'พระมาลาดำ' และ 'พระมาลาแดง' สัญลักษณ์แห่งธรรมราชาที่ปลดปล่อยสรรพสัตว์จากอบายภูมิ

'พระมาลาดำ' และ 'พระมาลาแดง' สัญลักษณ์แห่งธรรมราชาที่ปลดปล่อยสรรพสัตว์จากอบายภูมิ

ในสมัยราชวงศ์หมิงการปกครองทิเบตหรือซีจั้งไม่เพียงมีการตั้งสำนักงานทหารจากส่วนกลางซึ่งจะดูแลกิจการทางโลก และยังตั้งสมณศักดิ์ให้กับประมุขนิกายหลักในพุทธศาสนาแบบทิเบตเพื่อให้แสดงความศรัทธาต่อผู้นำทางธรรมของทิเบต และใช้อำนาจทางธรรมในการควบคุมคนทิเบตที่เชื่อฟังประมุขทางศาสนาอย่างมาก และรัฐบาลที่ปักกิ่งยังแสดงอำนาจเหนือกว่าในรูปของการการปูนบำเหน็จฝ่ายธรรม เพราะทิเบตไม่เพียงปกครองโดยกษัตริย์ท้องถิ่นแต่ยังปกครองด้วยคณะสงฆ์ที่มีอำนาจสูงด้วย โดยที่ประมุขคณะสงฆ์มีอำนาจในการปกครองมากกว่าเนื่องจากควบรวมเอาพลังศรัทธาของสาธุชนและจักรพรรดิราชวงศ์หมิงเอาไว้ด้วยกัน

การสนับสนุนประมุขศาสนาของราชสำนักหมิงมีดังนี้

1. พระราชทานสมณศักดิ์ 'ธรรมราช' (法王) ให้กับประมุขนิกายการ์มากาจือ หรือนิกายหมวกดำ คือ องค์การ์มาปา ทำให้องค์การ์มาปกมีสถานะเป็นเสมือน 'สังฆราชและกษัตริยราช' ผู้ปกครองทิเบตโดยได้รับพระประมาภิไธยของจักรพรรดิราชวงศ์หมิง

2. พระราชทานสถานะ 'ราช' (王) ให้กับประมุขนิกายต่างๆ ที่มีอำนาจรองลงมา แต่ก็ยังมีรองประมุขนิกายกาจือที่อยู่ลำดับที่เหนือกว่านิกายอื่น

3. พระราชทานสมณศักดิ์ 'รัฐคุรุ' (國師) ให้กับประมุขนิกายรองๆ ลงมา เช่น นิกายซากยา หรือนิกายหมวกแดงที่มีอิทธิพลสูงสุดสมัยราชวงศ์หยวน พอถึงสมัยราชวงศ์หมิงยังนับถือนิกายนี้อยู่แต่ก็น้อยกว่าการสนับสนุนนิกายการ์มากาจือ ซึ่งจักรพรรดิราชวงศ์หมิงเชิญประมุขของนิกายไปยังเมืองหลวง คือที่นานกิงและที่ปักกิ่ง

ในนิกายการ์มากาจือมีของศักดิ์สิทธิ์อยู่ 3 ชิ้น ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจที่ได้รับพระราชทานมาจากจักรพรรดิราชวงศ์หมิง คือ
 
1. 'พระมาลาดำ' ของประมุขแห่งนิกาย คือ ท่านการ์มาปา (ปัจจุบันตำแหน่งการ์มาปาสืบทอดมาแล้วถึง 13 ท่าน) พระมาลาดำนี้กล่าวกันว่าทอขึ้นมาโดยเส้นผมของฑากินี 100,000 นาง เพื่อถวายท่านการ์มาปาในโอกาสที่ท่านบรรลุธรรม พระมาลานี้มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น แต่เมื่อครั้งที่ท่านการ์มาปา ท่านที่ 5 เดินทางไปเยือนประเทศจีนสมัยราชวงศ์หมิง พระเจ้าหย่งเล่อแห่งราชวงศ์หมิง ได้ญาณทิพย์สามารถแลเห็นพระมาลาดำได้ พระองค์จึงสั่งให้สร้างพระมาลาดำที่จับต้องได้ขึ้นมา แล้วถวายแก่ท่านการ์มาปา เพื่อที่สรรพสัตว์อื่นๆ จะได้แลเห็นบ้าง เมื่อเห็นแล้วจะได้พ้นทุกข์ ไม่ต้องตกสู่อบายภูมิ

2. 'พระมาลาแดง' เป็นของพระลามะสำคัญลำดับรองลงมาของนิกายการ์มากาจือ คือท่านไตซิตูปา เป็นตำแนห่งที่สืบทอดผ่านการกลับชาติมาเกิดใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่าเหมือนกับท่านการ์มาปา ปัจจุบันท่านไตซิตูปาสืบทอดมาถึงรุ่นที่ 12 สิ่งสำคัญคือพระมาลาแดง ซึ่งมีพลานุภาพคล้ายกับพระมาลาดำ

3. 'พระมาลาส้ม' เป็นชองพระลามะสำคัญของนิกายลำดับต่อมา คือท่าน โกชีร์ กยัลชับ รินโปเช ปัจจุบันสืบทอดมาถึงรุ่นที่ 12 เช่นกัน

'พระมาลาดำ' มีแง่มุมทางศาสนาและการเมืองที่น่าสนใจมาก จากข้อเขียนของ จังชุบ การ์มา (Jangchup Garma) ระบุไว้ว่า "ตำนานเล่าว่าในกาลก่อน ในอดีตชาติท่านการมาปาเคยเป็นโยคีที่บรรลุสิทธา บรรลุขั้นที่แปดหรือภูมิแห่งพระโพธิสัตว์ ในเวลานั้น ฑากินี 100,000 องค์ ได้แปรเกศาเป็นพระมาลาและถวายให้การมาปาเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จแห่งภูมิธรรม ท่านดูซุม คเยนปะ กรรมปะองค์ที่ 1 ถือกันว่าเป็นนิรมาณกายแห่งโยคีท่านนั้นและการปรากฏตัวของท่านก็ได้รับการพยากรณ์โดยพระพุทธเจ้าศากยมุนีในพระสูตรชื่อสมาธิราชสูตรว่า

“พระโพธิสัตว์พร้อมด้วยบันลือสีหนาทจะปรากฎ พระองค์จะใช้พลังที่บรรลุในการทำสมาธิอันคัมภีรภาพเพื่อประโยชน์ของสรรพสัตว์ทั้งหลายนับไม่ถ้วน การได้เห็น ได้ยิน สัมผัส หรือคิดถึงพระองค์ ย่อมเป็นสุข”

ในการเตรียมตัวสำหรับพิธีนั้น การมาปาจะสมาธิให้เป็นหนึ่งเดียวแยกออกกับพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ โพธิสัตว์แห่งความกรุณา จะมีการถวายมณฑล ตามด้วยละสวดสาขา 7 ก็เพื่อสะสมบุญกุศลสำหรับพิธีที่จะเกิดขึ้น จากนั้นการ์มาปาก็จะสวมพระมาลาบนศีรษะขณะท่องมนต์ "โอมฺ มณี ปัทเม หูมฺ" ส่งพรให้ผู้ร่วมงานแต่ละคนกระทั่งสามารถรับรู้พลังแห่งพรนั้นได้ ว่ากันว่าแค่เห็นมงกุฏดำระหว่างพิธีก็จะกลายเป็นพระโพธิสัตว์ในภูมิโพธิสัตว์แรกในสามอายุขัย นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลหลักว่าทำไมพระมาลาดำจึงมีความสำคัญต่อนิกายกาจือ

การมาปาเป็นราชครูของจักรพรรดิแห่งราชวงศ์หมิงองค์ต่างๆ เมื่อการมาปาองค์ที่ 5 คือท่านเดจิน เชกปา ได้เข้าเฝ้าจักรพรรดิหย่งเล่อ ด้วยความศรัทธาและภูมิธรรมของจักรพรรดิพระองค์จึงสามารถรับรู้ถึงภาวะสัมโภคกายของการ์มาปาได้ในรูปของวัชรธร (ภาษทิเบตว่า ดอร์เจ ชาง) สวมพระมาลาสีดำบนพระเศียร การมาปาอธิบายแก่จักรพรรดิว่าที่ทรงเห็นคือ 'มงกุฏวัชร' ขุมพลังแห่งปัญญาพละที่จะสถิตอยู่เหนือศีรษะของการมาปาอยู่ตลอด จักรพรรดิจึงถวายรูปจำลองของพระมาลาดำเพื่อให้ผู้อื่นรับพรได้ ทรงพระราชทานมงกุฏที่ประดับด้วยอัญมณีล้ำค่าและทับทิมขนาดใหญ่ และการ์มาปาที่ 5 ใช้มงกุฏจำลองนี้เป็นการเริ่มประเพณีของพิธีพระมาลาดำซึ่งปฏิบัติต่อๆ มาโดยผู้สืบทอดใช้สิ่งนี้แก่ต่อเนื่องกันจนถึงสมัยการ์มาปาที่ 16, รังจุง ริกเป ดอร์เจ"

นี่คือความสำคัญของพระมาลาดำ ที่มีทั้งอภินิการและประวัติศาสตร์การเมืองระหว่างทิเบตและจีนส่วนกลาง

'พระมาลาแดง' ยังมีคุณสมบัติเหมือน 'พระมาลาดำ' ตรงที่เป็น "พระมาลาอันล้ำค่าที่นำมาซึ่งความหลุดมาให้พ้นยามที่ได้เห็น"

พระมาลาแดง เป็นสมบัติของท่านไตซิตู (ཏའི་སི་ཏུ) ซึ่งเป็นประมุขรองของนิกายกาจือ คำว่า ไตซิตู มาจากภาษจีนว่า ไต้ซือถู หรือ ต้าซือถู (大司徒 บางครั้งเขียนว่า 司土) เป็นตำแหน่งที่ส่วนกลางมอบให้ประมุขชนกลุ่มน้อยต่างๆ ให้ปกครองท้องถิ่นของตนได้แต่อยู่ภายใต้การแต่งตั้งประมุขโดยรัฐบาลกลางที่ปักกิ่ง

ไตซิตูจึงเป็นเหมือน 'ราช' หรือราชาที่ปกครองรัฐเล็กๆ ของทิเบต ในขณะที่องค์การ์มาปาเป็นเหมือนผู้ที่ปกครองทิเบตทั้งหมดและได่รับความเคารพจากจักรพรรดิหมิงอย่างมาก จึงอยู่ในฐานะ 'ธรรมราช' 

พระมาลาแดงของไตซิตูปาไม่เพียงเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจประหนึ่งมงกุฏของราชาเท่านั้น แต่ในแง่ของศาสนายังมีความเชื่อว่ามีพลังเหนือธรรมชาติสูงเป็นรองพระมาลาดำ ซึ่งอานิสงส์จากการได้เห็นพระมาลาแดงนั้น ท่านมหาสิทธา (โยคีผู้บรรลุธรรม) ท่านการ์มา ปักชี หรือท่านการมาปาลำดับที่ 2) กล่าวว่า “ผู้ใดเห็นพระมาลาและผู้สวมร่วมกัน ผู้นั้นย่อมไม่ตกไปสู่ภพภูมิเบื้องล่าง”

นั่นหมายความว่าใครก็ตามที่เห็นพระมาลานี้ถูกสวมใส่ (โดยท่านไตซิตูปา) ผู้นั้นย่อมไม่ตกสู่อบายภูมิ คือการตกต่ำลงกว่าภพภูมิของมนุษย์ คือภพของสัตว์เดรัจฉาน ผีเปรต และสัตว์นรก 

ส่วนท่านจัมกอน คงทรุล โดลเดรอ ทาเย ท่านที่ 1 กล่าวไว้ว่า 

“อานิสงส์ของการเห็นพระมาลาอันล้ำค่าที่นำมาซึ่งความหลุดพ้นยามที่ได้เห็นก็คือ ไม่ว่าอายตนะจะสมบูรณ์หรือบกพร่องก็ตาม หรือคนที่สมยะ (คำสัญญาหรือศีลที่น้อมรับจากอาจารย์ในการปฏิบัติวัชรยาน) กลายเป็นศีลขาด เป็นชายหรือหญิง แก่หรือเยาว์ ใครก็ตามที่เห็นก็จะได้ปลุกเมล็ดพันธุ์แห่งความหลุดพ้นภายในตนเอง ใครก็ตามที่ได้ยินเรื่องพระมาลาจะสร้างรอยประทับแห่งกรรมที่ดีไว้ในใจ ใครก็ตามที่จดจำด้วยความศรัทธามั่นจะได้รับพรมหาศาล ผู้ใดถวายเครื่องบูชาพระมาลา กราบหรือวิงวอนด้วยใจจริง เดินประทักษิณเวียนรอบ หรือโยนดอกไม้สักดอกไปทางพระมาลา ย่อมได้รับผลบุญมหาศาล แม้แต่ผู้ที่มีทัศนคติที่ผิดต่อพระมาลา (เช่นการปรามาส) ก็จะถูกชักไปสู่หนทางสู่การปลดปล่อย”

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better 

Photo - เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2567 ณ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์พุทธคยา ประเทศอินเดีย  ท่านไตซิตูปา รินโปเช ลำดับที่ 12 ประกอบพิธีพระมาลาแดง จึงนำภาพนิ่ง ภาพคลิป และอานิสงส์มาผยแพร่ หวังว่าผู้ได้เห็น แม้จะมีศรัทธาหรือไม่ก็ตาม ขอให้ได้รับความหลุดพ้นจากความทุกข์ และไม่ต้องตกต่ำสู่หนทางแห่งเดรัจฉาน เปรต และสัตว์นรก (ชมคลิปการสวมพระมาลาแดงได้ที่นี่)
 

TAGS: #ทิเบต #จีน #ศาสนาพุทธ #ประวัติศาสตร์ #ราชวงศ์หมิง