เขมรทำเป็นลืมบุญคุณสยามสอนวัฒนธรรมให้ นักวิชการชี้ "ต้องการลบล้างอิทธิพลไทยเพื่อสร้างตัวตนกัมพูชาใหม่"

เขมรทำเป็นลืมบุญคุณสยามสอนวัฒนธรรมให้ นักวิชการชี้

(วานนี้ที่เรานำเสนองานวิจัยทางวิชาการนั้นมีชื่อ "วาทกรรมหลังยุคอาณานิคมเกี่ยวกับระบำราชสำนักกัมพูชา" (Post/colonial Discourses on the Cambodian Court Dance) ผู้เขียน: ซาซากาวะ ฮิเดโอะ (Sasagawa Hideo) นักวิจัยและอาจารย์ชาวญี่ปุ่นผู้เป็นที่รู้จักจากผลงานทางวิชาการด้านประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และวัฒนธรรมกัมพูชา และเป็นศาสตราจารย์ประจำวิทยาลัยเอเชียแปซิฟิกศึกษา มหาวิทยาลัยริทสึเมคัง เอเชียแปซิฟิก (Ritsumeikan Asia Pacific University) ผลงานของเขาตีพิมพ์ในวารสาร "เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา" (Southeast Asian Studies) เล่มที่ 42 ฉบับที่ 4 มีนาคม 2005 เนื้อหาหลักๆ ก็คือ การสร้างประวัติศาสตร์ของระบำราชสำนักกัมพูชาโดยอ้างว่าเป็น “ประเพณียุคเมืองพระนคร” หรืออ้างว่าเป็นการสืบทอดมาจากยุคเมืองพระนคร แต่แท้จริงแล้ว ระบำของกัมพูชาที่ถูกอ้างเป็น "ต้นตำรับนั้น" มีความสัมพันธ์กับลัทธิอาณานิคมฝรั่งเศส อิทธิพลทางวัฒนธรรมของสยาม รวมถึงการสร้างแนวคิดชาตินิยมกัมพูชา และการเมืองของความทรงจำทางวัฒนธรรมที่ประดิษฐ์ขึ้นมาในยุคสมัยใหม่)

ต่อจากวานนี้

ทศวรรษ 1930 ยังเกิดความพยายามในการฟื้นฟูคณะนาฏศิลป์หลวงเขมร มีการฝึกฝนได้รับการจัดระเบียบใหม่ และสมาชิกของคณะนาฏศิลป์รุ่นเก่าได้ถ่ายทอดความรู้ให้กับนักร่ายรำรุ่นเยาว์ ต่อมา พระนางสีสุวัตถิ์ มุนีวงศ์ กุสุมะ มารดาของเจ้าสีหนุ เป็นบุคคลสำคัญในการฟื้นฟูคณะนาฏศิลป์ และการฟื้นฟูนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งหลังได้รับเอกราช

นาฏศิลป์ค่อยๆ ก้าวข้ามจากการเป็นเพียงพิธีกรรมในวัง และกลายเป็นเครื่องมือในการแสดงออกถึงความเป็นชาติเมื่อกัมพูชาได้รับเอกราชในปี ค.ศ. 1953 และภายใต้รัฐหลังได้รับเอกราช นาฏศิลป์ในราชสำนักได้มีบทบาทในระดับชาติที่ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ

พระนางสีสุวัตถิ์ กุสุมะได้ปรับเปลี่ยนการรำในหลายด้าน และหนึ่งในการสร้างสรรค์ใหม่ที่สำคัญที่สุดคือการรำอัปสรา โดยการรำนี้จำลองมาจากรูปปั้นนูนต่ำในสมัยเมืองพระนคร และมีความเกี่ยวข้องอย่างมากกับเจ้าหญิงนโรดม บุปผาเทวี ซาซากาวะชี้ว่าประดิษฐกรรมนี้แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่นำเสนอว่าเป็นประเพณีโบราณนั้น แท้จริงแล้วอาจเป็นการสร้างสรรค์ท่ารำสมัยใหม่ที่อิงจากการตีความภาพลักษณ์โบราณ ดังนั้น ความทันสมัยจึงไม่ได้ทำลาย “ขนบ” (tradition) เสมอไป และความทันสมัยอาจสร้างขนบรูปแบบใหม่ขึ้นมาได้

นอกจากนี้ หลังได้รับเอกราช ภาพลักษณ์ของนครวัดก็ถูกนำมาใช้เพื่อยืนยันอธิปไตยและเอกลักษณ์ของชาติกัมพูชา และเกิด "เรื่องเล่า" ที่อิงกับชาตินิยมกัมพูชาที่ว่า  “กัมพูชาเป็นอารยธรรมโบราณที่มีเอกลักษณ์ทางประวัติศาสตร์อันรุ่งโรจน์” และหนังสือของกรมาวังจวนในปี 1930 เดิมทีผลิตขึ้นบางส่วนสำหรับผู้อ่านชาวฝรั่งเศสและงานแสดงสินค้าอาณานิคมปี ค.ศ. 1931 ก็กลับได้รับชีวิตใหม่ในกัมพูชาหลังได้รับเอกราช โดยสถาบันพุทธศาสนบัณฑิตแห่งกัมพูชาได้พิมพ์ซ้ำในปี ค.ศ. 1956 และเนื้อหาจากหนังสือเล่มนี้ได้ถูกนำไปใช้ในสื่อการศึกษาในเวลาต่อมา

ระบบการศึกษาในยุคอาณานิคมยังคงมีอิทธิพลต่อสังคมกัมพูชาเป็นเวลาหลายทศวรรษ รวมถึงโครงสร้างสองภาษาที่แยกการศึกษาภาษาฝรั่งเศสออกจากการศึกษาภาษาเขมร ซึ่งช่วยให้แนวคิดดังกล่าวคงอยู่ต่อไปได้หลังจากการปกครองของอาณานิคมสิ้นสุดลง และในทางปฏิบัติแล้ว งานเขียนที่เกิดขึ้นภายใต้บริบทของยุคอาณานิคมได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาของชาติในยุคหลังอาณานิคม

ดังนั้น เอกสารของรัฐบาลในยุคหลังได้รับเอกราชจึงมักบรรยายถึงการรำราชสำนักว่าเป็นประเพณีที่สืบทอดมาจากนครวัด บางฉบับยอมรับอิทธิพลจากอินเดีย ชวา พม่า หรือสยาม แต่โดยทั่วไปแล้วเน้นย้ำว่ากัมพูชาได้อนุรักษ์ประเพณีที่สำคัญเอาไว้ ตัวอย่างเช่นการแสดงรามเกียรติที่ได้รับมาจากสยามมักถูกลดทอนหรือละเลยไป

ในทำนองเดียวกัน เอกสารภาษาเขมรในทศวรรษ 1950 บรรยายถึงการรำว่าเป็นประเพณีทางวัฒนธรรมเขมรโบราณที่จำเป็นต้องได้รับการปกป้องและอนุรักษ์ โดยไม่ได้เน้นย้ำถึงอิทธิพลของสยามในภายหลัง

ผลที่ตามมาคือการสร้างเรื่องราวประจำชาติที่เป็นมาตรฐานขึ้นมา โดยบอกว่า "การรำกัมพูชาคือการสืบทอดจากอารยธรรมเขมรโบราณและมีหลักฐานคือนครวัด"

ที่น่าสนใจคือ การได้รับเอกราชไม่ได้ยุติอิทธิพลของฝรั่งเศสที่มีต่อการตีความวัฒนธรรมกัมพูชาในทันที นักวิชาการชาวฝรั่งเศสยังคงตีพิมพ์งานวิจัยเกี่ยวกับการร่ายรำของกัมพูชาในช่วงทศวรรษ 1960

ซาซากาวะได้ศึกษาผลงานของโซลาญ เธียร์รี (Solange Thierry) และแบร์นาร์ด ฟิลิปป์ โกรลิเยร์ (Bernard Philippe Groslier) บุตรชายของฌอร์จ โกรสลิเยร์ โดยเธียร์รีเน้นย้ำถึงความคล้ายคลึงกันระหว่างการการร่านรำสมัยใหม่กับภาพสลักยุคเมืองพระนคร ในขณะที่ให้ความสนใจกับอิทธิพลของสยามน้อยมาก แบร์นาร์ด ฟิลิปป์ โกรลิเยร์ก็เช่นกัน เน้นย้ำถึงจารึกยุคเมืองพระนครและความต่อเนื่องทางภาษา

ซาซากาวะโต้ชี้ว่างานเขียนเหล่านี้ คือให้การที่บุคคลภายนอกให้รับรองทางวิชาการแก่ลัทธิชาตินิยมกัมพูชา

ในสมัยเจ้านโรดม สีหนุ การตีความโดยอ้างนครวัดได้ถูกผนวกเข้ากับลัทธิชาตินิยมกัมพูชาอย่างแน่นแฟ้น นครวัดเองได้กลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ประจำชาติที่ทรงพลังที่สุด

การร่ายรำในราชสำนักก็ถูกรวมเข้ากับพิธีการของรัฐและการแสดงออกทางการทูตเช่นกัน โดยใช้เป็นตัวแทนของกัมพูชาในต่างประเทศ และความชอบธรรมของราชวงศ์ รวมถึงใช้เป็นเอกลักษณ์ของชาติ และสัญลักษณ์ทางการเมือง ไปจนถึงการดึงดูดเรื่องการท่องเที่ยว ดังนั้น การรำไม่ได้เป็นเพียงแค่การแสดงเพื่อราชสำนักอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของชาติกัมพูชาเอง

เมื่อมีการโค่นล้มสีหนุและการสถาปนาสาธารณรัฐเขมรในปี ค.ศ. 1970 เปลี่ยนแปลงระบบการเมือง แต่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงวาทกรรมทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการรำอย่างพื้นฐาน คำว่า “รำราชสำนัก” ถูกเปลี่ยนเป็น “รำคลาสสิก” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการลบคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับระบอบกษัตริย์ออกไป และคณะรำถูกย้ายไปที่มหาวิทยาลัยวิจิตรศิลป์

แต่ซาซากาวะตั้งข้อสังเกตว่าเรื่องราวพื้นฐานของประเพณีนั้นยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนัก ที่จริงแล้ว บทความที่ตีพิมพ์ในช่วงนี้ได้นำบทต่างๆ จากหนังสือเล่มก่อนหน้าของกรมวังจวนมาเผยแพร่ซ้ำ แสดงให้เห็นถึงความคงทนของ "เรื่องเล่า" (narrative) แม้จะผ่านเข้าสู่ระบบการเมืองที่แตกต่างกันมาก โดยแม้ว่าระบอบกษัตริย์จะหายไปจากคำศัพท์ทางการ แต่เรื่องราวทางวัฒนธรรมที่อ้างนครวัดยังคงอยู่รอดในระบอบการเมืองใหม่

แต่ระบอบเขมรแดงก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

หลังเดือนเมษายน ค.ศ. 1975 บรรดานางรำถูกขับไล่ออกจากพนมเปญพร้อมกับประชากรในเมือง และการแสดงถูกห้าม สถาบันทางวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับการร่ายรำถูกทำลายล้าง

อย่างไรก็ตาม ซาซากาวะได้กล่าวถึงข้อยกเว้นที่น่าสนใจ: ระบอบเขมรแดงปฏิเสธวัฒนธรรมของกัมพูชาส่วนใหญ่ แต่ยังคงรักษาความผูกพันเชิงสัญลักษณ์ที่สำคัญกับนครวัดเอาไว้

หลังปี ค.ศ. 1979 ผู้รอดชีวิตจากระบอบเขมรแดงได้กลับมาและเริ่มสร้างคณะนางรำและมหาวิทยาลัยวิจิตรศิลป์ขึ้นใหม่ และผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชาในต่างประเทศก็ก่อตั้งคณะนักร่ายรำขึ้นเช่นกัน ดังนั้น ประเพณีการแสดงทางกายภาพจึงได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง แต่ความเชื่อมโยงเชิงสัญลักษณ์ระหว่างกัมพูชา นครวัด และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมยังคงอยู่รอด

หลังจากที่ราชอาณาจักรกัมพูชาได้รับการฟื้นฟูในปี ค.ศ. 1993 การรำราชสำนักก็กลับมามีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับการแสดงออกทางวัฒนธรรมของชาติอีกครั้ง มีการจัดงานเทศกาลรามายณะที่นครวัด มีการแสดงรำราชสำนักต่อหน้านครวัด

การเฉลิมฉลองสหัสวรรษในปี ค.ศ.1999-2000 ก็มีการแสดงรำที่นครวัดเช่นกัน และรายการโทรทัศน์ได้บรรยายการรำนี้ว่าเป็นประเพณีจากยุคเมืองพระนคร ซึ่งเรื่องนี้มีความสำคัญเพราะเป็นการสร้างเความชื่อมโยงระหว่างการรำเข้ากับนครวัดโดยบอกว่าเป็นประเพณีที่สืบทอดมาจากยุคนั้น และไม่ได้ถูกถ่ายทอดซ้ำเพียงแค่ในหนังสือวิชาการเท่านั้น แต่ยังผ่านสื่อมวลชนและการท่องเที่ยวด้วย

ต่อมาในปี ค.ศ. 2001 เพชร ทุมกระวิล (ពេជ្រ ទុំក្រវិល) เจ้าหน้าที่ในกระทรวงวัฒนธรรมและวิจิตรศิลป์ ได้ตีพิมพ์หนังสือชื่อ "การรำเขมร" โดยการตีความของเขาสืบย้อนต้นกำเนิดการรำของกัมพูชาไปถึงยุคก่อเมืองพระนคร และเสนอแนะว่าการรำในราชสำนักอาจมีอยู่แล้วในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 (ซึ่งกรมวังจวนชี้ว่าเป็นองค์เดียวกับกษัตริย์ในตำนานมุขปาฐะที่ชื่อพระเจ้าเกตุมาลา) 

เพชร ทุมกระวิลยอมรับว่าวัฒนธรรมสยามมีอิทธิพลต่อกัมพูชาในสมัยนักองค์ด้วง แต่เขายืนยันว่าต้นกำเนิดที่แท้จริงควรยังคงเชื่อมโยงกับนครวัด เพราะเขาอ้างว่่าวัฒนธรรมสยามเองก็ได้รับอิทธิพลจากอารยธรรมนครวัด ซึ่งซาซากาวะมองว่านี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการคงอยู่ของกรอบความคิดพื้นฐานเดียวกัน นั่นคือการบอกว่า "อิทธิพลของสยามได้รับการยอมรับ แต่ไม่ได้ท้าทายเรื่องราวต้นกำเนิดที่อ้างว่ามาจากนครวัด"

ซาซากาวะกล่าวว่าการเล่าเรื่องชาติสมัยใหม่จำเป็นต้องลืมสองสิ่ง โดยการลืมชั้นแรก คือการลืมการสร้างสรรค์ในยุคอาณานิคม ในกรณีนี้ชาวกัมพูชาเริ่มยอมรับนครวัดว่าเป็นต้นกำเนิด “ที่แท้จริง” ของวัฒนธรรมชาติอย่างไม่ต้องสงสัย และข้อเท็จจริงที่ว่าการตีความนี้ได้รับการพัฒนาอย่างแข็งแกร่งผ่านงานวิชาการของฝรั่งเศสในยุคอาณานิคมกลับค่อยๆ เลือนหายไป

การลืมชั้นที่สอง คือการลืมอิทธิพลของสยาม ในขณะเดียวกัน อิทธิพลของสยามที่มีต่อวัฒนธรรมราชสำนักกัมพูชาต้องถูกลดทอนหรือตัดออกไปจากการเล่าเรื่องชาติ

ผลที่ได้คือเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่เรียบง่าย คือการอ้างว่า "นครวัดโบราณคือต้นกำเนิดประเพณีเขมรที่สืบทอดมา และเป็นที่มาการร่ายรำกัมพูชาสมัยใหม่"

ซาซากาวะโต้แย้งว่า "การเล่าเรื่อง" นี้จำเป็นต้องลืมทั้งต้นกำเนิดของการตีความในยุคอาณานิคมและการมีส่วนร่วมของสยามไปบางส่วน โดยการล่าอาณานิคมของฝรั่งเศสมีส่วนช่วยในการสร้างการตีความการร่ายรำของกัมพูชาในแบบนครวัด แต่หลังได้รับเอกราช ลัทธิชาตินิยมกัมพูชาพบว่าการตีความนั้นมีประโยชน์อย่างยิ่ง ดังนั้น สิ่งที่เดิมทีรับใช้การเมืองวัฒนธรรมในยุคอาณานิคม อาจรับใช้เอกลักษณ์ชาตินิยมต่อต้านอาณานิคมในภายหลังได้

โดยยุคอาณานิคมฝรั่งเศส เกิดแนวคิดที่ว่า “ฝรั่งเศสกำลังฟื้นฟูอารยธรรมโบราณของกัมพูชา” ซึ่งลบล้างอิทธิพลสยามออกไป และกัมพูชาหลังได้รับเอกราชก็สร้างเรื่องเล่าที่ว่า  “กัมพูชามีอารยธรรมโบราณที่พิสูจน์เอกลักษณ์ชาติที่แตกต่าง” ซึ่งยิ่งทำลายรากเหง้าจากสยามจนหมด ดังนั้น วาทกรรมอาณานิคมและชาตินิยมจึงไม่ใช่สิ่งที่ตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิงทั้งสองเรื่องเล่านี้สามารถทับซ้อนกันได้

เหตุใดอิทธิพลของสยามจึงยากที่จะยอมรับมากขึ้นเรื่อยๆ ในเรื่องเล่าของชาตินิยมของกัมพูชา ซาซากาวะชี้ว่า  โดยทั่วไปแล้ว ลัทธิชาตินิยมแสวงหาขอบเขตที่ชัดเจนระหว่าง “เรา” และ “คนอื่น” รวมถึง "วัฒนธรรมประจำชาติ" และ "วัฒนธรรมต่างชาติ ไปจนถึง "วัฒนธรรมแท้" และ "วัฒนธรรมที่ยืมมา"

แต่ในอดีต วัฒนธรรมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พัฒนาขึ้นผ่านการปฏิสัมพันธ์อย่างเข้มข้น วัฒนธรรมราชสำนักกัมพูชามีความเชื่อมโยงกับอินเดีย ชวา สยาม เวียดนาม ดังนั้น การรำราชสำนักเขมรจึงไม่สามารถจัดให้อยู่ในหมวดหมู่ทางวัฒนธรรมของชาติใดชาติหนึ่งได้อย่างสมบูรณ์

อย่างไรก็ตาม เรื่องเล่าทางวัฒนธรรมของชาติมักจะต้องการต้นกำเนิดที่ชัดเจนกว่า และการอ้างนครวัดได้ให้ต้นกำเนิดเช่นนั้น และสามารถใช้เป็นแหล่งกำเนิดเชิงสัญลักษณ์ของอารยธรรมเขมรที่ไม่เหมือนใครได้

ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งคือการใช้ภาพนูนต่ำจากยุคเมืองพระนครมาอ้าง ซาซากาวะชี้ว่าผู้ชมในยุคปัจจุบันสามารถมองเห็นความคล้ายคลึงกันระหว่างท่าทางของนักร่ายรำ การเคลื่อนไหวของมือ เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ ทรงผม และภาพบุคคลที่ปรากฏในศิลปะยุคเมืองพระนคร ซึ่งความคล้ายคลึงเหล่านี้ทำให้ข้อโต้แย้งเรื่องความต่อเนื่องทางวัฒนธรรมดูมีน้ำหนักและน่าเชื่อถือในความรู้สึก

แต่ซาซากาวะตั้งคำถามว่า ความคล้ายคลึงทางภาพนั้นเพียงพอหรือไม่ที่จะพิสูจน์ถึงการสืบทอดทางประวัติศาสตร์โดยตรง และคำตอบของเขาก็คือ "ไม่"

การแสดงในยุคปัจจุบันอาจถูกสร้างขึ้นโดยจงใจเลียนแบบภาพในอดีต โดยที่ไม่ได้เป็นการสืบทอดรูปแบบการแสดงดั้งเดิมมาโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง

ความแตกต่างในประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในกรณีของการรำอัปสรา โดยการรำอัปสราเป็นการแสดงสมัยใหม่ แต่มีการหยิบยกภาพลักษณ์จากยุคพระนครมาใช้อย่างจงใจ ด้วยเหตุนี้ การสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ในยุคปัจจุบันจึงสามารถสร้างภาพลักษณ์ที่ดูเหมือนว่ามีความต่อเนื่องมาจากอดีตได้

นอกจากนี้ เครือข่ายของสถาบันต่างๆ ได้แก่ พิพิธภัณฑ์ โรงเรียน สถาบันกษัตริย์ มหาวิทยาลัยโทรทัศน์ การท่องเที่ยว และเทศกาลทางวัฒนธรรมต่างก็ร่วมกันตอกย้ำและนำเสนอความเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์ในรูปแบบเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้เรื่องเล่าดังกล่าวมีความยั่งยืนและฝังรากลึก และสามารถกลายเป็นสิ่งที่ผู้คนยอมรับว่าเป็นความจริงพื้นฐานหรือสามัญสำนึกได้

อัตลักษณ์ของชาติจำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับอดีต ในกัมพูชา ยุคพระนครอันรุ่งโรจน์ได้กลายเป็นความทรงจำร่วมที่มีพลังอย่างยิ่ง ทว่าความทรงจำร่วมนั้นจำเป็นต้องอาศัยการเลือกที่จะลืมบางสิ่งบางอย่างด้วยเช่นกัน

โดยเรื่องเล่าของชาติมักจดจำ ความยิ่งใหญ่ของยุคพระนคร และคิดว่านี่คือความสำเร็จอารยธรรมเขมร และมันมีความต่อเนื่องไม่ขาดสาย 

แต่ในขณะเดียวกันคนเขมรก็อาจหลงลืมไปว่าการตีความบางประการถูกสร้างขึ้นในยุคอาณานิคม ลืมเรื่องอิทธิพลของสยาม ลืมว่ามีการหยิบยืมทางวัฒนธรรม ลืมว่ามีการปรับเปลี่ยนการร่ายรำในยุคสมัยใหม่ และไปว่าอารยธรรมเขมรนั้นไม่มีความต่อเนื่อง

การลืมไม่ได้หมายความถึงการจงใจหลอกลวงโดยบุคคลเสมอไป ในทางกลับกัน เมื่อเรื่องเล่าชุดหนึ่งได้รับการสถาปนาจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันทางสังคม ผู้คนก็อาจรับเอาเรื่องเล่านั้นมาเป็นความเข้าใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์โดยปราศจากการตั้งคำถาม

ซาซากาวะตั้งคำถามว่า วัฒนธรรมหนึ่งๆ จะมีความแท้จริงได้อย่างไร? หากการร่ายรำมีองค์ประกอบที่ได้รับอิทธิพลจากสยาม อินเดีย ชวา หรือวัฒนธรรมอื่นๆ จะทำให้การร่ายรำนั้นเป็นกัมพูชาน้อยลงหรือไม่?

บทความชุดนี้สามารถสรุปได้เป็นลำดับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ของการถ่ายทอดรำไทยไปยังกัมพูชาดังนี้:

ก่อนและระหว่างศตวรรษที่สิบเก้า
วัฒนธรรมราชสำนักกัมพูชาพัฒนาขึ้นภายใต้อิทธิพลของสยามอย่างมาก

ปี 1863
ฝรั่งเศสเข้ายึดครองกัมพูชา

ปลายศตวรรษที่ 19
นักเขียนชาวฝรั่งเศสเริ่มเปรียบเทียบการรำกัมพูชากับโบราณสถานนครวัด

ปี 1906
การรำของราชสำนักกัมพูชาได้รับการนำเสนออย่างยิ่งใหญ่ที่เมืองมาร์เซย์ และได้รับการยกย่องว่าเป็นศิลปะการแสดงที่ยอดเยี่ยม

ปี 1907
ฝรั่งเศสได้ครอบครองนครวัด

ทศวรรษ 1910
ฌอร์จ โกรลิเยร์ เชื่อมโยงการรำกัมพูชากับนครวัดมากขึ้นเรื่อยๆ และบรรยายว่าการรำกัมพูชากำลังเสื่อมถอย

ทศวรรษ 1918–1920
โกรลิเยร์มีอิทธิพลในสถาบันวัฒนธรรมของกัมพูชา

ปี 1922
นิทรรศการอาณานิคมนำเสนอการรำกัมพูชาร่วมกับนครวัดมากขึ้นเรื่อยๆ

ปี 1927
ทางการฝรั่งเศสเข้าควบคุมคณะรำหลวงภายใต้การบริหารงานด้านวัฒนธรรมของโกรลิเยร์

ปี 1930
คณะละครกลับไปยังพระราชวัง

ปี 1931
คณะละครเอกชนทำการแสดงที่งานนิทรรศการอาณานิคมปารีส โดยมีฉากหลังเป็นปราสาทนครวัดที่สร้างขึ้นใหม่

ทศวรรษ 1930
กรมวังจวนนำเอาเรื่องราวเกี่ยวกับนครวัดของฝรั่งเศสมาปรับใช้ พร้อมทั้งผสมผสานกับประวัติศาสตร์และมุขปาฐะของชาวเขมร

ทศวรรษ 1950-1960
การตีความเรื่องราวเกี่ยวกับนครวัดเริ่มมีบทบาทเด่นมากขึ้นในกัมพูชาหลังได้รับเอกราช

ตั้งแต่ปี 1953 เป็นต้นไป
การรำราชสำนักกลายเป็นเครื่องมือของวัฒนธรรมและทางการทูตของชาติ

ปี 1970
ระบอบกษัตริย์ถูกล้มล้าง “การรำราชสำนัก” กลายเป็น “การรำคลาสสิก” แต่เรื่องราวเกี่ยวกับนครวัดยังคงอยู่

ปี 1975–1979
การปกครองของเขมรแดงทำลายสถาบันการรำและห้ามการแสดง

หลังปี 1979
ผู้รอดชีวิตฟื้นฟูปขนบการรำ

หลังปี 1993
ระบอบกษัตริย์และรัฐที่ได้รับการฟื้นฟูได้ฟื้นฟูการรำในฐานะมรดกของชาติ

ปี 1999–2000
การแสดงที่นครวัดและการออกอากาศทางโทรทัศน์ตอกย้ำการตีความเกี่ยวกับนครวัดว่าเป็นต้นกำเนิดการรำ

ปี 2001
เพชร ทุมกระวิลยังคงวางกรอบการรำของกัมพูชาโดยเน้นที่ต้นกำเนิดจากนครวัดเป็นหลัก

ปัจจุบัน
การสร้างเรื่องเล่าว่าการร่ายรำ "การสืบทอดจากนครวัด" ในยุคอาณานิคมยังคงมีอิทธิพลต่อกัมพูชาในปัจจุบัน

โดยทีมข่าวต่างประเทศ The Better

Photo - นางรำเขมรในราชสำนักที่พนมเปญ ซึ่งได้รับการสอนโดยครูชาวไทย ภาพถ่ายโดยเรย์มงด์ กอญิอาต์ (Raymond Cogniat) นักข่าวชาวฝรั่งเศสเมื่อทศวรรษที่ 1920

TAGS: #กัมพูชา #รำไทย #ุชุดไทย