เรื่องมันมีอยู่ว่า
นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ได้พูดคุยกับเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย และท่านเอกอัครราชทูตได้ขอให้หลีกเลี่ยงการใช้คำว่า 'จีนเทา' เพราะเป็นการตีตราและเหมารวมคนทั้งประเทศ ซึ่งมีทั้งที่มีทั้งคนดีและคนไม่ดี หากคนจีนทำผิดกฏหมายก็ต้องดำเนินคดีกันไป
ท่านว่าการใช้คำว่า 'จีนเทา' แบบเหมารวมนั้น "ทำให้คนจีนรู้สึกว่าประเทศไทยไม่เป็นมิตร"
ผมต้องบอกว่านี่เป็นความกังวลของฝ่ายจีนจริงๆ และได้แสดงความกังวลนี้มาตลอด เพียงแต่ตอนนี้ "เป็นข่าวใหญ่" เพราะคนในรัฐบาลไทย "ออกมาพูดเอง" โดยที่ผู้ใหญ่ฝ่ายสถานทูตจีนไม่ได้พูดออกมาในที่สาธารณะ
แถมยังเป็นข่าวในช่วงที่ความรู้สึกของคนไทยต่อจีนนั้น "ไม่ค่อยจะเป็นมิตร"
ที่รู้สึกแบบนั้นเพราะมีข่าวการส่งมอบรถถังจีนให้กับกัมพูชาเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งแม้ว่าไทยกับกัมพูชาจะ "หยุดยิง" กัน แต่รู้กันดีว่าทางสองฝ่ายพร้อมที่จะซัดกันอีกได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะกัมพูชาเคลื่อนไหวทางทหารอย่างชัดเจนที่ชายแดนในช่วงเดือนที่ผ่านมา
ดังนั้น เมื่อรถถังจีนมาถึงกัมพูชา คนไทยจึงถามว่า "จีนช่วยกัมพูชารบกับไทยหรือเปล่า?" แม้การส่งมอบนี้จะเป็นการส่งมอบตามสัญญาที่ทำไว้ก่อนการปะทะกันก็ตาม
ความ "บังเอิญจนเกินไป" นี่แหละเป็นสาเหตุที่คนไทยสงสัย ระแวง และรู้สึกไม่เป็นมิตรกับจีน
ผมเห็นว่าหากต้องการจะแก้ปัญหาการใช้คำว่า 'จีนเทา' เรื่องแรกก็คือจะต้องทำให้คนไทยรู้สึกว่าจีนไม่ได้ช่วยศัตรูของไทยเสียก่อน
จีนนั้นเห็นว่าไทยและกัมพูชาเป็น 'มิตรประเทศที่ดี' ของจีนทั้งคู่ และเป็นคนกลางช่วยจับทั้งสองมาคุยกันและจัดเวิร์คช็อปเพื่อให้ผู้มีอิทธิพลทางความคิดในสังคมทั้งสองมาช่วยลดความบาดหมางกัน
แต่ความพยายามนี้ยังไม่พอที่จะ "เปลี่ยนใจ" คนไทยได้
จะเปลี่ยนใจอย่างไรนั้น ผมเองในฐานะคนไทยก็ให้คำตอบไม่ได้ เพราะรู้ดีว่าคนไทยเป็นคนที่เอาใจยากที่สุดในโลก และจะดื้อรั้นที่สุดในโลกหากทำให้คนไทยใจไม่พอใจขึ้นมา
ดังนั้น เมื่อมีเสียงติงมาจากท่านทูตจีนเรื่องไม่ควรใช้คำว่า 'จีนเทา' ผมเกรงว่ามันจะไม่ได้ผลดังที่หวัง
แถมยังจะได้ผลตรงกันข้ามเสียด้วย คือคนไทยจะกลายร่างเป็นยักษ์เป็นมารที่ล้างผลาญทุกอย่างที่ขวางหน้า เพราะสถานการณ์มันไม่เอื้อให้คนไทยกลายเป็นพระเวสสันดรที่สงสารแบบไร้เงื่อนไข แล้วเห็นคล้อยตามกับฝ่ายจีน
อีกเรื่องก็คือ แม้จะไม่มีความรู้สึกเคืองจีนในหมู่คนไทย คนไทยก็มีนิสัยชอบท้าทายอยู่แล้ว หาก "สั่ง" ให้ทำ คนไทยจะไม่ทำตามและจะทำตรงกันข้าม
ดีไม่ดี ขอความร่วมมือให้เลิกใช้คำว่า 'จีนเทา' คนไทยจะสรรหาคำที่แปลกประหลาดและด้อยค่าจีนให้หนักลงไปอีก
การที่คนไทยเอาเรื่องเมืองเขมรมาจับคู่กับเรื่องจีนเทา แม้ฝ่ายจีนอาจจะเห็นว่ามันจับแพะชนแกะไปหรือเปล่า? ก็ต้องบอกว่าในทัศนะของผมมันก็เป็นแบบนั้นจริง เพียงแต่สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นผลพวงของความไม่พอใจทั้งหลายทั้งปวง ต่อให้ไม่มีกรณี 'จีนเทา' คนไทยก็พร้อมที่จะไฟท์อยู่แล้ว
ผมเขียนมาถึงตรงนี้แล้วก็รู้สึกเห็นใจฝ่ายจีน เพราะจีนมีความตั้งใจที่จะแก้ปัญหา 'ทุนเทา' จริงๆ แต่ "สวรรค์เมืองสยามไม่มีตา ฟ้าเมืองไทยไม่มีใจ" ทำให้คนยิ่งเข้าใจจีนผิดๆ ไป
ผมจะยกข่าวเรื่องจีนเอาจริงเอาจังกับ 'พื้นที่สีเทา' มาให้อ่านกันก่อน
ข่าวนี้มาจากวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา โดย 'สภาแห่งรัฐ' หรือรัฐบาลจีนได้ประกาศ "ระเบียบของคณะรัฐมนตรีว่าด้วยการลงทุนในต่างประเทศ" 《国务院关于对外投资的规定》ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ ระเบียบนี้มุ่งที่การจัดระเบียบทุนไหลออกจากจีนไปลงทุนในโพ้นทะเล (คือต่างประเทศ)
มีคนวิเคราะห์กันไปต่างๆ นานาว่า มาตรการนี้มีไว้เพื่อป้องกันเงินจีนไหลออกไปลงทุนด้านความมั่นคงของชาติที่เป็นภัยกับจีน บ้างก็วิเคราะห์ว่ากฎระเบียบใหม่นี้มีจุดมุ่งหมายเพื่ออุดช่องว่างทางสถาบัน เช่น คนรวยๆ ถ่ายเงินออกไปยังบริษัทในต่างประเทศเพื่อการควบรวมกิจการ การซื้ออสังหาริมทรัพย์ หรือการถือหุ้นในบริษัทต่างๆ ในต่างประเทศ หลังจากนี้จะทำแบบนั้นง่ายๆ ไม่ได้อีก
ก่อนหน้านี้การถ่ายเงินทุนออกไปทำเรื่องไม่ดีไม่งามนั้นถือเป็น 'พื้นที่สีเทา' แต่ทางการจีนก็ปรับมาตรการให้เง้มงวดขึ้นแล้ว
ในระเบียบนี้ทางการจีนไม่ได้ใช่คำว่า 'พื้นที่สีเทา' หรือ 'ทุนเทา' แต่สื่ออื่นๆ นอกประเทศจีนใช้คำว่า 'พื้นที่สีเทา' เพื่ออธิบายว่าระเบียบนี้มีไว้เพื่อจัดการพวกนั้น
ไม่ใช่ทุนจากจีนเป็นสีเทากันหมด แต่ทุนจำนวนหนึ่งที่ไหลออกไปลงทุนนอกจีนมันออกนอกลู่นอกทาง จากทุนปกติก็กลายเป็นสีดำบ้างเทาบ้างแล้วเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ และของประเทศอื่น
จีนกวดขันกับช่องโหว่ที่เป็น 'พื้นที่สีเทา' ขนาดนี้ แต่ข่าวแบบนี้เมืองไทยไม่มี และจีนก็ไม่ได้ส่งเผยแพร่ในวงกว้าง
แต่คนไทยก็ยังจะด่าอยู่ดีว่า "ปล่อยให้ห้วยขวางมีแต่คนจีนทำธุรกิจ ร้านคนจีนรับเงินหยวนไม่รับเงินบาท นิคมอุตสาหกรรมที่ระยองมีแต่โรงงานจีนที่ไม่จ้างคนงงานไทย"
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ปัญหาของทางการจีนนะครับ แต่เป็นปัญหาของทางการไทย ซึ่งปล่อยให้คนเหล่านี้ทำผิดกฎหมายไทยเพื่อแลกเศษเงิน
ตรงกันข้าม จีนเองด้วยซ้ำที่ต้องมาปัดกวาดในประเทศแถวๆ บ้านเรา โดยในขณะที่คนไทยเรียกหาความรับผิดชอบที่ผิดฝาผิดตัวอยู่นั้น อย่างเมื่อสัปดาห์ที่แล้วนี่เอง ทางการจีนประสานงานกับกัมพูชาให้ส่งตัว 'หลิวเหริ่น' ประธานหอการค้าทั่วไปมณฑลอานฮุยในกัมพูชา เพื่อนำตัวไปสอบสวนที่จีนในข้อสงสัยเกี่ยวกับอาชญากรรมหลายข้อหา รวมถึงการฟอกเงินข้ามพรมแดน การฉ้อโกงทางโทรคมนาคม และการค้ามนุษย์ โดย 'หลิวเหริ่น' คนนี้ถือเป็นสมาชิกคนสำคัญของแก๊งอาชญากรของเครือข่ายเฉินจื้อ
ทุนเทาในเขมรเริ่มจะสุญพันธุ์แล้ว แต่ทุนเทาในไทยยังอยู่ดี ท่านคิดว่าเพราะอะไร?
ครับ จะใช้คำว่า 'จีนเทา' ก็อย่าลืมว่าทุกๆ จีนเทาในเมืองไทยนั้นมี 'ไทยเทา' อยู่เบื้องหลัง
ดีไม่ดี อาชญากรสัญชาติจีนในประเทศเพื่อนบ้านของไทย อาจจะมี 'บิ๊กเทา' ในไทยชักใยอยู่ด้วยซ้ำ
กระนั้นก็ตาม คนไทยเรากันเองใช้คำว่า 'ไทยเทา' ได้ไม่ถือว่าเหยียดเชื้อชาติ แต่คำว่า 'จีนเทา' นั้นเหยียดเชื้อชาติแน่นอน
หากผมจะแนะนำอะไรได้ ผมคิดว่าสถานเอกอัครราชทูตจีนสามารถขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนไทยเรื่องการใช้คำว่า 'จีนเทา' อาจจะได้ผลมากกว่า
คำว่า 'จีนเทา' เป็นคำที่มีอคติ (Bias) และเหยียดเชื้อชาติ (Racial discrimination) ในการรายงานข่าวอย่างเป็นวิชาชีพ ควรจะหลีกเลี่ยงคำแบบนี้ ในนานาอารยะประเทศที่ปฏิบัติการสื่ออย่างมีวิชาก็จะเลี่ยงคำแบบนี้ เพราะมันแสดงถึงการดูถูกคนแบบเหมารวม
นี่เป็นแนวปฏิบัติของวาสารศาสตร์อยู่แล้ว อย่าง BBC ยังมี Guidance: Racist Language ใน Editorial policy โดยระบุแนวทางเอาไว้ยาวเหยียด ซึ่งอ่านได้ในลิ้งก์ที่ผมให้ไว้
ดังนั้น คำที่เหยียดอย่างมากแบบ 'จีนเทา' สื่อจึงไม่ควรใช้อยู่แล้ว แต่จะเลือกคำไหนที่แสดงถึงความแหลมคมในการพาดหัวหรือจะตั้งศัพท์ใหม่ที่ดูทรงภูมิ ก็สุดแล้วแต่สื่อมวลชน แค่ไม่ต้องเหยียดเชื้อชาติจนเสียวิชาชีพก็พอ
แบบนี้ผมเห็นว่า ทางการจีนก็พอที่จะหารือกับฝ่ายไทยได้ แต่ถ้าจะขอความร่วมมือแบบเหมาเข่ง ผมเกรงว่าจะไม่สำเร็จ แถมสถานการณ์ยังจะหนักกว่าเดิมอีก
ผมจะยกตัวอย่างนิสัยคนไทยอีกเรื่องเพื่อให้เห็นภาพ
คนต่างชาติมักจะสงสัยว่าทำไมถนนรนแคมเมืองไทยเหตุใดถึงไม่มีเสียงแตร? ทำไมคนไทยขับรถกันเงียบกริบ ไม่มีใครเอะอะมะเทิ่งกันเลย?
เหมือนจะเป็นระเบียบที่ดี และคนไทยน่าจะมีนิสัยรักสงบในสายตาต่างชาติ
แต่คนไทยรู้ดีว่าการบีบแตรนั้น "เท่ากับประกาศสงคราม" และเสียงแตร "เท่ากับเสียงระฆังบนเวทีมวย"
การบีบแตรรถยนต์จึงเป็นเรื่องต้องห้าม แม้มันจะเป็นการบีบเพื่อบอกทางตามวินัยจราจร หรือแม้แต่เตือนอันตรายด้วยความหวังดี คนไทยก็จะเลี่ยงไม่บีบแตร แต่จะ "รอเฉยๆ" ให้สถานการณ์มันผ่านไป
เช่นกัน คนไทยมีนิสัยห้ามไปตักเตือน ยิ่งการสั่งให้ทำนั้นห้ามเด็ดขาด ต้องโอ้โลมปฏิโลม หรือ "รอ" ด้วยความอดทนอย่างยิ่ง ไม่เช่นนั้นจะนำมาซึ่งการวิวาท
เหมือนกฎที่ไม่มีใครเขียนไว้เรื่องห้ามบีบแตรเวลาอยู่บนถนนเมืองไทยนั่นเอง
บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better
Photo - ภาพนี้ตัดมาจากวิดีโอที่กระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีนเผยแพร่เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 แสดงให้เห็น หลี่สยง (Li Xiong) ผู้ต้องหาซึ่งเป็นชาวจีนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นหัวหน้าแก๊งฉ้อโกง ถูกส่งตัวมาจากกัมพูชา เดินทางมาถึงสนามบินในสภาพถูกใส่กุญแจมือและถูกนำตัวขึ้นเครื่องบินของสายการบินไชน่าเซาเทิร์นแอร์ไลน์ สื่อของรัฐบาลจีนระบุว่า เขาถูกส่งตัวมาจากกัมพูชา โดยเชื่อมโยงเขากับหัวหน้าแก๊งที่ถูกสหรัฐฯ ฟ้องร้องในข้อหาดำเนินเครือข่ายฉ้อโกงทางไซเบอร์มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์จากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้ (Photo by - CHINA'S MINISTRY OF PUBLIC SECURITY / AFP)