สงครามโลกครั้งที่ 3 คือสงคราม AI กับข้อเสนอให้สหรัฐฯถล่ม Data center ของจีนให้พินาศก่อนจะสายเกินไป

สงครามโลกครั้งที่ 3 คือสงคราม AI กับข้อเสนอให้สหรัฐฯถล่ม Data center ของจีนให้พินาศก่อนจะสายเกินไป

สงครามโลกครั้งที่ 3 อาจมาในรูปแบบที่คาดไม่ถึง

เราอาจจะคิดว่าสงครามโลกครั้งที่ 3 ควรจะเป็นสงครามนิวเคลียร์แบบที่ทำลายล้างจนไม่เหลือซาก อย่างที่อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์เตือนไว้ว่า "ผมไม่รู้หรอกว่าสงครามโลกครั้งที่ 3 จะใช้อาวุธชนิดใดในการสู้รบ แต่สงครามโลกครั้งที่ 4 นั้น จะเป็นการสู้รบด้วยท่อนไม้และก้อนหิน" 

ที่บอกไม่รู้ก็คือรู้นั่นองว่าจะใช้นิวเคลียร์รบกันแล้วจะรบกันจนหมดแม็ก แล้วมนุษยชาติก็จะกลับไปสู่ยุคหินอีกครั้ง

หลายทศวรรษแล้ว และจนถึงเร็วๆ นี้เราคิดว่าสงครามโลกจะต้องรบกันแบบนี้แน่ๆ 

แต่เเราอาจจะต้องประเมินกันใหม่ เพราะเราอยู่่ในยุคที่ Data คืออำนาจ 

ไม่ใช่แค่อำนาจ แต่เป็น "ยุทธปัจจัย" ด้วยซ้ำ

ดังนั้น Data center จึงเป็นทั้้งคลังแสง เป็นทั้งมันสมองของระบบ เมื่อหาอำนาจจะทำสงครามกันต่อจากนี้ เขาจะเล็งเป้าหมายไปที่ Data center 

อย่างที่ตอนนี้เริ่มการเอ่ยถึงมี "ข้อเสนอ" ให้ "โจมตี Data center" เพื่อ "ตัดตอน" ความเจริญก้าวหน้าของประเทศคู่แข่ง 

เพราะหากให้คู่แข่งมี Data center ที่เป็นตัวขับเคลื่อน AI ที่ก้าวหน้าได้ มันจะยิ่งทำให้มีแสนยานุภาพสูงจนต่อกรไม่ไหว

ตอนนี้ บุคคลที่เอ่ยถึงเรื่องการโจมตี Data center คือ เจคอบ สโตกส์

เจคอบ สโตกส์ (Jacob Stokes) นักวิจัยอาวุโสและรองผู้อำนวยการโครงการความมั่นคงในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific Security Program) ประจำศูนย์เพื่อความมั่นคงอเมริกันยุคใหม่ (CNAS) โฟกัสของเขาอยู่ที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน นโยบายต่างประเทศและนโยบายทางทหารของจีน ประเด็นความมั่นคงในเอเชียตะวันออก และการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ

แต่สโตกส์ยังม๊โปรไฟล์มากกว่านั้น คือ ก่อนหน้านี้ เขาเคยปฏิบัติงานที่ทำเนียบขาวในฐานะคณะทำงานด้านความมั่นคงแห่งชาติของนายโจ ไบเดน ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดี โดยเขาทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาอาวุโสประจำตัวที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ และรักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษด้านนโยบายเกี่ยวกับเอเชียของรองประธานาธิบดี นอกจากนี้ เขายังเคยทำงานในรัฐสภาสหรัฐฯ ในฐานะเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญประจำคณะกรรมาธิการทบทวนด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงสหรัฐฯ-จีน (U.S.-China Economic and Security Review Commission)

ความเห็นของเจคอบ สโตกส์จึงควรรับฟังเอาไว้ เพราะเขามี "เส้นสาย" ในรัฐบาลฝ่ายเดโมแครตพอสมควร และในอนาคต "ถ้า" เดโมแครตมีอำนาจอีกครั้งก็อาจจะใช้งานเข้าอีกครั้ง

แต่พูดตามตรง ถ้าได้อ่านทัศนะของเขาแล้ว ต่อให้เดโมแครตไม่กลับมาเร็วๆ นี้รัฐบาลรีพับลิกันก็น่าจะชอบใจข้อเสนอของเขาอยู่ดี

เขาเสนอไว้อย่างนี้ในรายงานที่ชื่อ "มหาอำนาจและ AGI: การแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ กับจีนอาจถูกกำหนดทิศทางอย่างไรจากการอุบัติขึ้นของปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป (AGI)"  ซึ่งผมจะยกมาให้อ่านบางส่วน (จากส่วนต่างๆ ของรายงานซึ่งไม่ประติดประต่อกัน แต่มีใจความต่อเนื่องกัน) ดังนี้

1. จีนพยายามบูรณาการปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ากับกองทัพปลดปล่อยประชาชน (PLA) เพื่อก้าวไปสู่ขั้นตอนใหม่ของการพัฒนาเทคโนโลยีทางการทหารที่เรียกว่า "การทำให้เป็นอัจฉริยะ" (Intelligentization) ซึ่งหมายถึงการบูรณาการเทคโนโลยีเกิดใหม่ต่างๆ ทั่วทั้งกองทัพ รวมถึง AI ข้อมูลขนาดใหญ่ การคำนวณควอนตัม และหุ่นยนต์ การทำให้เป็นอัจฉริยะนี้ต่อยอดจากขั้นตอนก่อนหน้าของการใช้เครื่องจักรและการใช้ข้อมูล แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 เรียกร้องให้มีการปรับปรุงช่องทางพิเศษสำหรับการมีส่วนร่วมของพลเรือนในโครงการทางทหารที่ล้ำสมัย ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญเนื่องจากนวัตกรรม AI ส่วนใหญ่มาจากบริษัทนอกภาคส่วนการป้องกันประเทศแบบดั้งเดิม

2. โครงการด้านนวัตกรรมต่าง ๆ ยังมีส่วนช่วยเสริมสร้างแสนยานุภาพทางทหารของจีนอีกด้วย ในช่วงสงครามเย็น จีนได้ดำเนินโครงการที่ปลุกเร้าจิตสำนึกรักชาติเพื่อสร้าง "ระเบิดสองลูกกับดาวเทียมหนึ่งดวง" (two bombs, one satellite) ซึ่งหมายถึงระเบิดปรมาณู ขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) และดาวเทียมเทียม เช่นเดียวกับกรณีที่สหภาพโซเวียตส่งดาวเทียมสปุตนิก (Sputnik) ขึ้นสู่อวกาศซึ่งส่งผลกระทบต่อสหรัฐอเมริกา จีนสามารถใช้เรื่องราวเกี่ยวกับนวัตกรรมในอดีตเหล่านี้เป็นจุดอ้างอิงเพื่อสร้างแรงจูงใจในการขับเคลื่อนความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในยุคปัจจุบันได้

3. จีนกำลังมุ่งพัฒนา AGI (ปัญญาประดิษฐ์ที่มีความสามารถเทียบเท่ามนุษย์) แต่รัฐบาลจีนดำเนินการเรื่องนี้อย่างเงียบเชียบหรือถึงขั้นเป็นความลับ เป็นไปได้ว่าผู้นำจีนอาจริเริ่มโครงการลับเพื่อพัฒนา AGI ขึ้นมา ในสหรัฐอเมริกามีบุคคลสำคัญหลายฝ่ายเรียกร้องให้รัฐบาลจัดตั้งโครงการในลักษณะเดียวกับ "โครงการแมนฮัตตัน" (Manhattan Project) เพื่อพัฒนา AGI ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าผู้นำจีนอาจกำลังดำเนินการในลักษณะเดียวกันแต่ทำเป็นความลับ (เช่นเดียวกับที่โครงการแมนฮัตตันต้นฉบับเคยทำ) เหตุผลที่จีนเลือกเก็บเรื่องนี้เป็นความลับอาจเป็นเพราะไม่ต้องการตั้งเป้าหมายที่ยังไม่มีความมั่นใจว่าจะทำได้สำเร็จ หรือผู้นำจีนอาจกังวลว่าการประกาศเจตนารมณ์ที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำในด้านนี้อาจก่อให้เกิดความกังวลและนำไปสู่มาตรการตอบโต้จากประเทศอื่น ดังที่เคยเกิดขึ้นกับแผน "Made in China 2025" ซึ่งเป็นแผนงานเมื่อปี 2015 ที่ระบุถึงภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่จีนต้องการก้าวขึ้นมาครองความเป็นใหญ่

4. มีผู้ตั้งสมมติฐานว่า AGI อาจช่วยให้รัฐต่างๆ สามารถพัฒนา "สุดยอดอาวุธ" (superweapon) หรืออาวุธมหัศจรรย์ที่มีศักยภาพเหนือกว่าขีดความสามารถทางทหารในทุกด้าน แต่แนวคิดดังกล่าวเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เพราะขีดความสามารถทางทหารที่อาศัย AGI นั้น น่าจะส่งผลเปลี่ยนแปลงเพียงบางแง่มุมของปฏิบัติการทางทหารเท่านั้น มากกว่าที่จะเป็นขีดความสามารถแบบเบ็ดเสร็จครบวงจรที่สามารถสร้างหลักประกันด้านการป้องปรามและนำไปสู่ชัยชนะในสงครามได้ตามนัยของคำว่า "สุดยอดอาวุธ" แม้แต่อาวุธนิวเคลียร์เองก็ยังไม่ถือเป็นสุดยอดอาวุธในความหมายที่ครอบคลุมรอบด้านเช่นนี้

5. โลกจะก้าวเข้าสู่ระยะถัดไปก็ต่อเมื่อสหรัฐอเมริกาหรือจีนเข้าใกล้จุดที่จะสามารถสร้าง AGI ได้สำเร็จ ประเทศที่ตามหลังอยู่อาจไม่ตระหนักเลยด้วยซ้ำว่าประเทศผู้นำกำลังเข้าใกล้เกณฑ์ความสำเร็จด้าน AGI แล้ว การจะล่วงรู้ถึงสถานการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องยากอย่างยิ่ง ... ข้อพิจารณาสำคัญประการหนึ่งเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในสถานการณ์นี้คือ ประเทศผู้นำจะสามารถใช้ AGI ที่ตนพัฒนาขึ้นมาเพื่อขัดขวางไม่ให้ประเทศที่ตามหลังพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวได้หรือไม่ หากเป็นเช่นนั้น แรงจูงใจของประเทศที่ตามหลังในการเลือกแนวทางปฏิบัติที่แข็งกร้าวหรือรุนแรงขึ้นก่อนที่ประเทศผู้นำจะครอบครอง AGI ก็จะยิ่งมีสูงขึ้นมาก เนื่องจากประเทศที่ตามหลังจะตกอยู่ภายใต้แรงกดดันในลักษณะที่ว่า "ต้องลงมือทำเสียตอนนี้ มิฉะนั้นก็จะสูญเสียโอกาสไปตลอดกาล" (use it or lose it)

6. ทางเลือกสุดท้ายถือเป็นทางเลือกที่อันตรายที่สุดและมีความเสี่ยงสูงสุดที่จะนำไปสู่การยกระดับความขัดแย้ง นั่นคือการโจมตีด้วยกำลังทางทหาร (kinetic attacks) ซึ่งหมายถึงการทำลายเป้าหมายด้วยขีปนาวุธและระเบิด การใช้ปฏิบัติการทิ้งระเบิดจะถือเป็นการก้าวข้ามเส้นแบ่งสำคัญที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน หากฝ่ายที่ตามหลังอยู่ตัดสินใจที่จะดำเนินการโจมตี การกำหนดช่วงเวลาในการโจมตีจะเป็นเรื่องที่ตัดสินใจได้ยากยิ่ง เพื่อที่จะเข้าแทรกแซงได้ถูกจังหวะ ฝ่ายที่ตามหลังจำเป็นต้องมีข้อมูลข่าวกรองที่แม่นยำเกี่ยวกับโครงการ AGI ของฝ่ายที่นำหน้าอยู่ ซึ่งการได้มาซึ่งข้อมูลดังกล่าวไม่ใช่เรื่องง่าย 

7. อาวุธที่ขับเคลื่อนด้วย AGI ก็ยังคงต้องเผชิญกับปัจจัยที่กำหนดดุลยภาพทางทหารเช่นเดียวกับเทคโนโลยีที่มีอยู่เดิมซึ่งไม่ใช่ AGI ปัจจัยเหล่านี้รวมถึงความจริงที่ว่าขีดความสามารถทางทหารทุกรูปแบบล้วนตกเป็นเป้าหมายการโจมตีทางกายภาพได้ แม้กระทั่งด้วยอาวุธที่มีเทคโนโลยีเก่ากว่าและเรียบง่ายกว่า ยกตัวอย่างเช่น Data center สามารถถูกโจมตีด้วยระเบิดแบบดั้งเดิมได้ ยิ่งไปกว่านั้น เทคโนโลยีทางทหารยังเป็นสนามแห่งการแข่งขันอย่างต่อเนื่องระหว่างมาตรการรุกและมาตรการรับมือ กล่าวคือ เทคโนโลยีใหม่เช่น AGI แม้จะมอบขีดความสามารถใหม่ๆ ให้ แต่ก็ย่อมนำมาซึ่งจุดอ่อนใหม่ๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน

8. ท้ายที่สุด การตัดสินใจว่าจะโจมตีเป้าหมายใดและใช้อาวุธชนิดใดถือเป็นความท้าทายที่ยากลำบากเช่นกัน บรรดาประเทศต่างๆ อาจมุ่งเป้าโจมตีศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่เป็นแหล่งให้พลังในการประมวลผล (หรือที่เรียกกันว่า "compute") ซึ่งระบบ AI จำเป็นต้องใช้ทั้งในขั้นตอนการฝึกสอนและการทำงานจริง นักวิเคราะห์บางส่วนได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับลำดับขั้นของการยกระดับการโจมตีเมื่อคู่แข่งขยับเข้าใกล้ขีดความสามารถระดับ AGI มากขึ้น ทั้งนี้ เหตุการณ์ล่าสุดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่อิหร่านโจมตีศูนย์ข้อมูลของ Amazon ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และบาห์เรนเมื่อเดือนมีนาคม ค.ศ. 2026 ถือเป็นกรณีแรกที่มีการโจมตีศูนย์ข้อมูลด้วยกำลังทางทหาร (kinetic attack) ในระหว่างความขัดแย้ง

9. อย่างไรก็ตาม การโจมตีทางกายภาพใดๆ จำเป็นต้องคำนึงถึงความเสี่ยงที่จะบานปลายกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ ดังนั้น ประเทศที่ตามหลังอยู่จึงต้องตัดสินใจว่า ผลประโยชน์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มาพร้อมกับ AGI (ซึ่งหมายถึงอำนาจที่ AGI จะมอบให้แก่ประเทศที่ครอบครองมัน) นั้นคุ้มค่าพอที่จะเสี่ยงเกิดสงครามเพื่อสกัดกั้นหรือไม่ นอกจากนี้ ประเทศดังกล่าวยังต้องพิจารณาด้วยว่า การใช้กำลังทหารเพื่อหยุดยั้งคู่แข่งไม่ให้พัฒนา AGI ได้สำเร็จนั้น มีความเป็นไปได้ที่จะทำได้จริงเพียงใด

นี่คือเนื้อหาหลักๆ ในรายงานของเจคอบ สโตกส์ 

บางท่านอาจจะจับใจความได้ยาก ดังนั้นผมจะสรุปโดยใช้การพาดหัวข่าวของสื่อต่างประเทศที่รายงานเรื่องข้อเสนอของเจคอบ สโตกส์ ซึ่งบางสื่อสรุปแบบนี้ว่า "อดีตเจ้าหน้าที่รัฐบาลโอบามาเผย ถึงเวลาพิจารณาใช้ปฏิบัติการทางทหารโจมตีศูนย์ข้อมูลของจีน เพื่อสกัดกั้นไม่ให้จีนพัฒนาไปถึงขั้น AGI"

สั้นๆ ก็คือ "เสนอให้สหรัฐถล่ม Data center ของจีนให้พินาสก่อนที่จะจีนพัฒนาไปถึงขั้น AGI"

แต่จริงๆ แล้วเจคอบ สโตกส์ไม้ได้บอกตรงๆ ให้โจมตี เพียงแต่บอกใบว่า "รัฐที่พัฒนาตามหลัง" อาจจะใช้วิธีการโจมตี ซึ่งก็น่าเชื่อว่ารัฐนั้นอาจเป็นสหรัฐฯ และก็อย่างที่เจคอบ สโตกส์บอกไว้ว่า "การโจมตีทางกายภาพใดๆ จำเป็นต้องคำนึงถึงความเสี่ยงที่จะบานปลายกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ" 

นี่ไม่ได้หมายความว่าสหรัฐฯ จะไม่ทำ

เพียงแต่การแทรกแซงด้วยการทหารนั้นมีหลายรูปแบบ มันอาจเป็นสงครามเต็มรูปแบบก็ได้ และเป็นสงครามนอกรูปแบบก็ได้ ซึ่ง "นอกรูปแบบ" ที่ว่านี้อาจทำแบบลับๆ หรือเลี่ยงๆ แต่เล็งผลทำลายล้ายสูง โดยไม่ทำให้อีกฝ่ายใช้เป็นข้ออ้างเพื่อนำไปสู่สงครามเต็มรูปแบบได้

รู้ใช่ไหมครับว่าหากสหรัฐฯ และจีนทำสงครามเต็มรูปแบบอะไรจะเกิดขึ้น? 

โปรดกลับไปอ่านคำเตือนของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ที่ข้างต้นอีกครั้ง

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better 

ป.ล.
รายงานของเจคอบ สโตกส์เป็นการวิเคราะห์และคาดการณ์ แม้ว่ามันอาจจะไม่ถูกต้องเสียทั้งหมด แต่ทันก็ยังสะท้อนถึงวิธีคิดที่สหรัฐฯ ใช้การพัฒนา AI เป็นข้ออ้างในการทำ "สงครามเย็นใหม่" 

เรื่องนี้จีนเองก็รู้สึกได้ (แน่นอนอยู่แล้ว) อย่างเมื่อวันที่ 13 กันยายน Global Times ภาคภาษาจีน คือ 环球时报新媒体 มีบทความเผยแพร่เรื่อง "เล็งเป้าไปที่ AI ของจีน! ฝ่าย "ขวาจัดด้านเทคโนโลยี" ของสหรัฐฯ กำลังดำเนินเกมตามฉากทัศน์สงครามเย็น"

มีเนื้อหาดังนี้ 

อาโมเดอี (Dario Amodei) ซีอีโอของ Anthropic บริษัทด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) สัญชาติสหรัฐฯ ได้ออกมาเรียกร้องให้มีการควบคุมจังหวะการพัฒนา AI ที่ล้ำสมัย เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่เทคโนโลยีจะหลุดจากการควบคุม ซึ่งแนวคิดดังกล่าวได้รับการสนับสนุนอย่างรวดเร็วจากทั้งมัสก์และอัลท์แมนรวมถึงบุคคลสำคัญในวงการ AI ของสหรัฐฯ

เมื่อมองเผินๆ สิ่งนี้ดูเหมือนจะเป็น "ถ้อยแถลงที่สมเหตุสมผล" ซึ่งมุ่งเน้นไปที่ความปลอดภัยด้าน AI ในระดับโลก แต่หากพิจารณาให้ละเอียดจะพบวาระซ่อนเร้นที่อยู่เบื้องหลัง กล่าวคือ บทความดังกล่าวเต็มไปด้วยข้อกำหนดเพื่อจำกัดและสกัดกั้นจีน ซึ่งเปรียบได้กับ "บทละครยุคสงครามเย็น" ในแวดวง AI อาโมเดอีอ้างว่าประเทศประชาธิปไตย "จะไร้เดียงสาไม่ได้โดยเด็ดขาด" ในการรับมือกับจีน เพื่อป้องกันไม่ให้จีนแซงหน้าคู่แข่งโดยอาศัยจังหวะที่สหรัฐฯ "ชะลอการวิจัยและพัฒนา AI" เขาจึงเสนอให้เริ่มจากการ "บีบคั้น" จีนเพื่อถ่างช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยีให้กว้างขึ้น จากนั้นจึงค่อยพิจารณาเจรจากับจีนภายใต้เงื่อนไขบางประการเพื่อชะลอความเร็วในการพัฒนาลงพร้อมๆ กัน แนวทางนี้ประกอบด้วยมาตรการจำกัดและสกัดกั้นที่เฉพาะเจาะจง 3 ประการ ได้แก่ การห้ามจำหน่ายชิป AI ประสิทธิภาพสูงและอุปกรณ์ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ให้แก่จีนอย่างเด็ดขาด การจัดการอย่างเข้มงวดกับกระบวนการที่เรียกว่า "Model Distillation" (การกลั่นกรองโมเดล) และการป้องกันการโจรกรรมหรือการรั่วไหลของค่าพารามิเตอร์หลัก (core weights) ของโมเดลขนาดใหญ่ผ่านการเจาะระบบ

การพัฒนาเทคโนโลยี AI อย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้ก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ข้อกังวลทางจริยธรรม และวิกฤตการณ์ที่เทคโนโลยีอาจหลุดจากการควบคุม ซึ่งถือเป็นความท้าทายระดับโลกที่มนุษยชาติทั้งมวลต้องเผชิญ ทว่าหัวใจสำคัญของข้อริเริ่มของอาโมเดอีนั้นกลับเบี่ยงเบนไปจากเจตนารมณ์ดั้งเดิมเรื่อง "การร่วมกันกำกับดูแลผ่านเทคโนโลยี" อย่างสิ้นเชิง โดยหันไปทำให้ประเด็นทางเทคโนโลยีกลายเป็นเรื่องของการเมือง "สงครามเย็นด้าน AI แบบเงียบๆ" นี้เป็นสิ่งที่แสดงถึงความย้อนแย้งและขาดวิสัยทัศน์ เพราะเป้าหมายที่แท้จริงคือการใช้มาตรการกีดกันทางเทคโนโลยีและการผูกขาดอำนาจในการกำหนดกฎระเบียบเพื่อสกัดกั้นการพัฒนา AI ของจีน รักษาอำนาจผูกขาดของวอชิงตันในด้านเทคโนโลยีล้ำสมัย และกีดกันจีนออกจากระบบการกำกับดูแล AI ระดับโลก ซึ่งโดยเนื้อแท้แล้ว สิ่งนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับแนวคิด Pax Silica ของรัฐบาลวอชิงตันที่มุ่งกีดกันจีนนั่นเอง

ความพยายามของอาโมเดอีที่จะหารือเรื่องความปลอดภัยของ AI ในระดับโลกควบคู่ไปกับการ "สกัดกั้นจีน" นั้น ถือเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างสิ้นเชิงและเป็นภาพฝันที่ห่างไกลจากความเป็นจริง ในฐานะที่เป็นหนึ่งในผู้จัดหาเทคโนโลยีรายใหญ่และเปิดกว้างที่สุดในระบบนิเวศ AI ของโลก ขีดความสามารถด้าน AI ของจีนไม่ใช่ตัวแปรที่จะสามารถ "ตัดออกไป" ได้ การตัดขาดห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่นวัตกรรม AI ของโลกด้วยมาตรการบังคับ รวมถึงการกีดกันจีนและบริษัทจีนออกไปนั้น จะมีแต่เพียงการเพิ่มต้นทุนจากการลองผิดลองถูกและความเสี่ยงที่การพัฒนา AI ของโลกจะหลุดจากการควบคุมจนยากจะรับมือ ซึ่งจะทำให้แนวคิดเรื่อง "การควบคุมจังหวะการพัฒนา" ดังกล่าวหมดความหมายไปในที่สุด

Photo - ขีปนาวุธ Trident II D5 (แบบไม่มีหัวรบ) ถูกปล่อยออกจากเรือดำน้ำติดขีปนาวุธนำวิถีชั้นโอไฮโอ USS Nebraska (SSBN 739) บริเวณนอกชายฝั่งรัฐแคลิฟอร์เนีย ภาพโดย National Museum of the U.S. Navy - 180326-N-UK333-189 (Public Domain)
 

TAGS: #AI #Data #center