เรื่องกัมพูชาเคลมชุดไทยมันก็จะเป็นประเด็นอยู่เรื่อยๆ ถ้าเราแย้งโดยไม่มีข้อมูลหรือหลักฐานไปฟาด ก็จะเป็นแค่การตะโกนใส่กำแพง น้ำลายจะกระเซ็นมาเปรอะหน้าเราเปล่าๆ เพราะคนกัมพูชาที่ขโมยวัฒนธรรมไทย (คือการทำ Cultural appropriation) นั้นด้านและหนายิ่งกว่ากำแพงเมืองพระนครธม
สาเหตุที่พวกนี้เคลมวัฒนธรรมไทยอย่างไม่มีความละอาย ก็เพราะเชื่อที่ฝรั่งเศสยัดใส่หัวไว้ตั้งแต่สมัยอาณานิคมว่า "ไทยขโมยวัฒนธรรมเขมรไป" ดังนั้น "วัฒนธรรมไทยทั้งหมดเอาของเขมรมา" และ "เขมรมีความชอบธรรมที่จะใส่และใช้แบบไทย เพราะนั่นคือของเขมรแต่ก่อน"
ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องเท็จที่ข้าหลวงใหญ่ฝรั่งเศส (résident supérieur) ที่ปกครองรัฐอารักขากัมพูชาสร้างขึ้นมาเป็นวาทกรรมทางวัฒนธรรม (a contructed colonial cultural discourse) เพื่อจะแยกไทยกับเขมรให้แปลกแยกต่อกัน (to sow a discord) แล้วกัมพูชาจะได้ไม่ใกล้ชิดกับไทยเกินไปจนกระทั่งแจ้นมาขอความช่วยเหลือไทยแบบสมัยก่อนอื่น ซึ่งหากทำแบบนั้นจะเสียการปกครองของฝรั่งเศส
ผมของการสร้างวาทกรรมอันเป็นเท็จนี้ก็ตือ คนกัมพูชาเรียกไทยว่า "โจรสยาม" (ចោរសៀម) และอ้างว่าวัฒนธรรมไทยทั้งหมดนั้น "ปล้นของเขมรมา"
นี่เป็นรากเหง้าที่ทำให้ความแตกแยกของสองประเทศนั้นเยียวยาไม่ได้ แม้มันจะพอยาได้ ก็ยังมีรูมีช่องให้พวกผู้มีอำนาจหรือพวกคลั่งชาติเขมรที่ปั่นเป็นประเด็นชาตินิยมหรือให้เกลียดไทย เพื่อสร้างศัตรูเทียมขึ้นมาเพื่อทำให้ประชาชนไขว้เขวจากความไม่เอาถ่านของตน
เรื่องชุดไทยก็เรื่องหนึ่ง ซึ่งผมเขียนไปเยอะแล้วจะไม่ขอซ้ำ แต่วันนี้จะชี้ให้เห็นว่า "ชุด" เป็นองค์ประกอบหนึ่งของการขโมยทางวัฒนธรรม ยังมี "ทรงผมโบราณของไทย" ที่ถูกอ้างแบบผิดๆ ไปด้วย
ในระยะหลัง นอกจากการอ้างชุดไทยเป็นชุดเขมรแล้ว ยังมีการอ้างทรงผมแบบไทยโบราณเป็นทรงเขมรด้วย โดยเฉพาะทรงผู้หญิงที่ตัดสั้นและไว้จอนหรือไรผมยาวข้างหู ซึ่งเป็นทรงที่เยกว่า "ผมทัด" หรือ "ผมปีก"
ที่เรียก "ผมทัด" ก็เพราะผู้หญิงไทยโบราณ (ในภาคกลาง หรือ "สยาม") จะโกนผมรอบศีรษะด้านล่าง ด้านบนไว้ผมครอบกระหม่อมเป็นทรงสั้น ที่ด้านศีรษะจะไว้ปอยที่ยาวเฟื้อยปล่อยยาวลงมาข้างหู ซึ่งบางครั้งจะทัดไว้ที่หู จึงเรียกว่า "ผมทัด"
ที่เรียกว่า "ผมปีก" เพราะจอดทั้งสองข้างนั้นยาวเหมือนปีกนั่นเอง

Photo - หญิงชาวกัมพูชา ในช่วงคาบเกี่ยวที่ "กัมพูชาธิบดี" หรือ "เขมรส่วนใต้" เปลี่ยนจากการเป็นประเทศราชของไทยไปเป็นรัฐอารักขาของฝรั่งเศส ถ่ายโดยเอมีล เณเซล (Émile Gsell) ช่างภาพชาวฝรั่งเศส (ใช้ AI เพิ่มความคมชัดของภาพ)
นี่เป็นทรงผมโบราณของไทย โดยที่การที่ผู้หญิงไทยตัดผมสั้นแบบนี้นั้น "ว่ากันว่า" เพราะทำศึกสงครามมาก จึงต้องตัดสั้นให้เหมาะกับกาลสมัย หรือบ้างก็ว่าตัดสั้นเพื่อให้แลดูเป็นชาย จะได้ไม่ต้องตาพวกข้าศึกซึ่งจะฉุดมาชำเราในระหว่างการรุกราน
ผมได้ยินคำอธิบายแบบนี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว แต่หาหลักฐานเป็นรูปธรรมไม่ได้ กระนั้นก็ตาม ผมจะถือว่านี่เป็น "มุขปาฐะ" ทางประวัติศาสตร์ที่คนไทยเราใช้อธิบายเรื่องหญิงไว้ผมสั้น (ทฤษฎีเรื่องหญิงไทยตัดผมสั้นให้ดูท้ายบทความ)
เชื่อหรือไม่ว่าผมได้ยินคำอธิบายแบบเดียวกันเป๊ะในเว็บไซต์ภาษาเขมรที่พยายามเคลมเรื่องทรงผมโบราณของไทย เพียงแต่เปลี่ยนจาก "ข้าศึก" ที่ไทยเราหมายถึงพม่า มาเป็น "โจรสยาม" เท่านั้น
ไม่เพียงฉกวัฒนธรรมแล้วอ้างเป็นของตน แม้แต่คำอธิบายเบื้องหลังวัฒนธรรมก็ยังลอกมาทั้งดุ้น เขมรนี่มันเขมรจริงๆ
แล้วในเรื่องนี้เราจะเห็นการปฏิบัติต่อเพื่อนบ้านของคนเขมรได้ดีด้วย ในขณะที่ไทยไม่เรียกพม่าว่าโจร แต่เขมรกลับเรียกไทยอย่างไม่สะทกสะท้านว่าโจร
แบบนี้จะให้เป็นมิตรไมตรีต่อกันชาติไหนไม่ทราบ?
"โจรสยาม" ที่เขมรเรียกจนติดปากนี่แหละที่ไปช่วยแบ่งวัฒนธรรมพุทธเถรวาท/วัฒนธรรมแบบอินเดีย (Indianized culture หรือIndianised kingdom) ให้อีก หลังจากถูกเวียดนามกลืนชาติแล้วบังคับให้เป็นเวียด (Vietnamization) ซึ่งทำให้เขมรต้องไว้ผมแบบญวน ใส่เสื้อผ้าญวน พูดญวน และถือพุทธมหายานแบบญวน
หากไม่ได้พระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯ ให้ไปฟื้นพระศาสนาและวัฒนธรรมแบบสยามให้ ป่านนี้เขมรก็ยังต้องใส่ชุดอ๋าวใหญ่แบบญวนกันต่อไป
ทรงผมทัดนี่ก็ได้มาจากราชสำนักสยามเอง เพราะการถ่ายทอดวัฒนธรรมสยามนั้นถ่ายทอดผ่านราชสำนักต่อราชสำนสัก และผ่านเจ้านายเขมรที่เกิดและเรียนที่ไทย รวมถึงพวกที่ลี้ภัยอยู่ในพระนครกรุงเทพทวารวดี
ดังที่คำว่า "ไร" (រ៉ៃ) ในภาษาเขมรนั้น เป็นคำไทย มีควาหมายว่า "ผมทัด" นั่นเอง โดยที่คำว่า "ไร" ก็มาจากภาษไทยด้วย หรือ "ไรผม" คือจอดหรือไรที่ยาวมาปรกหูหญิงสาว
ใน "วจนานุกรมแขมร์" ของสมเด็จพระสังฆราช ชวน ณาต (ចនានុក្រមខ្មែរ សម្តេចព្រះសង្ឃរាជ ជួន ណាត) อันเป็นพจนานุกรมชั้นครูของกัมพูชา โดยครูบาอาจารย์ด้านภาษและวัฒนธรรมโบราณ คือ สมเด็จฯ ชวน ณาต ได้กล่าวไว้อย่างนี้ว่า
"ไร (រ៉ៃ): ทรงผมสตรีที่ตัดแต่งให้ผมทั้งสองข้างยาวลงมาจรดติ่งหู ถือเป็นทรงผมที่สวยงามทันสมัย : เป็นการตัดแต่งโดยปล่อยผมให้ยาวลงมา (เดิมทีเป็นทรงผมเฉพาะของเชื้อพระวงศ์)" ( ព្រុយសក់ស្ត្រី ដែលកាត់ទុកឲ្យសល់ត្រង់សៀតផ្កាទាំងពីរខាងដុះវែងចុះមក សម្រាប់ចាប់សៀតត្រចៀក, រាប់ថាជាលម្អតាមសម័យនិយម : កាត់សក់ទុករ៉ៃ, ដកជុកទុករ៉ៃ (ប្រើតែក្នុងរាជ្យពីដើម) ។)
คำนี้พจนานุกรมกำหนดว่า ស. หรือ ส. ซึ่งย่อมาจากคำว่า "เซียม" (សៀម) หรือ "สยาม" หมายความว่า "ไร" นั้นเป็นคำสยาม ทรงผมนี้จึงรับมาจากสยาม และนิยมกันในหมู่พระราชวงศ์ เพราะราชวงศ์เขมรนั้นลี้ภัยอยู่ในบางกอกมากมาย หากไม่ลี้ภัยในบางกอกก็หนีมาอยู่ในมณฑลบูรพาหรือมณฑลเขมร ที่ปกครองโดย "ท่านเจ้า" หรือ "โลกมจะ" (លោកម្ចាស់) หรือเจ้าพระยาในตระกูลอภัยวงศ์ ที่ครองเมืองพระตะยองและเสียมราฐ อันป็นดินแดนของไทยมาตั้งแต่สมัยต้นกรุงฯ
ดังนั้น ทรง "ไร" หรือทรง "ทัด" นั้นเป็นของไทยและไทยสอดให้พวกเจ้าเขมรได้ไว้กัน ในภาพถ่ายเก่าสมัยศตวรรษที่ 19 ก็มีแต่พวกเจ้าเขมรไว้ทรงนี้ไม่มีพวกไพร่ไว้กัน

Photo - หญิงชาวกัมพูชา ในช่วงคาบเกี่ยวที่ "กัมพูชาธิบดี" หรือ "เขมรส่วนใต้" เปลี่ยนจากการเป็นประเทศราชของไทยไปเป็นรัฐอารักขาของฝรั่งเศส ถ่ายโดยเอมีล เณเซล (Émile Gsell) ช่างภาพชาวฝรั่งเศส (ใช้ AI เพิ่มความคมชัดของภาพ)
เรามีหลักฐานคือภาพถ่ายของ เอมีล เณเซล (Émile Gsell) ช่างภาพชาวฝรั่งเศสที่เดินทางไปกัมพูชา (ส่วนใต้ซึ่งเป็นเมืองขึ้นสยามแต่ตอนนั้นเจ้าเขมรไปขอรับการอารักขาจากฝรั่งเศสแล้ว) และเข้าไปในดินแดนสยาม คือพระตะบองและเสียมราฐเพื่อถ่ายเมืองพระนครวัดนครธม ในกัมพูชานั้นยังอยู่ภายใต้อิทธิพลของวัฒนธรรมสยาม/กรุงเทพฯ อย่างเหนียวแน่น เพราะเพิ่งจะฟื้นคืนจากการ "ถูกทำให้เป็นเวียดนาม" ไม่กี่ปีก่อนหน้านั้น พวกเจ้านายเขมรจึงแต่งกายและไว้ผมแบบไทยกันอย่างเคร่งครัด ซึ่ง เอมีล เณเซล ได้ถ่ายภาพไว้จำนวนหนึ่ง ทั้งเจ้านายและชาววัง ซึ่งแม้แต่ชาววังระดับล่างๆ ก็ไว้ผมไร หรือที่เรียกภาษาเขมรว่า "สกไร" (សក់រ៉ៃ แปลว่า ผมไร)
ตัวอย่างเช่นภาพถ่ายของ "พระองค์เม็ญ" ซึ่งเป็นเจ้านายสตรีของเขมรที่ไว้ผมไรหรือผมทัดชัดเจน น่าจะเป็นรุ่นสุดท้ายก่อนที่เมืองเขมรจะย้ายจากการเป็นประเทศราชของไทยไปเป็นเมืองในอารักขาของฝรั่งเศส แล้วหลังจากนั้นเจ้านายหญิงเขมรก็เริ่มแต่งฝรั่ง ซึ่งรวมถึงพระองค์เม็ญองค์นี้ด้วย
ที่อ้างพระองค์เม็ญ ก็เพราะพระองค์เม็ญเป็นตัวแทนของเจ้านายและไพร่เขมรที่เคยถูกเวียดนามบังคับให้แต่งตัวแบบญวนและไว้ผมแบบญวนกระทั่งมีชื่อแบบญวนตอนที่เวียดนามปกครองเขมรตอนล่าง จนกระทั่งทำสงครามอาณัมสยามยุทธกับไทยในสมัยรัชกาลพระนั่งเกล้าฯ
พระองค์เม็ญสำคัญนัก เพราะตอนที่เวียดนามยึดเขมรไว้ ก็ตั้งพระองค์เม็ญเป็น "กสัตรี" ปกครองเขมร แล้วก็สั่งให้คนเขมรทั้งปวงต้องแต่งตัวแบบญวนและถูกทำ Vietnamization ทั้งหมด จนกระทั่งขุนนางเขมรและไพร่เขมรทนไม่ไหว ต้องก่อกบฏและนำไปสู่การยาตราทัพของสยามเข้ามา "ปลดปล่อย" เขมรจากการถูกทำให้เป็นญวน
หลังจากนั้นเขมรทั้งปวงก็แต่งตัวแบบไทย โดยเฉพาะในรั้วในวังนั้นได้รับการปลูกฝังให้แต่งตัวและใช้วัฒนธรรมไทยทั้งสิ้น เนื่องจากมีความเชื่อทางศาสนาและธรรมเนียมแบบเดียวกันมาหลายพันปีแล้ว
วัฒนธรรมไทยและกัมพูชานั้นแบ่งให้กันใช้มาหลายพันปีไม่มีใครอ้างเป็นเจ้าของ เพราะล้วนแต่รับมาจากอินเดีย เช่นเดียวกับที่เวียดนามรับจากจีน หรือเป็น Sinosphere วัฒนธรรมจึงเข้ากับจีนได้ดีและรับถ่ายทอดใหม่จากจีนได้ง่ายหากบ้านเมืองเกิดวิบัติขึ้น
แต่หลังจากฝรั่งเข้ามายึดเมืองเขมร ก็ใส่ไคล้ว่าเขมรกับไทยเป็น "พวกอื่น" ไม่ใช่ญาติมิตรทางวัฒนธรรม และไทยยังเป็นโจรปล้นเขมรเสียด้วยซ้ำ (แท้จริงแล้วฝรั่งเศสควรจะถูกเรียกว่าโจรเสียมากกว่าด้วยซ้ำ) ทำให้คนเขมรเริ่มคิดว่า "เสื้อผ้าที่เราใส่ ทรงผมที่เราตัด วัฒนธรรมที่เรามี ดนตรีที่เราเล่น เป็นของเราเอง แต่พวกสยามนั้นปล้นไป" พอเราสิ้นชาติเพราะญวน เพราะสยามมาสอนการแต่งตัวและตัดผมให้ก็พาลคิดว่า "พวกโจรเอาวัฒนธรรมเรามาคืนแล้ว"
แนวคิด "โจรสยาม" นี้ถูกย้ำและยัดสมองคนเขมรทุกครั้งที่นักการเมืองกัมพูชาต้องการหาศัตรูภายนอกเพื่อกลบเกลื่อนความผิดพลาดของตนหรือเพื่อหวังผลการเมืองภานใน ตั้งแต่สมัยของเจ้าสีหนุจนถึงสมัยของฮุน มาเนตก็ยังใช้วิธีการเดิมๆ
คนเขมรกัมพูชาจึงฉลาดน้อยลงเรื่อยๆ และหลงเชื่อคารมนักการเมืองมากขึ้น เพราะถูกใส่ promp ในสมองเข้าไปแบบล้างไม่ออกลบไม่ได้ว่า "ไทยเท่ากับโจร" และ "สยามเท่ากับศัตรู"
นี่คือรากเหง้าของความวิบัติทั้งปวงของความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา
บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better
ป.ล.
ทฤษฎีเรื่องหญิงไทยตัดผมสั้น ผมมีความเชื่อว่าไม่น่าจะเกี่ยวกับเรื่องสงครามและการรุกรานของพม่า เพราะหาผมยาวเป็นอุปสรรคในการต่อสู้แล้ว นักรบชาติผมยาวอื่นๆ ก็คงจะสิ้นชาติก็เพราะผมยาวไปนานแล้ว เช่น พวกแมนจูที่ตั้งราชวงศ์ชิง ซึ่งไว้เปียยาวแต่เอาชนะชาวฮั่นสมัยราชวงศ์หมิงที่มวยผมเป็นจุกและทะมัดทะแมงกว่าในแง่ทรงผมได้
ผมเชื่อว่าน่าจะมีเหตุผลอื่นที่หญิงไทยโบราณตัดผมสั้น จนกระทั่งได้อ่านหนังสือของพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ สิริจนฺโท (จันทร์) ที่บันทึกเรื่องประเพณีโกนศีรษะถวายครั้งพระเจ้าแผ่นดินสวรรคต ในหนังสือ "อตฺตปวตฺติ" หรือพระธรรมเทศนาเรื่องอัตประวัติของท่าน ท่านเขียนไว้ว่า
" ... ครั้นย่างเข้าปีอายุ 13 เป็นปีพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต เป็นธรรมเนียมต้องโกนผมไว้ทุกข์ทั่วพระราชอาณาจักร ประเทศลาวทั้งสิ้น บรรดาผู้หญิงไม่ว่าสาวหรือแก่ไว้ผมยาวทั้งสิ้น พอทราบประกาศว่าให้โกนผม พากันระงมไปด้วยเสียงร้องไห้ทั่วบ้านทั่วเมือง น่าสลดใจเสียดายผมเท่านั้น พากันอายศีรษะโล้น ต้องคลุมผ้าไว้เสมอ ส่วนอัตตโนชอบใจเห็นศีรษะโล้นเป็นงามดี ... "
จากข้อเขียนนี้ผมเห็นว่า หญิงชาวไทยภาคกลางหรือหญิงสยามต้องโกนผมกันถี่ครั้งเพื่อไว้ทุกข์ให้เจ้านาย ดังนั้น ผมไม่ทันยาวก็ต้องโกนกันอีกเพราะเจ้านายมีมากองค์และพระชนมายุไมค่อยจะยืน เมื่อเป็นเช่นนี้การตัดผมสั้นจึงสะดวกกว่า โดยอาจจะมีการอนุเคราะห์ให้ไว้ไรไว้จอนได้เวลาโกนไว้ทุกข์จึงกลายเป็นที่มาของผมทัด
ส่วนชาวอีสานหรือเมืองลาวที่เป็นประเทศราชของไทยนั้นเพิ่งจะเข้ามาอยู่ในขอบขันฑสีมาของสยาม เมื่อพบกับธรรมเนียมโกนผมไว้ทุกข์ขึ้นมาก็ตกใจและร้องไห้เสียใจ เพราะหญิงลาวนั้นไว้ผมยาวเป็นปกติและไม่ค่อยจะตัดกัน
ส่วนเมืองเขมรนั้นก็โกนผมไว้ทุกข์เช่นกัน แต่ไม่เฉพาะกับเจ้านาย ไพร่ก็โกนผมไว้ทุกข์ด้วย โดยจะโกนกันในหมู่ญาติหญิงใกล้ชิดเท่านั้น ทุกวันนี้ก็ยังมีการทำอยู่บ้าง
ภาพ - พระองค์เม็ญและข้าบริพาร ถ่ายโดย Émile Gsell (ใช้ AI เพิ่มความคมชัดของภาพ)