'ฮายอง' ผิดด้วยหรือที่ปู่ทวดของเธอเป็นพวก'โปรญี่ปุ่น'? กรณีการบูลลี่ด้วยประวัติศาสตร์ในเกาหลีใต้

'ฮายอง' ผิดด้วยหรือที่ปู่ทวดของเธอเป็นพวก'โปรญี่ปุ่น'? กรณีการบูลลี่ด้วยประวัติศาสตร์ในเกาหลีใต้

ในเวลานี้เกิดกรณีอื้อฉาวอีกครั้งกับคนในวงการบันเทิงเกาหลีใต้ เมื่อ 'ฮายอง' (하영 / Ha Young) หรือ อัน ฮา-ยอง นักแสดงหญิงชาวเกาหลีใต้ถูกเปิดโปงว่า 'บรรพบุรุษ' ของเธอเป็นพวก 'ชินอิล' (친일) หรือพวกที่สมรู้ร่วมคิดกับญี่ปุ่น โปรญี่ปุ่น และรับใช้ญี่ปุ่น ในช่วงที่ญี่ปุ่นยึดครองเกาหลีเป็นอาณานิคม 

ประเด็นถกเถียงเกี่ยวกับภูมิหลังครอบครัวของเธอเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2026 ในรายการวาไรตี้ Problem Child in House (옥탑방의 문제아들) ทางช่อง KBS2 เมื่อฮายองเปิดเผยว่าครอบครัวของเธอเป็นแพทย์มาถึง 4 รุ่นแล้ว ในรายการ ฮายองกล่าวว่าปู่ทวดของเธอเรียนแพทย์ที่ญี่ปุ่น เปิดคลินิกแบบตะวันตกในเมืองฮันยาง (กรุงโซล) ตั้งแต่อายุยังน้อย และเคยรักษาพระเจ้าโคจงด้วย จักรพรรดิองค์แรกจากทั้งหมดสองพระองค์ของจักรวรรดิเกาหลี ก่อนหน้านี้ 

เมื่อประเด็นถกเถียงนี้เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2026 ต้นสังกัดของฮายองได้แถลงว่า "เป็นความจริงที่ว่า ปู่ทวดของฮายองคือ อัน ซัง-โฮ (안상호) แต่เนื้อหาที่เผยแพร่ทางออนไลน์นั้นไม่มีมูลความจริง” 

ทำไม อัน ซัง-โฮ ถึงเป็นปัญหา? และการเป็นเหลนของ อันซัง-โฮ คือ ฮายอง ถึงกลายเป็นปัญหาไปด้วย?

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า ในปัจจุบันที่เกาหลีใต้การถูกกล่าวหาว่าเป็น 'ชินอิล' (친일 / 親日) หรือ 'ชินอิลบันมินจุกแฮงอึยจา' (친일반민족행위자 / 親日反民族行爲者) แปลว่า พวกที่สมรู้ร่วมคิดกับญี่ปุ่น โปรญี่ปุ่น และรับใช้ญี่ปุ่น ในช่วงที่ญี่ปุ่นยึดครองเกาหลีเป็นอาณานิคม ถือเป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงมาก ไม่เพียงบุคคลเหล่านั้น (ซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว) จะถูกตราหน้าในบันทึกประวัติศาสตร์ว่าเป็นพวกทรยศชาติเท่านั้น แต่ลูกหลานทุกรุ่นยังจะถูกสังคมกีดกัน ถูกขุดคุ้ยประวัติออกมาแฉ และถูกประณามจากสังคม ดังนั้น หลายคนจึงพยายามไม่พูดถึงเรื่องราวของบรระบุรุษของตนที่เป็นพวกชินอิลหรืออาจจะเป็นชินอิล แต่ฮายองนั้นเปิดเผยเรื่องนี้ออกมาโดยไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมอย่างรุนแรงตามมา

อัน ซัง-โฮ ปู่ทวดของฮายอง เป็นชาวเกาหลีคนแรกที่เปิดคลินิกแบบตะวันตกในกรุงโซล และให้การรักษาผู้ป่วยด้วยการแพทย์แผนปัจจุบันในคาบสมุทรเกาหลี เขาผ่านการสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพแพทย์ของญี่ปุ่น และเป็นชาวเกาหลีคนแรกที่ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพแพทย์ในญี่ปุ่น หลังจากศึกษาต่อในญี่ปุ่น เขาได้เปิดคลินิกส่วนตัวในเขตจงโน กรุงโซล เขาเดินทางไปญี่ปุ่นในฐานะนักเรียนทุนของรัฐบาลจักรวรรดิเกาหลี จบการศึกษาจากโรงเรียนแพทย์จาฮเยในปี 1902 และฝึกงานที่โรงพยาบาลจาฮเยเป็นเวลาสองปี

เมื่อเดินทางกลับเกาหลีในปี 1904 อัน ซัง-โฮได้รับการแต่งตั้งเป็นแพทย์หลวงประจำพระองค์จักรพรรดิซุนจง (โอรสของจักรพรรดิโคจง และจักรพรรดิองค์สุดท้ายของเกาหลี) และรักษาความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับเจ้าชายอึยชิน (โอรสของพระเจ้าโคจง) แม้ว่าต่อมาเขาจะลาออกจากตำแหน่งแพทย์หลวง แต่ความเชี่ยวชาญของเขาก็ได้รับการยอมรับ และเขายังคงรักษาจักรพรรดิโคจงในฐานะแพทย์ประจำพระองค์จนกระทั่งถึงวันสุดท้ายของพระองค์ในปี 1919 โดยการก่อตั้ง 'คลินิกอัน ซัง-โฮ' ในเขตจงโน 3-กา กรุงโซล เขาได้เปิดโรงพยาบาลเอกชนแบบตะวันตกแห่งแรกในเกาหลี และดำรงตำแหน่งประธานสมาคมแพทย์ฮันซอง ซึ่งประกอบด้วยแพทย์ชาวเกาหลี เพื่อต่อต้านสมาคมแพทย์คยองซอง ซึ่งเป็นองค์กรของแพทย์ชาวญี่ปุ่น

อัน ซัง-โฮเข้าร่วมเป็นสมาชิกสภาชุดแรกของสมาคมมิตรภาพไทโช (大正實業親睦會) ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 1916 โดยสมาคมมิตรภาพไทโชเป็นองค์กรเดียวที่ดำรงอยู่ได้ในช่วงที่ญี่ปุ่นปกครองโดยกองทัพ หลังจากที่ญี่ปุ่นผนวกเกาหลีอย่างไม่ชอบธรรมในปี 1910 และสั่งห้ามสมาคมทุกประเภท โดยสารานุกรมวัฒนธรรมเกาหลี (한국민족문화대백과사전 / 韓國民族文化大百科事典) ให้คำจำกัดความของสมาคมมิตรภาพไทโชว่าเป็น "องค์กรที่สนับสนุนญี่ปุ่นซึ่งจัดตั้งขึ้นในกรุงโซล" และอธิบายว่าองค์กรนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อบิดเบือนและชักจูงจิตสำนึกต่อต้านการแยกตัวเป็นอิสระของญี่ปุ่นในหมู่ชาวเกาหลีไปในทิศทางของการ "บ่มเพาะความแข็งแกร่ง" ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นของการโฆษณาชวนเชื่อทางการเมืองของญี่ปุ่น เช่น "มิตรภาพระหว่างชาวเกาหลีและชาวญี่ปุ่น" "การพัฒนาและการขยายตัวทางอุตสาหกรรม" และ "การเผยแพร่การศึกษาและการพัฒนาวัฒนธรรม" แม้ว่าภายนอกพวกเขาจะส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและมิตรภาพ แต่ในความเป็นจริง พวกเขาร่วมมืออย่างแข็งขันกับฝ่ายบริหารของรัฐบาลญี่ปุ่นในเกาหลีโดยการส่งเสริม "ความปรองดองภายใน" ซึ่งหมายถึงการรวมญี่ปุ่นและเกาหลีเข้าด้วยกัน

ครอบครัวของอัน ซัง-โฮยังปรากฏเป็นตัวอย่างในการโฆษณาชวนเชื่อเกี่ยวกับนโยบายการกลืนชาติของญี่ปุ่นด้วย เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 1916 หนังสือพิมพ์แมอิล ชินโบ (매일신보 / 每日申報) ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์โปรญี่ปุ่นได้นำเรื่องของอัน ซัง-โฮาเป็นตัวอย่างในการส่งเสริมการศึกษาของบุตรหลานผู้มีอิทธิพลชาวเกาหลีในโรงเรียนญี่ปุ่น โดยยกให้เป็นความสำเร็จของ "การกลืนชาติญี่ปุ่น-เกาหลี" ในการสัมภาษณ์เพิ่มเติมกับแมอิล ชินโบในเดือนธันวาคม 1918 ในหัวข้อ "ครอบครัวแห่งความสามัคคีญี่ปุ่น-เกาหลี นายและนางอัน ซัง-โฮและบุตรหลาน" อัน ซัง-โฮกล่าวว่า "ผมไม่ได้ติดต่อกับชาวเกาหลีมากนัก ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาอะไร" เขายังเปิดเผยวิถีชีวิตแบบ "ความสามัคคีญี่ปุ่น-เกาหลี" โดยการเลี้ยงดูบุตรทั้งห้าคนในสไตล์ญี่ปุ่น พร้อมเสริมว่า "ผมก็เหมือนคนญี่ปุ่นคนหนึ่ง ผมไม่มีเสื้อผ้าเกาหลีสักชิ้น และผมก็กินอาหารรสเผ็ดไม่ได้เลย" นอกจากนี้ เขายังกล่าวอีกว่า "ลูกทั้งห้าคนของผมใช้ภาษาญี่ปุ่นที่บ้านเท่านั้น และพูดภาษาเกาหลีไม่ได้เลย" บทความในขณะนั้นระบุว่า  นอกจากนี้ อัน ซัง-โฮยังถูกนำเสนอในฐานะกรณี "สามีชาวเกาหลีและภรรยาชาวญี่ปุ่น" โดยเขาแต่งงานกับหญิงชาวญี่ปุ่นขณะศึกษาอยู่ในญี่ปุ่น ว่ากันว่าเนื่องจากการสัมภาษณ์ครั้งนี้ ชาวเกาหลีในขณะนั้นมองว่าอัน ซัง-โฮเป็นผู้ร่วมมือกับญี่ปุ่นอย่างสุดโต่ง

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากการให้สัมภาษณ์ที่เป็นปัญหาและการเป็นสมาชิกสมาคมมิตรภาพไทโชแล้ว ไม่มีกิจกรรมหรือการกระทำใดๆ ที่สนับสนุนญี่ปุ่นโดยตรงมากพอที่จะตรงตามเกณฑ์การตรวจสอบและจัดทำรายชื่อ ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ถูกระบุไว้ในพจนานุกรมผู้ร่วมมือกับญี่ปุ่น (친일인명사전) ของสถาบันประวัติศาสตร์เกาหลีแห่งชาติ (국사편찬위원회 / 國史編纂委員會) กล่าวถึงเพียงครอบครัวของอัน ซัง-โฮเป็นตัวอย่างของการมีปฏิสัมพันธ์กับชุมชนญี่ปุ่นเป็นหลัก สรุปแล้ว เป็นความจริงที่ว่าเขาเป็นบุคคลที่ไม่รวมอยู่ในรายชื่อผู้ร่วมมือกับญี่ปุ่นและบุคคลต่อต้านชาตินิยมที่รวบรวมโดยรัฐบาลหรือกลุ่มพลเมือง  

อย่างไรก็ตาม การขุดคุ้ยประวัติของทวดของเธอ ทำให้ฮายองเผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่ในชีวิตและทำให้เกิดกระแสการต่อต้านอย่างรุนแรง โดยท่ามกลางความขัดแย้งนี้ ผลกระทบยังลุกลามไปยังโปรเจกต์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย โดย Netflix ได้ระงับการเผยแพร่เนื้อหาโปรโมชั่นสำหรับละครเรื่อง Our Sticky Love (이런 엿같은 사랑) ที่เพิ่งประกาศไป ซึ่งนำแสดงโดยฮายอง นอกจากนี้ วิดีโอทั้งหกคลิปที่ฮายองปรากฏตัวในฐานะนางแบบโฆษณา 'Samsung Art TV' บนช่อง YouTube อย่างเป็นทางการของ Samsung Electronics ได้ถูกตั้งค่าเป็นส่วนตัวแล้ว นอกจากนี้ การรับชมคลิป Problem Child in House ที่มีฮายองปรากฏตัวและมีการเปิดเผยเราองทวดของเธอก็ถูกระงับการเข้าชมเช่นกัน

จากการรายงานของสำนักข่าวชุงอัง อิลโบ (중앙일보) ในตอนแรกฮายองปฏิเสธข้อกล่าวหาเกี่ยวกับกิจกรรมสนับสนุนญี่ปุ่นของทวดของเธอ แต่ต่อมาได้เปลี่ยนท่าที โดยเมื่อวันที่ 11 สำนักข่าว Ilgan Sports รายงานบทสัมภาษณ์ที่ได้ทำกับคุณพ่อของฮายองเมื่อวันก่อน โดยรายงานระบุว่า อัน บยอง-มุน คุณพ่อของฮายอง โดยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการที่ อัน ซัง-โฮ ละทิ้งวิถีชีวิตแบบเกาหลีหลังจากแต่งงานกับหญิงชาวญี่ปุ่น อัน บยอง-มุนตอบว่า "ผมเข้าใจว่าเบื้องหลังการแต่งงานของปู่กับหญิงชาวญี่ปุ่นนั้น เกิดขึ้นเมื่อเจ้าชายอึยชินประทับอยู่ที่โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น พระองค์ได้แนะนำหญิงคนหนึ่งซึ่งรับราชการอยู่ที่นั่นให้รู้จักกับปู่ และนำไปสู่การแต่งงาน" และเสริมว่า "ผมไม่เคยคิดว่าการแต่งงานกับหญิงชาวญี่ปุ่นนั้นเกี่ยวข้องกับความชื่นชอบญี่ปุ่นเลย"

เขายังกล่าวถึงการที่ปู่ของเขา คือ อัน ซัง-โฮ เคยเกี่ยวข้องกับเจ้าชายอึยชิน ซึ่งเป็นบุคคลที่ใจรักชาติและต่อต้านการปกครองของญี่ปุ่นเหนือเกาหลี เขากล่าวว่า"ผมรู้ว่าเจ้าชายอึยชินเป็นบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่แสดงเจตจำนงต่อต้านญี่ปุ่นอย่างแข็งขัน" และเสริมว่า "ตอนที่ปู่ของผมทำงานอยู่ที่มหาวิทยาลัยการแพทย์โตเกียวจิเคอิ ท่านรับผิดชอบด้านการรักษาพยาบาลของเจ้าชายอึยชิน และท่านตัดสินใจกลับบ้านหลังจากได้รับการสนับสนุนให้กลับมารับใช้โชซอนโดยเร็ว เพราะท่านรับใช้เจ้าชายอึยชินอย่างใกล้ชิด ปู่ของผมจึงไม่เคยคิดเลยว่าท่านจะเข้าไปพัวพันกับข้อขัดแย้งที่เข้าข้างญี่ปุ่น"

โดยทีมข่าวต่างประเทศ The Better

Photo - รายงานข่าวเรื่องฮายองโดย JTBC News / Youtube

TAGS: #ฮายอง #เกาหลีใต้ #ประวัติศาสตร์