จีนกำลังพยายามสร้างพันธมิตรเพื่อปกป้องโลกจากผงาดของ Superintelligence ที่ไร้การควบคุมอยู่หรือเปล่า?

จีนกำลังพยายามสร้างพันธมิตรเพื่อปกป้องโลกจากผงาดของ Superintelligence ที่ไร้การควบคุมอยู่หรือเปล่า?

หลายคนคงจะเคยดูภาพยนต์เรื่อง The Terminator มาแล้ว ทุกภาคจะมีแกนหลักของเรื่องอยู่ที่ Skynet ซึ่งเป็นซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่ควบคุมเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเอาไว้และสั่งการให้ใช้ระเบิดนิวเคลียร์ทำลายมนุษยชาติและเริ่มยุคที่จักรกล/สมองกลครองโลก

ที่ผ่านมาคนดู The Terminator ร้อยทั้งร้อยสนใจแค่ความแอคชั่นของมัน ไม่ได้สนใจแก่นสารเรื่อง Skynet เพราะในตอนนั้นสิ่งที่เหมือนกับ Skynet ยังไม่มี

ตอนนี้คนกลับมาพูดถึง Skynet กันมากเพราะกลัวว่า AI กำลังจะพัฒนาตัวเองกลายเป็น Superintelligence ที่ฉลาดโคตรๆ จนมนุษย์ควบคุมมันไม่ได้

ควบคุมไม่ได้ไม่เท่าไร มันอาจจะฆ่าคนจนหมดโลกแบบในหนังก็ยังได้ 

คนที่จุดประเด็นนี้เมื่อเร็วๆ นี้ คือชายชื่อ เจค็อบ ค็อกซัน (Jacob Coxon) นักวิจัยด้าน AI ซึ่งย้ายจาก OpenAI มายัง Anthropic ซึ่งเตือนว่า "คนที่สร้าง AI เชื่ออย่างจริงจังว่ามันอาจฆ่าพวกเราทุกคนได้ภายในสิ้นทศวรรษนี้" 

โพสต์ของเขาใน X บอกไว้ว่า  

"อย่าได้ประเมินพลังของเทคโนโลยีนี้ต่ำเกินไป ในไม่ช้ามันจะกลายเป็นระบบที่มีขีดความสามารถเหนือมนุษย์ ซึ่งสามารถเจาะระบบใดก็ได้ พลิกโฉมวงการต่างๆ ได้ในชั่วข้ามคืน รวมถึงสามารถครอบครองอำนาจและทรัพยากรที่แท้จริงได้ เราต่างได้เห็นความก้าวหน้าในแต่ละด้านเหล่านี้มาแล้ว และความก้าวหน้าดังกล่าวก็ไม่มีทีท่าว่าจะชะลอตัวลงเลย

ผู้ที่กำลังพัฒนา AI เชื่ออย่างจริงจังว่าเทคโนโลยีนี้อาจคร่าชีวิตมนุษย์ทุกคนได้ภายในสิ้นทศวรรษนี้ นี่ไม่ใช่กลยุทธ์ทางการตลาดแต่อย่างใด ในทางกลับกัน ผู้บริหารและนักวิจัยระดับสูงจำนวนมากมักเลือกใช้ถ้อยคำที่ดูสมเหตุสมผลเมื่อให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน แต่ในความเป็นจริงแล้ว คนกลุ่มเดียวกันนี้กลับแสดงความหวาดกลัวออกมาให้เห็นในวงสนทนาส่วนตัว ไม่มีกิจกรรมใดของมนุษย์ที่ก่อให้เกิดอันตรายในระดับนี้มาก่อน"

และ

"หากคุณเป็นนักวิจัยในห้องปฏิบัติการ ผมอยากให้คุณลองพิจารณาดูว่าสถานการณ์ในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร คุณต้องการเริ่มกระบวนการเรียนรู้แบบเสริมกำลัง (RL) ของระบบที่มีความฉลาดเหนือมนุษย์ (superintelligent) โดยปราศจากความเข้าใจอย่างถ่องแท้เกี่ยวกับกลไกการทำงานภายในของมันหรือ? คุณควรจะก้มหน้าก้มตาทำต่อไปเพียงเพราะคิดว่า "ยังไงมันก็ต้องเกิดขึ้นอยู่ดี" หรือจะใช้โอกาสนี้เรียกร้องให้เกิดเงื่อนไขการดำเนินงานที่แตกต่างออกไป?" (อ่านโพสต์เต็มในหมายเหตุ 1)

การเปิดเผยของค็อกซันทำให้เกิดปฏิกริยาในเวลาต่อจากบริษัทเทคชั้นนำด้าน AI นำโดย Anthropic นายจ้างเก่าของค็อกซันนั่นเอง โดยวันที่ 13 กันยายนตามเวลาไทย ดาริโอ อาโมเดอี (Dario Amodei) ซีอีโอของ Anthropic ได้เรียกร้องให้บริษัท AI "ต้องชะลอความเร็วในการเพิ่มขีดความสามารถของโมเดล AI แม้ความก้าวหน้าจะยังคงดูรวดเร็ว แต่เราต้องใช้เวลาที่ได้มานี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด" และ "การไม่พัฒนาเทคโนโลยีนี้เลยจะทำให้มนุษยชาติสูญเสียโอกาสที่จะได้รับประโยชน์ หรืออาจทำให้ AI ตกไปอยู่ในมือของผู้มีอำนาจเผด็จการ ในขณะที่การพัฒนาเร็วเกินไปก็ถือเป็นความประมาทเลินเล่อ เราจึงพยายามหาทางสายกลาง"

ดังนั้น "ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ผมเริ่มมั่นใจว่าการรับมือกับความเสี่ยงอย่างเต็มรูปแบบนั้นจำเป็นต้องอาศัยความรอบคอบมากยิ่งขึ้น"

ท่าทีของอาโมเดอีได้รับการตอบรับอย่างรวดเร็วจากแซม อัลท์แมน (Sam Altman) ผู้บริหารของ OpenAI และ อีลอน มัสก์ (Elon Musk) เจ้าของ xAI ซึ่งเห็นด้วยกับการชะลอการพัฒนา AI ก่อนที่มันจะทรงพลังเกินไปจนควบคุมไม่อยู่

นี่เป็นการเปลี่ยนท่าทีครั้งสำคัญของโลกตะวันตก ซึ่งยอมที่จะเบรกการพัฒนา AI ทั้งๆ ที่จำเป็นจำพต้องเร่งเครื่องการพัฒนาเพราะกำลังทำ 'สงคราม AI' กับจีน อย่างที่อาโมเดอีบอกว่าถ้าหยุดการพัฒนา AI ไปเลยนั้น "อาจทำให้ AI ตกไปอยู่ในมือของผู้มีอำนาจเผด็จการ"

"ผู้มีอำนาจเผด็จการ" ที่เขาบอกนั้น เล็งไปที่จีนอย่างแน่นอน เพราะไม่มีประเทสไหนที่จะมีพลังเท่าสหรัฐอเมริกาอีกแล้วในการพัฒนา AI และกำลังทำสงคราม AI กันอยู่ด้วย

เพียงแต่สหรัฐฯ และบริษัทคเทคอเมริกันนั้นพัฒนา AI ด้วยระบบปิด หรือ closed-door approach โดย "เลี้ยง" AI ในสภาพที่เป็นความลับเพื่อทำ "ซูเปอร์อินเทลลิเจนซ์ที่พัฒนาตนเองได้" (self-improving superintelligence) จนในที่สุดมันก็ฉลาดล้ำและเริ่มจะควบคุมไม่อยู่

ในที่สุดค็อกซันต้องออกมาแฉจนสร้างแรงกระเพื่อมไปทั่วโลก และบริษัทเทคตะวันตกต้องยอมรามือเอาไว้ก่อน ซึ่งผมเกรงว่าไม่น่าจะจริงใจนัก เพราะการทำสงคราม AI ของชาติตะวันตกเน้นที่การเอาชนะจีนและสร้างผลกำไรให้มากที่สุดในเวลาเดียว

เมื่อการชะลอการพัฒนา AI จะนำไปสู่ความปราชัยและผลกำไรที่ลดลง จะเป็นได้อย่างไรที่โลกทุนนิยมสุดขั้วจะยอมได้?

แต่ผมอยากให้หันมามองที่จีนบ้าง ซึ่งแม้จะทำสงคราม AI กับสหรัฐฯ แต่กลับสนับหนุนการพัฒนาในระบบ open-source  

โดยในวันเดียวกับที่บริษัท AI อเมริกันยอมรามือนั้น มีข่าวว่า "ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ของจีน เสนอจัดตั้ง "เขต AI แบบโอเพนซอร์ส" (open-source AI zone) สำหรับกลุ่ม BRICS" จากการรายงานของสำนักข่าว AFP

การพัฒนา open-source AI นั้น "ว่ากันว่า" ปลอดภัยมากกว่า 

ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ระหว่างการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศ BRICS (ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิก 11 ประเทศ) ที่กรุงนิวเดลีว่า จีนจะเป็นผู้นำในการจัดตั้ง "เขตปัญญาประดิษฐ์ (AI) แบบโอเพนซอร์ส" สำหรับกลุ่มประเทศสมาชิก

บริษัทด้าน AI ของจีนเป็นผู้ผลิตโมเดล AI แบบโอเพนซอร์สชั้นนำของโลก ซึ่งเป็นโมเดลที่ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงโค้ดต้นฉบับเพื่อนำไปปรับปรุงหรือพัฒนาต่อยอดได้ ในขณะที่นักพัฒนาฝั่งสหรัฐฯ มักนิยมแนวทางแบบปิด (open-source AI) มากกว่า closed-door approach เพราะมีคนทั้งโลกคอยเป็นหูเป็นตาว่า AI จะล้ำเส้นจนเป็นภัยต่อมนุษยชาติหรือไม่ ไม่ใช่แอบพัฒนากันเองเพื่อหวังผลกำไรโดยไม่แยแสผลเสียเอาเลย

จีนผลักดันเรื่องนี้อย่างหนักในระยะหลัง โดยเริ่มเป็นรูปธรรมด้วยการจัดตั้ง World Artificial Intelligence Cooperation Organization หรือ WAICO เมื่อเดือนกรกฎาคมนี้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีและตัวแทนของไทยไปร่วมประชุมด้วยแต่ไมได้เป็นภาคีของ WAICO โดยสาระสำคัญก็คือการผลักดัน open-source AI ให้เป็นการแนวทางหลักในการพัฒนา AI

ล่าสุดในที่ประชุม BRICS สีจิ้นผิงผลักดันเรี่องนี้อีกครั้ง ซึ่งผมเห็นว่าเป็นความคืบหน้าที่สำคัญที่สุดในการประชุมครั้งนี้ เพราะเรื่องอื่นเหมือนย่ำอยู่กับที่

สำนักข่าว AFP รายงานเรื่องนี้ไว้ว่า

"ข้อเสนอดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ "โครงการริเริ่มด้าน AI แบบโอเพนซอร์สและครอบคลุมทุกภาคส่วน" ของผู้นำจีน โดยรวมถึงคำมั่นสัญญาที่จะ "สนับสนุนความร่วมมือในการพัฒนาและการประยุกต์ใช้โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Models)" อ้างอิงจากเนื้อหาสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีสีที่เผยแพร่โดยสถานีโทรทัศน์ CCTV ของทางการจีน

ประธานาธิบดีสีระบุว่า โครงการริเริ่มนี้ยังรวมถึงการจัดตั้ง "ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมเฉพาะด้าน AI" สำหรับกลุ่มประเทศ BRICS โดยมีเป้าหมายเพื่อ "สร้างระบบนิเวศ AI แบบเปิด"

และ

"นอกจากนี้ ประธานาธิบดีสียังเรียกร้องให้มีการจัดตั้ง "กรอบธรรมาภิบาล AI ระดับโลกที่ครอบคลุมและตั้งอยู่บนพื้นฐานของฉันทามติร่วมกัน

คาดว่าประธานาธิบดีสีจะเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาในเดือนนี้เพื่อหารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยประเด็นเรื่องธรรมาภิบาล AI น่าจะเป็นหัวข้อหนึ่งในการหารือ ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นว่าโลกอาจสูญเสียการควบคุมเทคโนโลยีที่กำลังพัฒนาไปอย่างรวดเร็วนี้" (อ่านข่าวเพิ่มเติมในหมายเหตุ 2)

เราจะเห็นว่าจีนและสีจิ้นผิงผลักดันเรื่องการควบคุม AI และการใช้ open-source อย่างหนักในช่วงหลังจนกลายเป็นธงนำของจีนไปแล้วใน 'สงคราม AI'

ดูเหมือนว่าธงของจีนจะโบกสะบัดเหนือธงของสหรัฐฯ ไปแล้ว เพราะการพัฒนา AI ของสหรัฐฯ เจอตอใหญ่เรื่องความไม่ปลอดภัยและการพัฒนาตัวเองจนเป็นอันตราย

นอกจากการเคลื่อนไหวของค็อกซันและบริษัทเทคอเมริกันใหญ่ๆ ผมจะยกตัวอย่างอีกกรณีที่ชี้ว่่า open-source ที่เสนอโดยจีนนั้นคือทางออก คือกรณีที่ เมื่อวันที่ 10 กันยายน ทอมัส วูล์ฟ (Thomas Wolf) ผู้ร่วมก่อตั้ง Hugging Face ได้เผยแพร่บทความแสดงความคิดเห็นในหนังสือพิมพ์ Financial Times โดยแก่นสารหลักก็คือการบอกว่า เครื่องมือแบบ Closed-source หมดสภาแล้วในการควบคุม AI และทางออกที่มั่นคงปลอดภัยนั้นอยู่ที่โมเดลแบบ Open-source

เบื้องหลังก็คือ "ในเดือนกรกฎาคมปีนี้ มี AI Agent จำนวนประมาณ 700 ตัวได้เปิดฉากโจมตีแบบประสานงานกันไปยัง Hugging Face ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสำหรับโฮสต์โมเดล AI ส่งผลให้เกิดบันทึกเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์มากกว่า 17,000 รายการ AI Agent เหล่านี้มีต้นกำเนิดมาจากโจทย์การแข่งขันด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ของ OpenAI และเดิมทีถูกติดตั้งไว้ในสภาพแวดล้อมแบบ Sandbox ที่แยกส่วนออกจากระบบอื่น แต่พวกมันสามารถฝ่าฝืนข้อจำกัด เชื่อมต่อกับเครือข่ายได้โดยอัตโนมัติ และท้ายที่สุดก็สามารถเจาะเข้าสู่ระบบภายนอกได้สำเร็จ" (จากการรายงานของสำนักข่าว Wall Street) 

วูล์ฟได้ประกาศว่า Hugging Face ได้จัดตั้งทีม "Open Alignment" เพื่อมุ่งเน้นไปที่ความปลอดภัยและการจัดตำแหน่งของโมเดล open-source โดยมีการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์รวมอยู่ในทิศทางอย่างชัดเจน เขายังเรียกร้องให้เพิ่มความโปร่งใสและการลงทุนด้านการวิจัยในสาขานี้ "100 เท่า"

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่สิ่งที่จีนเรียกร้องมาตลอดในปีนี้หรอกหรือ? แน่นอนว่า ไม่ใช่จีนเท่านั้นที่กังวลเรื่องนี้ ในโลกตะวันตกเองก็กังวล เพียงแต่เสียงร้องเตือนให้ระวัง "ถูกปิดปาก" โดยรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เร่งพัฒนา AI อย่างไม่มีข้อจำกัด และยังประณามผู้ที่เรียกร้องให้ควบคุม AI เสียอีก

สหรัฐฯ ไม่รู้หรือว่ามันเป็นดาบสองคม? แน่นอนพวกเขาย่อมรู้ แต่ความต้องการบรรลุ Superintelligence AI นั้นมีมากกว่า ทั้งหมดนี้ก็เพื่อเอาชนะจีน

ความกลัวเรื่อง Superintelligence AI ที่จะไม่เชื่อฟังคำสั่งมนุษย์แถมยังจำกำจัดมนุษย์ได้เพิ่งจะมาเกิดขึ้นในศักราชนี้ และไม่ได้นเป็นจินตนาการจากภาพยนต์เมื่อทศวรรษที่ 80 แต่เป็นความกลัวที่เกิดขึ้นมาหลายสิบปีกว่านั้น 

เช่นใน 'มังงะ' ที่มีชื่อเสียงของ เท็ตสึกะ โอซามุ (Osamu Tezuka) เรื่อง 'ฮิโนโทริ วิหคเพลิง' (Phoenix) ตอนที่มีชื่อว่า 'อนาคต' (Future) ซึ่งว่าด้วยโลกแห่งอนาคตที่ประเทศต่างๆ ฟังคำสั่ง/คำแนะนำจากซูเปอร์คอมพิวเตอร์ (หรือ Superintelligence AI ) ทุกสิ่งทุกอย่างแม้แต่เชื่อฟังคำสั่งให้ทำสงครามด้วยระเบิดนิวเคลียร์ซึ่งกันและกัน ผลก็คือมนุษยชาติจบสิ้นลงในที่สุด 

นี่คือการมองการณ์ไกลของเท็ตสึกะจากผลงานที่เขียนไว้ตั้งแต่ทศวรรษที่ 1950 ใครจะไปเชื่อว่าเมื่อกว่าครึ่งศตวรรษก่อน นักเขียนคนนี้จะมองเห็นโลกที่ถูกครอบงำด้วยปัญญาประดิษฐ์

แต่มันอาจจะเป็นจริงในไม่ช้า บางประเทศจึงต้องเคลื่อนไหว และจีนก็เป็นหนึ่งในหัวหอกของการควบคุม AI อย่างที่กล่าวไว้

แน่นอนว่า หากมองในแง่การเมือง "การสร้างพันธมิตร AI" และ "พันธมิตร" ของจีนอาจเป็นการทำ Counter-attack ต่อโลกตะวันตกในสงคราม AI 

แต่ท่าทีของจีนยังมีมิติที่มองกว่าโลกตะวันตก ตรงที่สามารถมองได้เหมือนกันว่านี่เป็นความกังวลที่แท้จริงต่อ Superintelligence และการพัฒนา AI แบบ closed-door ของโลกตะวันตก ที่ไม่เพียง แต่ตอนนี้ยังเสี่ยงที่จำทำให้เกิด "สัตว์ประหลาด" ที่มนุษย์จะควยคุมไม่ได้ด้วย

บางคนจึงบอกว่า AI มันร้ายกาจเหมือนอาวุธนิวเคลียร์ จากนจินตนาการในนิยายและภาพยนต์ในทศวรรษที่ผ่านๆ มามันก็ถูกสะท้อนออกมาแบบนั้นจริงๆ 

จีนแม้จะคัดค้านท่าทีสงครามของรัฐบาลญี่่ปุ่น แต่ไม่ได้เกลียดชังชาวญี่ปุ่น ตรงกันข้าม จีนนั้นชื่นชมชาวญี่ปุ่นที่ต่อต้านสงครามด้วยซ้ำ จึงยกย่องผลงานของเท็ตสึกะอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่อง "เจ้าหนูปรมาณู" (Astro Boy) ที่มีเนื้อหาต่อต้านสงครามนิวเคลียร์ 

การต่อต้านสิ่งที่เป็นภยันตรายต่อมนุษยชาติไม่ควรถูกทำให้เป็นเรื่องการเมือง (Politicization) ผมคิดว่าหากประเทศตะวันตกไม่คิดแบบนั้นก็จะเป็นการดี เพราะบริษัทเทคตะวันตกเริ่มจะขยับแบบจีนแล้ว เสียแต่ว่ารัฐบาลทรัมป์อาจจะไม่ได้ใจกว้างแบบนั้นน่ะสิ

ในขณะที่เขียนเรื่องนี้ การ Politicization การพัฒนา AI ก็ยังดำเนินต่อไป พร้อมกับการปล่อยข่าวลือว่าทางการจีนจับกุมมันสมองสำคัญของบริษัท AI ในจีน คือ หยางจื๋อหลิน ผู้ร่วมก่อตั้ง Moonshot AI บริษัทที่พัฒนาโมเดล Kimi อันลือลั่น (ซึ่งใช้ระบบ open-source) ทำให้เกิดอีกประเด็นหนึ่งที่ถกเถียงกันในวงการเรื่องเจตนาที่แท้จริงของจีนในสงคราม AI 

แม้ว่า Moonshot AI จะมีแถลงการณ์แล้วว่าข่าวดังกล่าวเป็นเรื่องเท็จก็ตาม โดยบอกว่าเป็น "การสร้างเรื่องเท็จอันชั่วร้าย" (系恶意造谣) แต่ก็ไม่ได้เผยว่าต้นตอของการปล่อยข่าวอันชั่วร้ายนี้มีแรงจูงใจอะไรอยู่เบื้องหลัง

ดังนั้น สิ่งที่น่ากลัวพอๆ กับ Superintelligence AI ก็คือการ Politicization of AI นี่แหละ

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better 

Photo - ภาพถ่ายจากกลุ่มสื่อที่เผยแพร่โดยสำนักข่าว Sputnik ของรัสเซีย แสดงภาพประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ขณะเข้าร่วมการประชุมในรูปแบบ SCO+ ขององค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) ที่กรุงบิชเคก เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2026 (Photo by Vyacheslav PROKOFYEV / POOL / AFP)

หมายเหตุ 1
ข้อความเต็มจากโพสต์ใน X ของค็อกซัน

"วันนี้ผมลาออกจาก Anthropic แล้ว ผมใช้เวลาสามปีที่ผ่านมาทำวิจัยเกี่ยวกับการเตรียมการฝึกโมเดลที่ทั้ง OpenAI และ Anthropic บริษัททั้งสองแห่งไม่ได้ทำอะไรอย่างมีความรับผิดชอบ พวกเขากำลังเร่งพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงที่พัฒนาตัวเองได้ และกำลังเสี่ยงชีวิตของเราอยู่ ความคิดเพิ่มเติมอยู่ด้านล่าง

อย่าได้ประเมินพลังของเทคโนโลยีนี้ต่ำเกินไป ในไม่ช้ามันจะกลายเป็นระบบที่มีขีดความสามารถเหนือมนุษย์ ซึ่งสามารถเจาะระบบใดก็ได้ พลิกโฉมวงการต่างๆ ได้ในชั่วข้ามคืน รวมถึงสามารถครอบครองอำนาจและทรัพยากรที่แท้จริงได้ เราต่างได้เห็นความก้าวหน้าในแต่ละด้านเหล่านี้มาแล้ว และความก้าวหน้าดังกล่าวก็ไม่มีทีท่าว่าจะชะลอตัวลงเลย

ผู้ที่กำลังพัฒนา AI เชื่ออย่างจริงจังว่าเทคโนโลยีนี้อาจคร่าชีวิตมนุษย์ทุกคนได้ภายในสิ้นทศวรรษนี้ นี่ไม่ใช่กลยุทธ์ทางการตลาดแต่อย่างใด ในทางกลับกัน ผู้บริหารและนักวิจัยระดับสูงจำนวนมากมักเลือกใช้ถ้อยคำที่ดูสมเหตุสมผลเมื่อให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน แต่ในความเป็นจริงแล้ว คนกลุ่มเดียวกันนี้กลับแสดงความหวาดกลัวออกมาให้เห็นในวงสนทนาส่วนตัว ไม่มีกิจกรรมใดของมนุษย์ที่ก่อให้เกิดอันตรายในระดับนี้มาก่อน

คำถามที่พบบ่อยคือ "หากพวกเขาเชื่อเช่นนั้นจริงๆ เหตุใดจึงยังคงเดินหน้าพัฒนาสิ่งนี้ต่อไป?" ที่ OpenAI นั้น หลายคนยังไม่ได้ตระหนักอย่างลึกซึ้งถึงผลกระทบที่มีต่ออารยธรรมมนุษย์ ส่วนที่ Anthropic นั้น พวกเขาเข้าใจถึงความสำคัญและเดิมพันอันยิ่งใหญ่นี้เป็นอย่างดี แต่กลับต้องติดอยู่ในภาวะการแข่งขันเพื่อชิงความเป็นหนึ่ง เพราะเชื่อว่าไม่มีใครอื่นที่จะดำเนินการด้วยความรับผิดชอบ พวกเขาจึงจำต้องลงมือทำด้วยตนเองแม้จะมีความเสี่ยงก็ตาม

การยอมรับการแข่งขันนี้และเข้าสู่ "ช่วงสุดท้ายของเกม" เป็นการเสี่ยงที่โอหังเกินไป ซึ่งไม่ควรเริ่มต้นจากกลุ่มแชทใน Slack ของบริษัทเอกชน การพยายามเร่งความเร็วในการจัดแนวเส้นทางนั้น ต้องอาศัยความมั่นใจอย่างยิ่งว่าไม่มีเส้นทางที่ดีกว่านี้อีกแล้ว

ผมมองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะเกิดความร่วมมือกัน เหตุการณ์ที่เป็นเสมือนสัญญาณเตือนภัยอย่างกรณีการโจมตีผ่าน Hugging Face ได้ช่วยให้ข้อตกลงเรื่องการควบคุมจังหวะการพัฒนา (pacing agreements) ระหว่างห้องปฏิบัติการต่างๆ ในสหรัฐฯ มีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ผมยังไม่รู้สึกว่าเรากำลังมาถูกทางที่จะป้องกันการแข่งขันระดับโลกในเรื่องนี้ ซึ่งอาจจำเป็นต้องอาศัยมาตรการที่ต้องแลกมาด้วยต้นทุนสูง เช่น การสั่งระงับการเพิ่มขีดความสามารถของโมเดลเป็นการชั่วคราว

หากคุณเป็นนักวิจัยในห้องปฏิบัติการ ผมอยากให้คุณลองพิจารณาดูว่าสถานการณ์ในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร คุณต้องการเริ่มกระบวนการเรียนรู้แบบเสริมกำลัง (RL) ของระบบที่มีความฉลาดเหนือมนุษย์ (superintelligent) โดยปราศจากความเข้าใจอย่างถ่องแท้เกี่ยวกับกลไกการทำงานภายในของมันหรือ? คุณควรจะก้มหน้าก้มตาทำต่อไปเพียงเพราะคิดว่า "ยังไงมันก็ต้องเกิดขึ้นอยู่ดี" หรือจะใช้โอกาสนี้เรียกร้องให้เกิดเงื่อนไขการดำเนินงานที่แตกต่างออกไป?


หมายเหตุ 2 
รายงานข่าวเรื่อง "ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน เสนอจัดตั้ง "เขต AI แบบโอเพนซอร์ส" สำหรับกลุ่ม BRICS" (AFP)

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ระหว่างการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศ BRICS (ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิก 11 ประเทศ) ที่กรุงนิวเดลีว่า จีนจะเป็นผู้นำในการจัดตั้ง "เขตปัญญาประดิษฐ์ (AI) แบบโอเพนซอร์ส" สำหรับกลุ่มประเทศสมาชิก

บริษัทด้าน AI ของจีนเป็นผู้ผลิตโมเดล AI แบบโอเพนซอร์สชั้นนำระดับโลก ซึ่งเป็นโมเดลที่ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงโค้ดต้นฉบับเพื่อนำไปปรับปรุงหรือพัฒนาต่อยอดได้ ในขณะที่นักพัฒนาฝั่งสหรัฐฯ มักนิยมแนวทางแบบปิด (closed-door approach) มากกว่า

ข้อเสนอดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ "โครงการริเริ่มด้าน AI แบบโอเพนซอร์สและครอบคลุมทุกภาคส่วน" ของผู้นำจีน โดยรวมถึงคำมั่นสัญญาที่จะ "สนับสนุนความร่วมมือในการพัฒนาและการประยุกต์ใช้โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Models)" ตามข้อมูลสรุปสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีสีที่เผยแพร่โดยสถานีโทรทัศน์ของรัฐอย่าง CCTV

ประธานาธิบดีสีระบุว่า โครงการริเริ่มนี้ยังรวมถึงการจัดตั้ง "ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมเฉพาะด้าน AI" สำหรับกลุ่มประเทศ BRICS โดยมีเป้าหมายเพื่อ "สร้างระบบนิเวศ AI แบบเปิด"

กลุ่ม BRICS ซึ่งประกอบด้วยจีน รัสเซีย และอินเดีย ก่อตั้งขึ้นในปี 2009 เพื่อเป็นเวทีสำหรับกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ขนาดใหญ่ที่ต้องการเพิ่มบทบาทและอิทธิพลในสถาบันระหว่างประเทศที่ถูกครอบงำโดยชาติตะวันตก

นอกจากนี้ ประธานาธิบดีสียังเรียกร้องให้มีการจัดตั้ง "กรอบธรรมาภิบาล AI ระดับโลกที่ครอบคลุมและตั้งอยู่บนพื้นฐานของฉันทามติร่วมกัน"

คาดว่าประธานาธิบดีสีจะเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาในเดือนนี้เพื่อหารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยประเด็นเรื่องธรรมาภิบาล AI น่าจะเป็นหัวข้อหนึ่งในการหารือ ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นว่าโลกอาจสูญเสียการควบคุมเทคโนโลยีที่กำลังพัฒนาไปอย่างรวดเร็วนี้

TAGS: #Superintelligence #AI