ท่ามกลางขอทานและวังจักรพรรดิ กับวิถีเซนอันดุดันของ'ชูโฮ เมียวโจ'บูรพาจารย์ของ'อิกคิวซัง' 

ท่ามกลางขอทานและวังจักรพรรดิ กับวิถีเซนอันดุดันของ'ชูโฮ เมียวโจ'บูรพาจารย์ของ'อิกคิวซัง' 

ในยุคศักดินาของญี่่ปุ่นมีเสียงโจษจันกันว่า "คนมณฑลฮาริมะเป็นคนเลือดร้อน" พูดจาโผงผาง และรักบ้านเกิดเมืองนอนยิ่ง 

แต่แม้จะดุดันในภายนอก คนฮาริมักลับเปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณา

พูดง่ายๆ ก็คือเป็นคนโกรธง่าย แต่ใจดี มีโทสะเป็นเจ้าเรือน แต่มีกรุณาประจำใจ

มณฑลฮาริมะเป็นพื้นที่สำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์ ด้วยตั้งอยู่ตรงริมทะเลและปากน้ำใหญ่อันเป็นทางเชื่อมต่อโลกภายนอกของราชธานีเกียวโตและราชธานีนาระ ณ และในยุคของสงครามกลางเมืองที่นี่ยังเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ผู้ปรารถนาจะครองใต้หล้าต่างต้องแย่งชิงมาครอง เมื่อได้ครองแล้วก็เท่ากับครองใต้หล้าไปแล้วกึ่งหนึ่งเพราะความเป็นจุดเชื่อมต่อของมัน

คนฮาริมะจึงอยู่ระหว่างขุนศึกที่แย่งชิงอำนาจอย่างบ้าคลั่งและต้องรับมือเล่ห์เหลี่ยมของพวกพ่อค้าที่สิงสู่ตามท่าเรือ พวกเขาจึงพัฒนาความใจร้อน ดุดัน แต่ก็ตรงไปตรงมา  

ภูมิภาคนี้ไม่เหมือนดินแดนที่สงบร่มเย็นและเต็มไปด้วยวัดวาอารามเหมือนพื้นที่ราชธานี และแคว้นคิไนหรือยามาโตะซึ่งผลิตนักปราชญ์และสมณะที่มีอชื่อเสียงมากมาย 

แต่ในดินแดนอันดุดันอย่างฮาริมะก็ยังสามารถให้กำเนิดอริยบุคคลท่านหนึ่งขึ้นมาได้ คือ ท่านชูโฮ เมียวโจ (宗峰妙超)

ท่านชูโฮ เมียวโจ เป็นบุตรชายของอุราคามิ อิคโคคุ  สมาชิกของตระกูลอุราคามิ ซึ่งเป็นตระกูลที่มีอำนาจซึ่งเป็นเจ้าที่ดินในเขตปกครองเคหาสน์ศักดินาอุราคามิในมณฑลฮาริมะ 

ตระกูลอุราคามิ  (浦上氏)หรือ ตระกูลคิ (紀氏) สืบเชื้อสายมาจากทาเคโนะอุจิ โนะ สุกุเนะ (武内宿禰) ขุนนางใหญ่ในราชสำนักที่รับใช้จักรพรรดิถึง 5 พระองค์ในช่วงศตวรรษที่ 100 - 200 

ตามปกติแล้วตระกูลขุนนางใหญ่หากไม่เป็นเจ้าที่ดินก็เป็นขุนศึกผู้ปกครองแคว้น แต่ตระกูลอุราคามิ กลับต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เพราะเป็นตระกูลที่ผลิตบรรพชิตในนิกายเซนที่มีสมณศักดิ์สูงหลายคนในช่วงยุคคามาคุระ (ค.ศ. 1185–1333) ถึงยุคนัมโบคุโจ (ค.ศ. 1336 -  1392)

หนึ่งในนั้นคือท่านชูโฮ เมียวโจ

ทำไมตระกูลเจ้าที่ดิน-ขุนศึกอย่างอุราคามิถึงปล่อยให้ทายาทบวชเป็นพระในขณะที่ตระกูลอื่นๆ แย่งชิงที่ดิน อำนาจ และยศถาบรรดาศักดิ์?

นั่นเพราะการเป็นพระถือเป็น "การชิงอำนาจ" รูปแบบหนึ่งเหมือนกัน พระสงฆ์นั้นสามารถแผ่อิทธิพลไปถึงจักรพรรดิและข้าราชสำนักหรือชี้นำนโยบายให้กับโชกุน (ขุนศึกผู้มีอำนาจเทียบเท่านายกรัฐมนตรี) อีกทั้ง วัดวายังมีที่ดินมหาศาลสามารถเก็บรายได้โดยไม่ต้องอยู่ภายใต้อาณัติของราชสำนักหรือรัฐบาลโชกุน การเป็นพระจึงเป็นรูปแบบหนึ่งของการมีอำนาจ และบางตระกูลจึงไม่ลังเลที่จะส่งลูกออกบวชเป็นพระตั้งแต่ยังเด็กๆ เพื่อแย่งชิงตำแหน่งพระสมณศักดิ์สูงที่จะมีอำนาจทางการเมืองและศาสนา 

แม้แต่ราชสำนักเองก็ยังส่งเจ้าชายหรือพระบรมวงศ์ชายบางพระองค์ไปเป็นเจ้าอาวาสของวัดใหญ่ๆ โดยสืบทอดกันในเชื้อพระวงศ์ ก็เพื่อรักษาอำนาจการนำทางการเมืองและศาสนานั่นเอง

สิ่งที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่นนี้ก็เกิดขึ้นในยุโรปเช่นกัน โดยราชวงศ์และแคว้นต่างๆ จะส่งเชื้อพระวงศ์ชายไปบวชเป็นบาทหลวงและล้อบบี้ทางการเมืองเพื่อชิงตำแหน่งสมณศักดิ์สูงมาครอง เพื่อให้เชื้อพระวงศ์นั้นมีอำนาจทางศาสนาและคอยเชื่อมโยงกับอำนาจทางการเมืองของพระญาติวงศ์ทางโลก

ตระกูลอุราคามิก็ทำแบบเดียวกัน ยิ่งเป็นตระกูลชนชั้นสูงในฮาริมะอันเป็นดินแดนของคนเลือดร้อนด้วยแล้วมีหรือที่จะพลาดการชิงอำนาจอันดุเดือดในยุคนั้นไปได้ ตระกูลนี้ได้ส่งบุตรชายคนหนึ่งคือท่านชูโฮ เมียวโจ ออกบวชตั้งแต่อายุ 11 ปี โดยได้เข้าศึกษาที่วัดโชชะซัน เอ็นเกียวจิ ซึ่งเป็นวัดสำคัญในบ้านเกิด และศึกษาพุทธศาสนานิกายเทนได วัดแห่งนี้เป็นหนึ่งในสามเสาหลักของนิกายเทนได อันเป็นนิกายที่ราชสำนักนับถือเป็นอย่างมาก เนื่องจากนิกายเทนไดมีหน้าที่ประกอบพิธีกรรมมนตรยานเพื่อปกป้องคุ้มครองจักรพรรดิและประเทศชาติ 

แต่ในเวลานั้น ราชสำนักเสื่อมอำนาจลงแล้ว จักรพรรดิทรงไม่มีอำนาจแท้จริงในมือ อำนาจนั้นไปอยู่ในมือของชนชั้นนักรบที่นำโดยโชกุนซึ่งเป็นตำแหน่งที่เทียบเท่ากับนายกรัฐมนตรีในปัจจุบัน (และจักรพรรดิก็เป็นแค่ประมุขแต่ในนามเหมือนสถาบันกษัตริย์ในหลายประเทศในปัจจุบัน) 

รัฐบาลโชกุนนั้นไม่ได้ให้ความสำคัญกับนิกายเทนไดมากนัก ทั้งยังมองว่าเป็นเสี้ยนหนามทางการเมือง เนื่องจากสนับสนุนราชสำนัก มีที่ดินมากมาย มีอิทธิพลสั่งการฝ่ายการเมืองได้ในบางแคว้น และยังมี "กองทัพพระสงฆ์" เป็นของตัวเองซึ่งอ้างว่าเพื่อปกป้องพระศาสนา แต่ในความเป็นจริงแล้วทำการรบราฆ่าฟันและชิงอำนาจไม่ต่างจากนักรบทางโลก

รัฐบาลโชกุนให้ความสนใจอย่างมากกับนิกายใหม่ที่เพิ่งนำเข้าจากจีนสมัยราชวงศ์ซ่งและราชวงศ์หยวน นั่นคือนิกายเซน ซึ่งมีคำสอนที่เรียบง่าย ตรงไปตรงมา ไม่มีพิธีกรรมรุงรังเหมือนนิกายเทนได อีกทั้งยังสอนให้เผชิญหน้ากับความตายอย่างมีสติ ซึ่งเป็นคำสอนที่ถูกจริตชนชั้นนักรบที่ต้องเผชิญกับความตายอยู่ตลอดเวลา 

เช่นกันกับท่านชูโฮ เมียวโจ ต่อมาท่านได้สนใจพุทธศาสนานิกายเซน และฝึกฝนการปฏิบัติธรรมแบบนิกายเซนกับท่านโคโฮ เคนอิจิ (高峰顕日) อาจารย์เซนในคามาคุระ ซึ่งเป็นพระราชโอรสของจักรพรรดิโกะซางะ (นี่คือตัวอย่างหนึ่งของการที่ราชสำนักส่งโอรสมาเป็นพระสงฆ์ที่มีอิทธิพลสูง)

ในเวลานั้นซ่งถูกหยวนหรือมองโกลโค่นล้มลงแล้ว ในญี่ปุ่นยังอยู่ในช่วงเวลาสงบเงียบก่อนมรสุมใหญ่จะถาโถมเข้ามา ชูโฮ เมียวโจแม้จะศึกษาธรรมะนิกายเซนแล้วแต่ก็ยังรู้สึกว่าไม่เพียงพอ ใรเวลานี้มี "เกร็ดประวัติศาสตร์" ตอนหนึ่งในบันทึก "ราซัน บุนชู" 『羅山文集』เล่มที่ 5  ว่าด้วยผู้ปฏิบัติเซน เล่าเรื่องอันน่าเหลือเชื่อไว้ว่า

"เมียวโชยังหนุ่ม และเมื่อได้แสวงหาคำแนะนำเกี่ยวกับธรรมะทั้งในสำนักเปิดเผย (หมายถึงสำนักศึกษรพระสูตรและคัมภีร์อย่างเปิดเผย) และสำนักปิดลับ (หมายถึงนิกายที่ต้องผ่านการคัดกรองหรือทำพิธีอภิเษกเสียก่อนจึงจะเรียนวิชาพุทธศาสนาที่ถ่ายทอดอย่างลับๆ ได้) แล้ว ก็พบว่าไม่เป็นที่น่าพอใจ เขาจึงปรารถนาจะไปยังอาณาจักรหยวนเพื่อแสวงหาธรรมะ และในที่สุดก็ไปถึงฮากาตะ ที่นั่น เขาได้พบกับพระโชเมียวที่กำลังเดินทางกลับจากอาณาจักรหยวนโดยบังเอิญ และนั่นเองที่เขาเริ่มฝึกฝนการทำสมาธิแบบเซน ในเวลานั้น เมียวโชมีภรรยาและลูกๆ เพื่อที่จะตัดขาดความปรารถนาในความรัก เขาจึงให้ภรรยาซื้อเหล้าสาเกให้ แล้วล็อกประตู จากนั้นก็ฆ่าลูกที่อายุสองขวบ และย่างศพบนไม้เสียบ เมื่อภรรยากลับมาและเห็นสิ่งที่เห็น เธอก็ตกใจและกินศพลูกที่ย่างแล้วและดื่มเหล้าสาเกนั้นทันที ภรรยามองอย่างตั้งใจ ร้องไห้เสียงดัง และวิ่งหนีออกไป เมียวโชก็วิ่งหนีออกไปด้วยเช่นกัน นี่คือไดโตะ โคคุชิแห่งมุราซากิโนะ" 

"ไดโตะโกกุชิแห่งมุราซากิโนะ" คือฉายาในภายหลังของชูโฮ เมียวโจ แต่เรื่องนี้เราไม่อาจยืนยันได้ว่าจริง เพราะบันทึกเกร็ดประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นมักจะเต็มไปเรื่องเหลือเชื่อทำนองนี้มากมาย

กระนั้นก็ตาม ตำนานนี้สะท้อนความเป็นคนเลือดร้อนเยี่ยงชาวฮาริมะได้อย่างชัดเจน ความมุ่งมั่นที่แม้จะยอมเป็นยักษ์เป็นมารเพียงเพื่อให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้

แต่นั้นมาชูโฮ เมียวโจจึงเป็นศิษย์ของนันโป โชเมียว (南浦紹明) ในเมืองเกียวโต ท่านนันโป โชเมียวนี้เคยเดินทางไปยังอาณาจักรซ่งและหยวนของจีนเพื่อศึกษานิกายเซนจากแหล่งกำเนิดและได้รับการถ่ายทอดธรรมะจากท่านซวีถัง จื้ออวี๋ (虚堂智愚) ซึ่งในกาลต่อมาจะถือเป็นบูรพาจารย์นิกายเซนสำนักหลินจี้หรือนิกายรินไซที่ทรงอิทธิพพลอย่างมากในญี่ปุ่น และท่านซวีถัง จื้ออวี๋ก็ยังมีอิทธิพลต่อพิธีชงชาของญี่ปุ่นที่รับมาจากธรรมเนียมดื่มชาของนิกายเซนของจีนและสุนรียศาสตร์ของราชวงศ์ซ่ง

ท่านนันโป โชเมียวเป็นที่ปรึกษาและทูตของตระกูลโชนิ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้รับมือกับการรุกรานของพวกมองโกล หลังจากที่มองโกลโค่นล้มราชวงศ์ซ่งลงแล้วก็หมายตาที่จะรุกรานญี่ปุ่น โดยส่งทัพเรือนใหญ่มา แต่รัฐบาลโชกุนที่คามาคุระและขุนศึกต่างๆ ร่วมกันต่อต้านเอาไว้ได้ โดยได้รับ "การสนับสนุนทางธรรม" จากอาจารย์เซนท่านต่างๆ ที่สอนหลักการเผชิญหน้ากับความตายและหลักโพธิสัตว์จริยาการปกป้องผู้อ่อนแอกว่า

การรุกรานของมองโกลเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้นิกายเซนได้รับความเชื่อถืออย่างมากจากชนชั้นนักรบ และพระนิกายเซนก็ยิ่งได้รับการยอมรับและถูกตระกูลชนชั้นสูงต่างๆ เสาะหากันมาเป็นที่ปรึกษาและครูบาอาจารย์

ท่านชูโฮก็ควรจะได้รับโอกาสนั้นด้วยตั้งแต่แรก ไม่ว่าจะด้วยการเป็นศิษย์ของนันโป โชเมียวหรือการเป็นทายาทของตระกูลชั้นสูงแห่งฮาริมะอยู่แล้ว คุณสมบัตินี้ย่อมเหมาะสมกับการเป็นอาจารย์ของชนชั้นนักรบตระกูลต่างๆ 

จนกระทั่งเมื่ออายุ 26 ปี ท่านชูโฮ เมียวโจได้รับการรับรองจากอาจารย์ว่าได้บรรลุธรรมแล้ว ซึ่งตามธรรมเนียมนิกายเซน การรับรองว่าบรรลุธรรมเท่ากับจบการศึกษา สามารถไปสั่งสอนผู้อื่นได้ แต่หลังจากที่ท่านบรรลุธรรมแล้ว อาจารย์ของท่านกลับสั่งว่าอย่าได้รับศิษย์จนกว่าจะผ่านไปแล้ว 20 ปี 

ท่านชูโฮ เมียวโจจึงใช้เวลานี้ปฏิบัติสมาธิภาวนาและพิจารณาข้อธรรม หลังจากอาจารย์ท่านสิ้นไปแล้ว  ท่านมาอยู่ในอาศรมเล็กๆ อันกันดารและแร้นแค้นทั้งยังหนาวเหน็บ

หลายปีต่อมาท่านยังไปใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางขอทานและคนยากจนตามท้องถนนในเกียวโต แต่งตัวมอซอ ผมเผ้ารุงรัง ดูไม่ผิดอะไรกับคนจรหมอนหมิ่น ไม่มีวี่แววของพระสงฆ์ผู้สูงส่งเลย

จนกระทั่งวันหนึ่งจักรพรรดิฮานะโซโนะทราบว่ามีผู้ปราดเปรื่องอยู่ท่ามกลางคนจรเหล่านั้น และปรารถนาจะพบท่าน

เล่ากันว่าท่านชูโฮ เมียวโจชอบฉันแตงหวาน หรือแตงมุกุวะ (真桑瓜) อันเป็นผลไม้ขึ้นชื่อของจังหวัดบันชู มณฑลฮาริมะ บ้านเกิดของท่าน จักรพรรดิฮานะโซโนะจึงทรงออกอุบายให้เจ้าหน้าที่ไปประกาศว่าจะแจกแตงมุกุวะให้ฟรีแถวสะพานโกะโจ เมื่อถึงวันนัดแล้วพวกขอทานมาออกกันรอรับแตงมุกุวะ เจ้าหน้าที่ก็เอ่ยคำปริศนาว่า "มาโดยไร้ขา" ในท่ามกลางขอทานนั่นก็มีคนโพล่งขึ้นมาว่า "รับโดยไร้มือ" ปรากฎว่าผู้ตอบคือท่านชูโฮ เมียวโจนั่นเอง

เมื่อมาเข้าเฝ้าจักรพรรดิฮานะโซโนะในพระราชวัง แม้จะอยู่ท่ามกลางคนขอทานมาหลายปีแต่ท่านชูโฮ เมียวโจฉายรัศมีแห่งธรรมอันเจิดจ้าและทรงภูมิยิ่งนัก จักรพรรดิฮานะโซโนะจึงตรัสว่า "พุทธรรมเป็นอจินไตย ราชธรรมย่อมอยู่ในฐานะเทียมกัน"

ท่านชูโฮ เมียวโจตอบว่า "ราชธรรมเป็นอจินไตย พุทธธรรมย่อมอยู่ในฐานะเท่าเทียม"

ราชธรรม (王法) คือวิถีแห่งการปกครองทางโลกคือสมมติบัญญัติ ส่วนพุทธธรรม (仏法) เป็นวิถีแห่งปรมัตถ์ แม้จะดูเหมือนสูงต่ำ แต่ธรรมทั้งสองต้องดำเนินคู่กันไป  (ท่านเร็นเนียว (蓮如) ประมุขนิกายสุขาวดีใหม่หรือโจโดชินชูอธิบายไว้ว่า "ราชธรรมน้อมรับด้วยศีรษะ พุทธรรมรักษาไว้ในดวงจิต")

จากนั้นจักรพรรดิฮานะโซโนะทรงถวายตัวเป็นศิษย์ของท่านชูโฮ เมียวโจ แล้วท่านสร้างสำนักสงฆ์ขึ้นชื่อไดโตกุ ซึ่งต่อมาในสมัยจักรพรรดิโกะไดโกะก็ทรงเคารพนับถือท่านชูโฮ เมียวโจ ถวายที่ดินและอุปถัมภ์การสร้างอาราม ทำให้สำนักสงฆ์นี้กลายเป็น "วัดไดโตกุจิ" (大徳寺) อันยิ่งใหญ่ของนิกายเซน

ด้วยความศรัทธาในตัวท่านชูโฮ เมียวโจ จักรพรรดิโกะไดโกะจึงคุ้มครองวัดแห่งนี้ ในปี ค.ศ. 1334 พระองค์ทรงออกพระราชกฤษฎีกายกย่องวัดแห่งนี้ให้สูงกว่าวัดเซนที่ยิ่งใหญ่ทั้งห้าแห่งในเกียวโต นอกจากนี้ยังถือว่าเป็นวัดสำหรับสวดมนต์ภาวนาของจักรพรรดิโกะไดโกะอีกด้วย

ในกาลต่อมาชูโฮ เมียวโจยังได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ว่าเป็น "มหาประทีปรัฐคุรุ" หรือ ไดโตะโกกุชิ (大燈国師)สถานะ "รัฐคุรุ" เป็นสมณศักดิ์ที่ถือว่าสูงสุดแล้วสำหรับบรรพชิตไม่เฉพาะแค่ในญี่ปุ่น แต่ยังเป็นสมณศักดิ์ชั้นสูงในจีนและเกาหลี เพราะผู้ที่ได้รับถือเป็นครูบาจารย์ของจักรพรรดิเลยทีเดีย

แม้จะเป็นครูของจักรพรรดิ แต่ท่านก็ไม่ทิ้งนิสัยดุดันอย่างคนฮาริมะ

กล่าวกันว่าการสอนธรรมะเซนของท่านนั้นเข้มงวด ปฏิบัติต่อผู้คนด้วยความเด็ดขาดและไม่ปรานี สำนักที่ท่านสังกัดนั้นคือสำนักรินไซหรือหลินจี้ ถือว่าเป็นสำนักที่สอนเซนด้วยความรุนแรงอยู่แล้ว เช่น การใช้กำลังทุบตี ตบหน้าฉาดใหญ่ ด่าทอ และการตวาดเสียงดังเพื่อปลุกจิตให้ตื่น แต่ท่านชูโฮ เมียวโจก็ยิ่งมีแนวทางที่ดุดันขึ้นไปอีก

แม้จะเป็นวิถีอันดุดัน แต่สำนักรินไซกลับได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะในหมู่ชนชั้นนักรบ 

นี่เป็นเพราะอิทธิพลของชูโฮ เมียวโจ

เมื่ออายุได้ 55 ปี ท่านชูโฮ เมียวโจล้มป่วยด้วยโรคอาการหนัก ท่านสั่งห้ามเจดีย์บรรจุอัฐิ เมื่อถึงคราวจะมรณะนั้น เป็นธรรมเนียมที่ท่านผู้มีภูมิธรรมจะรู้เวลาสิ้นใจ และจะนั่งสมาธิจากไปในท่านั้น 

ตอนแรกท่านชูโฮ เมียวโจนั่งขัดสมาธิไม่ได้เนื่องจากปัญหาเท้า แต่ก่อนที่ท่านจะมรณภาพนั้น ท่านใช้พลังสุดท้ายวางเท้าซ้ายไว้ที่ต้นขาขวาจนได้แต่ถึงกับกระดูกหัก!

แต่คนฮาริมะอยา่างท่านมีหรือจะร้องคร่ำครวญ แทนที่จะเจ็บปวดกับกายที่เป็นของมายา ท่านกลับสำรวมจิตเป็นหนึ่งแล้วกล่าว "คาถา" หรือบทกวีอำลาไว้ว่า

เราตัดพระพุทธเจ้าและปรมาจารย์ทั้งหมด
เส้นผมที่ไม่ถูกรบกวนจะเปล่งประกายอยู่เสมอ
เมื่อกงล้อแห่งการกระทำอันเสรีหมุนเวียน
ความว่างเปล่าไร้สาระขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน

คาถาของท่านชูโฮ เมียวโจอาจจะลึกซึ้งเกินกว่าสติปัญญาของเราจะเข้าใจ เพราะนี่คือ "แสงสว่าง" สุดท้ายในจิตของผู้ใกล้ตาย มีแต่ผู้ใกล้กับแสงสว่างเท่านั้นที่จะเข้าใจถ้อยคำของแสงสว่างได้

แต่ท่านชูโฮ เมียวโจก็ยังทิ้งคำสอนตอนท้ายของชีวิตเอาไว้บทหนึ่ง ความว่า 

"อย่าปฏิบัติเซนเพื่อเสื้อผ้าหรืออาหาร นี่ไม่ใช่เรื่องของตรรกะ เพียงแค่ทุ่มเทตัวเองอย่างเต็มที่ เซนไม่ได้อยู่ที่วัด คัมภีร์ การสวดมนต์อย่างร้อนแรง การนั่งสมาธิเป็นเวลานาน หรืออาหารง่ายๆ แม้ว่าเราจะใช้เวลาทั้งวันอยู่คนเดียวกลางแจ้ง ต้มหัวไชเท้าในกระท่อมโทรมๆ คนที่อธิบายสิ่งเหล่านั้นได้อย่างชัดเจนที่สุดก็คือศิษย์ของข้า จงพยายามต่อไป!"

คำสอนนี้ไม่ใช่สิ่งที่ตกผลึกมาจากการใช้ชีวิตท่ามกลางคนขอทานและวิถีอันแร้นแค้นมานานถึง 20 ปีหรือ? แม้ในช่วงลั้นปลายท่านจะเข้าออกเวียงวังและสถิตในวัดอันหรูหรา แต่นั่นไม่ได้ทำให้พระขรรค์แห่งการตรัสรู้ที่ถูกลับให้คมกริบในช่วงชีวิตกับคนยากจน ไม่ได้ทื่อหรือถูกความมัวหมองงำประกายลงเลย

หลังจากมรณภาพแล้ว สายการสืบทอดสำนักเซนท่านชูโฮ เมียวโจเรียกว่า "โอโตคัง" (応燈関) นิกายเซนสำนักรินไซสายโอโตคัง มีอาจารย์เซนที่มีชื่อเสียงสืบทอดหลักธรรมต่อมาอีกหลายท่าน หนึ่งในนั้น อิกคิว โซจุน (一休宗純) ผู้ลือลั่นที่คนไทยรู้จักกันในชื่ออิกคิวซัง

ยังมี ทาคุอัน โซโฮ (沢庵宗彭) และฮะคุอิน เอกากุ (白隠慧鶴) ปรมจารย์เซนในยุคโมโมยามะและเอโดะ

บุคคลเหล่านี้ล้วนแต่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นทั้งสิ้น โดยเฉพาะอิกคิว เป็นผู้ปราดเปรื่องแห่งยุค ผู้ัที่ทิ้งตำนานอันน่าทึ่เอาไว้ให้ชนรุ่นหลังมากมาย

ในภายหน้าเราจะมากล่าวถึงวิถีของอิกคิว โซจุนกันต่อไป

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better 

Photo - ภาพเหมือนของท่านชูโฮ เมียวโจ วาดขึ้นสมัยเอโดะ ในศตวรรษที่ 19 วาดโดยคะโน เองะกุ (狩野永岳) จิตรกรคนสำคัญของญี่ปุ่นในสมัยเอโดะ 

TAGS: #นิกายเซน #พุทธศาสนา #ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น