซินหัว มีเดียต้องควบกับเจี้ยเมี่ยน ไฉเหลียนเส้อ เพราะซินหัว มีเดียก็มีดาต้าของตจัวองมากมายมหาศาลอยู่แล้ว แต่เจี้ยเมี่ยน ไฉเหลียนเส้อมีโมเดลและแพลตฟอร์ม
มันช่่างเป็นการ "วิวาหะ" ที่ลงตัวอะไรแบบนี้
ผลที่ตามมาของการควบกิจการครั้งนี้ก็คือ "หากธุรกรรมนี้สำเร็จ ซินหัว มีเดียจะสามารถเปลี่ยนผ่านจากธุรกิจเดิมที่เน้น "การขายหนังสือ + การซื้ออสังหาริมทรัพย์" ไปสู่ภาคธุรกิจดาต้าทางการเงินและดาต้าสำหรับ AI ซึ่งสอดคล้องกับกลยุทธ์ "วัฒนธรรม + เทคโนโลยี" ของกลุ่มตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้"
นี่เป็นโมเดลที่บริษัทเทคอเมริกันปรารถนา นั่นคือการมีดาต้าด้านวัฒนธรรม (หนังสือ ภาพยนต์ ซีรีส์ ฯลฯ) ในมือ แต่ตอนนี้พวกเขาทำแบบนั้นไม่ได้ ไม่เพียงแค่บริษัทด้านวัฒนธรรมจะพยายามซื้อกิจการกันเอง แต่พวกเขายังต้องกว้านซื้อสินค้าทางวัฒนธรรม (หนังสือ) ไปทั่วโลก จนทำให้เกิดคววามชิงชังต่อพวกเขาในหมู่ชาวโลก
ตอนนี้ บริษัทด้านวัฒนธรรม + บันเทิงอเมริกัน ได้รวมตัวกันเป็น "ยักษ์ตัวเดียว" เพื่อสร้างปัจจัยการต่อรองกับบริษัทเทค นั่นคือการสร้างบริษัท Skydance Corporation จากการวมกันของ Skydance Media ก้บ Paramount Global และกับ Warner Bros. Discovery และนำไปสู่การพัฒนา AI ของตัวเอง
สิ่งที่เกิดขึ้นในจีนนั้นจึงต่างจากสหรัฐอเมริกาแบบคนละด้านของเหรียญ เพียงแต่มันดำเนินในรูปแบบคล้ายๆ กัน โดยใช้เส้นทางคนละเส้นที่จะไม่บรรจบกันง่ายๆ
บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better
Photo - ลูกค้ากำลังเลือกดูหนังสือมือสองที่วางจำหน่ายในตลาดนัดทงมโย กรุงโซล เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2025 (Photo by ANTHONY WALLACE / AFP)